พรหมลวง (สนพ.ตะวันเปรมปรีดิ์ฯ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 4,101 Views

  • 21 Comments

  • 54 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,092

    Overall
    4,101

ตอนที่ 17 : การเรียนรู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    17 พ.ค. 62

“แกเห็นมั้ยว่ามันประจบเอาใจคุณตาแค่ไหน ทำไมไม่ทำบ้าง” ศิตาอดเคืองลูกสาวไม่ได้

“จะให้ประจบเอาอะไรละแม่ ที่เราสุขสบายทุกวันนี้ยังไม่พอใจอีกหรือคะ หนูว่าแม่เลิกคิดเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้วไปเที่ยวเมืองนอกกันดีกว่า มีตั้งหลายที่หนูอยาก อุ๊ย!” อสิตาพูดไม่จบเพราะถูกศิตาบีบต้นแขนแรงๆ

“ต่อไปห้ามแกไปไหน ต้องขอคุณตาไปทำงานที่บริษัทเหมือนนังศรัยให้ได้ เข้าใจไหมนังลูกโง่” แม้เสียงจะเบาแต่เกรี้ยวกราด ดวงตาจ้องมองดุดันจนลูกสาวต้องหลุบตาหนี

 

ศรัยไม่เข้าใจว่าทำไมรู้สึกตื่นเต้นเมื่อใกล้ถึงเวลาอาหาร หล่อนรีบออกจากห้องนอนเพื่อจะไปรอที่ห้องอาหารแต่สวนกับอาเขยที่กำลังขึ้นบันไดมา มานิตย์ยิ้มให้แล้วเดินผ่าน

“คุณอาไม่ทานข้าวหรือคะ” หล่อนถามตั้งใจหาเรื่องคุยมานิตย์เหลียวมองแล้วยิ้มก่อนตอบ

“ครับ วันนี้อารู้สึกไม่ค่อยสบาย”

“เป็นอะไรคะ ไปหาหมอหรือกินยาหรือยังคะ หนูพาไปมั้ย” หล่อนเสนอตัวทันที เห็นคู่สนทนายิ้มอีกครั้งแล้วพูด

“ขอบใจจ้ะ อาไม่เป็นอะไรมาก แค่มึนๆ บ้านหมุน น่าจะถูกโรคคนแก่มาทักทาย”

“อามานิตย์ยังไม่แก่เสียหน่อย สันนิษฐานเองแบบนี้ไม่ดีนะคะ ไปให้หมอตรวจดีกว่า หนูพาไปเองค่ะ ไปตอนนี้เลยมั้ยคะ”

“ไปตอนนี้หล่อนจะอดกินน้ำพริกกะปิอร่อยที่สุดในสามโลกนะยะ” เสียงเยาะเย้ยดังขึ้น ก่อนศิตาเดินมากอดแขนสามีลากกลับขึ้นไป ใช้คำว่าลากนั้นถูกต้องแล้ว

“คุณนายรองทำน้ำพริกกะปิมาให้หรือ” มานิตย์ถาม แต่หันไปมองศรัย หล่อนส่ายหน้าก่อนบอก

“ไม่ใช่ทำมาให้ค่ะ ปู่สั่งให้มากินข้าวแล้วทำน้ำพริกมาค่ะ สงสัยมาเลี้ยงต้อนรับอสิแน่ๆ” ศรัยยิ้มแต่ถูกอาสาวหันมาค้อนใส่

“ลูกสาวฉันไม่ใช่แขกที่จะต้องมาเลี้ยงรับเลี้ยงส่ง อสิก็เป็นเจ้าของบ้านคนหนึ่งเหมือนกันจำใส่กะลาหัวแกเอาไว้ด้วย” แล้วลากสามีให้เดินตาม

มานิตย์ยิ้มแหยๆ ให้หญิงสาวที่คลำหัวตนเอง สงสัย

กะลาหัว หัวกะลา

 

สระบัวขนาดใหญ่ที่มีบัวหลากสายพันธุ์ ทั้งดอกตูมและดอกบาน น้ำใสจนเห็นก้นบึงมีปลาแหวกว่ายไปมา ศรัยที่ยืนกอดอกมองค่อยๆ ลดตัวลงนั่ง ดึงเข่ามากอดเมื่อมองแมลงปอตอมเกสรดอกบัวอยู่กลางบึง รอยยิ้มพึงใจกับภาพความงานปรากฏบนใบหน้า ก่อนจะแปรเปลี่ยนไปช้าๆ รอยยิ้มหายไปเหลือแต่ใบหน้านิ่งแล้วเปลี่ยนเป็นสลดหดหู่ น้ำในตาค่อยๆ เต็มตื้นแล้วล้นทะลัก

จู่ๆ ก็มีมือมาวางบนไหล่ ศรัยสะดุ้งสุดตัวแล้วหันไปมอง

“อ้าว! ร้องไห้ทำไม

“พี่ศิลา หนาวเหลือเกิน เหงาเหลือเกิน ดีใจที่ศรัยกลับมาดีใจจังเลย” หล่อนโผเข้ากอดสะอื้นตัวโยนจนศิลาทำอะไรไม่ถูก ไม่เข้าใจสิ่งที่หล่อนพูดออกมา ได้แต่กอดตอบลูบหลังลูบไหล่เป็นการปลอบโยน จนมีเสียงพูดอู้อี้ออกมาพร้อมเจ้าตัวดันเขาออกห่าง

“กอดทำไมนี่ หนูอึดอัดนะ”

“อ้าว!” เขาแปลกใจแต่ตัดสินใจไม่พูดไม่ถาม แค่บอกเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม “ก็คิดถึงไงยายหลานรัก”

“โอ้! พระเจ้า อาศิลาคิดถึงหนู หล่อนกอดเขาอีกครั้งแล้วรีบดันออกเมื่อมีคำถาม

“อาคะ ตรงไหนคือกะลาหัวหรือคะ”

“อะไรนะ ถามว่าอะไรนะคะ” เขาได้ยินชัด แต่ไม่แน่ใจว่าศรัยถามผิดหรือเปล่า

“กะลาหัว อยู่ตรงไหน” หล่อนถามเน้นๆ ช้าๆ

ศิลาดึงหล่อนไปกอดทันที เดาว่าต้องมีใครสักคนพูดว่าศรัยมาแน่ๆ และจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากศิตาพี่สาวแสนสวยแต่ปากร้ายของเขา

“เราไม่ใช่ลูกมะพร้าวนะจะได้มีกะลา หนูสับสนกับกะโหลกหรือเปล่า” เขาถามทั้งยังกอดเอาไว้

ศรัยรีบดันตัวออกห่างแล้วส่ายหน้า อ้าปากจะพูดทว่าชะงักกับเสียงกระแอมขัดจังหวะ เมื่อหันไปมองเห็นสาวใช้ที่ตึกนี้ถือถาดใส่อาหารมองอยู่ ด้านหลังตรงประตูบ้านประยงค์มองมาด้วยสายตาตำหนิ ทั้งคู่รีบผละออกห่างแล้วเดินไปหา

“ผมเอาไปเอง” ศิลารับถาดอาหารจากน้อย ส่วนศรัยรีบไปกอดประจบแล้วประคองประยงค์

“ไปกันค่ะ หนูหิวแล้ว”

“ค่ะ”

แม้ประยงค์จะเดินอยู่ในวงแขนที่คอยประคองของหล่อน แต่ศรัยกลับรู้สึกถึงระยะห่างที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ

หรือย่าน้อยหัวโบราณไม่ชอบให้ชายหญิงใกล้ชิดกัน

ทำไมคนแก่ถึงชอบอคตินะ เฮ้อ!

 

ศิตามองหน้าสามีเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ตั้งแต่ในโต๊ะอาหารที่ทีแรกบอกว่าจะไม่ลงไปร่วม แต่สุดท้ายก็ลงไปแถมยังลากหล่อนไปด้วยอ้างว่ามื้อแรกกับลูกที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ แต่เอาเข้าจริงเขาก็ไม่สนใจลูกสาวตัวเองเท่าหลานสาวจอมพูดมาก และเพราะศรัยถามไถ่อาการป่วยของมานิตย์ จึงทำให้หล่อนกับลูกถูกพ่อดุว่าเป็นเมียประสาอะไรผัวป่วยยังไม่รู้ ก็หล่อนจะรู้ได้ยังไงในเมื่อเขาไม่บอก ส่วนอสิตาก็เพิ่งกลับมาเจอกันก็หลังเลิกงานนี่เอง

“ทำไมชอบทำให้ฉันกับลูกถูกพ่อเกลียดนักนะ เจ็บป่วยทำไมไม่ยอมไปหาหมอ สุขภาพอ่อนแอแบบนี้ไงถึงไม่มีลูกชายซะที”

“วกมาจนได้นะ ถึงไม่มีลูกชายแต่คุณก็มีลูกสาว คุณไม่คิดบ้างหรือว่าถ้าลูกสาวคุณมาได้ยินคุณพูดแต่อยากได้ลูกชายๆ แกจะเสียใจแค่ไหน”

“ก็มันจริงไหมละ เราแต่งงานก่อนพี่ใหญ่นะ ก่อนศิลาจะเกิด มีเวลาทำลูกชายก่อนตั้งนานแต่คุณก็ทำไม่ได้ ส่วนนังศรัยก็หัวแข็งเหลือเกินยังอุตส่าห์รอดมาเกิดจนได้”

“พูดอะไรของคุณ”

“พูดความจริงสิ ในเมื่อคุณไม่มีปัญญาทำให้ฉันท้อง ฉันก็ต้องขัดขวางไม่ให้พี่มัทท้องด้วย แต่ไม่คิดว่านังเด็กนี่มันจะทนทายาท ทำยังไงก็ไม่แท้ง” หล่อนทุบเขาอย่างเหลืออด ก่อนทิ้งตัวลงนั่งนึกย้อนไปถึงครั้งที่รู้โดยบังเอิญว่ามัทนาตั้งครรภ์ ตนอุตส่าห์แกล้งชนแรงๆ มัทนาก็ไม่ล้ม พอมีเหตุบังเอิญให้มัทนาล้มลงพร้อมคิ้ม ตนอุตส่าห์ดีใจเมื่อมัทนาตกเลือด แต่เอาเข้าจริงก็ไม่แท้ง นับว่าศรัยหัวแข็งพอดู แถมยังโตขึ้นมาเป็นขวัญใจของแสวงอีกด้วย

อีเด็กผี ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย

“ฉันไม่ยอมแน่” หล่อนทุบขาตนเองประหนึ่งเป็นหน้าของเด็กสาวตัวมารที่จะมาแย่งทุกอย่างไปจากตน

“คุณลืมไปหรือยังไงว่าเรามียายหนูแล้ว”

“เด็กที่เกิดมาพร้อมคำว่าลูกอิจฉานะหรือ เห็นมั้ยละไม่มีใครรักใครสนใจมันเลย มีก็เหมือนไม่มี จะได้มรดกสักแดงหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“แต่หนูศรัยก็ไม่ใช่หลานชาย ไม่มีทางได้รับมรดกทั้งหมดหรอก”

“แต่มันก็ได้ อาจได้ทั้งหมดด้วยซ้ำ”

“จะอะไรกับมรดกหนักหนา กินอยู่สบายยังไม่พอใจหรือ ลูกสาวคุณก็ชอบไม่ใช่หรือ ไม่ต้องลำบากทำงาน กินเที่ยวได้อย่างเสรี คุณไม่สังเกตหรือไงพ่อตามใจอสิตาแค่ไหน”

“ตามใจหรือ แค่เศษเงินที่โยนให้มันไปเที่ยวจะได้พ้นหูพ้นตาแค่นั้น เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่พ่อประเคนให้นังศรัย ไม่รู้ละยังไงฉันก็ไม่ยอม”

“ไม่ยอมแล้วจะทำยังไง”

“ทุกอย่างต้องเป็นของอสิตา คอยดูเถอะ” แววตามุ่งมั่น

“พูดเหลวไหล” มานิตย์ส่ายหน้าระอา ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำทิ้งให้ศิตามองตามตาข้นเขียว

ส่วนหน้าห้องนอนของทั้งคู่ ใครคนหนึ่งกำลังย่องห่างประตูไปช้าๆ


ฝากอิบุ๊ค คลิกที่ปกได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

0 ความคิดเห็น