ซ้อนกลรัก by มุกเรียง

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 12,723 Views

  • 9 Comments

  • 143 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    48

    Overall
    12,723

ตอนที่ 5 : บทที่ ๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1395
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    20 ส.ค. 61



ถ้ามีคนบอกว่าสิ่งที่เห็น คือประติมากรรมฝีมือประติมากรเอก สองสาวก็คงไม่ปฏิเสธ สรีระของชายที่ยืนท้าแดดท้าลมช่างสมส่วนงดงาม มัดกล้ามหนั่นแน่นไร้ไขมัน หากก็ไม่ใหญ่บึ้กเป็นปูก้ามดาบแบบนักเพาะกาย เรียกได้ว่าเป็นสรีระชายในฝันของหญิงสาวหลายคน รวมถึงหญิงสาวที่ลอบมองเขาอยู่ไกลๆ ในเวลานี้ด้วย

นนทรีหันไปสบตาบุษบงกชหลังจากมาหยุดยืนมองชายหนุ่มเป้าหมายอยู่เป็นครู่ เธอตั้งใจมาทำความรู้จักเขา แต่พอมาถึงจริงๆ กลับไม่กล้าเข้าไปเสียอย่างนั้น ได้แต่ยืนมอง

แล้วจู่ๆ เขาก็หันมองมา เล่นเอาทำหน้าไม่ถูก ต้องเสหันไปพูดกับบุษบงกช

“อากาศเย็นสบายดีนะบุษ”

“แดดร้อนขนาดนี้นี่นะ เย็นสบาย” คนเป็นเพื่อนแย้งขำๆ รู้ดีว่านนทรีออกอาการเคอะเขินชายคนนั้นจึงพูดไปเรื่อยเปื่อย

“เออนั่นแหละ เย็นสบายแบบอบอุ่น” นนทรีทำตาเขียวที่ถูกแซว ก่อนเสมองไปทางอื่น ไม่กล้าสบตาผู้ชายที่ตนเผลอจ้องอยู่นานจนเขาหันมามองอย่างสงสัย

เมื่อครู่ศุภรุจน์ยืนมองคลื่นในทะเล คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจึงหันกลับมา พบหญิงสาวสองคนที่พักอยู่บ้านถัดไปอีกสองหลังยืนมองเขาอยู่ แม้ระยะไม่ใกล้นักแต่ก็รู้ว่ามองเขา เพราะเมื่อเขาหันกลับมาทั้งสองต่างรีบหันมองไปทางอื่น พูดอะไรกันได้ยินไม่ถนัด รู้แต่อีกคนยืนมองเพื่อนยิ้มๆ เขานิ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อทั้งคู่ยังทำเหมือนจะยืนคุยกันเองเขาจึงหันหลังจะเดินกลับบ้านพัก

“เดี๋ยวค่ะ”

สุดท้ายหนึ่งในสองก็รั้งเขาไว้ ศุภรุจน์ชะงักแล้วเหลียวไปมอง เห็นสองสาวเดินตรงเข้ามา เขาหันไปทั้งตัวเพื่อยืนรอ คิดว่าคงเข้าใจไม่ผิด หนึ่งในสองเรียกเขาแน่นอน

“ชื่อแนนค่ะ...พักบ้านหลังนั้น” หญิงสาวผมซอยสั้นทันสมัยแนะนำตัวพร้อมชี้ไปที่บ้านพัก ก่อนหันไปทางเพื่อนที่มาด้วยกัน

“นี่บุษค่ะ”

หลังจากแนะนำตนเองและเพื่อนแล้ว นนทรีรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะยังรอลุ้นว่าเขาจะรับไมตรีจากเธอหรือไม่ แล้วก็ยิ้มออกเมื่อชายหนุ่มพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

หญิงสาวหันไปจับมือบุษบงกชอย่างตื่นเต้น จนคนถูกจับมือต้องปรายตามองเพื่อนอย่างระอา ขนาดอีกฝ่ายยังไม่เอ่ยปากสักคำ เจ้าหล่อนยังออกอาการขนาดนี้ ถ้าเขาพูดด้วย เพื่อนเธอจะสติแตกขนาดไหน

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมรุจน์"

“รุจน์...ชื่อเพราะจังเลย”

นนทรียิ้มอย่างลืมตัวจนบุษบงกชรู้สึกอับอายแทนที่เพื่อนออกอาการเหมือนพวกเด็กสาวคลั่งไคล้ดาราไม่มีผิด

“พี่รุจน์เล่นเจ็ตสกีเก่งจัง” นนทรีเรียกอย่างสนิทสนม

“อยากเล่นไหมครับ ไปเอามาขี่เล่นได้เลยนะ” เขาเอ่ยอนุญาตพร้อมออกเดิน

นนทรีรีบดึงมือบุษบงกชให้เดินตามทันที

“อยากเล่นมากค่ะ แต่แนนขี่เจ็ตสกีไม่เป็น”

นนทรีเริ่มปูทางให้ตัวเอง แล้วหันไปยักคิ้วให้บุษบงกชที่ส่ายหน้าเบ้ปากกับคำปดของเธอ เพราะรู้ดีว่าเธอขับขี่ยานพาหนะทางน้ำชนิดนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่บุษบงกชเองต่างหากที่ขี่ไม่เป็น เพราะไม่ชอบกีฬาทางน้ำทุกชนิด

“งั้นพี่สอนให้ครับ” ศุภรุจน์เสนอ

“เห็นไหมแก ทั้งหล่อทั้งใจดี” นนทรีหันมากระซิบกระซาบกับบุษบงกชด้วยความตื่นเต้นทันที ดวงตาหญิงสาวพราวพราย และเริ่มกล้าที่จะเดินแยกห่างจากบุษบงกชเข้าไปใกล้ชายหนุ่มเรื่อยๆ

“ขอบคุณมากค่ะ ถ้าไม่เป็นการรบกวนเวลาพี่รุจน์”

“ไม่รบกวนครับ เชิญตอนนี้เลย หรือจะมาช่วงเย็นๆ ก็ได้”

“ตอนนี้เลยค่ะ แดดไม่จัดมากเท่าไหร่” นนทรีรีบรับไมตรีเพราะเกรงว่าหากทอดเวลานานไป เขาอาจเปลี่ยนใจ

“ฉันขอเข้าบ้านก่อนนะ” บุษบงกชเอ่ยขอตัวเมื่อคิดได้ว่าตอนนี้นนทรีคงไม่ต้องการคนเดินเป็นเพื่อนแล้ว ความเขินอายประดักประเดิดหายไป ซ้ำยังกล้าขนาดไปเดินเคียงข้างเขาเสียด้วย

เมื่อนนทรีซึ่งมีความสูงตามมาตรฐานหญิงไทยก้าวไปเดินเคียงเขา บุษบงกชก็เห็นถึงความสูงของชายหนุ่มได้อย่างชัดเจน นนทรีสูงแค่บ่าเขา แถมรูปร่างผอมบางของนนทรียังดูเหมือนเด็กขาดสารอาหารไปทันทีเมื่อเทียบกับร่างกำยำกล้ามเนื้อแน่นตึงของคนที่เดินอยู่ข้างๆ

“อ้าว! จะรีบเข้าไปทำไม พวกนั้นเมายังไม่ตื่นสักคน” นนทรีไม่ยอม รีบมาดึงมือเพื่อนเอาไว้ลากให้เดินต่อ บุษบงกชจะอ้าปากค้าน แต่เพื่อนสาวรีบตัดบท

“พี่รุจน์สอนบุษด้วยนะคะ”

“ยินดีครับ”

“ไม่! ไม่เอานะแก” บุษบงกชทำตาเขียวใส่เพื่อน ทั้งที่รู้ว่าเธอไม่ชอบเล่นกีฬาทางน้ำทุกชนิด นนทรียังจะเสนอให้เขาสอนเธอขี่เจ็ตสกีอีก

“ไม่ต้องเกรงใจพี่หรอกครับ พี่เต็มใจ”

“เห็นไหม พี่รุจน์ใจดีจะตาย” นนทรีเยินยอชายหนุ่มอีกครั้ง รอยยิ้มชื่นชมมาพร้อมกับดวงตาเคลิ้มฝัน

บุษบงกชไม่มีทางเลี่ยงเมื่อนนทรีพาเดินมาถึงหน้าบ้านหลังที่ศุภรุจน์พัก บนชายหาดมีเจ็ตสกีจอดอยู่สองคัน เขาขอตัวเข้าไปเอากุญแจเจ็ตสกีเพื่อจะได้สอนพวกเธอขี่ นนทรีมองตาม ยิ้มกว้างอย่างสมใจ แต่แล้วก็ต้องหุบยิ้มเมื่อหันมาสบตาขุ่นหน้าง้ำของเพื่อนสาว

“แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบ” บุษบงกชพูดเสียงลอดไรฟัน

“แหม...ไม่ชอบก็นั่งมองเฉยๆ ก็ได้ นะๆ แกเห็นไหม พี่รุจน์น่ะหล่อมาก ไม่เสียแรงที่ฉันจะยอมเป็นเมียเลย”

“บ้า! พูดออกมาได้ไม่อายปาก”

“อายทำไม ธรรมชาติของคน...กิน นอน ขับถ่ายแล้วก็กินตับกัน”

พูดจบนนทรีก็สะดุ้งเพราะถูกคนข้างๆ ตีดังเผียะ หญิงสาวหน้าเป็นหัวเราะแล้วออกวิ่งวนไปรอบๆ เมื่อถูกบุษบงกชวิ่งไล่ตีอย่างหมั่นไส้

“พูดแบบนี้อีกจะตีให้เจ็บเลย คนอะไร วันๆ คิดแต่เรื่องพรรค์นี้”

“ใช่สิ แกเคยแล้วนิ ฉันมันไม่มีแฟน ยังเวอร์จินอยู่ ก็อยากโดนมั่งนี่หว่า”

“ยายแนน!” บุษบงกชตวาดแว้ดอีกครั้ง ก่อนจะหยุดกึกเมื่อวิ่งไล่นนทรีจนชนเข้ากับใครคนหนึ่งล้มไปด้วยกัน หญิงสาวรีบเอ่ยปากขอโทษขอโพยลั่น

“ขอโทษค่ะ เจ็บตรงไหนบ้างคะ”

นนทรีหยุดวิ่งแล้วรีบมาช่วยฉุดเธอให้ลุกขึ้น เช่นเดียวกับคนที่ถูกชนล้มก็ได้ศุภรุจน์ช่วยดึงมือขึ้นมา แล้วเอ่ยแนะนำทันที

“นี่หมอเอกสิทธิ์เพื่อนพี่ จะมาช่วยสอนเราสองคน”

สองสาวรีบกระพุ่มมือไหว้อย่างพร้อมเพรียง ทั้งที่ตอนทำความรู้จักกับศุภรุจน์ ทั้งคู่ก็แค่เอ่ยทักทายธรรมดา อาจเพราะคำว่าหมอและแว่นตาที่อีกฝ่ายสวมอยู่ทำให้ดูน่าเกรงขามและมีอายุจนรู้สึกได้ถึงวัยที่ห่างกัน

เอกสิทธิ์รับไหว้สองสาว แต่ดวงตาจับอยู่ที่คนซึ่งชนเขาจนล้มกลิ้ง นายแพทย์หนุ่มยิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นบุษบงกชยังหน้าตาตื่น ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อทั้งสองแนะนำตัว

“แนนค่ะ”

“บุษค่ะ”

“ครับ...เรียกพี่หมอหรือพี่เอกก็ได้ เห็นรุจน์บอกว่าน้องๆ อยากขี่เจ็ตสกีเป็น”

“ใช่ค่ะ เห็นพวกพี่ขี่เล่นกันน่าสนุก” นนทรีรีบบอกเสียงดังฟังชัด แล้วเดินตามเมื่อสองหนุ่มเดินตรงไปที่เจ็ตสกีเตรียมเข็นมันลงไปในน้ำ นนทรีรีบเข้าไปช่วยศุภรุจน์ทันที ขณะที่บุษบงกชยังรีรอ ไม่อยากเข้าใกล้เอาเสียเลย

จนเมื่อทั้งสามลงไปเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนการสอนแล้ว หญิงสาวก็ยังยืนนิ่งบนชายหาด ร้อนถึงนนทรีต้องหันมากวักมือเรียกหย็อยๆ

“อ้าว! ลงมาสิบุษ เร็ว”

“ไม่เอาดีกว่า ฉันนั่งรอตรงนี้นะ” เธอบอกแล้วทิ้งตัวลงนั่งดื้อๆ

“หมอ...แกสอนแนนไปก่อน”

ศุภรุจน์บอกเพื่อนแล้วเดินขึ้นไปบนหาด จูงมือบุษบงกชให้เดินตามเขาลงมา ทีแรกหญิงสาวขืนตัว แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาเขา เธอก็ไม่กล้าขัด

นนทรีมองภาพนี้แล้วไม่ชอบใจเท่าไร รีบวิ่งมาหา ดึงมือเพื่อนสาวไปแล้วบอกศุภรุจน์

“พี่รุจสอนแนนดีกว่า บุษมันกลัวจมน้ำก็ให้พี่หมอสอน ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้ใกล้หมอ ...ทีนี้หายกลัวหรือยังแก” ประโยคหลังหญิงสาวหันไปถามเพื่อนเสียงเย็น ตาขุ่น ฉายชัดถึงความไม่พอใจ

“ถ้ากลัวก็ต้องให้ไอ้รุจน์สอน รับรองไม่มีคว่ำ เพราะรุจน์เป็นคนสอนพี่มา”

เอกสิทธิ์ตะโกนมาจากในน้ำ ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้นนทรีเป็นอันมาก กระนั้นหญิงสาวก็ไม่ได้เอ่ยอะไร ได้แต่รอดูท่าทีว่าบุษบงกชจะเอาอย่างไร ทว่าเพื่อนของเธอยังไม่ทันได้ตัดสินใจอะไร ศุภรุจน์ก็ดึงมือไปอีกครั้งพร้อมพูดเนิบๆ

“ไปกับพี่ไม่ต้องกลัวครับ” เขาจูงแกมบังคับให้หญิงสาวเดินตามมา

นนทรีได้แต่มองตามไปอย่างขุ่นเคือง ก่อนจ้ำพรวดๆ จนน้ำกระจายไปหาเอกสิทธิ์ที่กวักมือเรียก

ศุภรุจน์ส่งบุษบงกชขึ้นคร่อมบนเจ็ตสกีเรียบร้อย ตนเองก็ขึ้นนั่งซ้อนหลัง

“ขี่ง่ายกว่าจักรยานอีกนะครับ เพราะเจ็ตสกีมันทรงตัวได้อยู่แล้ว เราแค่ขึ้นนั่งแล้วกำคันเร่งไว้ ช่วงแรกๆ ก็บิดเบาๆ ก่อน พอชำนาญค่อยบังคับให้เร็วตามต้องการ มือใหม่อาจยากตอนเลี้ยว เพราะถ้าเรามาเร็วแล้วเลี้ยวเลย เราอาจถูกเหวี่ยงตกได้ หรือไม่เจ็ตสกีอาจหมุน ต้องลดความเร็วลงก่อนแล้วค่อยๆ เลี้ยว เอาละ...มาลองกันเลยนะครับ” เขาอธิบายคร่าวๆ ก่อนสตาร์ตเครื่อง จับมือเธอไปวางบนคันเร่งแล้วกำทับลงไป บิดคันเร่งช้าๆ เจ็ตสกีคันงามก็เคลื่อนตัวออกไปทันที

นายแพทย์เอกสิทธิ์เองก็สอนนนทรีไม่ต่างกัน แต่เหมือนหญิงสาวจะไม่สนใจฟัง ดวงตาขุ่นขวางคอยแต่ชำเลืองไปทางบุษบงกชและศุภรุจน์ เมื่อเห็นเจ็สกีของทั้งคู่แล่นออกไปแล้ว เธอก็เร่งให้เอกสิทธิ์พาออกไปบ้าง เพราะหากบิดคันเร่งออกไปเองเขาก็รู้ว่าเธอขี่เป็นพอดี


เมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง” เสียงถามดังขึ้นด้านหลัง คนใจคอไม่ดีถึงกับอึ้ง ก่อนถามอย่างงงๆ

“เมื่อคืน...ทำไมคะ?”

“ผู้ชายคนนั้นกลับไปตอนไหน แล้วทำอะไรบุษหรือเปล่า”

“อ๋อ เขาจำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ปวดคางเพราะถูกชก นี่ก็มีไข้ กินยาแล้วนอนพักอยู่ที่บ้านค่ะ”

“แสดงว่าทำไปทั้งหมดเพราะความเมา ...แฟนบุษหรือเปล่า?”

“เพื่อนค่ะ”

“แน่ใจหรือ” ศุภรุจน์ไม่เชื่อ

“เอ่อ...”

บุษบงกชถึงกับพูดไม่ออกที่เขาถามแบบนี้ แต่ก็เหมือนมีระฆังมาช่วยชีวิตเมื่อเจ็ตสกีที่นนทรีและหมอเอกสิทธิ์บังคับแล่นโฉบเข้ามาใกล้ ทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้ามาจนเจ็ตสกีลำที่เธอนั่งอยู่โคลงวูบ บุษบงกชหวีดร้องอย่างตกใจ หันไปกอดศุภรุจน์ไว้แน่น ก่อนได้ยินเสียงหัวเราะเคล้ามากับคำปลอบโยน

“ไม่ต้องกลัว”

เพียงไม่นาน เขาก็เร่งเครื่องพาเจ็ตสกีออกพ้นแนวคลื่นและเจ็ตสกีอีกลำ ไกลไปถึงกลางทะเลเวิ้งว้างมองเห็นฝั่งแค่รำไร ก่อนจะดับเครื่อง ปล่อยให้มันลอยตัวอยู่บนพื้นน้ำ

“ลองขับเองไหม ไกลแบบนี้ไม่ต้องกลัวคลื่นซัด” เขาถามเสียงอ่อนโยน

“ไม่...ไม่ค่ะ” บุษบงกชยังยืนกรานคำเดิม คือไม่อยากขับ “พาบุษกลับเข้าฝั่ง บุษ...”

พูดไม่ทันจบ คนที่นั่งซ้อนหลังอยู่ก็กระโจนลงน้ำแล้วว่ายออกไปเสียไกล ก่อนจะหันมากวักมือเรียก

“ขับมาๆ”

“ไม่...” เสียงพูดของหญิงสาวไม่ได้ลอดออกจากปาก เพราะเธอไม่ได้บอกเขา หากพึมพำกับตัวเอง ...เธอไม่มีทางขี่เจ้าเครื่องบ้าๆ นี่เด็ดขาด ไม่เอา!

ศุภรุจน์มองหญิงสาวที่นั่งนิ่ง สีหน้าเธอบ่งชัดว่าขลาดกลัว แม้จะกระตุ้นสักกี่ครั้งเธอก็ยังนิ่งไม่ยอมบังคับมันมาหาเขาเสียที

...หรือเธอกลัวตกน้ำเพราะว่ายน้ำไม่เป็น?

ชายหนุ่มตริตรองอยู่ชั่วครู่ก็ว่ายน้ำเข้าไปหา แต่ทว่าไม่ทันถึง

“โอ๊ย! ช่วยด้วย” เขายกมือส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เมื่อร่างกำยำจมดิ่งลงไปแล้วทะลึ่งตัวขึ้นมา ก่อนจะค่อยๆ จมหายลงไปอีกครั้ง

“พี่รุจน์!” บุษบงกชตกใจกับภาพที่เห็น เขากำลังจะจมน้ำ เขากำลังขอความช่วยเหลือ ภาพนี้ช่างเหมือนภาพในความทรงจำวัยเด็กไม่ผิดเพี้ยน

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะจมน้ำในสระบัว

“ไม่นะ! ต้องไม่ตาย” บุษบงกชกระโจนลงน้ำแล้วว่ายเข้าไปหาร่างที่กำลังพยายามยื้อชีวิตตนเองกับมัจจุราชทันที เธอตรงเข้าด้านหลัง ใช้แขนสอดไปใต้คาง ยกใบหน้าเขาให้สูงขึ้นไม่ให้น้ำเข้าปากและจมูก ก่อนจะว่ายน้ำพาเขามาที่เจ็ตสกี ใช้มือเกาะเอาไว้เพื่อพยุงตัวพร้อมหอบหายใจแรงๆ เพราะต้องแบกน้ำหนักผู้ชายตัวโตๆ มาไกลพอสมควร

“ว่ายน้ำแข็งนี่ แล้วทำไมถึงกลัวตกน้ำจนไม่กล้าขี่เจ็ตสกี” คนที่เพิ่งรอดพ้นจากการจมน้ำถามขึ้นเสียงแจ๋ว

บุษบงกชหันขวับ มองหน้าเขาอย่างคาดไม่ถึง สีหน้างุนงงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นขุ่นเคืองโกรธเกรี้ยว

“คุณหลอกฉัน!” เธอวักน้ำสาดเข้าหน้าเขาก่อนลอยตัวถอยห่างออกมา

“ถ้าไม่ทำแบบนี้พี่จะรู้หรือว่าบุษว่ายน้ำแข็ง” ศุภรุจน์พูด สีหน้าเขากังวลเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าหญิงสาวโกรธจริงจัง ดูจากอาการว่ายน้ำหนีห่างออกไปเรื่อยๆ เรียกก็ไม่ยอมหยุด

“บุษรอก่อน...บุษ” เขารีบกลับขึ้นเจ็ตสกีแล้วพามันโฉบมาใกล้ๆ หญิงสาว ก่อนเอี้ยวตัวลงไปคว้าแขนเธอเอาไว้ แล้วรั้งขึ้นมาทั้งตัว แม้ร่างบุษบงกชจะเปียกชุ่มทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น แต่ชายหนุ่มก็ดึงเธอขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย เขากอดเอวเกร็งแขนไว้ บังคับเจ็ตสกีด้วยมือข้างเดียว

“พี่ขอโทษ แต่บอกได้ไหม บุษกลัวอะไรถึงไม่อยากหัดขี่เจ็ตสกี” ศุภรุจน์ถามน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ก็ไม่ได้คำตอบจากคนที่นั่งนิ่งเหมือนก้อนหินในวงแขน จนต้องถอนใจเฮือก

“โอเค...กลับก็กลับ”

เขาบอกอย่างตัดใจ ดูจากสีหน้าท่าทางหญิงสาวแล้ว ถึงถามไปก็คงไม่ได้คำตอบ และถึงสอนอย่างไร ลองคนไม่ใส่ใจก็คงไม่จดจำ

  

  

ฝากจิ้ม อิบุ๊ค ของ มุกเรียงด้วยค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

0 ความคิดเห็น