ซ้อนกลรัก by มุกเรียง

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 12,731 Views

  • 9 Comments

  • 143 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    56

    Overall
    12,731

ตอนที่ 36 : บทที่ ๑๐

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 781
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    9 ต.ค. 61


อีกครั้งแล้วที่เขาทำแผลให้เธอ และเป็นอีกครั้งที่เธอมองเขาพร้อมความสับสนในดวงตา  อย่าว่าแต่เธอเลยที่สับสน เขาก็สับสนไม่แพ้กัน  ความโกรธแค้นไม่อาจลบไปได้ ทว่าความห่วงหาอาทรกลับทบทวีขึ้นจนบางครั้งแสดงออกในรูปความปรารถนาทางกาย  หลายครั้งที่เกือบเผลอตัวเผลอใจ แต่เขาก็หยุดมันลงได้และพยายามหักห้ามใจ เตือนตนเองไม่ให้ไปซ้ำรอยคราบไคลของชายอื่น

“ทำไมถึงเกลียดบุษนัก”

บัวบูชาพูดทำลายความเงียบ เรียกสายตามีคำถามจากศุภรุจน์ได้ทันที  เพราะนับแต่เหตุการณ์ที่ทะเลในคืนนั้นแล้ว เขาไม่เคยทำอะไรที่เป็นการข่มเหงทั้งร่างกายและจิตใจเธออีกเลย  ไม่นับเรื่องบนเตียงซึ่งเขาเผลอใจจนเกือบเลยเถิด หากก็หยุดตัวเองเอาไว้ได้  แต่เมื่อเธอถาม เขาก็มีคำตอบ

“เธอน่าจะรู้อยู่แก่ใจ”

“เกลียดเพราะบุษหนีไป ทำให้เกิดความสูญเสียในครอบครัวคุณตามมา  แล้วเคยคิดไหมว่าทำไมบุษถึงหนีไป พวกคุณทำอะไรบุษ”

“ไม่มีใครทำอะไรเธอเลย เธอหนีไปกับไอ้หมอ” น้ำเสียงขื่น ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วเมินไปทางอื่นเพราะไม่อาจทนเห็นดวงตาเธอได้

ทว่าบัวบูชาคิดว่าน่าจะลองพูดความจริงกับเขาอีกสักครั้ง จึงเดินมาหยุดตรงหน้า เงยขึ้นสบตาเขานิ่ง  ถ้าเขาจะสบตาเธอและพิศดูดีๆ จะรู้ว่าเธอไม่ใช่บุษบงกช  เธอมั่นใจว่าคนเราต่อให้เป็นแฝดที่เหมือนกันจนแยกไม่ออก แต่แววตาย่อมแตกต่างกัน

“บุษกลับบ้านไปคนเดียว แล้วก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครรู้เหตุผล  บุษผูกคอตายที่บ้านของเรา ตายพร้อมลูกในท้องของคุณ”

“บุษฆ่าตัวตายหรือ” ศุภรุจน์ถามเสียงเรียบโดยไม่แสดงอาการตกใจ จนบัวบูชาเองอดแปลกใจไม่ได้

...นี่เขาเห็นความตายของผู้หญิงที่เกี่ยวพันกับตนเองเป็นเรื่องธรรมดาหรือ?  ความโกรธแล่นขึ้นเป็นริ้ว คำพูดต่อมาของเธอจึงแข็งขึ้นทั้งน้ำเสียงและถ้อยคำ

“ใช่ พวกคุณทำอะไรกับบุษจนไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้ ต้องฆ่าตัวตายทั้งที่กำลังท้อง”

“แล้วคนนี้คือ?” เขาถามยิ้มๆ  ไม่ได้ถามเปล่า ยังรวบเอวดึงเธอเข้ามากอดเสียจนชิด

“ฉันชื่อบัว  ฉันเป็นน้องสาวฝาแฝดของบุษ” เธอตอบเสียงหนักแน่นหวังให้เขาเชื่อ  แล้วต้องรีบเม้มปากเบือนหน้าหนี เมื่อเขาก้มลงมาอย่างรวดเร็วและจูบเธอหนักหน่วง บดขยี้ริมฝีปากที่เม้มสนิทจนค่อยๆ เผยอออกรับอย่างไม่อาจทานทน

ก๊อก!  ก๊อก!  ก๊อก!

เสียงเคาะประตูเป็นเหมือนระฆังช่วยชีวิตบัวบูชาที่เริ่มพ่ายแพ้ ไร้แรงต้านทั้งใจตนเองและศุภรุจน์  ทั้งสองผละออกจากกัน  แต่เมื่อหันไปมองที่ประตู ก็พบว่าคนเคาะเปิดเข้ามาแล้วโดยไม่รอคำอนุญาตจากเจ้าของห้อง

“ขอโทษค่ะ คิดว่าทำแผลกันอยู่” นนทรีพูดเหมือนตนไม่ได้เสียมารยาทเปิดประตูเข้ามาเองอย่างถือวิสาสะ

“คุณอรบอกว่าบุษหัวแตก พี่รุจกำลังทำแผลให้  แนนเลยเข้ามาดูเผื่อมีอะไรให้ช่วย แต่ดูท่า...คงไม่มีอะไรให้แนนช่วยแล้ว”

“ขอบใจนะ  มาเรียนทำอาหารกับคุณอรหรือ” ศุภรุจน์ถามไปแกนๆ  

“ค่ะ  ถ้าอย่างนั้นขอตัวก่อนนะคะ” นนทรีเห็นแววไม่พอใจในดวงตาศุภรุจน์จึงรีบขอตัวแล้วออกไปจากห้อง

พอประตูปิดลง บัวบูชาก็รีบเดินหนีศุภรุจน์ทันที  แต่กลับถูกกอดรวบไว้จากทางด้านหลัง

“ปล่อยนะ!” เธอเอ่ยเสียงแข็ง พยายามปลดมือเขาออกแต่ไม่เป็นผล  ทว่าชายหนุ่มไม่ได้พูดหรือทำอะไรอย่างที่นึกหวั่น เขาแค่กอดเธอนิ่งอยู่อย่างนั้นพร้อมวางปลายคางบนลาดไหล่ กระชับวงแขนแนบแน่น  เธอจึงนิ่งขึงไปด้วย

“พี่ต้องไปติดต่องานต่างประเทศหลายวัน  พอกลับมา หวังว่าบุษจะจำตัวเองได้เสียทีนะ” เขาบอกหลังเงียบไปพักใหญ่ ไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์จนคนฟังรู้สึกได้

 

บ้านขาดศุภรุจน์ไปหนึ่งคน แต่จำนวนสมาชิกก็ไม่ได้ลดลง เพราะองค์อรอนุญาตให้นนทรีมานอนค้างเพื่อเรียนทำอาหาร แต่บัวบูชารู้ว่ามีบางอย่างมากกว่านั้นแน่  เธอทราบจากการบอกเล่าของศุภรุจน์ที่หวังฟื้นความทรงจำให้เธอ ว่านนทรีเป็นเพื่อนเก่าของบุษบงกช  เขาบอกแม้กระทั่งว่าที่บุษบงกชกับนนทรีเลิกติดต่อกัน ก็เพราะบุษบงกชย้ายมาอยู่กับเขา  แค่นี้เธอก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้วว่าทำไมนนทรีถึงมีท่าทีไม่ชอบเธอทั้งที่บอกว่าเป็นเพื่อนกัน  ยิ่งเวลาที่ศุภรุจน์ไม่อยู่ นนทรีจะเข้าขากับองค์อร ชอบพูดส่อเสียดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่บัวบูชาพยายามไม่ใส่ใจ  ตอนนี้เธอล้มเลิกความคิดที่จะหนีออกไปจากบ้านนี้ในตอนที่ศุภรุจน์ไม่อยู่ เพราะเริ่มได้เงื่อนงำอะไรบางอย่างจากการพูดคุยกับหยก สาวใช้ที่ทำงานในบ้านนี้มานานและสนิทสนมกับบุษบงกชดี

เวลานี้โอกาสเป็นใจสำหรับเธอ หยกที่เสร็จจากงานประจำนอนเอกเขนกฟังเพลงลูกทุ่งเบาๆ และอ่านหนังสือนิยายเล่มบางอยู่หลังครัว ส่วนสวยกับแม่ครัวนั้นออกไปจ่ายตลาดให้องค์อร  เมื่อเห็นว่าปลอดคน บัวบูชาก็เดินเข้าไปนั่งลงใกล้ๆ หยกทันที

“ไม่ต้องลุกหรอก” หญิงสาวรีบห้ามเมื่อหยกทำท่าจะลุกขึ้นเมื่อเห็นเธอ

“คุณบุษต้องการอะไรหรือเปล่า หรือหิวคะ”

“เปล่า แค่อยากคุยด้วยน่ะ”

บัวบูชาเหลียวมองรอบตัวอีกครั้งเมื่อจะเอ่ยสิ่งที่อาจเรียกว่าเป็นความลับ  หยกเองเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายที่คล้ายมีเรื่องสำคัญ ก็ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ ตั้งใจฟังทันที

“บุษสนิทกับหมอเอกมากหรือ”

หยกถึงกับเหวอในคำถาม ก่อนเกาหัวแกรก เริ่มไปไม่ถูก ...ก็คุณบุษเล่นถามว่าตัวเองสนิทสนมกับผู้ชายที่หนีตามไปมากแค่ไหน จะให้ตอบยังไง

บัวบูชาเห็นใบหน้ายุ่งยากใจของอีกฝ่ายก็เดาความคิดได้  หญิงสาวยกมือจับไหล่ทั้งสองข้างของหยกไว้ จ้องตาแล้วพูดช้าๆ

“หยก...ฟังนะ เรื่องที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้คือเรื่องจริง”

ตลอดการฟังที่เหมือนถูกบังคับ เพราะหญิงสาวตรงหน้าจับต้นแขนเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย  หยกขมวดคิ้วบ้าง เบิกตากว้างบ้าง พยักหน้าหงึกๆ และเกาหัวแกรกๆ บ้าง  และเมื่อนิ่งเก็บความสงสัยเอาไว้จนถึงที่สุด หยกก็ถามขึ้น

“คุณบุษมีฝาแฝด?”

“ใช่”

“คุณรุจน์ทราบเรื่องคุณบุษมีฝาแฝดหรือเปล่าคะ”

“ทราบสิ  แต่ฉันไม่รู้ว่าบุษเล่าถึงฉันว่ายังไง เพราะเคยได้ยินนายรุจน์พูดว่าฉัน...แฝดน้องของบุษน่ะ ตายไปแล้ว  ซึ่งจริงๆ ฉันยังไม่ตาย เพียงแต่ย้ายไปอยู่เมืองนอกกับพ่อแม่บุญธรรมตั้งแต่เด็กๆ เท่านั้น”

“แล้วพอคุณบุษตาย คุณก็สวมรอยมาเป็นคุณบุษเพื่อจะแก้แค้นคุณรุจน์กับคุณอร” หยกหยุดพูดแล้วหัวเราะกิ๊ก

“ขำอะไร” บัวบูชาอดสงสัยไม่ได้ เพราะตอนแรกหยกทำท่าเหมือนจะเชื่อและปะติดปะต่อเรื่องได้เอง  แต่จู่ๆ กลับหัวเราะขึ้นมา ทำเอาเธองงไปทีเดียว

“เหมือนละครแรงเงา* เลยนะคะ  มุนินทร์สวมรอยมาเป็นมุตตาเพื่อแก้แค้น ผอ.”

“หยก!  ไม่ขำนะ  ที่ฉันพูดมันคือเรื่องจริง  แล้วฉันก็ไม่ได้สวมรอยมาเป็นบุษ แต่นายรุจน์ไปฉุดฉันมาจากเรือนหอในวันแต่งงาน”

คิ้วบางๆ ของหยกเลิกสูงขึ้น รู้สึกตื่นเต้นและอยากรู้ขึ้นมาทันที

“คุณรุจน์ฉุดคุณมาจากเรือนหอ?  แล้วคุณรุจน์ไม่ทราบหรือคะว่าคุณไม่ใช่คุณบุษ”

“ใช่ เขาไม่รู้  ฉันก็พยายามบอกแล้ว แต่เขาไม่เชื่อ กลับคิดว่าฉันความจำเสื่อม” บัวบูชาบอกอย่างอ่อนใจ

หยกอ้าปากค้าง ทำตาปริบๆ  เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงหรือ คิดว่ามีแต่ในละครเท่านั้น

“ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ”

“ใช่ บอกใครก็ไม่เชื่อ แต่ฉันหวังว่าเธอจะเชื่อฉันนะหยก เชื่อ...แล้วก็ช่วยฉันด้วย”  

บัวบูชาละมือจากต้นแขนผอมบางของหยกมารวบมือหยาบๆ ไว้แทน  บีบเบาๆ และจ้องตาแทนคำขอร้อง  สุดท้ายสาวใช้ก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วกระซิบถาม

“แล้วจะให้หนูช่วยยังไงคะ”

บัวบูชายิ้ม โล่งอกที่มีคนเชื่อคำพูดเธอ แม้เพียงคนเดียวก็ตามที  ก่อนขอให้หยกบอกเล่าถึงความสนิทสนมของบุษบงกชกับหมอเอก  ชีวิตความเป็นอยู่ของบุษบงกชที่นี่ รวมถึงความสัมพันธ์ของพี่สาวฝาแฝดของเธอกับคนในบ้านทุกคน โดยเฉพาะองค์อร  เพราะเธอรู้สึกได้ว่าองค์อรไม่ชอบบุษบงกชเอาเสียเลย หรือจะเรียกว่าเกลียดก็ได้  แม้จะทราบว่าส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของเอกสิทธิ์ แต่เธอก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น

หยกเล่าทุกเรื่องที่บัวบูชาอยากรู้และเท่าที่ตนเองรู้  เมื่อเล่าเสร็จและบัวบูชาไม่มีข้อซักถาม สาวใช้ร่างผอมก็ยิ้มกว้างอย่างภูมิใจประหนึ่งตนเองได้ช่วยกอบกู้โลก หรือทำงานสำคัญบางอย่างลุล่วงไปด้วยดี

...เขาเอาตัวมาทิ้งไว้ที่บ้านแล้วไปเรียนต่อหรือบุษ  งั้นตอนที่ตัวกลับไปผูกคอตายที่บ้าน นายรุจน์ก็อยู่เมืองนอกน่ะสิ  บัวบูชานิ่งคิด ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง

“หยกจำได้หรือเปล่า ครั้งสุดท้ายที่นายรุจน์กลับมาเยี่ยมบ้าน ห่างจากวันที่บุษหนีออกไปนานไหม”

“น่าจะประมาณสามสี่เดือนหรือมากกว่านั้นมั้งคะ รู้แต่ว่านานพอสมควร  คุณบุษก็ดูเหงาๆ  ซึมลงเรื่อยๆ จนถึงวันนั้น”

“วันไหน” บัวบูชาสวนคำถามไปทันที

“มาขลุกอยู่นี่เอง เรียกให้ไปช่วยหิ้วของแกไม่ได้ยินหรือนังหยก”

เสียงแหบๆ ของสวยดังขึ้นขัดจังหวะ บัวบูชาจึงได้แต่เก็บความอยากรู้ให้คาใจไปก่อน  รอโอกาสสอบถามจากหยกอีกครั้งในภายหลัง

“ทำงานเสร็จ เอาน้ำส้มไปให้ฉันที่สระว่ายน้ำนะ” บัวบูชาสั่ง และคิดว่าหยกคงเข้าใจความนัยของตน

“ค่ะ” หยกรีบรับคำอย่างรู้งาน ก่อนเดินตามสวยออกไปช่วยหิ้วของทันที



ฝากอิบุ๊ค คลิกที่ปกได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ







และอีกมากมาย Click

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

0 ความคิดเห็น