ซ้อนกลรัก by มุกเรียง

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 12,723 Views

  • 9 Comments

  • 143 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    48

    Overall
    12,723

ตอนที่ 24 : บทที่ ๗

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 780
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    9 ก.ย. 61

จากหมอหนุ่มที่ดูภูมิฐาน เป็นที่ชื่นชอบชื่นชมของบรรดาคนไข้และพยาบาลสาวๆ  บัดนี้ภูมินทร์เปลี่ยนไปแทบเป็นคนละคน  ใบหน้าที่เคยสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลากลับรกครึ้มไปด้วยหนวดเครา ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้แว่นสายตาแดงก่ำ หม่นหมอง  ดีที่ยังอยู่ในช่วงลาพักร้อน เขาจึงไม่ต้องไปทำงานที่โรงพยาบาล ส่วนคลินิกส่วนตัวก็ปิดไปโดยไม่มีกำหนด  จากที่คิดไว้ว่า หลังแต่งงานเขากับบัวบูชาจะบินไปต่างประเทศเพื่อกราบไหว้พ่อแม่บุญธรรมของเธอซึ่งไม่อาจมาร่วมงานได้ และถือโอกาสดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ไปในคราวเดียว  ถึงตอนนี้ น้ำผึ้งหวานลิ้นกลับไม่ได้ลิ้มลอง ซ้ำยังต้องระทมทุกข์กับการตัดสวาทของเจ้าสาวในชั่วไม่ทันข้ามคืนแบบที่เขาไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ และไม่มีลางบอกเหตุใดๆ มาก่อนเลย

ภูมินทร์ยังวนเวียนขับรถมาที่บ้านของบัวบูชาอีกหลายรอบ ด้วยหวังว่าจะพบเจอหญิงสาวและได้พูดคุยกันให้กระจ่าง  เขาไม่โกรธเคืองในการตัดสินใจของเธอ แค่อยากรู้เหตุผลหรืออย่างน้อยได้ยินคำบอกลาจากปากเธอก็ยังดี  

เช่นเดียวกับวันนี้ที่เขาขับรถมาจอดหน้าบ้านเธอแต่เช้าตรู่ มองไปยังบ้านหลังงามที่ยังคงปิดสนิท ไม่มีร่องรอยว่าเจ้าของจะกลับมา  กระนั้นเขายังแอบหวังลึกๆ ในใจว่า บัวบูชาอาจอยากเก็บตัวอยู่เงียบๆ ในบ้าน ไม่ต้องการให้ใครเห็น

หมอหนุ่มผู้ถูกคนรักเล่นตลกก้าวลงจากรถแล้วไขกุญแจเข้าบ้าน  กุญแจดอกนี้บัวบูชามอบไว้ให้เขาเพื่อให้เขามาช่วยดูแลบ้านในเวลาที่เธอไม่อยู่  เช่นเดียวกับที่ฝากฝังให้เขาช่วยดูแลหอพัก กิจการอันเป็นมรดกตกทอดจากพ่อแม่ของเธอ ในยามที่เธอต้องไปดูแลพ่อแม่บุญธรรมที่ต่างประเทศ  นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมบัวบูชาจึงเปลี่ยนใจกะทันหัน ไม่ยอมเข้าหอกับเขา  ในเมื่อเธอมอบความไว้วางใจให้เขามากมายถึงเพียงนี้

ภูมินทร์มองรูปคู่ในชุดวิวาห์ของตนกับบัวบูชาที่ประดับไว้บนผนังห้องรับแขก  นี่ก็อีก...ในเมื่อเธอเต็มใจให้มันอยู่ตรงนี้เพื่ออวดสายตาผู้มาเยี่ยมเยือน แล้วเหตุใดจึงเปลี่ยนไป?  ยิ่งคิดเขายิ่งมืดแปดด้าน

“มีคนอยู่ไหมจ้ะ”  

เสียงถามดังมาจากหน้าบ้าน  ภูมินทร์ละสายตาจากรูปถ่าย หันไปมองตามเสียงก่อนเดินออกไปดูที่ประตู  เห็นหญิงวัยกลางคน เพื่อนบ้านที่เขาพอจะคุ้นหน้า กำลังแง้มประตูรั้วที่เขาเปิดเอาไว้แคบๆ เข้ามาในบ้านอย่างถือวิสาสะ  หากเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างมีไมตรี

“มีคนเอาของขวัญมาฝากไว้ให้น่ะจ้ะ  ...แล้วนี่แม่หนูไม่อยู่หรือ”

แม่หนูที่หญิงวัยกลางคนถามถึง คือหญิงสาวคนเดียวกับที่เขากำลังอยากเจอ  ภูมินทร์ได้แต่ส่ายหน้า ก่อนรับกล่องของขวัญที่นางยื่นมาให้

“ขอบคุณครับ” เขาไม่ได้ถามอะไรมากเพราะเห็นว่ามีการ์ดใบเล็กๆ เสียบไว้ที่ริบบิ้นสีหวาน  ตั้งใจจะตัดบทแต่หญิงวัยกลางคนดูเหมือนยังไม่เสร็จธุระ เพราะไม่ยอมกลับออกไปง่ายๆ  ยังคงมองเข้าไปในบ้านเหมือนนักสำรวจตัวยง  กระทั่งรู้สึกได้ว่าเขามองอยู่ นางจึงหันมาแล้วยิ้มแหยๆ

“ตั้งแต่พ่ออุดมกับแม่ปรียาเสียไป น้าก็ไม่ได้เข้ามาบ้านนี้อีกเลย  งานศพก็ไม่ได้ไปร่วม  ยังแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงไปจัดเสียที่กรุงเทพฯ  ส่วนใหญ่เขาก็พาคนตายกลับมาเผาที่บ้านเกิดทั้งนั้น  แล้วก็ไม่ค่อยเห็นหนูแฝดกลับมาบ้านเท่าไหร่  นี่แต่งงานแต่งการก็ไม่บอกไม่กล่าว  น้ายังงงอยู่นี่ว่าคนแต่งน่ะ หนูบุษหรือหนูบัว” นางชวนคุยตามประสาเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันดีกับคนบ้านนี้

ภูมินทร์ยิ้มบางๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไร  เขาไม่แปลกใจกับคำถาม เพราะรู้ว่าบัวบูชามีฝาแฝด เพียงแต่เธอไม่เคยเอ่ยถึงว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร  จะว่าไปแล้วเขารู้จักบัวบูชาเฉพาะในมุมที่เธออยากให้รู้จักเท่านั้น แต่นั่นก็มากพอที่เขาจะรักและเชื่อใจเธอจนถึงขั้นตกลงใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน  เขาไม่สนใจทรัพย์สมบัติของเธอที่มีมากมาย ทั้งที่ตกทอดมาจากบิดามารดาและที่จะได้จากบิดามารดาบุญธรรม  เพราะเขาเองก็มีหน้าที่การงานมั่นคง สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบาย...หากได้เป็นครอบครัวเดียวกันกับเธอจริงๆ

“น้าไปละ”  เมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งเงียบ นางก็ขอตัวกลับทั้งที่ยังอยากรู้อะไรๆ มากกว่านี้

“ขอบคุณนะครับ” ภูมินทร์เอ่ยพร้อมไหว้ลา มองจนนางเดินออกไปจากรั้วบ้าน เขาจึงก้มอ่านการ์ดสีสวย

ขอให้มีความสุข หวังว่าคงหยุดแย่งผู้ชายของคนอื่นเสียทีนะบุษ

“ใคร?  ไม่ลงชื่อด้วย”  ชายหนุ่มแปลกใจกับข้อความไม่น้อย ก่อนจะคิดได้ว่าคงส่งให้ผิดคน  คนส่งมาคงหวังมอบให้ฝาแฝดของบัวบูชา แสดงว่าอาจมีเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับเจ้าสาวของเขา  ก็คงจะใช่ ขนาดคนข้างบ้านยังไม่รู้เลยว่าใครแต่งงานกันแน่

 

“เจ้าบัว...เจ้าบัว...” น้ำเสียงแผ่วเบาทว่าอบอุ่น คุ้นเคย  เรียกให้เธอตื่นจากนิทรา  บัวบูชากะพริบตาถี่กับภาพเลือนรางตรงหน้า

“ตัวหรือบุษ...บุษ” เธอถามย้ำพร้อมจับแขนคนที่มานั่งอยู่ตรงหน้า  แต่พลันที่รับรู้ถึงความเย็นเยียบ หญิงสาวก็รีบปล่อย ก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วกระถดตัวไปนั่งกอดเข่าพิงหัวเตียง

เธอไม่กลัว แต่ก็อธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ได้  จำได้แต่ว่าพี่สาวฝาแฝดของตนนั้นตายไปแล้ว และเธอเป็นคนเห็นร่างไร้วิญญาณของบุษบงกชเป็นคนแรก

มือของคนนั่งริมเตียงยื่นมาใกล้เหมือนจะแตะตัว บัวบูชารีบเบี่ยงหนีแล้ว ปากก็ร้องห้าม

“ไม่เอา อย่านะ”

“กลัวพี่หรือเจ้าบัว...กลัวพี่หรือ”

“ไม่กลัว แต่ไม่เอา อย่าเข้ามา อย่า!” เธอร้องเสียงหลงเมื่อห้ามเท่าไรบุษบงกชก็ไม่ฟัง ยังยื่นมือเข้ามาแล้วจับข้อมือเธอไว้  บัวบูชาร้องโวยวายพลางสะบัดมือเร่าๆ  แต่มันเหนียวเหมือนตีนตุ๊กแก ทำอย่างไรก็ไม่หลุด  ซ้ำบุษบงกชยังยื่นหน้าพร้อมขยับตัวเข้ามาใกล้

“ออกไป!” บัวบูชาตวาดเต็มเสียงพร้อมยกเท้ายัน ใช้มือผลักพัลวันจนพี่สาวฝาแฝดหงายหลังตกเตียง ส่งเสียงร้องอย่างตกใจและเจ็บปวด

“โอ๊ย!

ผีเจ็บด้วยหรือ?  คำถามนี้เกิดขึ้น และทำให้บัวบูชาต้องเพ่งตามองอีกครั้ง ก่อนจะตกใจจนสะดุ้งกับเสียงดังราวฟ้าผ่าของผู้ชาย  หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตา

“เกิดอะไรขึ้น” เสียงห้าวดังมาจากหน้าประตูที่เปิดกว้าง

นายรุจน์?  บัวบูชารีบลุกขึ้นนั่ง จึงเห็นว่าองค์อรกำลังยักแย่ยักยันอยู่ที่พื้นข้างเตียง  เมื่อพี่ชายเธอก้าวมาถึง ก็รีบก้มลงอุ้มน้องสาวขึ้นมาทันที แถมยังส่งสายตาดุดันมาที่เธออย่างตำหนิ

มองแบบนี้ทำไม?  ฉันไม่ได้ทำอะไรน้องสาวนายนะ  แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น งงไปหมดแล้ว?

“เกิดอะไรขึ้นคะ” ศุภรุจน์ก้มลงสบตาน้องสาวพร้อมถามเสียงอ่อนโยน  เขาอยู่ด้านล่างได้ยินเสียงโวยวาย ถ้าจำไม่ผิดมันคือเสียงของคนที่นั่งมองตาแป๋วอยู่ ก่อนจะได้ยินเสียงดังโครมแล้วตามมาด้วยเสียงร้องตกใจขององค์อร  เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็เห็นน้องสาวเขานอนแอ้งแม้งอยู่ที่พื้นห้อง

“คุณอรมาดูบุษเพราะเห็นว่าสายแล้วกลัวจะไม่สบาย  แต่แค่ยื่นมือไปแตะหน้าผาก บุษก็ลุกขึ้นมาโวยวายแล้วผลักคุณอรเสียตกเตียง”

“ประสาท” เขาหันไปตำหนิคนที่นั่งงงอยู่บนเตียง

“จะนอนกินบ้านกินเมืองหรือยังไง สายจนเกือบจะเที่ยงแล้ว  รีบไปอาบน้ำ แล้วลงไปพบฉันภายในสิบห้านาที  อย่าช้าล่ะ ไม่อย่างนั้นจะโดนมิใช่น้อย”

เขาทิ้งคำขู่เอาไว้แล้วอุ้มน้องสาวออกไปจากห้องโดยไม่สนใจสีหน้าและแววตาคนฟังที่เต็มไปด้วยคำถาม

...เค้าไม่ได้ผลักตัว แต่ผลักยายคนนี้หรือบุษ  หรือตัวมาเตือนเค้า?  ยายนี่ต้องเข้ามาทำอะไรสักอย่างแน่ๆ

บัวบูชาเริ่มคิดระแวงองค์อร แต่แล้วก็ต้องเหลือบมองนาฬิกาเมื่อนึกถึงคำตำหนิของศุภรุจน์ว่านอนกินบ้านกินเมืองขึ้นมาได้

“ใกล้เที่ยงจริงๆ  นี่ฉันตื่นสายขนาดนี้เชียวหรือ” ก่อนจะลุกลงจากเตียงวิ่งเข้าห้องน้ำทันที


ฝากอิบุ๊ค คลิกที่ปกได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ







และอีกมากมาย Click

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

0 ความคิดเห็น