ตอนที่ 9 : บทที่ 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 386
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    9 ม.ค. 61

บทที่ ๘

กบินทร์คิดว่ากำลังฟังคำแก้ตัวของหญิงสาวที่เรียกตนเองว่าแฟน ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และเกือบนำเรื่องเดือดร้อนมาให้ เขากำลังจะหลับเมื่อกวางโทร.มาแก้ตัว เขารู้ว่าถ้าไม่รับสายเรื่องก็จะไม่จบ กวางจะกระหน่ำโทร.มาทั้งคืนจนเขาต้องปิดโทรศัพท์หนี ซึ่งเขาไม่ชอบทำแบบนี้ จะเรียกปรัศนีมารับสายก็เพิ่งมีเรื่องกันมา อีกทั้งดึกมากขนาดนี้ถ้ากวางรู้ว่าปรัศนียังอยู่ที่คอนโดฯเขา เรื่องจะไปกันใหญ่ จากเข้าใจไปเองกวางอาจปักใจเชื่อไปเลยก็เป็นได้

แต่เมื่อเขารับสาย นอกจากจะถูกต่อว่าอันดับแรกเรื่องคอยหลบหน้า ไม่มีเวลาให้ จึงตามมาถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ แต่กวางยืนยันว่าตัวเองไม่ผิด ถ้าปรัศนีไม่ยั่วโมโหหล่อนก็คงไม่ลงไม้ลงมือ

“พี่ไม่อยากฟังคำแก้ตัวของใครทั้งนั้น แค่กวางมาขอโทษหนูดีก็พอ”

“กรี๊ด! พี่เบ็นไม่เชื่อว่ามันกวนโมโหหนู แล้วยังจะให้หนูไปขอโทษมันอีก”

“ก็กวางไปตบหน้าเขา กวางก็ต้องขอโทษสิ”

“แล้วทีมันดูถูกหนู หาว่าหนูเป็นแค่ที่ระบายความใคร่ของพี่เบ็นละ”

“ปรัศนีไม่ใช่คนแบบนั้น เขาจะไม่หยาบคายกับใครก่อน”

“พี่เบ็นเข้าข้างอีหนูดี”

“พี่ไม่ชอบคนหยาบคาย”

”พี่เบ็นกำลังว่าหนูหยาบคาย พี่เบ็นเข้าข้างมันชัดๆ หลงมันละสิ แต่อย่าหวังจะเขี่ยหนูทิ้งได้ง่ายๆ หนูไม่ยอม หนูไม่ยอม”

“กวางเข้าใจผิดแล้ว กวาง”

กวางวางสายไปแล้วโดยไม่รอฟังคำอธิบายจากเขา แต่คิดว่าถึงอธิบายไปหล่อนก็ไม่ฟัง และเขายังเคืองเรื่องเมื่อวันก่อน การที่กวางกล่าวหาว่าเขาพาปรัศนีไปซุกไว้ที่บ้านเก่า ทำให้รู้ว่ากวางไม่เคยเชื่อใจและไว้ใจเขาเลย

กบินทร์เอนหลังพิงหัวเตียงพร้อมหยิบบทละครที่จะถ่ายทำในวันพรุ่งนี้มาอ่านอีกครั้ง การจำบทพูดของตนเองได้แม่นยำ ตีบทแตกและเข้าถึงตัวละครนั้นๆ คือสิ่งที่นักแสดงที่ดีต้องทำให้ได้ และเขาก็ทำได้ดีในทุกเรื่องที่ผ่านมา จนได้รางวัลทางการแสดง ได้รับการไว้วางใจจากผู้จัดละครมอบบทดีๆ ให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า

เสียงเคาะเรียกหน้าห้องทำให้เขาต้องลุกขึ้นไปดู

“มีอะไร” เขาเปิดประตูออกไปแล้วถามทันที

“เอ่อ” ปรัศนีหันหลังให้แล้วถาม “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ได้ยินเหมือนเสียงแก้วแตก”

“ผมเพิ่งชมคุณกับกวางเมื่อกี้ว่าคุณนิสัยดีมีมารยาท แต่ไอ้ที่ยืนหันหลังคุยนี่มันไม่ค่อยมีมารยาทนะ หันหน้ามาคุยกันสิ”

“ก็คุณโป๊”

กบินทร์ก้มลงมองตัวเองแล้วยิ้ม ก่อนจับหล่อนหันมาเผชิญหน้าแล้วเชยคางให้เงยขึ้น

“ถ้าเห็นว่าโป๊ก็อย่ามองต่ำสิ”

ปรัศนีรู้สึกอึดอัดมากขึ้นจะมองต่ำก็อันตราย มองสบตาเขาก็ใจหวิว แล้ววันตอนนี้ทำไมเขาถึงทำตาเป็นประกายวิบวับใส่เราแบบนี้ บ้าเอ๊ย!

“ว่ายังไงมาเคาะห้องผู้ชายดึกๆ มีอะไร หรือตั้งใจมาดูผมโป๊ เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าผมชอบแก้ผ้านอน”

“บ้าสิ” หล่อนเขินจนต้องหลุบตาหนี แล้วรีบมองบนอย่างรวดเร็ว เพราะเขาโป๊จริงดังปากว่า

“คือได้ยินเสียงเหมือนของตกแตก แต่มองด้านนอกนี่ไม่เห็นเคยคิดว่าคุณอาจทำแก้วแตกในห้อง ให้ฉันไปช่วยเก็บไหมคะ”

“นี่ไง อยากเข้าห้องผู้ชายตอนดึกๆ แบบนี้ต้องมีนัย”

“โอ๊ย! ไม่เอาแล้ว เก็บเอาเองแล้วกัน” หล่อนสะบัดสะบิ้ง ผลักเขาออกห่างแล้วรีบกลับเข้าห้อง ยืนพิงประตูหายใจรัวเร็ว

อะไรกันนี่ นี่พี่เบ็นตัวจริงที่เค้าลือว่าเจ้าชู้หรือ ปรัศนีแตะแก้มร้อนผ่านของตนเองแล้วเปลี่ยนมาเป็นบิดนิ้วไปมา ก่อนจะกระโดดขึ้นเตียง เกลือกกลิ้งไปมาอย่างขวยเขิน

ในขณะที่กบินทร์มองประตูห้องนอนที่ให้ผู้จัดการส่วนตัวนอนนิ่งงัน ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหน้าแดงขนาดนั้น แล้วหล่อนจะเลิกเขินกับชุดนอนของเขาเมื่อไหร่กัน ก่อนจะกลับเข้าห้อง

ทิ้งเงาเลือนรางที่มองประตูห้องนอนปรัศนีเอาไว้ ชั่วครู่ก็เลือนหายไป

 

เข้านี้ปรัศนีไม่ได้เป็นคนปลุกกบินทร์อย่างที่เคย แต่เป็นกลิ่นหอมยั่วน้ำลายที่ปลุกหล่อนให้ลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นกบินทร์ยืนอยู่หน้าเตียง เขายิ้มเอ็นดูซึ่งหาได้ยากยิ่งก่อนเดินออกไปจากห้อง เมื่อเขาเปิดประตูกลิ่นหอมของอาหารก็แจ่มชัด

“อะไรกัน หนูดีตื่นสายกว่าพี่เบ็น” หล่อนทาบอกมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เดินออกจากห้อง “แถมทำอาหารเช้าแล้วด้วย กลิ่นไข่เจียวนี่นา” หล่อนรีบลงจากเตียงวิ่งเข้าห้องน้ำทันที สิบห้านาทีต่อมาหล่อนจึงออกจากห้องมาเผชิญหน้า

กบินทร์ทำท่าแปลกใจเล็กน้อย

ปรัศนีคิดว่าเขาคงแปลกใจที่หล่อนอาบน้ำแต่งตัวว่องไวเกินหญิง จึงยิ้มขวนเขิน แต่เขากลับส่ายหัวแล้วเปรยขึ้น

“ตื่นสายแล้วยังมามองหน้าอีก”

“อ่อ ขอบคุณที่ปลุกนะคะ”

“ใครปลุก ผมหรือ คุณละเมอหรือเปล่า”

“อ้าว! ก็ที่เข้าไปปลุกในห้องเมื่อกี้”

“นี่ดูสภาพ ผมทำอาหารเช้าอยู่ตรงนี้เพราะคุณตื่นสายนะ เอาละจัดโต๊ะด้วย ผมไปอาบน้ำก่อน” แล้วเขาก็ถอดผ้ากันเปื้อนส่งให้ ปรัศนีรับมามาอย่างงงๆ ก่อนเสมองไปอีกทาง

อีกแล้ว โชว์โป๊อีกแล้ว พี่เบ็นหน้าด้าน

กบินทร์ก้มลงมองตัวเองแล้วอมยิ้ม พูดลอยๆ ก่อนเดินกลับห้องนอน

“เมื่อไหร่จะชินเสียที”

“ไม่มีทางชิน ไม่มีทาง” พูดแผ่วๆ เพราะกลัวเขาหันหน้ามาอีก หล่อนไม่อยากเห็นส่วนสงวนของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า และเริ่มคิดว่าเขาเจ้าชู้จริงดังคำเล่าลือ ไม่อย่างนั้นจะยั่วยวนหล่อนทำไม

ยั่วเราหรือ ไม่ใช่หรอก มันเป็นความเคยชินของเขาต่างหาก หล่อนคิดและแก้ต่างให้เขาเสร็จสรรพ

ปรัศนีถอนหายใจตบหน้าตนเองเบาๆ เพื่อเรียกสติก่อนจัดโต๊ะอาหารตามที่เขาสั่งเมื่อเห็นอาหารที่เขาทำไว้ก็แปลกใจ เพราะหล่อนกำลังอยากกิน

“พี่เบ็นรู้ใจเรา” หล่อนอดเข้าข้างตนเองไม่ได้ พลางจัดจานไข่เจียวหอมฟุ้งฟูจนอยากเอาส้อมจิ้มดูว่าจะมีลมออกมาไหม แต่แค่เห็นหน้าตาไข่เจียวก็นึกถึงร้านอาหารที่แวะเข้าไปกินวันก่อน ไข่เจียวของกบินทร์น่าตาน่ากินมากกว่าเยอะ ส่วนรสชาติต้องรอเจ้าตัวมาก่อนถึงได้ลิ้ม แต่นอกจากไข่เจียวกับข้าวสวยแล้วไม่มีอะไรอีกเลย

“คุณลืมซื้อของสดไว้อีกแล้วนะ ในตู้เย็นมีแค่ไข่ไก่” เขาพูดพลางเดินมานั่ง

“อุ้ย! จริงด้วยสิ ขอโทษค่ะ ก็เมื่อวาน”

“ช่างเถอะ” เขาตัดบท แล้วพูดต่อ “ชิมสิไข่เจียวผม อร่อยกว่าร้านนั้นไหม” ตักไข่เจียวใส่จานข้าวหล่อน

ปรัศนีนำแก้วกาแฟมาวางให้ แล้วนั่งลงในที่ของตน พร้อมตักไข่เจียวมาชิม หล่อนรู้สึกว่าเขาจ้องและรอคำตอบ คงจะรอคำชมสิท่า แต่หล่อนไม่ได้ยอเกินจริง มันอร่อยละมุนลิ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่หน้าตาชวนกินเท่านั้น

“อร่อยมากๆ ค่ะ ถ้าเปิดขายรับรองรวย”

“หือ” กบินทร์ลากเสียง

“ขอโทษค่ะ ติดนิสัยลูกแม่ค้า คิดว่ามันอร่อยคงทำกำไรอื้อ”

“อ่านบทละครมากไปหรือเปล่า คนอย่างกบินทร์นี่นะให้ไปขายข้าวไข่เจียว”

“แหะๆ ขอโทษค่ะ” แล้วหล่อนก็ตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่พูด ไม่สบตาเขาอีก แต่ต้องเงยหน้าขึ้นกับคำพูดของเขา

“วันนี้โทรไปยกเลิกคิวเถอะ ผมไม่อยากพาผู้จัดการปากเจ่อไปตกเป็นเป้าสายตา แล้วเราไปห้างกัน”

“ห๊า!

“จะตกใจทำไม” เขาถามเสียงเรียบหน้าเฉย

“เปล่าค่ะ แปลกใจคุณชวนไปช้อปปิ้ง”

“ผมแค่ไม่อยากกินไข่เจียวทั้งวัน” แล้วเขาก็ลุกออกจากโต๊ะ

ปรัศนีมองตามหน้าเจื่อนเหมือนถูกตำหนิกลายๆ ที่ไม่ได้ซื้อของสดแช่ตู้เย็นไว้ ก่อนจะลุกจากโต๊ะเก็บถ้วยชามไปล้างแล้วเตรียมตัวออกไปข้างนอกกับเขา

ปรัศนีมองหน้านายจ้างเหมือนไม่เชื่อเมื่อเขาเดินมาหยุดร้านไอศกรีมชื่อดังที่คนในร้านกำลังมองออกมาเป็นตาเดียว แต่เหมือนเขาไม่ใส่ใจยังเดินนำเข้าไปแล้วหยุดถ่ายรูปกับแฟนคลับที่มาขอถ่ายรูปด้วย เขายิ้มแย้มให้คนเหล่านั้นและตอบทุกคำถามอย่างเป็นกันเอง จนถึงขนาดมีคนชวนไปนั่งด้วยกันและรับอาสาเป็นเจ้ามือ ทีแรกหล่อนคิดว่าเขาจะปฏิเสธจึงเตรียมจะแก้ต่างให้ แต่เขากลับรับคำเชิญอย่างง่ายดาย และหล่อนก็ต้องตามเขาไป

“ดีใจจังพี่เบ็นให้เกียรติร่วมโต๊ะกับหนู” หญิงที่พูดนั้นอายุที่ประมาณด้วยสายตาน่าจะมากกว่ากบินทร์เป็นรอบ แต่ทำกระแดะเหมือนเด็กสาวที่เพิ่งเจอผู้ชายเป็นครั้งแรก

“ไม่ใช่เรื่องให้เกียรติหรือไม่ให้เกียรติหรอกครับ แค่พอมีเวลาว่าง แฟนคลับเชิญซึ่งผมถือว่าให้เกียรติผมมากกว่า ขอบคุณนะครับ”

“งั้นขอถ่ายรูปคู่ด้วยเยอะๆ นะคะ เซลฟี่นะคะ” เจ้าหล่อนพูดแล้วขยับไปนั่งชิดกบินทร์

“หนูดีถ่ายให้ไหมคะ คุณพี่” หล่อนแสดงความหวังดี แต่กลับถูกปฏิเสธทันควัน

“ไม่ต้อง ขอบคุณค่ะป้า”

ป้า โห คุณป้าเรียกหนูว่าพี่สาวเลยนะ หนูหรืออุตส่าห์เรียกแค่พี่

ปรัศนีอยากเบ้ปากมองบนเหมือนที่ใครๆ เขานิยมพูดกันในตอนนี้ แต่ทำไม่ได้เพราะนี่คือแฟนคลับซึ่งหมายถึงเป็นผู้อุปการะของเหล่านักแสดงที่ต้องขายผลงาน จึงทำได้แต่ขยับนั่งพิงพนักเก้าอี้นุ่มๆ แล้วทำตัวเป็นอากาศธาตุ แต่ถึงหล่อนไม่ทำเช่นนั้น หญิงคนนั้นก็ทำเหมือนหล่อนไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้แล้ว เจ้าหล่อนขยับไปชิดกบินทร์เรียกได้ว่าแทบจะนั่งบนตัก ถ่ายรูปเองท่าแล้วท่าเล่า

ปรัศนีเข้าใจแล้วว่าทำไมหล่อนคนนั้นต้องการถ่ายรูปด้วยตนเองเพราะต้องการใกล้ชิดพี่เบ็นนี่เอง กว่าผู้หญิงคนนั้นจะพอใจก็ใช้เวลาพอสมควร เล่นเอาไอศกรีมที่สั่งไว้ละลายกันเลยทีเดียว

ปรัศนีเห็นกบินทร์ไม่มีท่าทีรำคาญแต่อย่างใดจึงขอตัวไปเข้าห้องน้ำ

“ทีนี้แกจะปฏิเสธอีกหรือว่าไม่ได้เป็นเมียพี่เบ็น” เสียงดังจากด้านหลัง พร้อมใบหน้ากวางค่อยๆ ปรากฏในเงากระจกตรงอ่างล้างมือ

ปรัศนีหันไปอย่างตกใจ ก็ถูกฝ่ามือกวางฟาดเข้าใส่เต็มแรง เจ็บกว่าครั้งก่อนที่กวางบอกกบินทร์ว่าไม่ได้ตั้งใจนัก แต่เมื่อกวางจะตบอีกครั้ง สัญชาติญาณก็เตือนให้หลบหลีกและตอบโต้ ปรัศนียกแขนขึ้นรับแล้วดันออกไปจนกวางเซชนเหลี่ยมอ่างล้างหน้า สร้างแรงโกรธแค้นให้มากขึ้นจนกระโจนเข้ามาหาฟาดฝ่ามือไม่ยั้ง

“แกกล้าสู้ฉันหรือนังหนูดี นังเลวแย่งผัวกู นังสารเลว”

“คุณกำลังเข้าใจผิดนะ โอ๊ย!” ปรัศนีจำเป็นต้องป้องกันตัวและตอบโต้บ้าง

“เข้าใจผิด แทบจะนั่งตักดเซลฟี่กันอยู่เมื่อกี่ นี่งานของผู้จัดการหรือ แกตั้งใจจะเปิดตัวใช่ไหมละ”

“โอ๊ย! นั่นแฟนคลับพี่เบ็นนะคะ ไม่ใช่ฉัน”

“ตอแหล ฉันเห็นเต็มสองตาถึงเดินตามแกมานี่ไง นังสารเลว”

“ไม่ใช่ ไม่เชื่อกลับไปดูสิ ผู้หญิงคนนั้นนั่งคุยกับพี่เบ็นอยู่”

“ตอแหล ฉันไม่ได้โง่อย่างที่แกคิดหรอกนะ”

กวางฟาดมือมาอีกนับไม่ถ้วน นั่นทำให้ปรัศนีต้องปัดป้องไม่พยายามสวนคืนหากไม่เหลืออด แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวผลักกวางออกไปเต็มแรงจนล้มลงกับพื้น หากหล่อนเป็นมาริสาคงตามไปกระทืบซ้ำ ทว่าหล่อนคือปรัศนีที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใครหากไม่ถูกระรานจนเหลือทน หล่อนจึงเดินผ่านออกมานอกห้องน้ำ น่าแปลกที่ไม่มีคนอื่นมามุงดูทั้งที่ตอนมาเข้าห้องน้ำนั้นมีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา

กวางมองตามปรัศนีไปอย่างโกรธจัด นอกจากลุกตามไปไม่ไหวแล้ว ยังเห็นไปว่าอีกฝ่ายเดินข้ามตนไปเหมือนเป็นหมูหมา

“อีหนูดี อีบ้า”

 

กบินทร์มองหญิงสาวหน้าตาบอบช้ำที่ยืนลับล่ออยู่ข้างรถแล้วเปิดประตูให้ เขาอยากถามว่าไปโดนอะไรมาแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เวลานี้ต้องพาหล่อนออกไปจากลานจอดรถก่อน ตอนปรัศนีโทรบอกเขาว่ารอที่รถแล้วนั้นได้ยินเสียงสะอื้นปะปนมา เวลานี้ดวงตาคู่นี้ไม่มีน้ำแต่มีรอยช้ำแดง คราบน้ำตายังเปรอะเปื้อนจนอยากเช็ดให้ แต่พอเอื้อมมือไปไม่ทันถึงเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เขารีบรับทันทีเพราะเดาเอาว่าคนโทรมาน่าจะเป็นผู้กระทำกับผู้จัดการส่วนตัวของเขาเช่นนี้ และทันที่เขากดรับเจ้าหล่อนก็ไม่เปิดโอกาสให้เอ่ยทักทาย

“ยอมเปิดตัวมันแล้วสินะ ถึงได้ถ่ายรูปนั่งตักกันในร้านไอติมแบบนั้น หนูคิดไว้ไม่ผิดเลยพอมีคนใหม่ก็เขี่ยหนูทิ้ง แต่จำไว้เลยคนอย่างอีกวางไม่ยอมเสียตัวฟรีๆ หนูเอาคืนจนกระอักเลือดแน่ๆ จำไว้ อ้อ บอกมันด้วยนะว่าแค่นี้ยังน้อยไป เจอเมื่อไหร่กูจะตบให้คว่ำ เจอกี่ครั้งก็จะตบทุกครั้ง จำไว้”

เขาท้วงไม่ทันเมื่อกวางวางสายไป แต่รู้ว่าเปล่าประโยชน์จะอธิบายใดๆ และได้รู้เสียทีว่ากวางทำร้ายปรัศนีจริงๆ เขาวางโทรศัพท์มือถือลงแล้วเอื้อมไปกอดหญิงสาวข้างกาย

“เจ็บมากไหม ขอโทษแทนกวางด้วยนะ”

“ไม่เป็นไรคะ พอทนได้ แต่คงต้องค้างที่คอนโดคุณอีกวัน กลับบ้านสภาพแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ”

“ไม่มีปัญหา แวะหาหมอหรือกลับคอนโดเลย”

“กลับค่ะ”

“โอเค”

 

สาวใหญ่ออกอาการผิดหวังเมื่อกบินทร์ขอตัวกลับก่อน แต่จะรั้งเอาไว้ก็ไม่กล้า เพราะเขานั่งร่วมโต๊ะกับหล่อนมานานแล้ว ทั้งยังยอมถ่ายรูปด้วยตั้งหลายรูป หล่อนเปิดโทรศัพท์หวังชื่นชมรูปเหล่านั้นอีกครั้ง แต่กลับพบความแปลกใจ ผิดหวัง และเสียดาย

“อะไรนี่ มือฉันสั่นขนาดนี้เลยหรือ หน้าถึงไม่เป็นหน้าเลย” หล่อนเลื่อนดูทุกรูปด้วยใบหน้างอง้ำ ใบหน้าของกบินทร์เลือนรางจนมองไม่ออกว่าเป็นใคร ส่วนใบหน้าตัวเองนั้นชัดเจนแต่ทว่า

“ทำไมตาแดงเหมือนเลือดคั่ง ว้าย!” หล่อนร้องเสียงหลงเมื่อโทรศัพท์ระเบิดคามือ และมีอะไรบางอย่างกระเด็นเข้าตาจนเลือดไหลอาบหน้า

 

“มื้อเย็นหยอดน้ำข้าวต้มนะป้า” เขาตั้งใจเย้าเมื่อเดินไปเปิดตู้เย็นหลังช่วยประคบใบหน้าบอบช้ำให้ผู้จัดการส่วนตัว

คนถูกเรียกป้าค้อนเบาๆ นึกแล้วก็อดขันไม่ได้ กบินทร์เล่าว่าแฟนคลับคนนั้นทำหน้างอปากยื่นพูดเสียงกระเง้ากระงอดเหมือนเด็กเล็กๆ เมื่อเขาขอตัวกลับก่อน แต่ก็ยังดีที่เจ้าหล่อนไม่ลงไปนอนแถกดิ้นกลางร้าน

“ว่ายังไงป้า ข้าวต้มหรือโจ๊ก หรืออะไรบอกมาเลย ถ้าทำเป็นเดี๋ยวผมจัดการให้” เขายังร้องถาม

ถ้าทำเป็นแสดงว่าเขาทำอาหารได้มากกว่าไข่เจียว ปรัศนีแปลกใจอีกครั้ง และคิดว่าเขาทำดีเพื่อไถ่โทษแทนกวาง

“อะไรก็ได้ค่ะ ทำที่คุณอยากกิน ฉันกินอะไรก็ได้ ขอแค่อย่าเผ็ดมาก กลัวแสบปาก”

“อ้าว จะกินอะไรก็บอกมา ผมไม่อยากคิดเอง แค่คิดว่าจะทำได้ไหมก็ยากพอแล้ว” เขาเดินกลับมายืนกอดอกมองหน้าหล่อน แล้วทิ้งคำพูด “ว่ายังไงป้า”

“เฮ้อ ถ้าอย่างนั้นพี่เบ็นขาคิดมาเองดีกว่าว่าจะกินอะไร เดี๋ยวป้าทำให้”

กบินทร์หัวเราะก๊ากทันที ทำเอาหล่อนพลอยหัวเราะไปด้วย ก่อนจะกุมปากกุมแก้มเพราะระบม

“โอเคๆ คุณเข้าไปนอนพักในห้องเถอะ ไว้ถึงเวลาอาหารก็รู้เองว่าผมทำอะไรให้กิน” เขาบอกแล้วพยุงให้หล่อนลุกขึ้น บังคับกลายๆ ให้เดินด้วยการรุนหลังและเปิดประตูห้องนอนให้ แล้วพูดเสียงเนิบ

“ขอโทษแทนกวางด้วยนะ” แล้วปิดประตูให้

ปรัศนีมองจนบานไม้หับสนิท จึงเดินไปทิ้งตัวลงนอน พึมพำคนเดียว

“ทำไมต้องขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ใช่ความผิดของพี่เบ็นเสียหน่อย”

หล่อนหลับสนิทและนานจากฤทธิ์ยาแก้ปวดลดไข้ที่กบินทร์บังคับให้กิน ตื่นอีกครั้งเพราะเขาเข้ามายืนยิ้มข้างเตียงพร้อมกลิ่นหอมของอาหารที่ยั่วน้ำลายอีกแล้ว แต่ครานี้ไม่ใช่กลิ่นไข่เจียว

“ขอล้างหน้าก่อน เดี๋ยวตามไปนะคะ” หล่อนบอก แล้วเขาก็หันกลับเดินออกจากห้องทันที อีกห้านาทีต่อมาหล่อนจึงออกจากห้อง พบว่าเขายืนหน้าห้องยกมือเหมือนจะเคาะประตู

“กำลังจะเคาะเรียกเลย ตื่นก็ดีแล้วกินข้าวเถอะ ผมหิว”

“ก็บอกแล้วล้างหน้าแป๊บเดียว ไม่ต้องตามรอบสองหรอกค่ะ”

“หือ พูดอะไรของคุณ” คำของปรัศนีลากหัวคิ้วเขามาผูกกัน

“ก็ เอ่อ เปล่าค่ะ ไปกินข้าวค่ะหิว” หล่อนตัดบทไม่พูดต่อ กลัวจะเหมือนเมื่อเช้าที่เขาเข้าไปปลุก แต่กลับบอกว่าไม่ได้ปลุก

ปรัศนีมองอาหารบนโต๊ะแล้วมองชายตรงหน้า เขายิ้มรออยู่ก่อนแล้ว

“ผมทำเอง ไม่เชื่อละสิ” เขาเลื่อนเก้าอี้ให้หล่อนนั่ง ตักข้าวต้มมาวางตรงหน้า

“ชิมเลยไม่แสบปากแน่ แล้วบอกสิ ผีมือพอเปิดร้านได้ไหม” เขาบอกแล้วนั่งลงตรงข้าม ตักกับข้าวให้หล่อน วันนี้เขาทำปลากะพงผัดขึ้นฉ่าย ปลากะพงทอดกระเทียม ยำไข่เค็มที่แยกพริกไว้ต่างหาก

“อร่อยค่ะ ปลาไม่คาวเลย ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะทำเอง”

“อ้าว! อยู่กันสองคน ถ้าไม่ใช่ผมก็คงเป็นคุณทำสินะ นอนหลับยาวซะขนาดนั้น ผมบอกให้เข้าไปงีบไม่ได้ให้หลับยาว”

“ก็คุณให้กินยามันก็หลับสิคะ แต่ปลานี่อร่อยจริงๆ ที่เพิ่งซื้อมาคงหมดแล้วสิคะนี่”

“อืมหมดแล้ว ค่อยซื้อใหม่ ผมชอบกินปลาย่อยง่าย แต่ไม่ชอบปลาน้ำจืดนะจำไว้”

“ค่ะๆ จำได้คุณเคยบอกแล้ว” หล่อนยิ้มแหยๆ เพราะจริงๆ ก็ลืมไปแล้วว่าเขาเคยบอกตอนหล่อนไปซื้อของสดมาเข้าตู้เย็น หล่อนยิ้มให้เขาอีกครั้งเมื่อตักกับข้าวให้ อยากบอกจริงๆ ว่าไม่อยากเชื่อว่ากบินทร์จะทำอาหารอร่อยขนาดนี้

 

กบินทร์กำลังจะเคลิ้มหลับหลังแยกย้ายกันเข้านอนหลังเคลิ้มกับคำชมเรื่องอาหารยกใหญ่ แต่เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังขึ้นไล่ความง่วงไปหมด เขามองชื่อคนโทร.มา ก็แปลกใจ ก่อนกดรับสาย

“ครับผม”

“ผมไม่ได้ปลุกใช่ไหมยังไม่นอนใช่ไหมครับ ยังไม่ดึกมาก” เสียงสามารถออกตัวมาอันดับแรก

“ยังไม่นอนครับ ขอบคุณสำหรับเรื่องวันก่อนนะครับ”

“คนที่ต้องขอบคุณผมคือผู้จัดการส่วนตัวของคุณต่างหาก แต่ช่างเถอะที่ผมช่วยก็เพราะเห็นแก่คุณ ลำพังผู้หญิงธรรมดาๆ ท่าทางโง่เซ่อแบบนั้นมีหรือจะทันพวกนักข่าว ถ้าปล่อยให้ถามนำหน่อยเดียวก็คงไปกันใหญ่” สามารถพูดเป็นชุด จนกบินทร์ต้องหยุดด้วยคำขอบคุณและแก้ตัวแทนปรัศนี

“ขอบคุณอีกครั้งครับ ปรัศนีไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ คงช็อกทำอะไรไม่ถูกมากกว่าครับ”

“คงอายที่ถูกตบถูกประจานมากกว่า ข้อหาไม่เบาเลยนะครับ การเป็นผู้จัดการส่วนตัวแล้วมีอะไรกับศิลปินที่ดูแลแบบนี้ ก็เหมือนตอนที่มีข่าวของผมกับคุณ ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้”

“มันก็แค่เรื่องเข้าใจผิดของกวาง ผมกับปรัศนีไม่เคยมีอะไรเกินเลย”

“แต่สื่อกับคนรอบข้างไม่เชื่อครับ ถึงผมจะแก้ต่างไปให้แล้วว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ต่อหน้าพวกเขายอมรับฟังแต่ลับหลังเชื่อผมสิ ว่าต้องตามขุดคุ้ยต่อแน่ ทั้งประวัติแฟนคุณทั้งประวัติผู้จัดการจอมเฉิ่ม”

“ช่างมันครับ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ผมชินกับข่าวพวกนี้แล้ว” แต่ปรัศนีคงไม่ชิน

“แต่คราวนี้ช่างมันไม่ได้นะครับ เพราะผมรู้มาว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นอายุยังไม่ถึงสิบแปด”

“อะไรนะครับ ใครอายุไม่ถึงสิบแปด” กบินทร์ร้องเสียงหลง เขารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเขาไปมีความสัมพันธ์กับเด็กสาวอายุไม่ถึงสิบแปดปีหรือเรียกว่าผู้เยาว์ แล้วคำพูดข่มขู่ของกวางก็รื้นขึ้นมา เอาคืนแน่

“คุณสมาร์ทว่าอะไรนะ กวางอายุไม่ถึงสิบแปดหรือครับ” เขาถามซ้ำทันที

“ใช่ครับสิบเจ็ดกว่าๆ แต่หน้าตาแก่แดดแก่ลมจนผมก็ไม่เชื่อเหมือนกัน ถ้าแหล่งข่าวไม่เอาหลักฐานมาให้ดู”

“หมายความว่านักข่าวขุดคุ้ยขึ้นมา”

“นักข่าวคุ้ยไม่เท่าเจ้าตัวออกมาประกาศในโลกโซเชียล โชว์รูปงานวันเกิดอายุสิบเจ็ดที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่เดือน ทำแบบนี้เหมือนจะบอกให้โลกรู้กลายๆนะครับ ว่าคุณพรากผู้เยาว์”

กบินทร์กุมขมับ รูปร่างหน้าตากวางไม่ได้ชวนให้เชื่อเลยว่าเป็นเด็กอายุสิบเจ็ด ถ้าบอกเขาว่ายี่สิบปลายๆ หรือสามสิบต้นๆ เขาก็เชื่อ คงเพราะการแต่งเนื้อแต่งตัวของเจ้าหล่อน แล้วเขาไม่เคยได้ยินกวางพูดเรื่องเรียนหนังสือ เขาจึงคิดว่าหล่อนอยู่ในวัยทำงานที่ลอยชายไปวันๆ

กบินทร์เผลอถอนหายใจเสียงดังจนปลายสายได้ยิน

“อย่ากังวล อย่าคิดมากครับ ผมคุยกับนักข่าวไม่ให้ตีข่าวเรื่องนี้แล้ว เดี๋ยวจะลองคุยกับเด็กนั่นดู แต่คุณต้องรีบไล่ผู้จัดการส่วนตัวออก”

“มันเกี่ยวอะไรกับไล่หนูดีออก”

“อย่าแกล้งลืมสิครับว่าเรื่องเกิดจากความหึงหวง ถ้าคุณไม่ไล่หล่อนออกเด็กนั่นต้องไม่ยอม”

“แต่มันเรื่องเข้าใจผิดนะครับ”

“ถึงต้องรีบทำความเข้าใจกับเด็กนั่น อย่าให้ทำอะไรลงไปแล้วกระทบคุณมากกว่านี้ ดีไม่ดีอาจมีคนไม่หวังดีใช้โอกาสนี้กลั่นแกล้งคุณ ลองย้อนดูคดีที่นักร้องวง...ถูกคู่ขาเก่าฟ้องสิครับ ทั้งยุ่งยาก เสียเวลา เสียเงินและเสียชื่อถึงผลตรวจดีเอ็นเอออกมาแล้วว่าเด็กไม่ใช่ลูก แต่ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ก็ยังมีอยู่”

“ครับ” แต่คงไม่ทันแล้ว สามารถคงไม่รู้ว่าวันนี้กวางตบตีปรัศนีอีกแล้ว

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ

“สักครู่นะครับ” กบินทร์บอกแล้วเดินไปเปิดประตู ในขณะที่สามารถตอบกลับด้วยน้ำเสียงลิงโลดว่า

“ครับๆ ผมจะไปเดี๋ยวนี้” ก่อนจะวางสายไป กบินทร์ก้มมองหน้าจออย่างฉงน

ก่อนจะเปิดประตูห้องนอน

“มีอะไรหรือ ปรัศ ศะ นี” กบินทร์ชะงัก ปากค้างแข็งกับความว่างเปล่า ปรัศนีที่เขาคิดว่ามาเคาะประตูไม่ได้อยู่หน้าห้อง แต่เพื่อความแน่ใจจึงเดินไปเคาะห้องถาม

“ปรัศนี เมื่อกี้มาเคาะห้องผมหรือเปล่า”

ไม่นานประตูก็เปิดพร้อมเสียงตอบ

“เปล่า ว้าย!” หล่อนรีบปิดตาเพราะเขาอยู่ในชุดนอนเดิมๆ ที่ยังไงหล่อนก็ไม่ชินเสียที

“จะตกใจทำไม เราต้องเห็นกันอีกนาน ผมนอนชุดนี้ตลอด บางคืนก็ไม่ใส่” เขาพูดอย่างระอา ก่อนหันกลับแล้วสะดุ้งโหยง

“เฮ้ย! เกือบไปแล้ว” ถอยกรูด

“อ้าวแก้วแตก น้ำนอง ใครทำคะ”

“อย่ามองผมแบบนี้ ผมไม่ได้ทำ เมื่อกี้ได้ยินเสียงเคาะประตูเลยเปิดออกมาถามคุณนี่ไง”

“ฉันไม่ได้ทำแก้วแตกนะคะ แต่ถ้าคุณไม่ได้ทำแล้วใครทำ” ปลายเสียงค่อยๆ เบาลง แต่หารู้ไม่ว่าข้อสงสัยของหล่อนกระตุกขวัญของอีกฝ่ายจนกระโดดเข้ามากอด

“คุณหมายถึง” กบินทร์ถามเสียงขาดหาย ยอมรับว่ายังผวากับห้องนี้เพราะเรื่องในคืนก่อนโน้น

“ว้าย! ออกไปห่างๆ เอ๊ะ! ทำไมมีดอกพิกุล”

กบินทร์หันขวับไปมองแล้วพูดรวดเร็ว “เราไปนอนที่อื่นกันเถอะหนูดี ” พร้อมลากหล่อนเข้าไปในห้อง

“เปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บกระเป๋าเร็วๆ”

“ทำไมต้องไปคะ”

“เก็บกระเป๋าเถอะอย่าถามมาก”

“แล้วจะไปนอนที่ไหนคะ”

“ไปหาโรงแรมนอนกัน”

“ห๊า! โรงแรม” ปรัศนีตาโต อดคิดไกลไม่ได้

“ไม่ใช่ หมายถึงผมไม่อยากนอนที่นี่ บอกตรงๆ ว่าสยอง จู่ๆ แก้วแตกได้ยังไง แล้วดอกพิกุลนั่นมาจากไหน”

“ง่า...” หล่อนก็งงว่ามาจากไหน แต่ไม่ได้หวาดกลัวจนแสดงออกมาแบบที่กบินทร์กำลังทำ หล่อนเพิ่งรู้ก็ตอนนี้เองว่าเขากลัวผี ทั้งที่เล่นละครสยองขวัญมาไม่น้อยเช่นเดียวกับละครที่กำลังถ่ายทำอยู่ทุกวันก็เป็นแนวสยองขวัญ หรือเพราะเหตุนี้ทำให้เขาคิดมากไปเอง

“มันคงไม่มีอะไรมังคะ คุณเล่นละครผีมากไปเลยคิดมากหรือเปล่า”

“ถ้าผมเป็นคนคิดมากอย่างนั้นผมคงไม่รับเล่นละครสยองขวัญมาหลายเรื่องแล้วหรอก มันมีอะไรมากกว่านั้นอีก แล้วจะเล่าให้ฟัง เก็บของไวๆ ผมต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วคุณต้องช่วยจัดกระเป๋าให้ผมด้วย”

“ค่ะ” หล่อนต้องยอมรับปาก เข้าห้องน้ำเพื่อผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว

เมื่อเดินออกจากห้องนอนก็ไม่เห็นแก้วแตกน้ำนองและดอกพิกุลที่เกลื่อนพื้นแล้ว ยิ่งทำให้ชายหนุ่มทวีความหวาดระแวงมากขึ้น เขารีบวิ่งไปสวมเสื้อผ้าขณะที่ปากสั่งให้หล่อนจัดกระเป๋าแล้วรีบมาหิ้วพร้อมลากหล่อนออกจากห้องทันที

 

ปรัศนีเผลอลูบแขนตัวเองอีกครั้งหลังฟังกบินทร์เล่าเหตุที่ไม่อยากนอนที่คอนโดจบ แม้เรื่องที่เขาเล่าจะเหมือนฉากละครบางฉากที่เคยผ่านตามาบ้างก็ตามที แต่ความรู้สึกบอกหล่อนว่าเขาไม่ได้แต่งเติมมันขึ้นมาเอง

“มันคงไม่น่าเชื่อใช่ไหม” กบินทร์ถาม

ปรัศนีส่ายหน้า

“ผมยังเจอมามากกว่านี้”

ปรัศนีหันขวับมองเขาตาโต กบินทร์พยักหน้าทันทีแต่เขาไม่ได้เล่าในตอนนี้เพราะมีคำถามขึ้นมา

“จะให้ผมไปส่งที่บ้านหรือไปนอนโรงแรมด้วยกัน”

“อ่า...” หล่อนลำบากใจอีกแล้ว การยอมค้างที่คอนโดฯ เพราะไม่อยากพาใบหน้าฟกช้ำไปให้พ่อแม่เห็น แต่ถ้าต้องเข้าโรงแรมกับเขาก็ตะขิดตะขวงใจ กลัวคนเข้าใจผิด กลัวจะเสื่อมเสียชื่อเสียง อย่างหลังกลัวแทนเขาเพราะตัวหล่อนไม่มีชื่อเสียงจะให้เสีย แต่เหนือสิ่งอื่นใดหล่อนยังคาใจเรื่องที่เขายังเล่าไม่จบ เรื่องที่เขาบอกว่าขนลุกยิ่งกว่านี้อีกก็พูดให้อยากเสียขนาดนี้

“ไปนอนโรงแรมก็ได้ค่ะ ไหนๆ ก็บอกพ่อกับแม่ไว้แล้วว่าไม่กลับบ้าน”

เมื่อปรัศนีตัดสินใจไปค้างโรงแรมกับกบินทร์ อีกไม่กี่นาทีหล่อนก็มานั่งเท้าคางหน้าเตียงรอฟังเรื่องที่เขาเล่าค้างอยู่ และอดไม่ได้ที่จะลูบท่อนแขนที่ขนลุกชันขึ้นมาเมื่อฟังเรื่องราว

“ทุกครั้งที่ผมกลับบ้านดึกจะมีความรู้สึกเหมือนมีคนเฝ้ารอ เฝ้ามอง แรกๆ ผมก็คิดว่าเป็นพ่อแม่หรือยายเล็ก ตามประสาผู้ใหญ่ที่มักห่วงเฝ้ารอให้ลูกหลานกลับเข้าบ้านก่อนถึงจะนอนหลับได้ แต่พอเฝ้าสังเกตหลายครั้ง รวมถึงตะล่อมถามก็รู้ว่าไม่มีใครอยู่รอผมจนดึกดื่นเลย เพราะรู้ว่าผมไปทำงานไม่ได้ไปเกเรเหลวไหลและกลับไม่เป็นเวลา

ถ้าหากไม่ใช่พวกท่านเฝ้ามองแล้วใครละ คำถามนี้คาใจผมมาจนถึงบัดนี้ รวมถึงกลิ่นดอกไม้ที่ผมเพิ่งรู้จากคุณว่าคือดอกพิกุล ผมจะได้กลิ่นทุกครั้งที่ย่างเข้าบ้าน ในห้องนอน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ปลูกต้นพิกุลเอาไว้ในบริเวณบ้าน และคนอื่นก็ไม่เคยได้กลิ่นนี้เลย”

“ยายเล็กเอามาร้อยมาลัยเหมือนที่ให้มาหรือเปล่าคะ”

“ไม่นะ ตอนนั้นไม่เคยเห็นแกร้อยมาลัยชนิดไหนๆ เลย”

กบินทร์ยังเล่าความฝันที่แสนน่ากลัวให้ฟัง แต่เขาไม่ฝันอีกเลยตั้งแต่ย้ายออกมาจากบ้านหลังนั้น แต่เพิ่งกลับมาฝันใหม่เมื่อไม่กี่คืนที่ผ่านมา ทว่าเรื่องความฝันนั้นเขาคิดว่าคงเพราะอ่านบทละครและเก็บเอาไปฝันมากกว่าเพราะมันเหมือนฉากละครมากๆ

“เป็นฉันก็คงอยู่ไม่ได้ ดีที่คุณรวยหาทางขยับขยายได้ง่ายและรวดเร็ว ถ้าเป็นฉันคงต้องนอนขนหัวลุกไปอีกนานกว่าจะได้ย้ายออก” ปรัศนีอดสมเพชตนเองไม่ได้

“ทำไมพูดอย่างนี้ มันไม่เกี่ยวกับจนหรือรวยเลยนะ”

“ค่ะ ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว แล้วคุณจะว่ายังไงถ้าฉันขอลาออก” หล่อนเปลี่ยนเรื่องรวดเร็ว

“ลาออก! ทำไม”

“เอ่อ” ปรัศนีกระอึกกระอักที่จะบอกว่าลาออกตามคำแนะนำของสามารถเพราะหล่อนไม่เหมาะสมกับงานนี้ หล่อนกำลังสร้างปัญหาให้เขาจากเรื่องส่วนตัวของตนเอง จะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของหล่อนเลย มันเรื่องของเขากับแฟนที่ดันมาลากหล่อนไปเป็นมือที่สามต่างหาก

เฮ้อ...เซ่อซ่าขี้ดินขี้โคลนแบบหล่อนนี่นะจะเป็นมือที่สามของใครได้ ปรัศนีเผลอลูบแก้ม

“ทำไมถึงคิดจะลาออก เพราะเรื่องกวางใช่ไหม” เขาถามย้ำเสียงเข้มจนอีกฝ่ายสะดุ้ง เมื่อจะส่ายหน้าปฏิเสธเขาก็ไม่ยอม

“บอกมาตรงๆ”

“คือฉันอาจไม่เหมาะกับงานนี้ คุณสามารถบอกว่าฉันสร้างปัญหาให้คุณ ไม่เหมาะที่จะทำงานต่อค่ะ” หล่อนตัดใจบอกออกไป

กบินทร์พยักหน้าเขานึกไว้ไม่มีผิดว่าสามารถจะต้องมีส่วน

“เพิ่งรู้ว่าคุณเชื่อคุณสมาร์ทมากขนาดนี้ เขาไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้คุณนะถึงจะบอกให้คุณทำงานหรือให้ออกได้ ผมไม่อนุญาตให้ลาออก คุณจะมาทิ้งปัญหาไว้ให้ผมแก้คนเดียวไม่ได้”

“ไม่นะคะฉันไม่ได้ทิ้งปัญหาไว้ให้คุณ คือฉันจะพูดกับคุณกวางให้เข้าใจก่อนค่อยลาออก”

“คุณคิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้นหรือ ลองกวางทำถึงขนาดนี้” เขาจับคางหล่อนเพื่อหันหน้าไปมา

“เอ่อ ก็ไม่ค่อยแน่ใจ” หล่อนพูดอ้อมแอ้ม

“บอกเลยว่าเรื่องนี้ยุ่งยากแน่แต่ไม่เป็นไรไว้ผมจะจัดการเอง แต่ห้ามลาออกเด็ดขาด ดึกแล้วนอนเถอะ” เขาตัดบทแล้วขยับที่ให้ เพราะเปิดแค่ห้องเดียว เขารู้ตัวว่าไม่กล้านอนคนเดียวแน่นอนในคืนนี้

ปรัศนีทำหน้าปั้นยาก ทั้งเรื่องถูกห้ามไม่ให้ลาออก ทั้งเรื่องที่เขาขยับที่ให้นอนบนเตียงเดียวกัน ตอนเขาเปิดห้องหล่อนก็รู้แล้วว่ามีแค่ห้องเดียว แต่เพราะสนใจใคร่รู้ในเรื่องที่เขาเล่าค้างอยู่จึงไม่ท้วงติงใดๆ แต่พอถึงเวลานอนจริงๆ กลับตะขิดตะขวงใจ มองที่ว่างใกล้ๆ กบินทร์สลับกับมองสบตาอยากถามเขาว่าเอาแบบนี้จริงๆ หรือ นอนเตียงเดียวกันจริงๆ หรือ

เมื่อถูกมองนานเข้ากบินทร์ก็ถามขึ้น

“ทำไมรังเกียจที่จะนอนข้างผมหรือ บอกเลยนะผมไม่ใช่พระเอกนิยายที่จะลงไปนอนข้างเตียงแน่”

“เปล่าๆ ค่ะ แต่มันอาจไม่เหมาะ”

“เหมาะหรือไม่เหมาะในสายตาใครละ ในห้องนี้มีเราแค่สองคน ผมไม่ถือสาแล้วคุณจะคิดมากทำไม มานอนเร็วปิดไฟด้วยนะ” เขาบอกแล้วดึงผ้าขึ้นมาคลุมถึงหน้าอกพร้อมกับหลับตา ปล่อยให้อีกฝ่ายอ้าปากหวอมอง แววสับสนพาดผ่านดวงตาเมื่อต้องครุ่นคิด ก่อนเปลี่ยนเป็นสะเทิ้นเขินอายยามคิดว่าตนเองโชคดีแค่ไหนที่ได้นอนแนบชิดเทพบุตรในฝัน

ปรัศนีปิดไฟ แล้วค่อยๆ ลงนอนเคียงข้าง อดยิ้มกว้างไม่ได้เมื่อมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาในความมืด เพราะคิดว่าเขาไม่เห็น ไม่มีทางรู้ว่าถูกมองแล้วแอบยิ้มเช่นนี้ หากใจกล้าหน้าด้านสักนิดก็อยากกอดเขาให้รู้ว่าตนเองไม่ได้ฝันไป

ไม่ได้นะหนูดี เดี๋ยวพี่เบ็นคิดว่าให้ท่า แล้วจะเดือดร้อน

เดือดร้อนยังไง รูปร่างหน้าตาอย่างฉันนี่นะ จะทำให้เขาหวั่นไหว ลงมือปล้ำได้

ฉับพลันก็ได้ยินเสียงแว่วข้างหู

พี่เข้มเป็นของเอ็ง ดูแลให้ดีๆ

 อหาตรงนี้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #10 fsn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:45
    หะ จะช่วยเหรอคะ ทำไมไม่ลุยกับเด็กกวางละ
    #10
    0