ตอนที่ 8 : บทที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 377
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    6 ม.ค. 61

บทที่๗

ใครบางคนกระหน่ำเคาะประตูสลับกับการกดกริ่งสัญญาณรัวๆ หากเขายังทนนอนหลับต่อได้ก็คงเป็นมนุษย์ที่มีความอดทนสูงเป็นอย่างมาก กบินทร์ลุกขึ้นจากที่นอนมองหาชุดคลุมมาสวมทับชุดนอนแสนสบายซึ่งหมายถึงกางเกงบ็อกเซอร์เพียงตัวเดียวของตน ก่อนจะเดินไปมองที่ช่องตาแมวตรงประตูด้านหน้า นอกห้องว่างเปล่าไร้เงาคนเคาะประตูทำเอาเขาต้องเกาศีรษะอย่างงุนงง แต่เพื่อความแน่ใจเขาจึงเปิดประตูออกไปมองอีกครั้ง

นอกห้องว่างเปล่าไร้เงาคน โถงยาวหน้าห้องอันเปรียบเสมือนทางเดินระหว่างห้องและชั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวให้พอจะคาดเดาได้ กบินทร์ส่ายหน้าช้าๆ บอกตนเองว่าหูฝาดไปเอง ก่อนถอยกลับเข้าไปด้านในแล้วปิดประตู ทว่าเมื่อบานประตูใกล้ถึงกรอบวงกบ กลับติดนิ่งทำอย่างไรก็ปิดไม่สนิท

ชายหนุ่มก้มลงมองว่าสิ่งใดขัดอยู่ ก่อนจะเขี่ยมันออกไปอย่างขยะแขยงแล้วรีบปิดประตู

มาลัยพวงนั้นมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง เขาเห็นว่าปรัศนีนำไปทิ้งแล้วแน่นอน

“ช่างมัน ไม่อยากคิด” กบินทร์บอกตนเอง แล้วเดินกลับเข้าห้องนอนทันที แต่พอล้มตัวลงนอนชนิดที่เรียกว่าหลังยังไม่สัมผัสฟูก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกจนเขาต้องรีบลุกขึ้นนั่ง ชายหนุ่มนั่งฟังเสียงเคาะพร้อมชั่งใจว่าจะเดินไปเปิดดูอีกครั้งหรือไม่ แต่เสียงก็ดังอยู่อย่างนั้นจนทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นไปดู

“มีอะไร” กบินทร์เปิดประตูมาถามอย่างรวดเร็วเพราะคราวนี้เห็นตัวคนเคาะแล้ว เป็นหัวหน้ายามของคอนโดฯ นี่เอง กบินทร์คิดในใจว่า หากคำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจและไม่มีเหตุผลมากพอ เขาจะเล่นงานให้หนัก ให้สาสมกับการกระหน่ำเคาะและกดกริ่งรัวเหมือนมีเรื่องคอขาดบาดตาย

“ของตกลงไปครับ” หัวหน้ายามยื่นสิ่งที่บอกว่าตกลงไปจากห้องพักให้

กบินทร์ชะงักไปเล็กน้อยพร้อมถอยหลังไปสองก้าว และไม่มีทีท่าจะรับจนคนส่งต้องคะยั้นคะยอ

“รับไปสิครับ ของตกไปจากห้องคุณแน่นอนยามปั่นจักรยานผ่านมาเห็นตอนปลิวลงไปพอดี”

“แต่นี่ผ้าพันคอผู้หญิงนะครับ คงไม่ใช่ตกลงไปจากห้องผม แล้วผมก็ไม่ได้เปิดระเบียงทิ้งไว้” กบินทร์ปฏิเสธที่จะรับผ้าพันคอสีอ่อนในมืออีกฝ่าย

“ไม่ใช่ของคุณแล้วจะเป็นของใคร ตกลงไปจากระเบียงห้องคุณจริงๆ ลองนึกดีๆ สิครับ บางทีอาจเป็นของผู้จัดการหรือของแฟนคุณเอาไปตากไว้ก็ได้”

เขามั่นใจว่าไม่ใช่ของปรัศนีเพราะหล่อนไม่ชอบผ้าพันคอลายมีลวดลายปรัศนีชอบผ้าพันคอสีพื้นๆ ดูเรียบๆ เน้นใช้ประโยชน์ไม่เน้นสวยงามนำสมัย ส่วนแฟนเขาตามที่ยามอ้างถึงก็คงไม่ใช่เพราะเขายังไม่มีแฟน แต่ถ้าจะหมายถึงกวางยิ่งไม่ใช่เข้าไปใหญ่ ตั้งแต่วันที่อาละวาดปรัศนีแล้วกวางไม่เคยมาที่นี่ เพราะเขามีงานตลอดจนไม่มีเวลาให้หล่อน แล้วผ้าผืนนี้จะเป็นของใคร

ลายผ้าไม่น่าแปลกใจเท่ากลิ่นหอมที่กรุ่นออกมา กลิ่นดอกพิกุลชัดๆ

“ผมก็ไม่ทราบ เอาเป็นว่าคุณเอาไปให้ประชาสัมพันธ์ประกาศหาเจ้าของก็แล้วกัน ขอบคุณที่สละเวลานำมาให้ผม รอสักครู่” กบินทร์บอกแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง ไม่นานก็ออกมาพร้อมยื่นธนบัตรสีม่วงให้

“ค่าเสียเวลา”

“เอ่อ ขอบคุณครับ” หัวหน้ายามทำหน้างุนงงในทีแรก แต่ก็รับสินน้ำใจมาแต่โดยดี

“ขอโทษนะครับที่มารบกวน ขอตัวนะครับ”

กบินทร์มองจนหัวหน้ายามเดินเข้าลิฟต์ไปแล้ว ก็ถอยกลับเข้าห้อง แค่ก้าวแรกก็รู้สึกว่าเท้าเขาสัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่าง ตกใจจนกระโดดเหยง ก่อนก้มลงมองแล้วต้องร้องอุทานด้วยความตกใจระคนแปลกใจอีกคำรบ

“เฮ้ย!

 

ปรัศนีรู้สึกถึงความผิดปกติในห้องตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามา ห้องโถงร้อนอบอ้าวเพราะไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะหล่อนจะเป็นคนมาเปิดด้วยตนเองในตอนเช้า แต่ความเย็นที่เล็ดลอดออกมาจากห้องนอนของกบินทร์ก็ช่วยความอับชื้นและอบอ้าวได้บ้างแม้เพียงเล็กน้อย ทว่าวันนี้หล่อนกลับรู้สึกว่าอับชื้นผิดปกติจนต้องรีบเปิดเครื่องปรับอากาศแล้วเดินไปเคาะประตูห้องนอนของกบินทร์ แต่เมื่อมาหยุดยืนหน้าห้องไอความเย็นที่เคยลอดมาสัมผัสเท้ากลับไม่มี เหมือนด้านในก็ไม่เปิดเครื่องปรับอากาศเช่นกัน

จะเป็นไปได้ยังไงที่พี่เบ็นนอนโดยไม่เปิดแอร์ ร้อนตาย

ปรัศนีไม่ได้คิดแค่นี้ แต่คิดมากกว่าและเพิ่มความเป็นห่วงเขามากขึ้นจนต้องเคาะประตูซ้ำๆ พร้อมเรียกเสียงดังลั่น

“คุณๆ คุณเบ็นตื่นหรือยังคะ คุณได้ยินไหม” หล่อนเรียกอยู่ครู่หนึ่งซึ่งเป็นเวลาไม่นานนัก แต่สำหรับใจที่ร้อนรนห่วงใยกลับรู้สึกว่านานมากแล้วแต่กบินทร์ไม่ยอมขานหรือเปิดประตูออกมา ปรัศนีลองเปิดประตูดูกลับเปิดได้อย่างง่ายดายจนน่าตกใจ หล่อนพรวดพราดเข้าไปในห้องที่อับชื้นเพราะไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศจริงๆ

“พี่เบ็น!” หล่อนเรียกหาแล้ววิ่งไปดูในห้องน้ำก็พบกับความว่างเปล่า กลับมากวาดตามองรอบห้อง ผ้าปูที่นอนยับๆ บอกให้รู้ว่าผ่านการนอนมาแล้ว

“ไปไหนละ ตอนโทร.ปลุกก็ไม่เห็นพูดอะไร โทรศัพท์! ใช่แล้ว” ปรัศนีคิดได้ว่าต้องโทรศัพท์ไปถามว่าเขาอยู่ที่ไหน จึงรีบออกจากห้องนอนไปควานหาโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกระเป๋า

“พี่เบ็น เอ๊ย! คุณ อยู่ที่ไหนคะ”หล่อนถามเสียงรัวเมื่อเขารับสายอย่างรวดเร็ว

“อยู่ที่ลานจอดรถ”

“ห๊า! ลานจอดรถ ลงไปทำไมแต่เช้าคะ”

“ลงมาทำไมก็เรื่องของผม คุณช่วยจัดกระเป๋าสำหรับไปค้างข้างนอกสักสาม-สี่วันให้ด้วย เสร็จแล้วเอาลงมาเลย อาหารเช้าไม่ต้องทำนะ เร็วๆ เข้าเดี๋ยวสาย” เขาสั่งเสร็จก็วางสายไป ทิ้งให้ปรัศนีทวนคำสั่งอย่างงุนงง

“จัดกระเป๋าไปค้างที่ไหน กองละครก็ไม่ได้ออกต่างจังหวัด แถมคิวละครก็เต็มทุกวัน จะไปไหนของเขานะ” แม้จะสงสัยไม่หายแต่เมื่อรับคำสั่งมาหล่อนก็ต้องทำตามโดยไม่มีข้อแม้

อีกสิบนาทีต่อมาปรัศนีก็หิ้วกระเป๋าเดินทางใบย่อมไปหากบินทร์ที่รถซึ่งเขาเลื่อนมารออยู่หน้าตึกแล้ว หลังนำกระเป๋าเก็บในกระโปรงท้ายแล้ว ปรัศนีก็เข้ามานั่งคู่กับเขาพร้อมคำถามแรกที่คาใจมานาน

“เมื่อคืนคุณไปนอนที่ไหนมาคะ”

ปรัศนีสาบานได้ว่าตนถามเพราะห่วงใยไม่ใช่คิดเป็นอื่น แต่เหมือนสายตาของเขาที่ตวัดมามองกำลังคิดอย่างอื่น จนหล่อนอยากกลืนคำถามกลับลงคออีกครั้ง แต่ในเมื่อทำไม่ได้ ถามไปแล้วก็ต้องรอคำตอบ หรือเขาอาจจะเงียบแทนคำตอบเช่นทุกครั้งที่ไม่อยากคุย ไม่อยากตอบคำถามของคนช่างสงสัยอย่างหล่อน

กบินทร์ชายตามองเจ้าของคำถาม ก่อนบังคับให้รถเคลื่อนไปข้างหน้า เขาไม่แปลกใจที่ปรัศนีถามคำถามนี้ซ้ำอีกครั้ง และเขาก็ไม่ได้โกรธเคือง เพียงแต่ยังหาคำตอบที่พูดไปแล้วไม่ถูกมองเป็นตัวตลกไม่ได้

เขาจะบอกได้อย่างไรว่าไปเปิดโรงแรมนอนเพราะไม่กล้านอนในห้อง

เมื่อคืนหลังจากมองจนยามเดินเข้าไปในลิฟต์แล้วเขาก็ถอยหลังกลับเข้าห้อง ไม่คิดเลยว่าจะเหยียบพวงมาลัยที่เตะออกไปให้พ้นประตูห้องแล้ว แต่มันกลับมาอยู่ในห้องตำแหน่งที่ถอยหลังมาเหยียบอย่างประจวบเหมาะ แน่นอนเขารู้สึกขลาดกลัวขึ้นมาทันที

เขาย้ายออกจากบ้านมาพักที่คอนโดฯถาวรเพราะต้องการหนีกลิ่นหอม และความฝันซ้ำๆ เกี่ยวกับต้นพิกุล เพราะฉะนั้นเมื่อมีความรู้สึกว่าใครหรืออะไรบางอย่างพยายามนำพากลิ่นหอมนี้มาพัวพันเขาอีกครั้ง เขาจึงต้องหนีออกมาอีกหน

“เมื่อคืนออกมาดื่มนิดหน่อย ไม่อยากขับรถตอนเมา เลยเปิดโรงแรมนอน” คำตอบเขาคงพอฟังขึ้น

“อ๋อ” ปรัศนีอยากร้องหึมากกว่า เพราะไม่เชื่อว่าเขาดื่มจนเมาแล้วไม่อยากกลับบ้าน หล่อนคิดว่าเขาคงออกมาหาสาวๆ เปิดโรงแรมเพื่อทำอย่างว่ากันมากกว่า เมื่อคิดเช่นนี้ใบหน้าก็ง้ำลง เสมองออกไปนอกรถเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็น

ไม่ได้หึง ไม่มีสิทธิ์ ปรัศนีเตือนตนเอง

“เมื่อเช้าตอนเข้าไปในห้อง เอ่อ มีอะไรผิดปกติไหม”

“อะไร หมายถึงอะไรคะ” หล่อนต้องหันกลับมามองเขาเพราะสงสัยในคำถาม แต่กบินทร์กลับยักไหล่แล้วพึมพำว่าไม่มีอะไร จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีกจนขับรถถึงกองถ่ายและเริ่มทำงานอย่างตั้งใจ

 

ปรัศนีไม่แปลกใจว่าทำไมเขาถึงเป็นขวัญใจมหาชนทั้งที่มีข่าวเสื่อมเสียข่าวคาวเรื่องรักๆ เลิกๆ อยู่บ่อยครั้ง เพราะนั่นคือเรื่องส่วนตัวของเขาที่ไม่เคยมีผลกระทบต่อเรื่องงานเลย กบินทร์ไม่เคยมีข่าวเสื่อมเสียเรื่องการทำงาน เขารับผิดชอบ ตรงต่อเวลา และทำเต็มที่ทุกครั้งเรียกว่าคุ้มกับค่าจ้างที่ได้รับ นั่นจึงทำให้เขาโลดแล่นในวงการมายาและเป็นนักแสดงแถวหน้าที่ใครก็อยากร่วมงานด้วย

ปรัศนีหันไปมองละครฉากสำคัญที่กำลังถ่ายทำ หลังจากเก็บภาพนิ่งส่งไปเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์แล้ว

วิญญาณสาวที่ยังมีบ่วงเพราะถูกโบยจนขาดใจตายพร้อมกับคำครหาว่าลักลอบคบชู้สู่ชายยังวนเวียนอยู่ใกล้ผัวรัก วิญญาณสาวจับจ้องแผ่นหลังของชายที่สั่งโบยตนจนตายด้วยความรักและห่วงหาอาทร แต่ฉับพลันสายตาก็เปลี่ยนไปเป็นอาฆาตมาดร้ายพร้อมกับเมียอีกคนของชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นมา

“นังคนชั่วมาแล้ว ผู้หญิงอะไรหน้าตาดีแต่จิตใจคิดคด จอมวางแผน” ปรัศนีพึมพำเมื่อมองตามนักแสดงหญิงที่สวมบทบาทภรรยาอีกคนของกบินทร์เดินเข้ามา ปรัศนีกำมือแน่นเหมือนข่มใจกลัวตัวเองจะพุ่งไปทำร้ายเจ้าหล่อนก็ไม่ปาน แต่ปากก็ยังไม่วายยุส่ง

“หักคอเลยลำดวน หักคอมันเลย เกลียดนักพวกชอบแย่งผัวชาวบ้านนี่”

“ใช่เกลียดมากพวกชอบแย่งผัวคนอื่น อยากตบให้คว่ำแล้วประจานให้คนรู้ถึงความหน้าด้านหน้าทน”

ปรัศนีสะดุ้งกับคำพูดเอออวยที่ดังมาจากด้านหลัง ก่อนหันไปมองแล้วทำหน้าปั้นยาก เพราะเริ่มไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายเออออไปกับหล่อนหรือกำลังค่อนแคะกันแน่หล่อนรีบลุกขึ้นยืนเพื่อสละเก้าอี้ให้กวางที่มองผ่านไปยังฉากละครที่กำลังดำเนินอยู่ หญิงสาวจับจ้องกบินทร์ตาไม่กะพริบ ครู่ใหญ่จึงหันมามองหล่อน

“พี่เบ็นคิวเต็มทุกวันเลยหรือ”

“ค่ะ”

“แน่ใจว่าไม่ใช่ต้องการหลบหน้าฉันนะ”

“คุณเบ็นจะหลบหน้าคุณกวางทำไมละคะ”

“ฉันจะรู้ไหมละ รู้แต่เขาแปลกไป โทร.ก็ไม่รับ ไปหาก็ไม่เจอ ตั้งแต่วันนั้นยังไม่เคยเจอกันเลย หล่อนกันท่าฉันใช่ไหม”

อย่ามาคิดแบบนี้นะ ฉันไม่ได้ทำอะไรปรัศนีรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ กับสายตากวาง อย่างน้อยอีกฝ่ายก็หึงหวงดุเดือดถึงขนาดลงไม้ลงมือ

กวางอดระแวงผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้ แม้จะแต่งตัวเรียบง่าย หน้าตาผมเผ้าก็ไม่ได้แต่งเติม แต่โครงหน้าและส่วนประกอบบนใบหน้าที่รวมอยู่ด้วยกันนั้นลงตัวเหมาะเจาะและจัดว่าสวยมากทีเดียว อีกทั้งรูปร่างก็ประเปรียวค่อนไปทางสูง ซึ่งกบินทร์ชอบผู้หญิงหุ่นแบบนี้ เพราะแฟนเก่าของเขาทุกคนรูปร่างแบบนี้ทั้งนั้น รวมถึงตัวหล่อนด้วย แล้วการมาทำหน้าที่ผู้จัดการส่วนตัวที่ใกล้ชิดกันขนาดเข้าออกห้องนอนย่อมเห็นร่างเปล่าเปลือยของกบินทร์บ่อยครั้ง

ผู้ชายหล่อเหลา หุ่นดี ร่ำรวยอย่างกบินทร์เป็นที่ดึงดูดสายตาและหมายปองของหญิงสาว มีหรือที่แม่ผู้จัดการคนนี้จะไม่ชอบ ลองได้เห็นกันทุกวันๆ แบบนี้ คงมีเผลอไผล หรือดีไม่ดีอาจเสียตัวให้กบินทร์ไปแล้วก็ได้ ถึงได้ตามติดยิ่งกว่าเงาตามตัวแบบนี้ แล้วยังหลบตาอย่างมีพิรุธ เสียดายวันนั้นไม่ได้ตบ แต่วันนี้หล่อนจะไม่ปล่อยไว้แน่

กวางขยับเข้าไปใกล้แล้วถามข้างหูให้รู้แล้วรู้รอดไป เพราะไม่ชอบเรื่องค้างคาใจ

“หรือผู้หญิงคนใหม่คือเธอ เธอนอนกับพี่เบ็นแล้วใช่ไหม”

“เอาอะไรมาพูดนะคุณ ฉันเป็นลูกจ้างเขานะ” ปรัศนีไม่ตกใจเท่าไหร่ที่ถูกปรักปรำอีกครั้ง

“เป็นลูกจ้างแล้วไง ก็เธอเป็นผู้หญิง ลองผู้ชายมันอยากระบายความใคร่ จะใครมันก็เอาหมดแหละ โดยเฉพาะคนเจ้าชู้อย่างพี่เบ็น”

“หยุดนะ!

ปรัศนีตวาดอย่างลืมตัว ก่อนรีบตะครุบปากตนเอง หันมองรอบๆ แล้วยิ้มแหยๆ เพราะสายตาหลายคู่หันมาตามเสียง ดีที่เสียงหล่อนไม่ได้รบกวนกองละครเพราะอยู่ห่างไปพอสมควร หล่อนหันไปมองกวางอย่างตำหนิ ก่อนเดินหนี และเป็นดังคาด กวางเดินตามมาทันที ซ้ำยังเรียกให้หล่อนหยุดด้วยถ้อยคำท้าทาย

“อย่าหนีสิ ถ้าไม่มีอะไรจริงๆ จะหลบหน้าทำไม ฉันพูดแทงใจดำเธอใช่ไหมละ ถึงไม่กล้าสู้หน้า ทำไมผู้ชายมันหายากนักหรือไงถึงต้องยั่วยวนพี่เบ็น” กวางยึดแขนแล้วกระชากกลับ ไม่ยอมให้เดินต่อ

ปรัศนีจำต้องหยุดเดิน พร้อมหันมามองหน้าแล้วสะบัดแขนจนหลุด ก่อนเชิดหน้าใส่แล้วตอบหญิงสาวตรงหน้าช้าๆ ชัดๆ แต่ไม่ดังมากนัก เพราะไม่แน่ใจว่ามีคนอื่นคอยเงี่ยหูฟังหรือไม่

“คุณเป็นแฟนประสาอะไรถึงไม่รู้นิสัยแฟนตัวเอง ไม่เชื่อใจ ไม่ให้เกียรติเขาเลย คุณคิดว่าคุณเบ็นเขาเป็นประเภทเห็นผู้หญิงไม่ได้หรือยังไง ถ้าอย่างนั้นที่เขาคบหากับคุณก็เพราะคุณเป็นผู้หญิงแค่นั้นสิ”

“อ๊าย! ปากดีนัก” กวางตบหน้าปรัศนีอย่างแรงพร้อมเสียงเกรี้ยวกราด

“ว้าย!” เสียงคนที่หันมาเห็นพอดีดังขึ้นในขณะที่ปรัศนีตะลึงพูดไม่ออก ทั้งเจ็บทั้งอาย จะเดินหนีก็ถูกกระชากแขนแล้วพูดใส่หน้า

“จำไว้นะอย่ามายุ่งกับผัวกูอีก อีหนูดี” กวางเงื้อมือจะตบอีกฉาด แต่เห็นนักข่าวกรูเข้ามาจึงผลักปรัศนีออกห่างแล้ววิ่งหนี

“อะไรกันคะ อะไรกัน” เสียงถามเซ็งแซ่

ปรัศนีที่หายตะลึงรีบยกมือขึ้นบัง หันหน้าหนีแล้วเดินออกไปจากจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว แต่ยังมิวายได้ยินเสียงวิ่งและถามตามหลัง

“อย่าเพิ่งไปค่ะ”

“เกิดอะไรขึ้นคะ คุณปรัศนี”

 “แย่งผู้ชายกันหรือค่ะ หรือทะเลาะกันเรื่องอะไร”

“นั่นใช่แฟนใหม่ของคุณเบ็นหรือเปล่า”

“หึงหวงกันใช่ไหมคะ”

“ตกลงคุณกับเบ็นไม่ใช่แค่ผู้จัดการกับดาราใช่ไหม”

แล้วอีกหลายคำถามที่หล่อนไม่อยากได้ยินและไม่อยากตอบจึงเร่งฝีเท้าหนีและดูเหมือนว่าเสียงถามเสียงวิ่งไล่จะห่างและหายไป เหมือนทุกคนล้มเลิกไม่ตามมาจนหล่อนเองยังแปลกใจ แวบแรกคิดว่าคนพวกนั้นหันไปวิ่งตามกวางหรือเปล่า จนต้องหยุดแล้วหันกลับไปมอง

ระยะห่างออกไปประมาณสิบเมตร คนที่รุมล้อมและวิ่งตามหล่อนเมื่อครู่ กำลังรุมล้อมและสัมภาษณ์ผู้ชายคนหนึ่ง ปรัศนีชะเง้อมองจนเห็นชัดแล้วว่าเขาคนนั้นคือสามารถ อดีตผู้จัดการส่วนตัวของกบินทร์นั่นเอง และสามารถก็ทำเหมือนรู้ว่าหล่อนกำลังมอง เพราะเขาชายตามาพร้อมเบือนหน้ามามองชั่วเสี้ยวนาที แต่แค่เวลาสั้นๆ หล่อนยังเห็นรอยยิ้มหยันที่ปรากฏตรงมุมปากของชายไม่เต็มชายคนนั้น

ปรัศนีลอบถอนหายใจแล้วเดินอ้อมกลับไปเก็บสัมภาระที่วางไว้ใกล้เก้าอี้ที่นั่งเมื่อครู่ ตั้งใจจะเก็บของแล้วไปรอกบินทร์ในรถ แต่เมื่อเดินไปถึงกลับพบว่ากบินทร์มองหล่อนอยู่ใบหน้าบึ้งเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าเป็นสัญญาณให้เดินตาม ปรัศนีหันไปมองสัมภาระอย่างลังเล ไม่แน่ใจว่าควรหยิบไปเลยหรือตามเขาไปเดี๋ยวนี้ เพราะกบินทร์ไม่ชอบรอใครนาน หากหล่อนมัวแต่เก็บของเขาอาจขุ่นเคืองมากขึ้น ดูจากสีหน้าบึ้งๆ ก็รู้ว่าเขากำลังโกรธ เขาอาจทันได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นได้

ปรัศนีถอนใจใหญ่อีกครั้ง ก่อนวิ่งตามเขาไปทันที

กบินทร์หยุดยืนใต้ร่มไม้ในมุมลับตามีความเป็นส่วนตัวมากพอสมควร เขายืนกอดอกมองผู้จัดการสาวที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบมาหา ปรัศนีหยุดยืนตรงหน้าเขาพร้อมหายใจหอบเหนื่อย เขารอให้หล่อนหายใจสะดวกมากกว่านี้ ก่อนจะถามเรื่องที่เกิดขึ้น

“เรื่องเป็นมายังไง เล่าให้ฟังสิ เอาความจริงทั้งหมด ย้ำว่าทั้งหมดห้ามปิดบังแม้แต่น้อย” เขาพูดแล้วขยับพิงต้นไม้กอดอกรอฟัง

ปรัศนีถอนหายใจอีกครั้งเพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะบอกเล่าความจริงทุกอย่าง ทุกคำพูดของกวางโดยไม่แต่งเติมให้ตนเองดูดีหรือใส่ไคร้ให้อีกฝ่ายดูเลวร้ายมากขึ้น เพราะแค่นี้กวางก็เสียคะแนนไปมากแล้วและมั่นใจว่ากบินทร์ก็คงคิดไม่ต่างกัน เขายังยืนกอดอกทำหน้านิ่งเมื่อฟังเรื่องราวต่างๆไม่แสดงสีหน้าหรือแววตาอันใด

จนหล่อนเล่าจบสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เขาดึงหล่อนเข้ามาใกล้ เชยคางให้เงยขึ้น ปรัศนีรีบหลับตาปี๋ จะให้คิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากเขาจะจูบเหมือนเคยเห็นพระเอกจูบซับความเจ็บปวดให้นางเอกในละคร หัวใจหล่อนเต้นไม่เป็นส่ำระหว่างการรอรสจูบจากเทพบุตรในฝันอย่างลุ้นระทึก

พี่เบ็นจะจูบหนูดีใช่ไหม จูบเลยสิคะ จูบเลย ทว่าสิ่งที่คิดหวังกลับทลายลงกับคำพูดที่ดังใกล้ปลายจมูก

“ปากเจ่อน่าเกลียดแน่ หายาทาหน่อยนะ ผมมีถ่ายอีกสองฉาก คุณไปนอนรอในรถก็แล้วกัน”

ปรัศนีบอกตนเองว่าผิดหวังมาก เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นแค่แผ่นหลังที่กำลังห่างออกไปของกบินทร์ ทำไมเขาไม่เช็ดเลือดให้ ทำไมไม่จูบบรรเทาความเจ็บปวด และซับน้ำตาให้เหมือนในละคร

อ๋อ! ลืมไปหล่อนไม่ใช่นางเอกละครหล่อนเป็นผู้จัดการส่วนตัวเขา

ปรัศนีเดินไปเก็บสัมภาระเมื่อต้องมาคอยนายจ้างของตนในรถ และดูเหมือนเวลานี้ไม่มีใครสนใจเข้ามารุมล้อมซักถามเหมือนเมื่อครู่แล้ว ทุกคนทำเมินไม่สนใจแต่ยังมีปรายตามองบ้างทว่าแค่การมองในช่วงเวลาสั้นๆ หล่อนกลับเห็นแววสมเพชเวทนาในดวงตาเหล่านั้น

จะมาสมเพชฉันทำไม ปรัศนีสงสัยแต่ไม่คิดจะถามใคร หน้าที่ของหล่อนคือเก็บสัมภาระ ข้าวของเครื่องใช้ที่วางไว้ใกล้เก้าอี้ที่นั่งเมื่อครู่ แต่เวลานี้สามารถกำลังครอบครองเก้าอี้ตัวนั้น หล่อนไม่รู้ว่าสามารถพูดอะไรกับนักข่าว ทุกคนถึงมองแบบนี้และไม่สนใจจะถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีก

“ถ้าคุณทำได้แค่วิ่งหนี ผมบอกเลยว่ามีผลกระทบกับเบ็นมาก ดีไม่ดีอนาคตบนเส้นทางบันเทิงของเขาอาจจบลงเพราะคุณ” สามารถพูดรอดไรฟัน เมื่อหล่อนย่อตัวลงนั่งเก็บข้าวของใส่กระเป๋า

ปรัศนีเงยหน้าขึ้นมองงุนงง

สามารถเหยียดริมฝีปากอีกครั้ง ก่อนบอก “เราไม่ควรคุยกันตรงนี้ ตามมา” แล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินนำไป

เป็นอีกครั้งแล้วที่มีคนสั่งให้หล่อนเดินตาม คนแรกก็กบินทร์แล้วนี่อดีตผู้จัดการส่วนตัวของเขาก็สั่งให้เดินตามไปอีกแล้ว แต่...คนอย่างปรัศนีหรือจะปฏิเสธและขัดใจใครได้ หล่อนได้แต่ลอบถอนใจเพราะไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญอะไรในอีกไม่ช้า ก่อนเก็บใส่กระเป๋าแล้วรีบตามไป

 

ปรัศนีนอนก่ายหน้าผากคิดหนัก ทุกคำตำหนิของสามารถล้วนถูกต้องและเห็นพ้อง หล่อนเป็นผู้จัดการที่สะสางปัญหาได้ง่อยมาก ใช่แล้วสามารถใช้คำนี้ ง่อย คงหมายถึงการแก้ปัญหาที่ไม่สมบูรณ์ หากเปรียบกับคนก็เหมือนคนพิการง่อยเปลี้ยเสียขา ที่จริงแล้วสามารถกล่าวหาว่าหล่อนหนีปัญหา การวิ่งหนีนักข่าววันนี้คือเครื่องยืนยัน แทนที่จะยืนหยัดให้สัมภาษณ์ตอบข้อซักถามเพื่อไม่ให้ปัญหานี้ไปกระทบกับกบินทร์

คุณเป็นผู้จัดการส่วนตัว คุณห้ามหนีนักข่าว คุณต้องให้ข่าว แก้ข่าวให้เบ็น แล้วเรื่องในวันนี้มันเรื่องส่วนตัวของคุณชัดๆ การที่คุณเดินหนีนักข่าว ไม่ยอมตอบคำถาม มันทำให้พวกนั้นคิดว่าเรื่องเกี่ยวพันกับเบ็น ถ้าเอาข่าวไปลงใครเสียหาย แน่นอนไม่ใช่คุณแต่เป็นเบ็น เบ็นคือซุปตาร์ ไม่ใช่ขี้ดินขี้โคลนแบบคุณ ดีนะที่ผมเห็นเหตุการณ์แก้ข่าวได้ทัน ไม่อย่างนั้นคุณจะรับผิดชอบความเสียหายไม่ไหว ผมแนะนำให้คุณลาออกนะ คุณไม่เหมาะกับหน้าที่นี้ ไม่เหมาะที่จะรับมือกับผู้หญิงของเบ็น

เรื่องวันนี้มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดของคุณกวาง

เข้าใจผิดเพราะหึงหวง

คำพูดของสามารถไม่มีตัวเลือกในคำตอบให้หล่อนเลย และหล่อนก็รู้ว่ากวางหึงถึงได้แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดเช่นนี้ ซ้ำยังด่าว่าตบตี เกิดมาไม่เคยถูกตบหน้าก็ได้ลิ้มรสในคราวนี้ ทำเอาหล่อนไม่กล้าพาใบหน้าช้ำๆ กลับบ้านเพราะกลัวพ่อกับแม่สงสัยแล้วเรื่องจะไม่จบไม่สิ้น และประจวบเหมาะกับกบินทร์ชวนหล่อนมาค้างที่คอนโดฯ

ใช่แล้วทีแรกหล่อนคิดว่าหูฝาด แต่เมื่อเขาชวนซ้ำจึงแน่ใจ เขาตั้งใจชวนจริงๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า

ไหนๆ คุณก็ไม่ยากกลับบ้านไปให้พ่อแม่เห็นปากเจ่อๆ อยู่แล้ว ค้างที่คอนโดฯผมก็ได้ อีกอย่างคุณจะได้ไม่ต้องรีบลุกมาแต่เช้ามืดอีก เพราะเรามีงานเช้าทุกวัน

อ้าว แล้วกระเป๋าที่ให้จัดมา คุณไม่ได้ไปค้างที่อื่นหรือคะ เวลานั้นหล่อนก็มีคำถามเช่นกัน และดูเหมือนกบินทร์จะอึ้งไปเล็กน้อยแล้วตอบกลับมาสั้นๆ ชนิดที่หล่อนหมดคำถาม

ขี้เกียจไปแล้ว

เมื่อหมดคำถามหล่อนก็ต้องมาค้างที่คอนโดฯของเขา และหากใครรู้เข้าก็คงมีคำถามไม่จบสิ้น แต่ตอนนี้ไม่มีใครรู้ ไม่มีคำถาม หล่อนไม่สมควรวิตกไปล่วงหน้า

ปรัศนีถอนใจ กระชับผ้าห่มแล้วข่มใจให้นอนหลับ แต่บอกเลยว่ายาก ถ้าทำใจได้ง่ายคงหลับไปนานแล้วเพราะนี่ก็ล่วงดึกมามากแล้ว ที่นอนไม่หลับไม่ใช่เพราะแปลกที่ แต่เพราะตื่นเต้นที่ได้นอนร่วมบ้านกับเทพบุตรในฝัน แม้ว่าจะนอนคนละห้องก็ตามที กบินทร์ให้หล่อนนอนในห้องพักแขก ห้องนอนพร้อมเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่เคยมีแขกมาพักตั้งแต่หล่อนทำงานกับเขามา จะมีบ้างก็กวางที่มาค้างแต่เป็นการนอนค้างในห้องเดียวกับกบินทร์

เมื่อนึกถึงกวางยิ่งทำให้สงสัยจนข่มตาไม่ลงจึงลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอีกครั้ง แตะมุมปากที่มีรอยช้ำจากฝีมือกวาง แปลกใจในความคิดและคำพูดของกวาง ที่ปักใจว่าหล่อนกับกบินทร์มีอะไรกันจึงทำให้เขาเหินห่าง หล่อนไม่รู้ว่ากบินทร์มีเหตุผลอันใดที่เฉยชากับกวาง รู้แต่สองคนคงไปกันไม่รอด จากนิสัยใจคอและความคิดของกวางเอง กวางก้าวร้าวและดูถูกกบินทร์ว่าเห็นผู้หญิงเป็นแคที่ระบายความใคร่ แต่กวางคิดผิดแล้วที่มองหล่อนเป็นผู้หญิงของกบินทร์ เพราะเขาไม่เคยชายตามามองเลย

“เฮ้อ! เรื่องมันผ่านไปแล้ว จะเก็บมาคิดทำไม นอนดีกว่า” ปรัศนีเตือนตนเองแล้วเลื่อนตัวลงนอนอีกครั้ง แล้วดึงผ้าห่มมากอดไว้ หล่อนอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงเจ้าของผ้า เจ้าของห้อง

“ขออนุญาตคิดว่านอนกอดพี่เบ็นนะคะ”

เพล้ง!

ปรัศนีสะดุ้งกับเสียงเหมือนแก้วแตกที่ดังขึ้นในความเงียบ หล่อนรีบลุกขึ้นเพื่อเดินไปดู เพราะรู้สึกว่ามันดังอยู่หน้าประตูห้องนอนนี่เอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #9 fsn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:45
    อย่างดุทั้งคนและที่ไม่ใช่
    #9
    0