ตอนที่ 7 : บทที่๖

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 411
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    6 ม.ค. 61

บทที่ ๖

เจ้าของสายตาดุปราดเบือนหน้าหนี เพื่อเก็บกักความรู้สึกสงสาร ห่วงหาอาลัยที่มีต่อหญิงสาวที่ถูกมัดมือโยงไว้กับขื่อ แล้วก้าวจากไปช้าๆ พร้อมอาการกระตุกหัวใจเมื่อได้ยินเสียงหวายฟาดบาดเนื้อนาง เสียงขวับๆ ที่ดังเป็นระยะเหมือนคมมีดเฉาะลงบนผิวเนื้อของตน ไม่เจ็บปวดผิวกายแต่เจ็บหนักที่หัวใจ ยิ่งได้ยินเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของหญิงสาวอันเป็นที่รัก ความเจ็บปวดตรงหัวใจที่ฉายออกทางใบหน้าเพิ่มเป็นทบทวี คิ้วเข้มขมวดชิดกันมากขึ้น กรามขบจนเป็นสันนูน

ขาที่ก้าวเดินอ่อนแรงลงเรื่อยๆ และต้องหยุดก่อนจะล้มลง พร้อมเสียงตะโกนไล่หลังที่ได้ยิน

“มันตายแล้วขอรับ”

ชายหนุ่มบดกรามแน่น เปลือกตาสั่นริกๆ มือกำแน่น ข่มความปวดร้าวเสียใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินจากมาเหมือนไม่ไยดี

 

ปรัศนีปาดน้ำตาที่ทำยังไงก็ไม่ยอมหยุดไหลเสียที หล่อนไม่ได้รู้สึกสงสารผู้หญิงที่ถูกโบยจนตาย แต่สงสารผู้ชายที่พยายามข่มความเจ็บปวดเอาไว้ไม่แสดงออกให้ใครเห็น หล่อนคิดว่าหากในชีวิตจริงและเป็นตัวเอง ป่านนี้คงวิ่งกลับไปกระชากลำหวายจากมือคนโบยทิ้ง ปล่อยผู้หญิงอันเป็นที่รักให้เป็นอิสระ ก็รู้อยู่แล้วว่าถูกใส่ไฟแล้วยังจะเชื่อจะลงโทษจนตายแบบนี้ได้ยังไง

“อุ๊ย!” ปรัศนีสะดุ้ง เมื่อผ้าเช็ดหน้าถูกยื่นมาตรงหน้า หล่อนรีบเงยขึ้นมองเจ้าของผ้าแล้วรีบยกมือไหว้

“สวัสดีค่ะคุณสมาร์ท”

“หวัดดีครับ เอาเช็ดน้ำหูน้ำตาเสียก่อน” สามารถยื่นผ้าใกล้เข้าไปอีก

“ไม่เป็นไรขอบคุณค่ะ ฉันมี” ปรัศนีบอกพร้อมหยิบกระดาษทิชชูจากกระเป๋ามาซับน้ำตา

สามารถมองเหยียดๆ ก่อนหันไปมองกองละครที่กำลังถ่ายทำฉากสะเทือนอารมณ์ ไม่แปลกใจที่ผู้จัดการสาวของกบินทร์จะนั่งร้องไห้จนหูตาแดงไปหมด เพราะคนในกองละครหลายคนก็เป็นเช่นนั้น

“ต้องทำใจแข็งไว้นะครับ เพราะงานละครของเบ็นมีฉากเรียกน้ำตามาก ถ้าเล่นร้องไห้ไปเสียทุกฉากแบบนี้เป็นไม่ต้องทำงานแน่ แรกๆ ผมก็เสียน้ำตากับซีนพวกนี้นะ แต่พยายามข่มอารมณ์คิดเสมอว่าเราต้องเข้มแข็งก่อนถึงจะดูแลเบ็นได้”

“ค่ะ”

“ได้ข่าวว่าคุณทำงานได้ดี ไม่มีผิดพลาดเลย” สามารถนั่งลงข้างๆ แล้วพูดต่อ “ผมดีใจที่เบ็นเลือกคนมาทำงานแทนผมได้ดี เหนื่อยไหมครับ”

“ไม่เหนื่อยค่ะเพราะยังทำงานตามคิวที่คุณสมาร์ทจัดไว้ ถ้าหมดคิวงานพวกนี้แล้วต้องจัดการทุกอย่างเองเมื่อไหร่ ตอนนั้นคงบอกได้ดีว่าเหนื่อยหรือเปล่า คุณสมาร์ทละคะ ไปเที่ยวมาสนุกไหม” ปรัศนีถามกลับใบหน้ายิ้มอย่างเป็นมิตร แต่สังเกตเห็นสามารถเบ้ปากเล็กน้อยก่อนตอบ

“ก็สนุกครับ รู้สึกว่าร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ หลังจากโหมงานหนักมาตลอด เบ็นก็เหมือนกันทำงานเหนื่อยมาเยอะแล้ว ปิดกล้องละครเมื่อไหร่ เตือนให้เขาไปเที่ยวเสียบ้างนะ ทางที่ดีคุณอย่าเพิ่งรับงานเพิ่มให้เขา เขาจะได้มีเวลาพักผ่อน”

“ค่ะ” ปรัศนีรีบรับคำ เพราะรู้ถึงความหวังดีในคำแนะนำนี้

“นี่ของฝากสำหรับเบ็น อันนี้ของคุณ” สามารถส่งถุงกระดาษที่มีชื่อร้านดังจากต่างประเทศให้

ปรัศนีตะลึงเล็กน้อยก่อนไหว้ขอบคุณ ของฝากสำหรับกบินทร์นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ไม่คิดว่าสามารถจะซื้อของฝากตนด้วยสามารถรับไหว้แล้วนั่งคุยกับหล่อนอีกพัก ส่วนใหญ่ถามถึงกบินทร์ ทั้งสุขภาพ งานและเรื่องที่ปรัศนีคิดเอาไว้ว่าสามารถต้องถามคือเรื่องผู้หญิงคนใหม่ที่มีข่าวซุบซิบ ดูเหมือนว่าเขาสนใจและให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องงานและสุขภาพของกบินทร์เสียด้วยซ้ำ แต่หล่อนก็ตอบไปเท่าที่รู้เท่าที่คนซุบซิบกันในตอนนี้เท่านั้น แม้จะดูออกว่าสามารถไม่พอใจก็ตามทีเพราะเท่ากับเสียเวลาสนทนาโดยไม่รู้ข่าวคราวเพิ่มเติม

 

วันนี้กองละครเลิกตอนพลบค่ำ ไม่ถือว่าเร็วหรือช้าจนเกินไปสำหรับอาชีพอย่างกบินทร์ และเขาก็ทำหน้าที่ขับรถไปส่งปรัศนีที่บ้านเช่นทุกครั้ง

“แวะกินข้าวก่อนนะ” เขาไม่ได้หันมามอง

“ค่ะ” ปรัศนีตอบรับเพราะเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว เพราะหากไม่แวะรับประทานที่ร้านก็ต้องแวะซื้อข้าวกล่องให้เขากลับไปรับประทานที่คอนโดฯ แรกๆ หล่อนก็ออกจะแปลกใจไปบ้างที่เขาไม่ได้เป็นอย่างที่สื่อพาดพิงถึงทั้งทางตรงและทางอ้อม เขาไม่ใช่เพลย์บอยหยิบโหย่ง พวกหยิ่งไม่เห็นหัวคนเดินถนน เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงเขาคงไม่จอดรถกินข้าวข้างทางกับหล่อนเป็นประจำแบบนี้แน่ ทั้งเวลาสั่งข้าวกินคนมารุมล้อมของถ่ายรูป มาขอลายเซ็น เขาก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจแต่อย่างใด หล่อนมองออกว่าเขายิ้มจากใจจริงไม่ใช่เสแสร้ง แต่ไม่นับตอนที่แฟนคลับจู่โจมเข้าถึงตัวมาขอถ่ายรูปแล้วหล่อนถูกเขาตำหนิในเวลาต่อมา เขาดุเพราะการปล่อยให้แฟนคลับเข้าไปถึงตัวเช่นนั้นอาจทำให้งานสะดุด และถ้ามีครั้งแรกก็กลัวจะมีครั้งต่อไปและมีการเลียนแบบเกิดขึ้น เขาจึงต้องปราม แต่จะปรามเองก็คงไม่เหมาะงานหนักจึงตกอยู่ที่หล่อน

ปรัศนีคิดว่าข่าวเสียๆ หายๆ ข่าวที่ทำให้เขาเป็นคนหยิ่งนิสัยไม่ดี คือการกลั่นแกล้งเพื่อดิสเครดิตเท่านั้น

กบินทร์จอดรถริมถนนหน้าร้านอาหารสุดหรูแห่งหนึ่ง ที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ร้านอาหารไทย และคงราคาแพงมาก เดาได้จากการตกแต่งร้านภายนอกก็สวยงามบาดตา

“ที่นี่เลยหรือคุณ” ปรัศนีอดถามไม่ได้ ทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่าเขาดับเครื่องยนต์และปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยแล้ว

“ใช่ ลงมา”

“ฉันนั่งแท็กซี่กลับบ้านดีกว่า เชิญคุณตามสบาย”

“ไม่ได้ มาแล้วก็ลงไปกินด้วยกันอย่าเรื่องมาก ให้ผู้ใหญ่คอยนานไม่ดี” เขาบอกแล้วลงจากรถ ทำให้ปรัศนีรีบลงมาถามอย่างสงสัย

“ผู้ใหญ่ ใครคะ คุณมีนัดหรือทำไมฉันไม่รู้ละ”

“ผมเห็นว่าเลิกไม่ค่ำมากเลยนัดพ่อกับแม่ นานๆ นัดกินข้าวกันที แม่เลือกร้านเองแกชอบบรรยากาศที่นี่ ไปเถอะ” เขาบอกพลางเดินมาลากให้หล่อนเดินตาม

“คุณมีนัดน่าจะบอกกันบ้าง ฉันกลับบ้านเองก็ได้” หล่อนขืนตัวไว้

“อย่างเรื่องมาก ตามมาผู้ใหญ่มารออยู่แล้ว”

ท่าทีของเขาเหมาะกับคำว่าลากมากกว่าจูง เพราะปรัศนีคอยขืนตัวไม่ยอมเดินตามปากก็บอกว่าจะกลับบ้านท่าเดียวจนถูกเขาดุเสียหลายครั้งหลายครา แต่เมื่อพนักงานมานำทางเขาไปที่โต๊ะ กบินทร์กลับก้าวช้าจนแทบจะหยุดเดินทำให้หญิงสาวที่ถูกฉุดให้เดินตามหยุดไม่ทันชนเขาเสียเต็มแรง

“อุ้ย! หยุดทำไมละคุณ” หญิงสาวโวยเบาๆ ก่อนมองไปข้างหน้าที่คิดว่าเป็นต้นเหตุให้เขาหยุด

“ยายเล็ก” ปรัศนีครางเสียงหายในลำคอ ขยับไปยืนด้านหลังกบินทร์เหมือนอยากหลบหน้า แน่นอนหล่อนยังไม่ได้บอกเรื่องอาหารและพวงมาลัยกับวิกรม และไม่เคยเยี่ยมกรายไปบ้านมาริสาเลยเพราะกลัวเจอยายเล็ก แต่ครั้งนี้คงหลบไม่ทันแล้ว เพราะคนสูงวัยทั้งสามกำลังมองมา หล่อนได้ยินเสียงกบินทร์สูดหายใจ ก่อนผ่อนออกแล้วสะกิดหล่อนเบาๆ

“ไป” เขาเดินนำและทักทายทุกคนพร้อมประณมมือไหว้

“สวัสดีครับ พ่อแม่ ยายเล็ก ไม่คิดว่ายายเล็กจะมาด้วย”

แต่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจคำทักทายของกบินทร์นัก สายตาทุกคู่เพ่งมาที่ผู้หญิงที่เดินมากับเขามากกว่า เขารู้ว่าปรัศนีกำลังตกประหม่ากับสายตา พานก้าวขาไม่ออกเพราะหล่อนไม่ขยับตามเขามาเลย

“ใคร” แม่เขาถามสั้นๆ มองปรัศนีจากหัวจรดเท้าเพ็ญแขเป็นหญิงกลางคนร่างสมส่วนค่อนไปทางผอมไม่ต่างจากยายเล็ก แต่งตัวเรียบดูภูมิฐาน ปรุงแต่งใบหน้าให้มีสีสันสวยสมวัย ทว่าดวงตาที่มองปรัศนีนั้นดุคม

มองทำไม หนูกลัว ปรัศนีรู้สึกเหมือนถูกบีบให้เล็กลงจากสายตาของทุกคน จากที่กลัวยายเล็กเพราะมีชนักติดหลัง กลับกลัวสายตาแม่ของกบินทร์เพิ่มขึ้นและมากกว่าเสียด้วย ท่านมองเหมือนหล่อนเป็นตัวอะไรสักอย่างจนต้องชิดเท้าเข้าหากัน บีบมือแน่นหลังไหว้ทำความเคารพไปแล้ว

“ผู้จัดการคนใหม่ เพื่อนนายกรไงแม่”

“อ๋อ ถึงว่าหน้าคุ้นๆ งั้นก็แล้วไปนึกว่าควงใครมาอีก แม่เบื่อจะคัดกรองให้แกแล้ว”

คัดกรอง...แม่เขาช่วยเลือกผู้หญิงให้ด้วยหรือ คนที่ผ่านๆ มา ที่เลิกกันไปนี่แม่เขากรองแล้วทั้งนั้นหรือ จริงหรือ? ปรัศนีมีคำถามเกิดขึ้นและคาใจไปอีกนานทีเดียว

“นั่งสิหนู” เพ็ญแขชวน มองอย่างสำรวจ และมีสายตาไม่พอใจเมื่อเห็นกบินทร์เลื่อนเก้าอี้ให้หล่อน

“พ่อเบ็นชอบแกงที่ยายฝากไปไหมลูก”

คำถามของยายเล็กทำให้กบินทร์และปรัศนีหันมามองหน้ากัน ความกังวลเคลือบดวงตาและสีหน้าหญิงสาวอย่างเห็นได้ชัด ปรัศนีคิดว่าอย่างไรหล่อนก็ต้องบอกยายเล็กเรื่องนี้ แต่กบินทร์ชิงพูดขึ้นเอง

“อาหารที่ยายเล็กทำอร่อยหมดทุกอย่างแหละครับ ขอบคุณมากๆ ”

“แล้วพวงมาลัยละลูกยังเก็บไว้หรือเปล่า”

“เอ่อ คือไม่ได้เก็บครับมันเหี่ยว”

“พ่อเบ็นคงไม่รู้สิลูกว่าดอกพิกุลยิ่งเหี่ยวยิ่งหอม เก็บไว้เป็นดอกไม้แห้งก็ยังหอม แต่ไม่เป็นไรจ้ะ ยายรู้ว่าจะมาหาพ่อเบ็น ยายเลยร้อยพวงใหม่มาให้” ยายเล็กล้วงเข้าไปในกระเป๋าผ้าใบเล็กที่วางอยู่บนตัก ทันทีที่ดึงมือออกมาพร้อมพวงมาลัย กลิ่นหอมประจำตัวของดอกพิกุลก็โชยไปทั่ว ชนิดที่ว่าคนนั่งรับประทานอาหารกันอยู่ต่างหันมามอง

“เอาลูก เอาไปไว้ข้างหมอน จะได้นอนหลับสบาย” หญิงชราส่งพวงมาลัยดอกพิกุลพวงเล็กที่บรรจงร้อยมาอย่างประณีตให้หลานชาย

กบินทร์อึ้งตั้งแต่ได้ยินว่ายายเล็กนำพวงมาลัยมาให้จึงมองนิ่งเมื่อแกส่งมาให้ เขาไม่อยากได้ ไม่อยากรับ จะปฏิเสธอย่างไรดี ช่วยไม่ได้ที่เขามองหาตัวช่วย และผู้จัดการสาวก็คือตัวช่วยเฉพาะหน้าเวลานี้

“ฝากไว้ก่อนนะ” เขารีบรับมาจากมือญาติชราแล้วส่งให้ปรัศนี อย่างน้อยหล่อนก็มีกระเป๋าใบเขื่องพอจะใส่ไว้และช่วยเก็บกลิ่นได้

“ค่ะ”

ปรัศนีจำใจรับมาแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายที่วางบนตักจากนั้นก็เริ่มรับประทานอาหารท่ามกลางเสียงพูดคุยของคนในครอบครัวกบินทร์หล่อนรู้สึกเป็นคนนอกที่ไม่น่าเข้ามาร่วมโต๊ะเลย แม้อาหารจะราคาแพงและเลิศรสแค่ไหนแต่ฝืดคอจนกลืนแทบไม่ลง จริงอยู่ไม่มีใครเอ่ยพาดพิงหรือสนใจหล่อนอีกเลย แต่คำพูดของมารดากบินทร์ที่เหมือนเป็นคนเดียวในโต๊ะที่พูดมากที่สุด จับใจความได้ว่าผู้หญิงทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตกบินทร์ต้องผ่านการเห็นชอบจากตนก่อน เพื่อจะได้มั่นใจว่าไม่ได้มาเกาะ มาปอกลอก

ช่วยเลือกหรือช่วยให้เลิกกันเร็วขึ้นนะ ปรัศนีชักสงสัย

หลังรับประทานอาหารเสร็จ กบินทร์ปฏิเสธที่จะไปส่งยายเล็ก โดยอ้างว่าต้องไปส่งปรัศนีที่อยู่คนละทางและต้องรีบกลับไปพักผ่อนเพราะมีงานเช้า ปรัศนียอมรับว่าแปลกใจที่เขาตอบไปเช่นนั้น งานเช้านะมีแต่ไม่ได้เช้ามากจนกลัวนอนดึกแล้วจะตื่นไม่ทัน หล่อนเองต่างหากที่ต้องมีปัญหากับการนอนดึก เพราะต้องตื่นมาปลุกเขาและมาทำอาหารเช้าให้เขากิน

“มีอะไรสงสัยถามมา” จู่ๆ กบินทร์ก็ถามขึ้น เขาคงเห็นว่าหล่อนเหลือบมองครั้งแล้วครั้งเล่า

ปรัศนีมองเขา ลังเลที่จะพูด จนเขาพูดอีกครั้ง

“ถามมาตรงๆ”

“คือ ฉันสงสัย ไม่สิไม่ใช่ คือ ฉันรู้สึกว่าคุณไม่ค่อยชอบยายเล็ก”

“เปล่า แค่ไม่ชอบกลับไปที่บ้านหลังนั้น” เขาบอกแล้วหันมองตรงไปข้างหน้า เหมือนสนใจดูการจราจรอันแสนคับคั่งบนถนนสายนี้ ไม่ว่าจะช่วงเวลาใด

“ทำไมคะ” ปรัศนีเลิกคิ้วแต่เมื่อเห็นสีหน้าด้านข้างของเขา ก็รู้ว่าเขาคงไม่อยากเอ่ยถึงจึงรีบพูดต่อ “ขอโทษที่ละลาบละล้วง คุณไม่ต้องบอกฉันก็ได้ค่ะ” หล่อนรู้สึกผิดจริงๆ ไม่ใช่การประชด

บรรยากาศในรถเงียบไร้คำสนทนาใดๆ จนกบินทร์จอดรถหน้าบ้านแล้วลงจากรถ เขาไม่ได้ลงมาทำหน้าที่สุภาพบุรุษคอยเปิดปิดประตูรถให้ แต่เขาจะลงมารอจนปรัศนีเข้าบ้านเรียบร้อยจึงขับรถออกไป และวันนี้ก็เช่นกันเขายืนมองจนหล่อนกำลังจะถึงประตูบ้าน แต่แล้วเมื่อนึกได้หล่อนก็รีบวิ่งกลับไป

“เกือบลืม” หล่อนมายืนหอบ แล้วหยิบพวงมาลัยดอกพิกุลในกระเป๋าส่งให้

“นี่ค่ะ พวงมาลัยที่ฝากไว้และก็ขอบคุณมากที่ช่วยโกหกยายเล็กให้”

“ไม่ได้โกหก แค่พูดความจริง ยายเล็กทำอาหารอร่อยจริง” กบินทร์บอก มองพวงมาลัยสีหน้าเครียด แล้วถอยห่างเมื่อหล่อนยื่นมาใกล้อีกครั้ง

“นี่ค่ะ”

“เอาไปทิ้งให้ที ผมไม่อยากได้ ไม่ชอบกลิ่น” เขาย่นจมูกให้รู้ว่าไม่ชอบกลิ่นจริงๆ

“แต่ยายเล็กอุตส่าห์ร้อยมาให้นะคะ”

“นั่นแหละ ผมถึงบอกให้ช่วยทิ้งให้ ผมไม่อยากทิ้งเองมันดูใจร้ายไป”

“อ้าว! เลยให้ฉันใจร้ายแทน” ปรัศนีทำหน้ามุ่ย ไม่เข้าใจความคิดของชายหนุ่มแต่หล่อนรู้ว่าเขาจะไม่รับมันไปเด็ดขาดไม่ว่าจะยัดเยียดให้อย่างไร แล้วหล่อนก็ไม่กล้าทำด้วยเพราะยังไม่เคยขัดคำสั่งเขาสักครั้ง

“ก็ได้ค่ะ คุณรีบกลับเถอะ เดี๋ยวจะดึกมาก”

กบินทร์พยักหน้าเล็กน้อย เดินกลับขึ้นรถแล้วชะงัก หันมาบอกอีกครั้ง

“เข้าบ้านไปก่อนสิ อย่าลืมทิ้งพวงมาลัยให้ด้วยนะ”

“อ๋อ ค่ะ” ปรัศนียิ้มให้ในความอาทรของเขา รีบเดินไปที่ถังขยะทิ้งพวงมาลัยตามคำสั่ง แล้วเดินกลับไปจนถึงหน้าบ้าน เปิดประตูแล้วหันไปโบกมือให้เขา หล่อนเข้าบ้านปิดประตูแล้วยืนมองตรงหน้าต่างจนกบินทร์ออกรถไปแล้วจึงรีบออกจากบ้านวิ่งไปที่ถังขยะเปิดออกแล้วหยิบพวงมาลัย

ทว่าต้องชะงักมือกลางคัน

“หายไปไหน อะไรวะนี่” ปรัศนีเกาหัวแกรก พวงมาลัยดอกพิกุลที่เพิ่งโยนลงไปเมื่อไม่กี่นาที เวลานี้กลับอันตรธานไปทำให้นึกถึงดอกพิกุลที่เห็นปะปนในกองเลือดหมาที่ถูกรถทับแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ฉับพลันนั้นลมแรงก็พัดผ่านพร้อมหอบกลิ่นดอกพิกุลผ่านไปด้วย ปรัศนีรู้สึกเย็นยะเยือกขนลุกชันจนทนยืนตรงนี้ต่อไปไม่ไหว หล่อนรีบเดินแกมวิ่งกลับไปเข้าบ้านทันที

 

ปรัศนีเดินลงบันไดท่าทีเซื่องซึม ง่วงเหงาหาวนอนเพราะนอนไม่เต็มอิ่ม เมื่อคืนกว่าจะหลับลงได้ก็นานพอสมควรเพราะครุ่นคิดถึงเรื่องกบินทร์กับท่าทีแปลกๆ เหมือนเขามีความหลังกับดอกพิกุลหรือไม่ก็ยายเล็ก หล่อนผล็อยหลับตอนใกล้รุ่งและตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก หล่อนทำธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็วก่อนออกจากห้อง เมื่อยังง่วงปรัศนีจึงอยากได้เครื่องดื่มร้อนๆ กระตุ้นประสาทให้ร่างกายตื่นตัวพร้อมสำหรับการทำงานในวันนี้

ทันทีที่เดินเข้าครัว ภาพที่เห็นจนเจนตาคือพ่อกับแม่กำลังช่วยกันเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหารขาย ทั้งสองคนจะช่วยกันเตรียม และปรุงบางส่วนจากครัวนี้เพื่อนำไปวางขายก่อน แล้วทำอาหารส่วนที่เหลือเพื่อวางขายที่ร้าน เรียกว่าทำไปขายไปเพื่อไม่ให้อาหารขาดตอน ลูกค้าพอใจกับอาหารที่ปรุงสุกใหม่และสามารถเห็นขั้นตอนการทำที่สะอาดปลอดภัยต่อสุขภาพ

“อ้าว! หนูดี ไม่สบายหรือเปล่า หน้าตาไม่ดีเลยลูก” ปัทมาถามละมือจากงานที่ทำเดินเข้ามาใกล้

“เปล่าค่ะ แต่เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ เช้าเลยง่วงๆ หนูดีเลยจะขอกินกาแฟสักแก้วก่อนออกไปทำงานค่ะ”

“เอาสิลูก แม่ต้มน้ำไว้แล้ว มีปาท่องโก๋บนโต๊ะนะ” ปัทมาบอกหลังแตะหน้าผากแล้วรู้ว่าลูกปกติ ก่อนเดินกลับไปทำอาหารต่อ ปรัศนีเดินมาที่โต๊ะวางกระติกน้ำร้อนและอุปกรณ์สำหรับชงเครื่องดื่มก่อนถามอย่างตื่นเต้น

“แม่พวงมาลัยดอกพิกุลของใคร เอามาจากไหนคะ”

“พวงมาลัยอะไร” แม่ทำหน้าแปลกใจเมื่อเห็นลัยพวงเล็กๆ ที่หล่อนชูขึ้นมาให้ดู

“ไม่รู้สิ แม่ก็เพิ่งเห็นนี่แหละ”

“มันวางอยู่ข้างกระติกน้ำร้อนนี่ค่ะแม่” ปรัศนีบอกรู้สึกตื่นเต้น อะไรบางอย่างทำให้รู้ว่ามันคือพวงมาลัยของยายเล็กที่กบินทร์ฝากทิ้งเมื่อคืน พวงที่หายไปจากถังขยะอย่างน่าอัศจรรย์

“พ่อเก็บมาเองแหละ เห็นตกอยู่ข้างถังขยะหน้าบ้าน สภาพยังดี ไม่สกปรกเลอะเทอะ” อรรถร้องบอก ทำให้ความคลางแคลงใจทั้งหมดของปรัศนีหายไป ใช่มาลัยพวงนั้นจริงๆ และมันก็ไม่ได้หายไปจากถังขยะอย่างที่คิด เพียงแต่หล่อนทิ้งไม่ลงถังก็เท่านั้น

“ถ้าอย่างนั้นหนูดีขอนะคะพ่อ”

“เอาไปสิ พ่อว่าจะถามเหมือนกันว่าเหมือนพวงก่อนที่หมาน้อยของหนูนาทำพังหรือเปล่า เอาไปคืนเจ้านายเขาจะได้ไม่ถือโทษโกรธน้อง”

“ใช่ค่ะ เหมือนมาก” หล่อนไม่อยากบอกว่าเหมือนเพราะคนทำคนเดียวกัน ไม่อยากบอกว่าทำไมถึงตกอยู่ข้างถังขยะ และไม่อยากบอกว่าไม่จำเป็นต้องเอาไปคืน

ปรัศนีเดินถือแก้วกาแฟและพวงมาลัยออกไปนอกครัว หล่อนนำพวงมาลัยไปวางไว้บนโต๊ะข้างกระเป๋าสะพาย ไม่มีเวลานำไปเก็บบนห้อง แล้วกลับเข้าไปในครัวเพื่อล้างแก้วกาแฟที่เป่าไปซดไปจนหมดแก้ว

“หนูดีไปทำงานนะคะ สวัสดีค่ะ” หล่อนไหว้พ่อกับแม่ ซึ่งทำทุกครั้งเมื่อออกจากบ้านและกลับเข้าบ้านเพราะทำมาตั้งแต่เด็กจนเป็นความเคยชิน หล่อนรีบเดินทางฝ่าการจราจรไปที่คอนโดฯของกบินทร์โดยไม่ลืมซื้ออาหารเช้าติดมือไปด้วย เพราะจำได้ว่าของสดในตู้เย็นที่ห้องเขาหมด และหล่อนก็ลืมซื้อไปเติมไว้ หล่อนคิดว่านี่คือการบกพร่องต่อหน้าที่เพราะหากสามารถยังทำหน้าที่นี้อยู่ เขาคงไม่ปล่อยให้ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งขาดแน่ๆ

ปรัศนีใช้เวลาเดินทางเท่าเดิมในทุกๆวันแม้วันนี้จะรู้สึกว่าตนเองสาย เมื่อหล่อนเข้ามาในห้องพักของกบินทร์ก็สัมผัสถึงกลิ่นหอมเตะจมูก และรู้สึกคุ้นเหมือนเพิ่งได้ดมกลิ่นนี้มาไม่นาน

“หอมเหมือนดอกพิกุล” ปรัศนีพึมพำเบาๆ แปลกใจไม่น้อยที่เจ้าของห้องซึ่งไม่ชอบดอกพิกุลขนาดฝากพวงมาลัยที่ญาติผู้ใหญ่ตั้งใจร้อยให้ไปทิ้ง กลับมีกลิ่นดอกไม้นี้ในห้องแต่อาจเป็นกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศหรืออะไรสักอย่างที่สกัดกลิ่นหอมจากดอกพิกุลหรือดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมคล้ายคลึงกันหล่อนไม่ได้มองหาที่มาของกลิ่นเพื่อความกระจ่าง เพราะคิดว่าวันนี้ตนเองมาสายแล้วรีบวางกระเป๋าสะพายแล้วนำอาหารเช้าที่หิ้วมาไปวางในครัว แล้วจะกลับมาเคาะประตูห้องนอนเป็นการปลุกเขาซ้ำอย่างที่เคยทำ แต่แค่หันกลับมา

“ว้าย!” ปรัศนีสะดุ้งร้องเสียงหลง ร่างสูงสง่าที่สวมแค่กางเกงบ๊อกเซอร์มายืนทำหน้ายุ่งคิ้วผูกโบอยู่ตรงหน้า

แรกที่เห็นกบินทร์กับชุดที่สวมใส่นอนของเขา ทำเอาหล่อนอายม้วนหน้าม้านแดง แต่เมื่อเห็นทุกวันๆ จนเจนตาจึงเลิกสะเทิ้นอาย หล่อนไม่รู้ว่าเพราะความเคยชินหรือตนเองหน้าด้านขึ้น แน่นอนตัวเขาไม่เคยมีความอายอยู่เลย บางครั้งเขาก็เดินแก้ผ้าโทงๆ ออกมาถามหาเครื่องแต่งกาย แต่ยังดีที่ไม่บ่อยนัก ไม่อย่างนั้นหล่อนอาจเป็นตากุ้งยิงเข้าสักวัน

“เอาพวงมาลัยนั่นมาด้วยทำไม ก็ผมสั่งให้คุณเอามันไปทิ้งแล้วนี่” กบินทร์ถามเสียงเครียด จ้องหน้าผู้จัดการสาวอย่างเอาเรื่องเมื่อคืนเขาฝันร้ายทำให้ตกใจตื่นและนอนไม่หลับอีก แต่ยังนอนเล่นรอให้หล่อนโทร.ปลุกตามปกติ ทว่าเมื่อมีสัญญาณให้รู้ว่าปรัศนีมาถึง กลิ่นดอกพิกุลที่เขาไม่ชอบก็ฟุ้งกระจายเข้าไปในห้องพร้อมกัน จนเขาทนนอนในห้องไม่ไหว

ปรัศนีถอยหลังออกมาสองก้าว พยายามมองหน้าสบตาเขา ทั้งที่ไม่ค่อยอยากสู้ตานัก แต่ก็ดีกว่ามองต่ำแล้วเห็นภาพวาบหวิว

“ก็ทิ้งไปแล้วค่ะ” ตอบไม่เต็มเสียง

“ทิ้งแล้วทำไมยังมีกลิ่นติดมา มานี่” เขาคว้าข้อมือหล่อนลากให้เดินตาม

“เปิดออกดูสิ” เขาชี้ไปที่กระเป๋าสะพายของหล่อน ยิ่งมายืนใกล้ๆ กลิ่นดอกพิกุลยิ่งโชยชัด

ปรัศนีมองหน้าเขาอย่างสงสัย และกลายเป็นแปลกใจเมื่อเปิดกระเป๋าแล้วพบว่าพวงมาลัยดอกพิกุลพวงนั้นอยู่ในกระเป๋าจริงๆ

“มาได้ยังไง ก็วางไว้บนโต๊ะ” หล่อนพึมพำเบาๆแต่กลับถูกอีกฝ่ายตวาดกลับเสียงดังจนสะดุ้ง

“ไหนบอกว่าทิ้งแล้วไง แล้วทำไมพูดว่ามันอยู่บนโต๊ะ”

“เอ่อ คือ” ปรัศนีถอยหลังหนี ตกใจกับน้ำเสียงเกรี้ยวกราดและใบหน้าโกรธจัดของชายหนุ่ม ยิ่งหล่อนกระอึกกระอักดูเหมือนเขายิ่งไม่พอใจมากขึ้น เขาย่างตามมาจนหล่อนต้องถอยกรูด

“ว่ายังไง ปรัศนี!

“คือ ฉันทิ้งแล้วจริงๆ คุณก็เห็น แต่เมื่อเช้าพ่อเก็บมาให้เพราะคิดว่าฉันทำตกไว้ แต่ฉันวางไว้บนโต๊ะจริงๆ นะคะ ไม่ได้เอาใส่กระเป๋ามา”

“แล้วมันมาอยู่ในกระเป๋าได้ยังไง” เขาไม่ถามเปล่า แต่กระชากแขนไม่ยอมให้เดินหนี

“ฉันไม่รู้จริงๆ” ปรัศนีตอบเร็วทันควัน พยายามปลดมือเขาออกแต่ยิ่งยึดยิ่งยื้อ เขายิ่งบีบมือแน่นขึ้น แม้มือเขาจะนิ่มไม่แพ้มือผู้หญิงแต่ไม่ได้หมายความว่าแรงที่กดลงมาจะผ่อนลงเท่าแรงผู้หญิง

“คุณรู้ว่าผมไม่ชอบ เลยตั้งใจเอามาแกล้งใช่ไหมปรัศนี”

“ฉันจะแกล้งคุณทำไม ฉันสาบานได้” ปรัศนีรีบปฏิเสธแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพวงมาลัยมาอยู่ในกระเป๋าได้อย่างไร

กบินทร์จ้องตาหล่อนก็ไม่หลบ นั่นแสดงว่าหล่อนพูดความจริงกับเขา แววตาเป็นประกายแน่วนิ่งยิ่งทำให้เขาเชื่อคำพูดของหล่อนมากขึ้น แต่แววตานี้กำลังทำให้เขารู้สึกแปลกๆ เขาชินกับการถูกจ้องมองจากคนมากหน้าหลายตา ทั้งมองอย่างชื่นชม มองท้าทาย เย้ายวน แต่สายตาปรัศนีเวลานี้จะว่าเย้ายวนก็ไม่เชิง ชื่นชมก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เรียกว่าสายตาที่อ่านไม่ทะลุปรุโปร่ง แต่กลับทำให้เขารู้สึกหวั่นไหว จนต้องผลักหล่อนออกห่าง ทำเสียงเข้มกลบเกลื่อน

“ถ้าไม่ตั้งใจก็ช่วยเอาไปทิ้งนอกห้องให้ด้วย ผมไปอาบน้ำก่อน”

“ค่ะ” คนถูกผลักออกห่างแบบไม่ทันตั้งตัวถึงกับเซ แต่ก็รับปากรวดเร็ว ก่อนลอบถอนใจเบาๆ เมื่อเขาเดินห่างไปแล้วแต่หล่อนยังไม่คลายสงสัยอยู่ดีว่าพวงมาลัยมาอยู่ในกระเป๋าได้อย่างไรอยู่ดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

20 ความคิดเห็น