ตอนที่ 6 : บทที่๕

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    6 ม.ค. 61

บทที่๕

เมื่อวิกรมรีบกลับบ้านเพราะดอกอ้อไปตาม พร้อมรับรู้ถึงความเงียบผิดปกติ แล้วชะงักก่อนเท้าจะเหยียบพวงมาลัยดอกพิกุลที่ตกอยู่เกลื่อนพื้น เขาก้มลงเก็บแล้วมองหาเจ้าของ ยายเล็กหวงเอาไว้ให้พี่ชายเขาขนาดปรัศนีแตะต้องยังถูกตีมือ เขาขอก็ไม่ให้ แต่เวลานี้ของหวงของยายกลับตกอยู่บนพื้นไร้การเหลียวแล เหมือนเจ้าของไม่แยแสเสียทันทีที่กบินทร์กลับไป

“ดอกอ้อ ยายเล็กอยู่ไหน” เขาหันไปถามเด็กรับใช้ที่เดินออกมาจากส่วนหลังบ้านพอดี

เด็กสาวชี้ไปที่ห้องนอนแล้วกระซิบเบาๆ

“คงอยู่ในห้องมั้งคะ เมื่อกี้ยังทำกับข้าวอยู่ แต่พอรู้ว่าคุณเบ็นกลับไปแล้ว คุณยายก็แอบร้องไห้ หนูเลยไปเรียกคุณ หนูไปดูในครัวต่อนะคะ” ดอกอ้อบอกแล้วเดินกลับไป

“ยายเล็กคงน้อยใจพี่เบ็น”

วิกรมมองพวงมาลัยที่ตกเกลื่อนกลาดแล้วรำพึง ก่อนจะเดินไปที่ห้องนอนยายเล็ก ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ ติดกับบันได ห้องน้ำและครัว ข้างห้องยายเล็กเป็นห้องพักของดอกอ้อสาวใช้วัยรุ่น เผื่อว่ายายเล็กเกิดเจ็บป่วยไม่สบายกลางค่ำกลางคืนจะได้เรียกหากันได้ยิน ชายหนุ่มมาหยุดหน้าห้อง เคาะเบาๆ ก่อนเรียก

“ยายเล็ก ยายครับ”

“มีอะไรหรือกร”

เสียงขานรับของยายเล็กไม่ได้ดังมาจากในห้อง แต่ดังมาจากด้านหลังทำเอาวิกรมสะดุ้ง แล้วรีบหันไปมอง

“ผมเห็นตกอยู่บนพื้น” เขาส่งพวงมาลัยคืนให้ แต่ยายเล็กส่ายหน้า

“เอาไปสิ ยายไม่เอาแล้ว พ่อเบ็นเขาก็ไม่เอา”

วิกรมจับน้ำเสียงน้อยใจของหญิงชราได้ เขาขยับเข้าไปกอดร่างนุ่มนิ่มผมขาวโพลนอย่างประจบ

“กรเอาเองครับ กรชอบดอกไม้หอมๆ แล้วไม่ใช่พี่เบ็นไม่เอานะครับ แค่มีธุระรีบกลับเลยลืม” เมื่อเอ่ยถึงพี่ชายคนที่ทำให้ยายเล็กน้อยใจในขณะนี้เขาก็อยากตบปากตนเอง แต่ยายเล็กไม่ได้มีท่าทีน้อยใจเพิ่มหรือขุ่นเคืองกลับบอกเสียงนุ่มลึก

“ถ้าเขามีธุระจริงๆ ช่างเขาเถอะ แต่กับข้าวที่ยายทำนี่สิ ตั้งเยอะแยะของชอบของพ่อเบ็นทั้งนั้น”

“เดี๋ยวกรไปส่งหนูดีแล้วแวะเอาไปให้พี่เบ็นที่คอนโดก็ได้ครับ แช่ตู้เย็นไว้ให้หนูดีอุ่นให้พี่เบ็นกินทีหลัง”

“ทำไมต้องให้แม่หนูนั่นอุ่นละ”

“ยายเล็กลืมหรือครับ หนูดีเป็นผู้จัดการส่วนตัวพี่เบ็น ดูแลเรื่องอาหารตอนเช้าให้พี่เบ็นด้วยครับ เอาตามนี้นะครับ แบ่งอาหารใส่กล่อง เดี๋ยวกรเอาไปให้เอง”

“น่าสงสารแม่หนูนั่น”

“ยายเล็กพูดอะไรนะครับ กรได้ยินไม่ชัด”

“เปล่าๆ จ้ะ ยายไปสั่งดอกอ้อจัดการก่อนนะ” รีบเดินไปทันที

“แต่อย่าลืมเหลือไว้ให้กระเพาะน้อยๆ ของกรด้วยนะยาย” เขาอ้อนตามหลังอย่างน้อยวิธีนี้ก็คงทำให้ความตั้งใจของญาติผู้ใหญ่ไม่สูญเปล่า แล้วไม่นานเขาก็หิ้วถุงพะรุงพะรังไปบ้านมาริสา

 

ปรัศนีมองกล่องพลาสติกใส่อาหารและพวงมาลัยที่วิกรมรับอาสาจะนำไปให้กบินทร์ แต่ระหว่างทางเขาถูกเรียกตัวไปทำงานด่วน จึงไม่มีเวลาแวะเอาไปให้กบินทร์ที่คอนโดฯ หล่อนจึงรับอาสาจะนำไปให้เขาพรุ่งนี้เช้า เพราะอย่างไรก็ต้องไปหาเขาอยู่แล้ว ปรัศนีเก็บกล่องพลาสติกไว้ในตู้เย็นแล้วถอนหายใจพลางเดินขึ้นห้องนอน ถ้าไม่ใช่หน้าที่หล่อนก็ไม่อยากไปปลุกเขาในตอนเช้า เพราะรู้ว่าไปแล้วจะเจอสิ่งใด ยิ่งเขากลับไปกับผู้หญิงคนนั้น พนันได้เลยว่าพรุ่งนี้เช้าหล่อนต้องเห็นหน้างอๆ ของเจ้าหล่อนที่คอนโดฯ และไม่รู้ว่ากบินทร์จะอธิบายให้กวางเข้าใจว่าอย่างไร ยังเข้าใจผิดอยู่หรือไม่ ดีไม่ดีอาจจะตบตีหล่อนอีกก็เป็นได้

คนอะไรช่างไร้เหตุผล หวงเหมือนหมาบ้ากัดไม่เลือก

“ไว้ถึงพรุ่งนี้ก็รู้เอง” ปรัศนีบอกตนเอง ก่อนล้มตัวลงนอน

เมื่อปรัศนีมาเปิดตู้เย็นในตอนเช้ามืดเพื่อหยิบกล่องอาหารและพวงมาลัย ก็พบกับความว่างเปล่าจนน่าตกใจระคนแปลกใจจะเรียกถามจากใครเวลานี้ก็ไมมีคนให้ถาม พ่อกับแม่ออกไปซื้อของสดที่ตลาดเพื่อมาปรุงอาหารขาย ส่วนน้องสาวไม่ต้องพูดถึงคงนอนหลับสนิทอยู่ แต่ละวันหล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปารีณากลับเข้าบ้านเวลาไหน ที่ออกไปจากบ้านทุกวันๆ นั้นไปทำอะไร รู้แต่คงไม่ใช่การไปหางานทำ และปารีณาก็คงไม่มายุ่งเกี่ยวกับอาหารในกล่องเป็นแน่ เพราะน้องสาวคงกลับเข้าบ้านในช่วงดึกมาก และไม่เคยแตะอาหารที่แม่เก็บไว้รอสักครั้ง

ปรัศนีเดินเข้าไปดูในครัวเพื่อความกระจ่าง แม่อาจหวังดีนำออกมาวางไว้ให้เพื่อหล่อนจะได้อุ่นก่อนนำไปให้กบินทร์ก็เป็นได้ เมื่อไฟกลางห้องสว่างขึ้นปรัศนีชะงักเล็กน้อย ก่อนเดินตรงไปที่อ่างล้างจานซึ่งปกติจะไม่มีจานชามที่ใช้แล้ววางไว้ เพราะจะล้างเก็บใส่กล่องคลุมผ้าเอาไว้หมดก่อนเข้านอนทุกครั้ง แต่เวลานี้มีกล่องพลาสติกที่มีเศษอาหารเปื้อนอยู่วางไว้ ปรัศนีมองทุกกล่องอย่างประหลาดใจ ใครเอาอาหารทั้งหมดไปไหนหรือใครเป็นคนกิน แล้วของเยอะแยะจะกินหมดได้ยังไง

“แล้วพวงมาลัยละไปไหน” อาหารหายไม่เท่าพวงมาลัยหาย ปรัศนีรื้อดูกล่องที่วางอยู่ในอ่าง กล่องเล็กสุดที่ใส่พวงมาลัยดอกพิกุลวางรวมกับกล่องใหญ่ที่ใส่อาหาร อาหารอาจกินหมดได้แม้จะแปลกแต่ก็เป็นไปได้ แต่พวงมาลัยเล่าจะเอาไปไหน หายไปได้อย่างไร

ทันใดนั้นเองปรัศนีก็รู้สึกเหมือนลมพัดผ่านหอบกลิ่นคุ้นเคยแตะจมูกแล้วจางไป ต้นลมมาจากหน้าต่างที่แง้มเอาไว้ ปรัศนีรีบเปิดประตูหลังบ้านที่ใกล้กับหน้าต่างออกไปทันที

ถังขยะที่วางหลังครัวฝาเปิดทิ้งไว้ทั้งที่ปกติจะปิดสนิทกันหมาแมวมาคุ้ย หล่อนไม่ลังเลที่จะเข้าไปก้มลงมอง แล้วใจหายวาบเมื่อเห็นพวงมาลัยดอกพิกุลอยู่ในสภาพพิกลพิการ ดอกหลุดร่วงจนเห็นด้ายที่ร้อยข้างใน ข้างถังมีดอกพิกุลกราดเกลื่อน

“ฝีมือใครวะ แล้วทำแบบนี้ทำไม” ปรัศนีเกาหัวแกรกทั้งขุ่นเคืองทั้งแปลกใจ แล้วอย่างนี้หล่อนจะไปบอกกบินทร์ว่าอย่างไรดี อาหารถูกคนอื่นกินเพราะไม่รู้พอจะให้อภัย ขอโทษกบินทร์แล้วทำชดเชยให้ใหม่ได้ เพราะแม่มีฝีมือในการทำอาหารไม่แพ้ใคร แต่พวงมาลัยดอกพิกุลนี่สิจะทำยังไง แล้วถ้าเรื่องรู้ถึงหูวิกรมกับยายเล็ก หล่อนจะถูกตำหนิมากขนาดไหน ดีไม่ดีวิกรมก็จะพลอยติดร่างแหไปด้วยเพราะเป็นคนอาสาแต่กลับวางใจให้หล่อนทำแทน

“เฮ้อ” ปรัศนีถอนหายใจ เดินกลับเข้าไปในครัวแล้วล้างกล่องพลาสติก ถึงไม่มีอาหารใส่ไว้ก็ต้องเอากล่องเปล่าไป เผื่อวิกรมจะไปเอาคืนที่คอนโดฯพี่ชาย

ปรัศนีรีบออกจากบ้านสวนกับพ่อและแม่ที่กลับจากตลาดสดพอดี

“ไปแต่เช้าเลยหรือหนูดี” คนเป็นแม่ทัก ส่วนพ่อกำลังจอดรถเข้าที่เพื่อไม่ให้เกะกะ เวลาเปิดร้าน

“ค่ะแม่ หนูดีไปนะคะ” ปรัศนียกมือไหว้ลา แล้วหันไปไหว้พ่อที่มองผ่านกระจก ก่อนชะงักเท้าแล้วหันกลับมาถามเรื่องที่คาใจ “เอ่อ แม่คะ เห็นอาหารในกล่องพลาสติกที่หนูดีแช่ไว้เมื่อคืนหรือเปล่า”

“แม่เห็นแต่กล่องเปล่าแช่อยู่ในอ่างล้างจานนะหนูดี ส่วนของข้างในไม่เห็น อาหารอะไรหรือลูก”

“คือกรฝากไปให้พี่ชายเขา เจ้านายของหนูดีไงคะแม่ แต่ไม่รู้ใครกิน พวงมาลัยก็เอาไปทิ้งถังขยะ” ปรัศนีทำหน้างอทันทีที่เอ่ย

“น้องกินหรือเปล่า กลับดึกคงหิว ไว้แม่จะทำชดใช้ให้นะลูก ว่าแต่มีอะไรบ้างละ”

“ของเยอะแยะหนูนากินไม่หมดหรอกแม่ กับข้าวพอทำใช้ให้ได้ แต่หนูดีข้องใจตรงเอาพวงมาลัยไปทิ้งนี่สิ”

“เฮ้ย! หมาใครวะ เกือบเหยียบแบนแล้วไหมละ” เสียงพ่อโวยวายดังลั่น

ปรัศนีกับแม่จึงหันไปมองเห็นพ่ออุ้มลูกสุนัขตัวเล็กสีดำปนน้ำตาลเดินมาพอดี

“หมาใครพ่อ” สองแม่ลูกถามพร้อมกัน

“ก็นั่นสิหมาใคร พ่อเกือบเหยียบแล้ว”

“ของหนูนา” เจ้าของหมาส่งเสียงมาแต่ไกล แล้ววิ่งชุดนอนปลิวมารับลูกหมาตัวน้อยจากมือพ่อไป ท่ามกลางความสงสัยของทุกคน

“เอามาจากไหนหนูนา”

“เพื่อนฝากไว้สองสามวันค่ะ เพื่อนไปต่างจังหวัด”

“แล้วมันกินอะไรละนี่ กินนมหรือข้าว หรืออาหารเม็ด ท่าทางคงหิว ร้องหงิงๆ ไปทั่วบ้าน ตอนก่อนไปตลาดพ่อยังนึกว่าหูฝาด” พ่อพูด

“กินข้าวค่ะ มีอะไรมันก้อกินหมด กินจุด้วย เมื่อคืนหนูนาเอากับข้าวในตู้เย็นให้มันกิน ฟาดเรียบเลย”

“เฮ้ย! อย่าบอกนะว่าแกเอาของในกล่องพวกนี้ให้หมากิน” ปรัศนีหยิบกล่องขึ้นมาจากถุงกระดาษให้น้องสาวดู

ปารีณาพยักหน้าทันที

“ใช่จ้ะ กินซะพุงกางเลย มันกินจุจริงๆ” ปารีณาบอกใบหน้ายิ้มๆ แต่คนเป็นพี่กลับหน้าง้ำงอแล้วถามเสียงเครียดต่อ

“แล้วพวงมาลัยละ แกเอาไปทิ้งด้วยหรือเปล่า”

“อ๋อ พวงมาลัยนะหรือ ก็เจ้าตัวเล็กมันกัดเล่นซะเละ หนูนาเลยเอาไปทิ้งค่ะ ของพี่หนูดีเหรอ”

ปรัศนีคิดไม่ตกว่าอยากเอาหัวโหม่งโลกหรือพุ่งชนน้องสาวดี ปารีณาถามไม่สะทกสะท้านว่าตนเองทำอะไรผิดเลย แต่จะโทษใครดีละ จำเลยคือหมาน้อยไม่ใช่ปารีณา และถึงต่อว่าไปทุกอย่างก็ไม่กลับมาคงสภาพเดิม อาหารก็อยู่ในท้องหมา พวงมาลัยอยู่ในถังขยะ เสียหายไปแล้วก็คือเสียไปแล้ว

“หนูดีไปนะคะ” หล่อนตัดบทหันไปไหว้พ่อกับแม่อีกครั้ง แล้วค้อนเจ้าหมาน้อยในอ้อมกอดน้องสาว ก่อนเดินจากไปแต่ยังได้ยินเสียงคนข้างหลังคุยกัน

“พี่หนูดีบ้าหรือเปล่า มาค้อนหมาทำไมนี่”

“ไม่บ้าหรอก เพราะของที่หนูนาเอาให้หมากินกับพวงมาลัยที่หมาทำเสียหายนะ เป็นของเจ้านายหนูดี น้องชายเขาฝากไปให้”

“ตาย ก็หนูนาไม่รู้ ปกติบ้านเราก็มีกับข้าวแช่ในตู้เย็นนี่นา”

“อืม ช่างเถอะ ไว้ให้แม่ทำชดใช้ให้ไปอะไรกี่อย่างก็ว่ากันไป พ่อไปจอดรถใหม่ก่อน”

“ค่ะ งั้นหนูนาพาเจ้าตัวนี้ไปหาของกินก่อนนะคะ”

ปรัศนีหันมามองเห็นน้องสาวอุ้มหมาเข้าบ้านโดยไม่สนใจว่าแม่หิ้วตะกร้าเต็มสองมือ ครั้นจะกลับไปช่วยขนของก็กลัวจะสาย จึงได้แต่ตัดใจเดินต่อ แต่รู้ว่าอีกสักครู่พ่อก็คงมาช่วยแม่ขนของเข้าบ้านเหมือนเดิม

 

กบินทร์รู้ว่าผู้จัดการสาวของเขายังมีเรื่องคาใจคงเป็นเรื่องที่ถูกกวางอาละวาดใส่เมื่อวาน ปกติปรัศนีไม่ค่อยชอบสบตาเขาอยู่แล้ว แต่วันนี้เรียกว่าคอยหลบหน้าคงไม่ผิด ตั้งแต่เช้าที่ปรัศนีมาปลุกเมื่อเขาออกมาจากห้องตามลำพังหล่อนก็แอบมองเข้าไปในห้องนอน นั่งรอเขารับประทานอาหารเช้าก็เหลือบมองครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่ยอมพูด เมื่อเขาหันไปมองกลับก้มหน้าหยิบจับโน่นนี่กลบเกลื่อน ตลอดเส้นทางที่เขาขับรถมาทำงาน เจ้าหล่อนก็นั่งเป็นหุ่นหน้ารถ ไม่ขยับปากหรือหันมอง หากเขาไม่ถามเรื่องงานหล่อนก็คงไม่พูดอะไรเลย แต่เขาก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องเมื่อวาน แค่พูดให้กวางยอมเชื่อว่าเขาไม่มีอะไรกับปรัศนีก็อ่อนใจพอแล้ว

“แวะกินข้าวก่อนนะ”

“เอ่อ คือ อีกนิดเดียวก็ถึงบ้านฉันแล้วไปส่งฉันก่อนหรือให้ฉันลงตรงนี้ก็ได้ค่ะ” ปรัศนีรีบบอก

“ขอโทษแทนกวางด้วย” แล้วเขาก็พูดออกมา เพราะคิดว่าหล่อนยังเคืองเรื่องนี้

“ไม่เป็นไรคะ ฉันไม่ได้ติดใจ แค่ไม่ทำให้คุณเดือดร้อนไปด้วยก็ดีแล้ว”

“งั้นแวะกินข้าวได้แล้วสิ”

“ใกล้ถึงบ้านฉันแล้วจริงๆ ให้ฉันลงก่อนเถอะค่ะ” อย่างไรหล่อนก็ยังไม่อยากอยู่ตามลำพังกับเขาเพราะยังไม่กล้าบอกเรื่องอาหารของยายเล็กกับพวงมาลัยดอกพิกุล

“ยังไม่หายโกรธกวาง” เขาถามตรงๆ ปรัศนีรีบส่ายหน้า

“ถ้าไม่โกรธแล้วจะก้มหน้าหลบตาทำไม มีอะไรพูดมาตรงๆ ผมรู้กวางคิดมากขี้ระแวงหึงมั่วไปหมด แต่ในเมื่อผมขอโทษคุณแทนกวางแล้วน่าจะหายกัน หรือต้องให้เขามาขอโทษด้วยตัวเอง แต่บอกเลยว่ายาก”

“ก็ไม่ได้ติดใจอะไรแล้วจริงๆ ค่ะ แค่ไม่หิวอยากกลับบ้านก็เท่านั้น”

“แน่ใจหรือ” เขายังไม่เชื่อ

“ค่ะแน่ใจ”

“แต่ผมหิว หรือจะไปกินที่ร้านแม่คุณดี ขายข้าวแกงนี่นา”

“ไม่ดีค่ะ” ปรัศนีรีบค้าน เห็นสายตาที่ตวัดมามองก็ขยาด รีบหาคำขยายความเพิ่ม “คือปกติป่านนี้ของจะขายหมดแล้วค่ะ น่าจะเก็บร้านแล้วด้วย”

“งั้นก็แวะร้านนี้ละ หิวแล้ว” เขาไม่ได้พูดเปล่า แต่เลี้ยวรถเข้าจอดหน้าร้านอาหารเล็กๆ ทันที ปรัศนีจะขัดก็ไม่ทันเสียแล้ว เขาจอดรถแล้วเปิดประตูลงไปโดยเร็ว

เวลาผ่านไปไม่นานทั้งคู่ก็ออกมาจากร้าน

“จำชื่อร้านไว้เลยนะคุณ ร้านนี้อาหารไม่ผ่าน ไม่ถูกปากเลย ขนาดไข่เจียวง่ายๆ ยังห่วย ผมเจียวเองยังจะอร่อยกว่าเยอะ”

เจียวไข่เองเป็นด้วย...ปรัศนีหันมองอย่างแปลกใจยอมรับว่าไม่เชื่อ เพราะตั้งแต่ทำงานกับเขาย่างเข้าสัปดาห์ที่สองแล้ว ไม่เคยเห็นเขาหยิบจับงานครัวหรืองานบ้าน จริงอยู่การทำความสะอาดมีแม่บ้านมาทำให้ทุกวัน แต่งานครัว ทำกับข้าว แม้การชงกาแฟกินเองเขายังไม่เคยทำให้หล่อนเห็น มีแต่สั่ง สั่ง และสั่งเท่านั้น แต่ก็จริงอย่างที่เขาพูด ร้านนี้อาหารไม่ได้ความจริงๆ ก่อนรีบหลุบตาหันหน้าหนีเมื่อคนถูกมองหันขวับมาเหมือนได้ยินคำนินทาในใจอย่างไรอย่างนั้น

“ค่ะ จะจำไว้” หล่อนนั่งหน้านิ่งมองตรงไปข้างหน้า คิดถึงรสชาติอาหารที่กินเมื่อครู่ แล้วอดเทียบรสมือของแม่ไม่ได้ หากที่บ้านหล่อนมีทุนมากเปิดเป็นร้านอาหารอาจขายดิบขายดีร่ำรวยไปแล้วก็ได้ ปรัศนีนั่งคิดเพลินจนหน้าคะมำเมื่อกบินทร์หยุดรถกะทันหัน พร้อมเสียงสบถลั่นรถ

“แม่ง เกือบไปแล้ว”

“อะไรคะ” หล่อนมองเขาตกใจเพราะไม่เคยได้ยินคำสบถออกจากปากเลย แล้วมองไปหน้ารถที่จอดนิ่ง แต่ไม่เห็นอะไรจึงรีบเปิดประตูลงไปดู

กบินทร์ลงจากรถพร้อมถามเสียงห้วน

“เลี้ยงหมาด้วยหรือ”

ปรัศนีหันไปมองหน้าคนถามงุนงงเล็กน้อย แต่เมื่อหันมาเห็นว่ารถจอดหน้าร้านข้าวแกงของแม่ และปารีณากำลังอุ้มหมาน้อยเดินมาจึงเข้าใจคำถามและเดาเหตุการณ์ได้ทันที

“หมาเพื่อนน้องสาวฝากไว้ค่ะ” หล่อนรีบบอก จังหวะนั้นปารีณาก็เดินมาถึงพอดี

“ขอโทษนะคะ หมาน้อยมันวิ่งซนไปหน่อย พี่เบ็นไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ” ปารีณาถามทำเหมือนคนที่สนิทสนมกัน แต่กบินทร์กลับหันมาสบตาปรัศนี

“หนูนาน้องสาวค่ะ” ปรัศนีรีบแนะนำ

“สวัสดีอีกครั้งค่ะพี่เบ็น หนูนาต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไม่รู้ว่าอาหารในกล่องพวกนั้นพี่กรฝากไปให้พี่เบ็น เลยเอาให้ตัวเล็กกินหมด ขอโทษจริงๆ ค่ะ” ปารีณาทำเหมือนจะกราบแทบอก หากไม่ติดว่าอุ้มหมาน้อยอยู่

กบินทร์อึ้งไปเล็กน้อยแล้วหันไปมองผู้จัดการส่วนตัวอีกครั้ง ปรัศนีรีบหลุบตาแล้วทำเสียงดุน้องสาว

“ปล่อยตัวเล็กออกมาเพ่นพ่านทำไม ดีนะรถไม่เหยียบเอา พาไปขังในบ้านได้แล้ว”

“มันซนหลุดออกมาใครจะเห็นละ” ปารีณาเคืองพี่สาวที่ทำมาดุ ก่อนหันไปหากบินทร์ “ขอโทษอีกครั้งนะคะพี่เบ็น”

“ครับไม่เป็นไร” เขาพูดสั้นๆ รอให้ปารีณาเดินห่างไปแล้วขยับเข้าไปบีบแขนผู้จัดการสาวลากไปใกล้รถยิ่งขึ้น

“น้องสาวคุณพูดอะไร อาหารอะไร”

“คือ”

ปรัศนีอ้ำอึ้ง จึงถูกกบินทร์ขึงตาใส่ หล่อนเบะปากอยากร้องไห้ ก่อนตอบความจริงไปทั้งหมด ซึ่งดูเขาไม่ได้ติดใจเสียดายอะไรเลย โดยเฉพาะพวงมาลัยนั่น

“ดีแล้วละที่มันพังไป ผมไม่ชอบกลิ่นมันเลย”

 

ท่ามกลางความสลัวของห้องเงียบสงัด เจ้าของห้องหนุ่มนอนกรอกตาไปมาบนที่นอนหนานุ่มอย่างหลับไม่ลง ไม่ว่าจะข่มตาอย่างไรก็ไม่ยอมจมจ่อมในห้วงนิทรา จะว่ามีเรื่องให้คิดมากจนนอนไม่หลับก็ไม่ใช่ แค่เรื่องที่คุยกับผู้จัดการสาวยังติดหู เขาไม่เคืองไม่เสียดายของที่มาไม่ถึงมือ ออกจะดีใจเสียซ้ำเพราะไม่อยากได้พวงมาลัยพวกดอกพิกุล แม้จะสวยแปลกตาเพียงใด

กบินทร์ดึงผ้าขึ้นมาห่มพยายามข่มตาให้หลับ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเป็นคนหลับง่ายเพราะมีเวลาพักผ่อนน้อย ว่างเว้นจากการทำงานไม่ว่าจะอยู่ในกองถ่ายหรือที่ไหน หากพอมีที่ซุกตัวนอนได้เขาจะทำทันที เมื่อตอนที่สามารถยังเป็นผู้จัดการส่วนตัวเขาอยู่ สามารถจะเป็นคนหามุมสงบ หาที่หลับที่นอนและนั่งเฝ้าไม่ให้ใครมารบกวนจนมีคนเย้าว่าสามารถเฝ้าแบบริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม หวงยิ่งกว่าไข่ในหิน และอาการหวงเช่นนี้ก็เป็นที่มาของข่าวคาวว่าเขากับผู้จัดการหนุ่มมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งทำให้เขากับคู่หมั้นมีปัญหาและเลิกรากันในที่สุด วิกรมจึงเสนอให้หาผู้หญิงมาทำหน้าที่ผู้จัดการส่วนตัวแทนสามารถ และแนะนำปรัศนีเพื่อนสนิทให้

วันที่เขาบอกสามารถว่ามีคนมาทำหน้าผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่แล้ว สามารถอึ้งไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพราะสามารถรู้ดีว่าทำไมเขาจึงต้องเปลี่ยนผู้จัดการ ไม่ใช่แค่ข่าวคาวที่ทำให้คนเข้าใจผิด แต่มันมีเรื่องความซื่อสัตย์และเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาไม่ติดใจเอาความที่ถูกสามารถเอาเปรียบยักยอกเงินจากน้ำพักน้ำแรงไป จะว่าไปแล้วสามารถเองเหนื่อยกับเขามานาน สามารถทำงานโดยไม่มีวันหยุด วันว่างไม่มีคิวงานสามารถก็ยังมาดูแลถึงคอนโดฯ วันที่เขาทิ้งตัวลงนอนสบายๆ บนเตียงทั้งวัน สามารถยังมาเตรียมอาหารให้เขาครบทุกมื้อ ช่วยซื้อของใช้จำเป็นมาไว้ให้ไม่เคยขาด เขาจึงไม่โกรธเลยที่สามารถยักยอกเงินเขาไป แต่จะให้ทำงานต่อก็ตะขิดตะขวงใจ ลองมีอคติกับใครแล้ว ความไว้วางใจก็หดหายไปด้วย การจะอยู่ร่วมและทำงานด้วยกันจึงเป็นการยากจะทำใจ ขอจากกันด้วยดีโดยมอบสินน้ำใจเป็นแพ็กเก็ตทัวร์ที่สามารถอยากไปมานานแล้ว

แม้ผู้จัดการคนใหม่จะทำงานไม่ดีเท่าสามารถ แต่เขาจะให้โอกาสหล่อนปรับตัว สักวันคงดีเทียบเท่าหรือมากกว่าสามารถ อย่างน้อยเขาก็ยังไม่เห็นว่ารายได้ของเขาถูกปรัศนียักยอกไปแม้แต่บาทเดียว ขนาดเวลาที่แวะกินข้าวกันหล่อนยังเสนอให้หารค่าอาหารเสียด้วยซ้ำ แต่เขาหรือจะรีดเลือดกับปูได้ลง

กบินทร์ผล็อยหลับไปเพียงไม่นานก็รู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอกและกระดิกตัวไม่ได้ เขาลืมตาขึ้นแต่กลับพบเงาดำลอยอยู่ตรงหน้า จะร้องให้คนช่วยหรือคลายความหวดกลัวก็ไม่มีเสียง ทำได้แค่สวดมนต์ผิดๆ ถูกๆ จนนึกตำหนิตนเองว่าทำไมถึงไม่เอาไหน แค่บทสวดมนต์ง่ายยังจำไม่ได้ สวดวนเวียนจนรู้สึกว่าไม่บังเกิดผล เงาดำและความอึดอัดยังไม่จางหาย จนเขาคิดว่าตนเองอาจจะตายในไม่ช้า พลันนั้นเองเหมือนลมวูบผ่าน กลิ่นคุ้นเคยผ่านจมูกและเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เหมือนกระชากเงาดำที่ทับเขาอยู่ให้หายวับไป

กบินทร์ลุกขึ้นนั่งหอบเหนื่อย มองหน้าจอมือถือที่สว่างวาบๆ พร้อมรูปปรัศนีปรากฏ แต่เมื่อเขาเอื้อมมือไปหยิบ เสียงก็เงียบกริบและจอก็ดับมืด เขารอให้หล่อนโทรมาอีกครั้งแต่เงียบ

 

ปรัศนีถูกปลุกด้วยเสียงเครื่องยนต์ เสียงห้ามล้อและเสียงร้องของสุนัข จากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงหวีดร้องและก่นด่าแหลมเล็กเหมือนเสียงปารีณา ปรัศนีรีบไปดูพบพ่อกับแม่ที่วิ่งออกมาจากห้องเช่นกัน ต่างพากันวิ่งไปดู

ประตูรั้วเปิดแง้มอยู่ แสงไฟหน้าประตูรั้วทำให้เห็นว่าปารีณานั่งร้องไห้อยู่ริมถนน

“เป็นอะไรหนูนา ร้องเสียงลั่น” พ่อถามทันทีเมื่อวิ่งมาถึงก่อนปรัศนีกับแม่จะมาถึง และชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นกองเลือดตรงหน้าปารีณา

“อะไร ตัวอะไร” แม่ถามเสี่ยงสั่น

“ไอ้ตัวเล็กไงแม่” ปารีณาเงยหน้านองน้ำตามาบอกเสียงสั่น “ไม่รู้ไอ้เด็กนรกตัวไหนขับรถเหยียบมันแม่ ตายคาที่เลย ขอให้มันตายเหมือนเจ้าตัวเล็ก”

“เฮ้ ไม่เอาหนูนา อย่าแช่งชักหักกระดูกใคร มันบาป มาๆ พ่อฝังให้” พ่อรีบปราม

ปรัศนีเข้ามามองซากหมาน้อยที่เรียกว่าเละติดถนนเลือดกองพื้นอย่างสังเวช แล้วสะกิดปารีณา

“เอามันตามพ่อไปเร็ว เดี๋ยวพี่ล้างเลือดตรงนี้เอง” หล่อนบอกแล้วรีบเดินไปหาถังใส่น้ำ

ปารีณาเงยหน้ามองแม่เหมือนจะบอกว่าไม่กล้าหยิบซากเจ้าหมาน้อยที่เกือบแบนติดถนน แต่เมื่อเป็นความรับผิดชอบของตนจึงต้องทำ

“เดี๋ยวหนูนาไปหาถุงมือก่อนนะแม่ ไม่กล้าจับ” ปารีณาบอกแล้ววิ่งกลับไปที่ร้านต้นไม้ของพ่อ

ปรัศนีหิ้วถังน้ำมารอราดล้างคราบเลือดเพราะอยู่หน้าประตูบ้านพอดิบพอดีจึงไม่อาจปล่อยทิ้งไว้ให้อุจาดตาได้ หล่อนมองเจ้าหมาน้อยกินจุที่ฟาดของกินเรียบอย่างเวทนา

“พรุ่งนี้เจ้าของตัวจริงก็จะมารับกลับแล้ว ไม่น่าอายุสั้นเลยเจ้าตัวเล็กเอ๋ย”

“นั่นสิ น่าสงสาร คงเพราะหนูนานั่นแหละเพิ่งกลับ เปิดประตูทิ้งไว้ให้มันหลุดออกมา” แม่พูด

“เอ๊ะ!” ปรัศนีอุทาน แล้วนั่งลงเพื่อดูว่าสิ่งใดปะปนในกองเลือดหมา

“อะไรหนูดี” แม่ถามย่อตัวลงตาม

“ดอกพิกุลมาจากไหน” หล่อนมั่นใจว่าใช่ ดอกไม้เล็กๆ ตกเกลื่อนกลาดบนถนนปะปนในกองเลือด

“รถเก็บขยะทำหกไว้มั้งลูก” แม่บอกแล้วลุกขึ้นยืนเปิดทางให้ปารีณาเดินเข้ามาพร้อมใส่ถุงมือเรียบร้อยเพื่อหยิบซากหมาน้อยไปฝัง

ปรัศนีมองตามไปอย่างสังเวชแสนสงสารเจ้าหมาอายุสั้น แล้วหันมาตักน้ำราดพื้นถนน

“อ้าว!” หล่อนอุทาน

“อะไรอีกหนูดี” แม่ถาม

“เปล่าๆ ค่ะ” ปรัศนีไม่อยากทำให้แม่สงสัยแคลงใจไปกับตน จึงไม่บอกว่าดอกพิกุลเล็กๆ ที่เห็นเมื่อครู่มันหายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้หรือทีแรกนั้นหล่อนตาฝาดไปเอง และเมื่อกลับเข้าห้องนอนกบินทร์ก็โทร.มาหา

“ฮัลโหล มีอะไรคะ”

“คุณโทรมาหรือเปล่า ผมกดรับไม่ทัน”

“เปล่านี่คะ ไม่ได้โทรไปค่ะ”

“อือๆ ราตรีสวัสดิ์” เขาวางสายไปแล้ว ปล่อยให้หล่อนงุนงงต่อ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #8 fsn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:45
    ว้าว ตัวเล็กน่าสงสาร โดนซะ
    #8
    0