ตอนที่ 5 : บทที่๔

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 431
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    6 ม.ค. 61

บทที่๔

จังหวะการก้าวเดินของกบินทร์ช้าลงหลังจากเห็นว่ายายเล็กนั่งอยู่บนแคร่ไม้ ข้างๆ มีหมอน หนังสือ และถาดทองเหลืองขอบสูง ท่าทางขยับมือไปมาช้าๆ ของหญิงชราผมขาวโพลนบอกให้รู้ว่ากำลังทำกิจกรรมบางอย่างอยู่

ปรัศนีเงยหน้ามองเจ้านายอย่างสงสัยเพราะแทนที่เขาจะก้าวเร็วขึ้นเมื่อเห็นเป้าหมาย กลับผ่อนฝีเท้าและทอดย่างช้าลงเหมือนเขาไม่อยากเข้าไปหาหญิงชราอย่างไรอย่างนั้น

“อ้าว! พี่เบ็น หนูดี”

เสียงทักขึ้นด้านหลังทำให้สองคนสะดุ้งโหยง แล้วรีบหันกลับไป

วิกรมกับมาริสากำลังเดินมาใกล้ แต่สายตาทั้งคู่มองมือที่จับจูงกันอยู่เป็นจุดเดียว จนปรัศนีรีบดึงมือออก แล้วหลุบตาอย่างขัดเขิน ส่วนกบินทร์ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เขารอให้ทั้งสองคนเดินมาถึงแล้วหันกลับ ก่อนสะดุ้งอีกครั้ง เช่นเดียวกับปรัศนี เมื่อหันกลับมาแล้วเจอยายเล็กยืนผมขาวโพลนอยู่ตรงหน้า แทนที่จะนั่งทำอะไรสักอย่างบนแคร่อย่างที่เห็นเมื่อครู่

“ว้าย!

เสียงอุทานของปรัศนีไม่ได้เป็นที่สนใจของหญิงชรา ยายเล็กมองหลานชายแล้วโผเข้ากอด

“เบ็นมาหายายหรือลูก พ่อเบ็น คิดถึงเหลือเกิน พ่อเบ็น”

“ครับ สวัสดีครับยายเล็ก สบายดีนะครับ” กบินทร์รีบยกมือไหว้ เพื่อจะได้ถอยออกจากอ้อมกอดของหญิงชรา แล้วเปลี่ยนไปประคองต้นแขน เพื่อไม่ให้ยายเล็กรู้สึกหรือคิดว่าตนรังเกียจ

“ดีใจใหญ่เลยยายที่พี่เบ็นมา ไปๆ นั่งก่อน” วิกรมเข้ามาประคองแล้วพายายเล็กกลับไปที่แคร่ กบินทร์เดินตามไปช้าๆ เช่นเดียวกับสองสาวที่เดินรั้งท้าย เพราะเหมือนมาริสามีเรื่องอยากถามเพื่อนสนิทของตน

“แกรุกคืบได้ไวกว่าที่คิดนะ”

“รุกคืบอะไรของแก”

“ก็แหม มีจับไม้จับมือนะยะ” มาริสาหลิ่วตาล้อ แล้วปิดปากกลั้นหัวเราะเมื่อปรัศนีปฏิเสธเสียงอ้อมแอ้ม

“บ้าไม่ใช่อย่างที่แกคิด” ปรัศนีตัดพ้อ แล้วขยับเข้าไปใกล้กระซิบกระซาบ

“มันรู้สึกขนลุก เย็นยะเยือกยังไงบอกไม่ถูกละแก”

“จริงเหรอ พี่เบ็นก็รู้สึกเหรอถึงได้จับมือแกเสียแนบแน่น” มาริสาลากเสียงล้อ เพราะไม่เชื่อคำพูดของเพื่อน จึงถูกผลักออกห่างพร้อมค้อนส่ง จนต้องรีบง้องอน

“เออ เชื่อก็ได้ ไหนเล่ามาสิ มันยังไง”

“ก็ไม่รู้นะแก พอเดินมาแถวนี้แล้วรู้สึกหนาวๆ ขนลุก แล้วยังหอมกลิ่นดอกพิกุลอีก เลยไปกันใหญ่”

“กลิ่นดอกพิกุล ทำไมหรือหนูดี” วิกรมที่บังเอิญได้ยินตอนท้ายหันมาถาม พร้อมชูดอกไม้เล็กๆ ที่ใช้นิ้วคีบไว้ให้ดู

ปรัศนีชายตามองกบินทร์ เช่นเดียวกับที่เขาหันมาสบตาแล้วยิ้มแหย คงเพราะรู้ที่มาของกลิ่นน่าขนลุกแล้ว แถวนี้ไม่ได้ปลูกต้นพิกุลแต่กลับมีกลิ่นหอม และคำตอบก็อยู่บนแคร่นี่เอง

“หอมมาก” ปรัศนีตอบแก้เกี้ยว เมื่อเดินเข้ามาใกล้และเห็นถาดใส่ดอกพิกุลจำนวนมาก พร้อมพวงมาลัยดอกพิกุลที่ร้อยเสร็จแล้วและยังค้างอยู่จนต้องหันไปมองหญิงชราแล้วยิ้มชื่นชม ก่อนเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว

“ยายเล็กร้อยมาลัยพวกนี้เองหรือคะ สวย” ปรัศนียื่นมือจะไปหยิบ แต่ถูกหญิงชราตีหลังมือจนสะดุ้งชักมือกลับแทบไม่ทัน

“ขอโทษค่ะ” หล่อนขอโทษเสียงอ่อยในการถือวิสาสะจนถูกลงทัณฑ์เช่นนี้ ก่อนขยับมายืนใกล้มาริสาอย่างสำนึกผิด

“ยายเตรียมไว้ให้พ่อเบ็น ชอบไหมลูก เอาไปไว้ใต้หมอนจะได้หลับฝันดี” ยายเล็กส่งพวงมาลัยที่ร้อยจากดอกพิกุลอย่างประณีตสวยงามให้กบินทร์ คำว่าเตรียมไว้ให้สะกิดใจคนฟัง หญิงชราทำเหมือนรู้ว่ากบินทร์จะมาหาทั้งที่เขาไม่มาเหยียบบ้านนี้หลายปีแล้ว

“ขอบคุณครับ แต่ผมไม่”

“พี่เบ็น” วิกรมขัดขึ้นก่อนพี่ชายจะพูดจบ พร้อมส่ายหน้าเล็กน้อยเชิงปราม แล้วหันไปเย้าหญิงชรา

“ยายเล็กร้อยให้แต่พี่เบ็น แล้วของกรละครับมีไหม”

“ถ้ากรชอบพวงมาลัย ยายจะร้อยให้ เดี๋ยวให้ดอกอ้อไปซื้อดอกพุดมาให้ก็แล้วกัน”

“อ้าว แล้วมาลัยดอกพิกุลละครับ ก็เห็นมีอีกเยอะเลย” วิกรมไม่ได้พูดเกินจริง ดอกพิกุลดอกเล็กๆ ในถาดขอบสูงยังมีมากมาย น่าจะร้อยมาลัยตามแบบที่วางอยู่ได้อีกหลายพวงทีเดียว

“มาลัยดอกพิกุลสำหรับพ่อเบ็นคนเดียว”หญิงชราตอบกลับเสียงแข็ง พร้อมหยิบพวงมาลัยในถาดมาถือเอาไว้อย่างแหนหวง

“ครับๆ” วิกรมหันไปสบตาคนอื่น ซึ่งต่างแสดงความแปลกใจระคนตกใจ แล้วยิ้มแหยๆ ให้กัน

“ขอตัวไปบ้านสาก่อนนะคะ” ปรัศนีถือโอกาสปลีกตัว หล่อนยังรู้สึกแปลกๆ กับสถานที่และคนตรงนี้อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

“เดี๋ยวก่อนสิ ไปพร้อมกัน” กบินทร์รีบรั้ง แต่อีกฝ่ายหันมาส่ายหน้า

“มีธุระสำคัญกับสาค่ะ” ปรัศนีรีบบอก แล้วลากมือเจ้าของชื่อให้เดินตามไปทันที หล่อนไม่อยากอยู่ตรงนี้นานเพราะความรู้สึกดังกล่าวยังไม่หายไป

“ถ้าอย่างนั้นรอกลับพร้อมกันนะ จะไปส่ง” กบินทร์ยังตะโกนไล่หลัง ก่อนหันกลับมาเมื่อรู้สึกเหมือนถูกจับจ้อง ยายเล็กมองเขาอยู่ด้วยสายตาแปลกๆ ที่เขาอ่านไม่ออกมองแบบนี้หมายความว่าอย่างไร

“อยู่กินข้าวกับยายก่อนนะ พ่อเบ็น นั่งรอก่อนยายจะเข้าครัวทำอาหารที่พ่อเบ็นชอบ” ยายเล็กวางพวงมาลัยลงในถาด

“เอ่อ คือ” เขาอยากปฏิเสธแต่ไม่ทันเสียแล้ว หญิงชราที่ปกติเดินยักแย่ยักยันใช้ไม้เท้าช่วย วันนี้กลับเดินตัวปลิวเข้าไปในบ้าน กบินทร์หันมามองน้องชายแล้วทำหน้าเซ็ง ก่อนเดินไปนอนเหยียดยาวบนแคร่ที่อุปกรณ์ต่างๆของยายเล็กยังวางอยู่ วิกรมเดินเข้ามานั่งลงใกล้ๆ แล้วหยิบพวงมาลัยดอกพิกุลขึ้นมาพิศมอง

“สวยดีนะพี่ หอมด้วย แต่ดอกพิกุลเยอะแยะขนาดนี้ ยายเล็กไปเอามาจากไหน”

“ใช้เด็กไปซื้อมาให้หรือเปล่า”

“วันนี้ผมยังไม่เห็นดอกอ้อออกไปข้างนอกเลยนะครับ เมื่อกี้ก่อนผมไปบ้านสา ยายเล็กก็นอนเอนหลังที่แคร่นี่ ส่วนดอกอ้อทำความสะอาดบ้าน”

“จะเอามาจากไหนก็ช่าง แต่พี่ไม่ชอบกลิ่นดอกพิกุลเลย”

“ถ้าพี่เบ็นไม่เอาไปยายเล็กเสียใจแย่ แกพูดเหมือนรู้ว่าพี่จะมาเลยตั้งใจร้อยไว้ให้ เอาไปเถอะพี่อย่าทำร้ายน้ำใจคนแก่เลย”

กบินทร์ทำเสียงอือออแล้วหลับตาลงเพราะรู้สึกง่วง วันนี้เขาทำงานมาทั้งวันหากได้นอนหลับพักผ่อนสักครู่คงจะดีไม่น้อย

“พี่ของีบหน่อย ลมเย็นดีแล้วกลิ่นดอกไม้นี่ชวนง่วงยังไงไม่รู้”น่าแปลกที่ความรู้สึกยะเยือกเย็นหายไปหมดแล้ว มีแต่ความง่วงงุนเหมือนร่างกายโหยหาการพักผ่อน

“ตามสบายครับ ผมไปบ้านสานะ”

“แกชวนเพื่อนมากินข้าวด้วยกันสิ” กบินทร์ผงกศีรษะขึ้นมอง

“สาหรือหนูดีครับ” วิกรมแกล้งถาม 

“ก็ทั้งสองคนนั่นแหละ ยังไงหนูดีก็ต้องกลับพร้อมพี่อยู่แล้ว”

“ครับๆ ดูสนิทสนมกันดีนะครับ หนูดีทำงานดีสมชื่อไหมครับ”

“ก็ดี ยังไม่มีปัญหาอะไร จะไปหาเพื่อนก็รีบไปสิ พี่จะงีบ” กบินทร์รีบไล่น้องชาย เพราะไม่ชอบแววตาที่มองเหมือนจับผิดปนรู้ทัน จะมารู้อะไรเท่าทันเขา เขาเองยังไม่ได้คิดหรือรู้อะไรเลย

วิกรมมองพี่ชายยิ้มๆ ก่อนวางพวงมาลัยดอกพิกุลกลับลงในถาด แล้วเดินจากมาทันที

เมื่อน้องชายไปแล้วกบินทร์อดหยิบมาลัยพวงน้อยที่ส่งกลิ่นหอนรุนแรงขึ้นมาไม่ได้ เขาไม่มีปัญหากับกลิ่นหอมใดๆ ไม่ว่าจากดอกไม้หรือเครื่องหอม แต่กับกลิ่นดอกพิกุลเขากลับไม่ชอบเอาเสียเลย ไม่ชอบตั้งแต่ได้กลิ่นครั้งแรกโดยไม่รู้จักว่าเป็นกลิ่นดอกอะไรเสียด้วยซ้ำ และเพราะกลิ่นหอมนี่เองที่ทำให้เขาอยู่บ้านนี้ไม่ได้

จะเป็นอุปาทานหรืออย่างไรเขาไม่รู้ รู้แต่ตอนที่อยู่บ้านหลังนี้ ทุกครั้งที่กลับบ้านดึกจะได้กลิ่นนี้ บางค่ำคืนกลิ่นหอมนี้จะรบกวนการนอนของเขาบางครั้งต้องตื่นมากลางดึกเพื่อฉีดน้ำหอมปรับอากาศกลบกลิ่นดอกพิกุล การรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องตลอดเวลาทำให้เขาอึดอัดและยอมรับว่าหวาดกลัว เพราะไม่รู้ว่าดวงตาที่มองไม่เห็นคู่นั้นเป็นใครมาจากไหนบวกกับมักฝันร้ายเมื่ออยู่ที่นี่ ทำให้เขาอยู่บ้านหลังนี้ต่อไปไม่ได้

กบินทร์ไม่อยากคิดว่าบ้านหลังนี้มีผีสิง เพราะเป็นเขาคนเดียวที่สัมผัสได้ คนอื่นไม่เคยมีใครเอ่ยถึงหรือมีปัญหาในการดำรงชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้เลย เขาจึงไม่เคยบอกใครว่าเหตุที่ต้องย้ายไปอยู่คอนโดฯแบบถาวรและซื้อบ้านหลังใหม่ให้ครอบครัวเพราะอะไรพ่อกับแม่ของเขาเต็มใจย้ายไปอยู่บ้านใหม่ที่ใหญ่โตโอ่อ่า แต่ยายเล็กไม่ยอมไปจากที่นี่นั่นยิ่งทำให้เขามีอคติและคิดสงสัยในตัวญาติชรามากขึ้น จนไม่อยากแวะเวียนกลับมาที่นี่

กบินทร์วางมาลัยพวงน้อยลงในถาดอีกครั้งแล้วเอนตัวลงนอน หลับตาได้ไม่นานความรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องก็ทำให้เขาต้องลืมตาขึ้นมองหา สะดุดตากับร่างที่เดินหนีเห็นหลังไวๆ กบินทร์ถอนหายใจอีกครั้งพร้อมลดตัวลงนอน เพราะรู้ว่าเด็กรับใช้เป็นคนมองเขาไม่ใช่สายตาที่หาตัวตนไม่เจอเช่นที่เคยรู้สึกมาก่อนหน้านี้ เขาหลับตาและกำลังจะนอนหลับ เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ดังขึ้น เมื่อหยิบมาดูชื่อคนโทร.เขาก็ทำหน้าเบื่อหน่ายก่อนรับสาย

“ว่าไงคะ”

“พี่เบ็นมารับหนูหน่อย หนูรออยู่หน้าบ้าน”

“หน้าบ้าน หน้าคอนโดฯ หรือคะ พี่ไม่ได้อยู่คอนโดฯ”

“หน้าบ้านค่ะ หนูยืนพิงรถพี่อยู่นี่” เสียงปลายสายบอกเลขที่บ้านให้เขาฟัง เพื่อยืนยันว่าอยู่หน้าบ้านจริงๆ ไม่ใช่รอที่คอนโดฯ กบินทร์รีบวางสายแล้วเดินแกมวิ่งไปทันที

 

ปรัศนีรู้สึกปลอดโปร่งหายใจทั่วท้องขึ้นเมื่อก้าวออกจากบริเวณบ้านหลังนั้น แต่อดแปลกใจไม่ได้เพราะหล่อนไม่ใช่เพิ่งมาบ้านหลังนั้นเป็นครั้งแรกแต่เพิ่งรู้สึกอึดอัดขนพองก็วันนี้เอง หรือเพราะกลิ่นหอมฉุนของดอกพิกุลสร้างบรรยากาศน่าสะพรึงกลัวขึ้น หรือเพราะหล่อนมาทำงานกับกบินทร์และเพิ่งอ่านนิยายสยองขวัญที่กบินทร์จะเล่นเป็นตัวเอก ซึ่งจะเริ่มถ่ายทำกันเดือนหน้า ปรัศนีคิดว่าอย่างหลังเป็นไปได้ที่สุดเพราะเมื่อคืนหล่อนอ่านนิยายเรื่องนั้นค้างอยู่

“แกเป็นอะไรหนูดี ไหนเล่ามาให้ละเอียดสิ” มาริสายังไม่หายข้องใจจึงไม่ปล่อยให้ผ่านเลยไป

ปรัศนีหันมาสบตาแล้วหันไปมองบ้านที่จากมาก่อนส่ายหน้าช้าๆ

“ไม่มีอะไรแล้วแก เมื่อกี้ฉันไม่รู้ว่ายายเล็กนั่งร้อยพวงมาลัยดอกพิกุล พอได้กลิ่นโดยไม่เห็นต้นก็มโนไปเอง แล้วในสวนนั้นก็ลมเย็นเลยไปกันใหญ่”

“อ๋อ แล้วไป แล้วทำงานสนุกไหม วันนี้นึกยังไงมาพร้อมกันได้ ฉันจำได้ว่าตั้งแต่ย้ายออกไปพี่เบ็นไม่เคยกลับมาเลย”

“ฉันก็แปลกใจอยู่ แต่เขาอาสามาส่งฉันนะ”

“อาสามาส่ง เอ๊ะ ก้าวหน้าจริงๆ” มาริสามองมาอย่างจับผิด ปรัศนีจึงแหวใส่พร้อมค้อนควักแถมให้ก่อนติงเบาๆ

“บ้า พูดไปเรื่อย เขาคงจะหลบสาวๆ มาที่นี่มากกว่า” เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้หล่อนก็หน้าง้ำอย่างไม่รู้ตัว

“สาวที่ไหนแก”

“ไม่รุ้ ไม่อยากพูดเรื่องส่วนตัวของคนอื่น อยากหลับสักงีบได้ไหม”

“ได้สิ” มาริสารยิ้มให้อย่างรู้ว่าเพื่อนมีเรื่องในใจแต่ไม่อยากบอก “นอนตรงนี้หรือขึ้นไปนอนในห้อง” เจ้าของบ้านถามอย่างอาทรเมื่อเข้ามาในบ้าน

ปรัศนีหันมองเพื่อนแล้วยิ้มขอบคุณ ก่อนเดินไปทอดตัวบนเก้าอี้ยาวของชุดนั่งเล่นแทนคำตอบ

“งั้นฉันไปทำกับข้าวเผื่อแกนะ” มาริสาบอก แล้วเดินเข้าไปในครัว รู้ว่าปรัศนีจะไม่ปฏิเสธ เพราะบ่อยครั้งที่ทั้งคู่จะไปมาหาสู่และอยู่รับประทานอาหารด้วยกัน ครอบครัวเล็กๆ ของมาริสามีพ่อกับแม่และตัวมาริสาซึ่งเป็นลูกโทน หลังจากพ่อกับแม่เกษียณแล้ว ก็ไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านหลังนี้กับบ้านสวนต่างจังหวัด แต่ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตที่บ้านสวนมากกว่า เพราะอากาศดีเหมาะแก่การพักผ่อนร่างกายที่เหนื่อยล้ามาค่อนชีวิต ทั้งยังดูแลแปลงนาและสวนผลไม้ที่ทำแค่พอกินในครอบครัว มาริสาจึงเป็นฝ่ายไปเยี่ยมเยียนทั้งสองท่านในวันหยุดของตนเองแทน

“ผมช่วยนะเสร็จแล้วยกไปกินที่โน่นพี่เบ็นบอกให้ชวนพวกเธอไปกินข้าวด้วยกัน” แขกประจำเดินตามไปในครัวอย่างคุ้นเคย

มาริสาหันมาตามเสียง แล้วมองเลยมาไปที่ปรัศนีซึ่งลุกขึ้นนั่งมองมาอยู่ก่อนแล้วก่อนจะนอนลงอีกครั้ง

“พี่เบ็นให้ชวน แล้วยายเล็กละอนุญาตหรือเปล่า” มาริสาอดถามชายหนุ่มที่อาสาเป็นลูกมือไม่ได้

“ยายเล็กจะว่าทำไม แกไม่ใช่คนงก สาก็รู้”

“รู้ว่าไม่งก แต่วันนี้แกมองหนูดีแปลกๆ อาจไม่อยากร่วมโต๊ะ” มาริสาพูดเสียงเบาลงเมื่อเอ่ยถึงคนที่นอนอยู่ในห้องนั่งเล่น

“แปลกยังไง” เมื่ออีกฝ่ายพูดเบา วิกรมจึงยื่นหน้าไปถามใกล้ๆ

“ดูแกหวงๆ ยังไงไม่รู้”

“หวงมาลัยนะหรือ คงจะหวงจริง ขนาดผมขอก็ไม่ให้ อย่างว่าแหละ พี่เบ็นนะหลานรัก นานๆ เจอกันที อย่าคิดมากเลย ไปทำกับข้าวต่อ” วิกรมพยักหน้าชวนอีกครั้งเขารู้ว่ามาริสาจะทำอาหารอะไร เพราะเมื่อครู่คุยกันค้างอยู่ และหล่อนเตรียมของบางส่วนไว้แล้ว วิกรมจึงช่วยจัดการต่อ และเหมือนจะเป็นพ่อครัวเสียเองโดยมาริสาเป็นแค่ลูกมือ แต่ทำยังไม่ทันเสร็จเสียงโทรศัพท์มือถือเขาก็ดังขึ้น

“มือผมเลอะ สาช่วยล้วงมือถือในกระเป๋ากางเกงให้หน่อย” เขาหันไปบอก แล้วยกมือสองข้างขึ้นเพื่อเปิดทาง

มาริสารีบวางของในมือแล้วเช็ดเพื่อให้แน่ใจว่าสะอาดและแห้ง จึงล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเขา ทีแรกหล่อนไม่คิดอะไรแค่จะรีบหยิบมาส่งให้ แต่คำพูดปนหัวเราะของวิกรมทำให้ชะงัก

“เอ้า คุณล้วงดีๆ เดี๋ยวโดนของ”

“ของ อะไรของนาย”

“น้องชายผมยังไง มันหลับพิงมือถืออยู่ หยิบดีๆ”

“ไอ้บ้า ลามก” มาริสาด่าเสียงแหลม แล้วรีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า จะว่าไปใจคอไม่ค่อยดีเพราะกลัวล้วงไปแล้วสัมผัสของของวิกรมเหมือนกัน

“เอ้า! พี่เบ็นโทร.มา” มาริสาส่งให้หลังจากมองชื่อคนโทร.มา ชายหนุ่มเอียงหน้าให้หล่อน เป็นอันรู้กันว่าให้รับแล้วเอามาแนบหูให้

“ครับ พี่เบ็น” วิกรมกรอกเสียงทักทาย พลางยิ้มให้มาริสาที่ยืนหน้างออยู่ข้างๆ ก่อนที่จะหุบยิ้มเมื่อตั้งใจฟังเสียงปลายสาย พร้อมรับคำสั้นๆ แล้วขยับศีรษะออกห่างเพื่อให้มาริสารู้ว่าจบการสนทนาแล้ว จะเรียกว่าสนทนาก็ไม่เชิง เรียกให้ถูกคือพี่ชายเขาพูดฝ่ายเดียวก่อนจะวางสายไป

“มีอะไรหรือนายกร” มาริสาอดถามไม่ได้เพราะเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือของวิกรม

“ไปดูหนูดีหน้าบ้านที”

“อ้าว หนูดีเป็นอะไร แล้วทำไมพี่เบ็น”

“รีบออกไปก่อนเถอะ” วิกรมพูดสวนเสียงดังจนอีกฝ่ายสะดุ้ง

มาริสาเก็บความน้อยใจเอาไว้แล้วเดินแกมวิ่งออกไปจากครัว ผ่านโถงว่างเปล่าทั้งที่ปรัศนีบอกว่าจะออกไปเดินเล่น เห็นเพื่อนสาวยืนลูบแขนอยู่หน้าประตูรั้ว จึงรีบวิ่งออกไป

“หนูดี มีอะไรแล้วทำไมมายืนตรงนี้” มาริสาถามก่อนจะไปถึงตัว แล้วจับเพื่อนสนิทหันกลับมา

“แกเป็นอะไร” มาริสาถาม เห็นเพื่อนตาแดงเหมือนจะร้องไห้ จังหวะนั้นวิกรมก็วิ่งออกมาพอดี

“หนูดีเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” วิกรมถามเหมือนรู้ว่าปรัศนีถูกอะไรมา ทั้งยังเข้าถึงตัวมองสำรวจ ช่วยไม่ได้ที่จะทำให้คนแอบรักอย่างมาริสาน้อยใจนัก เขาไล่หล่อนออกมาดูปรัศนีแล้วตนเองก็รีบตามมาเหมือนไม่ไว้ใจ

“ไม่เป็นอะไร” ปรัศนีบอกเสียงแกนๆ แล้วรีบเดินเข้าบ้าน สองคนรีบตามไปทันทีแต่มาริสาที่ตัดความน้อยใจออกไปจากใจ ดึงแขนวิกรมแล้วถามคาดคั้น

“เล่ามา เกิดอะไรขึ้น”

“ก็ไม่รู้ แค่พี่เบ็นโทรบอกว่าให้พาหนูดีไปส่งบ้านด้วยตอนนี้หนูดีอยู่หน้าบ้าน เขารีบพาแฟนกลับ”

“แฟน พี่เบ็นมีแฟนใหม่แล้วหรือ แล้วยังไง ทำไมหนูดีตาแดงๆ งง”

“ผมถึงต้องถามหนูดีไง เพราะพี่เบ็นบอกแค่นั้นจริงๆผมขอโทษที่เสียงดังใส่คุณนะ”

“อือ ไปถามหนูดีกัน” มาริสาบอกทั้งคู่จึงรีบเดินตามเข้าบ้าน แต่เสียงดอกอ้อก็มาเรียกวิกรมเอาไว้

“คุณกรๆ มาดูคุณยายหน่อยคะ”

“ยายเล็กเป็นอะไร” วิกรมถามแต่ไม่รอคำตอบ รีบวิ่งกลับไปบ้านทันที แต่ยังไม่วายหันมาสั่งมาริสาให้ดูแลปรัศนี แล้วรอเขาจะไปส่งที่บ้านเอง

 

ปรัศนีเดินกลับไปนั่งอย่างเนือยๆ ลูบแขนที่ถูกกวางกระชากและทุบตี อดแปลกใจในท่าทีเกรี้ยวกราดของหญิงสาวไม่ได้ แค่เห็นหล่อนอยู่หน้าบ้านกวางก็เดินมากระชากผมจะตบตีแล้ว ซ้ำยังคำด่าสาดเสียเทเสียว่าหล่อนแอบมาออดอ้อนกบินทร์ แล้วยังมาตั้งข้อสงสัยว่ากบินทร์ซื้อบ้านให้หล่อนซุกหัวนอนอีก

“ฉันกำลังเคลิ้มแต่ได้กลิ่นเหม็นอับๆ เลยลุกขึ้นเอาขยะไปทิ้งหน้าบ้าน คุณกวางยืนอยู่ที่รถพี่เบ็นเห็นก็ตรงรี่มากระชากแขน ถามว่าฉันอยู่บ้านนี้หรือ อยู่กับพี่เบ็นใช่ไหม แล้วก็โวยวายว่าเขาแอบพาฉันมาซุกไว้ที่นี่ พอดีพี่เบ็นออกมาพบเข้าเลยลากคุณกวางขึ้นรถกลับไป”

“แฟนใหม่ของพี่เบ็นชื่อกวางเหรอ แล้วแกเจ็บตรงไหนบ้าง แล้วพี่เบ็นเขาว่ายังไงบ้าง จัดการแฟนตัวเองไหม” มาริสาถามเป็นชุด แต่อีกฝ่ายกลับทำแค่ส่ายหน้าช้าๆ เนือยๆ แล้วพูดเหมือนละเมอ

“เขาคงจะโกรธฉันมาก ไปโดยไม่สนใจฉันเลย”

“บ้าหรือเปล่า จะมาโกรธแกทำไมก็แฟนเขาเป็นคนเริ่ม แล้วแกก็ไม่ได้ทำอะไรยัยกวางนั่นใช่ไหม”

“ฉันจะทำอะไรได้ นอกจากตกใจ ที่จู่ๆ ก็มาทึกทักแล้วด่าเอาๆ”

“งั้นพี่เบ็นก็ไม่มีเหตุให้โกรธแกนะ”

“เขาอาจกลัวคนมาเห็นแล้วเป็นข่าวเสื่อมเสียชื่อเสียงนะ”ปรัศนีนึกกลัว

“พี่เบ็นไม่โกรธหนูดีหรอก ไม่อย่างนั้นคงไม่โทร.มาบอกให้ผมไปส่งหนูดีแทนหรอก” วิกรมกลับมาอีกครั้งพร้อมหิ้วของพะรุงพะรังจนสองสาวแปลกใจเขาบอกโดยไม่รอให้ใครถาม

“อาหารกับพวงมาลัยของยายเล็ก ผมอาสาเอาไปให้พี่เบ็นเองแหละ ไม่งั้นจะเสียความตั้งใจ แกอุตส่าห์ทำไว้รอ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #7 fsn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:44
    เอาไปให้ แล้วจะตามไปมั้ยคะ
    #7
    0