ตอนที่ 4 : บทที่๓

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 469
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    6 ม.ค. 61

บทที่๓

วันนี้สิบเอ็ดโมงมีอัดรายการ....

ปรัศนีโทร.ปลุกนายจ้างตามเวลาที่เขากำหนดไว้ ส่วนคิวงานนั้นบอกเขาตั้งแต่เมื่อคืนก่อนนอน ซึ่งเขาต้องการให้ทำเช่นนั้นและสามารถก็บอกไว้เช่นนี้เหมือนกัน คิวงานในวันรุ่งขึ้นต้องบอกกบินทร์ก่อนล่วงหน้าหนึ่งวัน และปลุกเขาก่อนเวลางานสองชั่วโมง เพื่อเผื่อเวลาเดินทางและแต่งตัว ซึ่งหล่อนต้องเดินทางมาถึงคอนโดฯเขาล่วงหน้าเพื่อจะได้ปลุกเขาตรงเวลา หลังจากเคาะเรียกแล้วไม่มีสัญญาจากในห้องว่าตื่นหรือยัง ปรัศนีจึงโทร.ปลุกอีกครั้ง คราวนี้รู้ว่าเขาตื่นแน่นอนเพราะตัดสายทิ้งแล้ว

ปรัศนีเดินไปเตรียมอาหารเช้าให้เขาโดยไม่ต้องรอให้ออกมาสั่ง เพราะตั้งแต่เริ่มงานมาหนึ่งสัปดาห์เต็ม หล่อนเป็นคนทำอาหารเช้าให้เขาทุกวัน อาหารเช้าในที่นี้ไม่ใช่เวลาเช้าตามที่เรียก แต่เป็นมื้อแรกหลังเขาตื่นนอน เขารับประทานอาหารเช้าฝีมือหล่อน ก่อนจะออกไปทำงานด้วยกัน กบินทร์ชอบขับรถด้วยตนเองทั้งที่หล่อนคิดว่าบางครั้งการเลิกงานดึกดื่น ความเหนื่อยล้าทำให้เขาไม่เหมาะสำหรับการขับรถ แต่เขายืนยันว่าชอบขับรถเอง เขาบอกว่าฝากชีวิตไว้ในอุ้งมือตัวเองดีกว่าฝากไว้กับคนอื่นแต่หล่อนต้องฝากชีวิตไว้กับเขา เพราะฉะนั้นนั่งเงียบๆ อย่าพูดมากให้รำคาญ เขาไม่ชอบคนพูดมาก นอกจากเรื่องงานเท่านั้น หล่อนจึงใช้เวลาระหว่างกลับบ้านบอกคิวงานของวันรุ่งขึ้นให้เขารับทราบ แล้วมาปลุกเขาก่อนเวลานัดสองชั่วโมงทุกวัน

จากคิวงานที่สามารถบันทึกไว้กบินทร์ไม่มีงานละครในสองเดือนนี้จึงไม่ต้องตื่นเช้าอย่างที่เคยได้ยินมา แต่เมื่อละครเปิดกล้อง ต้องไปถ่ายตามคิวที่ให้ไว้ ความลำบากจะมาตกที่หล่อนทันทีเพราะต้องมาปลุกเขาก่อนเวลาสองชั่วโมง นั่นหมายถึงหล่อนต้องออกจากบ้านโหนรถเมล์มาตั้งแต่ตีสามตีสี่ เพื่อมาปลุกให้เขาไปทำงานหกโมงเช้า แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อมันคืองาน และหล่อนก็ยินดีที่ได้ใกล้ชิดผู้ชายคนนี้

ปรัศนีเตรียมอาหารหน้าเตาแก๊สอย่างเพลิดเพลิน หล่อนภูมิใจที่ได้ทำอาหารให้เขา เหมือนภรรยาทำอาหารให้สามีกินทุกวัน

“อุ๊ย! คิดอะไรบ้าบอ หนูดี” ปรัศนีตำหนิตนเอง แล้วหันกลับเพื่อเดินไปหยิบของในตู้เย็น ก่อนชะงักเท้า สะดุ้งตกใจกับคนตรงหน้า

“ว๊าย!” เมื่อตั้งสติได้ ก็รีบถามออกไป

“คุณเป็นใคร เข้ามาได้ยังไง” ปรัศนีชะเง้อไปมองที่ประตู แต่มั่นใจว่าล็อกเรียบร้อยทุกครั้งที่เข้ามาแล้วผู้หญิงหน้าตาดีแต่ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนเพิ่งลุกจากเตียงนอนคนนี้เป็นใครมาจากไหน

“เป็นใครก็ช่าง เธอเป็นผู้จัดการของพี่เบ็นใช่มั้ย โทร.ไปเลื่อนนัดเลยนะ พี่เบ็นไม่สบายลุกไม่ขึ้น”

“ห๊า! คุณเบ็นไม่สบาย เป็นอะไรคะก็เมื่อคืนยังดีๆ อยู่เลย”

“ก็บอกว่าลุกไม่ขึ้นยังไง อย่าลืมโทร.เลื่อนนัดละ ทำอาหารเช้าเสร็จหรือยังละ ขอไข่ลวกเพิ่มอีกห้าฟอง แล้วยกเข้าไปในห้องนะ”

ใครวะ มาสั่งแล้วเดินหายเข้าไปในห้องนอนพี่เบ็น แถมขอไข่ลวกเพิ่ม

“อึ๋ย! อย่าบอกนะว่า ลุกไม่ขึ้นเพราะทำอย่างว่ากัน”ปรัศนีวิ่งรี่ไปหน้าห้องนอน ยกมือจะเคาะเรียกเพื่อถามกบินทร์ว่าให้ยกเลิกนัดจริงหรือไม่ แต่ก็ทำได้แค่คิดเพราะหล่อนไม่กล้ารบกวนเขา หญิงสาวค่อยๆ ปล่อยมือให้ตกลงข้างตัวแล้วเดินกลับไปทำอาหารเช้าตามคำสั่ง ของใครก็ไม่รู้

สิบนาทีต่อมาปรัศนีก็ยกถาดอาหารเช้าสำหรับสองคนเข้าไปในห้องหลังเคาะให้สัญญาณ หล่อนไม่คาดหวังหรือคิดไปว่าจะเห็นภาพเช่นไรในห้อง แต่ก็ชะงักเล็กน้อยเมื่อเปิดประตูเข้าไปเห็นทั้งสองยังนอนอยู่บนเตียง กบินทร์ยังนอนหลับอยู่เดาได้จากการที่หญิงสาวข้างกายเขาลืมตาขึ้นมองแล้วชี้ไปที่โต๊ะเล็กๆ พร้อมส่งสัญญาณห้ามใช้เสียง แล้วยังโบกมือไล่ ปรัศนีอยากค้อนให้คอเคล็ดกับคนออกคำสั่งด้วยท่าทาง ทว่ากลับเห็นกล้ามเนื้อหนั่นแน่นเปล่าเปลือยที่พ้นผ้าห่มที่คลุมอยู่ระดับเอวกบินทร์ ทำเอามือไม้อ่อน ใจเต้นรัว กล้ามเนื้อของเขาสวยงามน่าสัมผัสจริงๆ แล้วท่าทางนอนหลับใหลหมดสภาพเช่นนี้ จะให้คิดไปไหนได้นอกจากหมดแรง

เขามีแฟนใหม่อีกแล้วหรือ ผู้หญิงคนนี้เป็นใครมาจากไหน ไม่เคยเห็นหน้า

“ออกไปเสียทีสิ คนจะนอน แล้วกลับไปได้เลยนะ วันนี้พี่เบ็นไม่ทำงาน อย่าลืมยกเลิกทุกนัดละ” ผู้หญิงที่ปรัศนีไม่รู้จักออกปากไล่ แต่กบินทร์กลับพูดแทรกขึ้น พร้อมขยับลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างรวดเร็ว

“ไม่ต้องยกเลิก แค่โทร.บอกว่าจะไปช้าสักชั่วโมง”

“อ้าว! ก็ไหนพี่บอกจะอยู่กับหนูทั้งวันทั้งคืน” หญิงสาวข้างกายเขาหันไปทำหน้าง้ำ เสียงกระเง้ากระงอด

ปรัศนีได้แต่พยักหน้ารับ ทั้งที่อยากหัวเราะเยาะผู้หญิงคนนั้น แต่การพยักหน้าทำให้สายตาที่เลื่อนขึ้นลงต่ำตะลึงจังงังกับกล้ามเนื้อแน่นๆ และที่สำคัญขอบผ้าห่มเลื่อนต่ำลงไปใต้สะดือเห็นเส้นขนที่เป็นแนวยาวผ่านสะดือลงไป ถึงไหน? ปรัศนีหน้าแดงขึ้นมาทันที แล้วรีบขอตัวออกจากห้องก่อนที่เลือดกำเดาจะไหลทะลักกับการคิดไปไกลของตน

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้น ขอตัวก่อนนะคะ”

“เดี๋ยว! ไม่ต้องโทร.แล้ว ไปเหมือนเดิมนี่แหละ ผมไปอาบน้ำก่อน” กบินทร์เปลี่ยนใจกะทันหัน แล้วลุกจากที่นอนไม่สนใจหญิงสาวบนเตียง หล่อนยืนตะลึงมองเขาอ้าปากค้างแล้วยกมือขึ้นปิดตาพร้อมเสียงที่บอกให้รู้ว่าตกใจ

“แม่จ้าว!” ปรัศนีพูดอะไรไม่ออกได้แต่หันหนีวิ่งไปทางประตูจนชนดังโครม “โอ๊ย!

“เอ้า ระวังหน่อยสิ” เขาเตือน

“ซุ่มซ่าม!

เสียงหญิงสาวว่าตามหลัง พร้อมเสียงหัวเราะของทั้งสองเพิ่มสีเลือดฝาดบนใบหน้าปรัศนีมากขึ้น หล่อนเปิดประตูอย่างเร็วแล้วปิดดังโครม ก่อนมายืนบิดนิ้วจนแทบจะพันกัน ด้วยความขัดเขิน เพราะไม่คิดว่าจะเห็นเทพบุตรในฝันในสภาพล่อนจ้อนเช่นนี้

ทำไมไม่รู้จักอาย หรือผู้ชายเป็นแบบนี้ทุกคน

“พี่เบ็นบอกว่าจะอยู่กับหนูทั้งวันนะ”เสียงกระเง้ากระงอดยังลอดออกมาให้ได้ยิน

“ทั้งคืนแล้วไม่พอเหรอจ๊ะ งั้นมานี่เลยอาบน้ำด้วยกัน”

“ว้าย! พี่เบ็นอะ โอ้ว พี่เบ็น หนู...”

เสียงที่เล็ดลอดมาจากห้องนอน กระตุ้นให้ปรัศนีเดินห่างออกมาเรื่อยๆ จนไปไกลขนาดไม่ได้ยินจึงหันกลับไปมองประตู แล้วทำท่าขนพองสยองเกล้า หล่อนอ่อนเดียงสากับเรื่องพวกนี้ ขนาดได้ยินคำพูดยังแข้งขาสั่น สยิวไปทั้งตัวเชียวหรือ

แล้วจะทำงานรอดไหมนี่

 

งานบันทึกรูปในชีวิตประจำวันและการทำงานของกบินทร์ไว้ในโทรศัพท์มือถือ เพื่ออัพโหลดขึ้นโซเชียลต่างๆ คือสิ่งที่สามารถอดีตผู้จัดการสั่งไว้ การทำให้กบินทร์อยู่ในสายตา ให้คนเห็นคนสนใจบ่อยๆ คือการสร้างชื่อโดยไม่ต้องพึ่งพาสื่อมวลชนแขนงไหนให้ต้องสิ้นเปลือง สามารถบอกว่าเมื่อก่อนตอนกบินทร์เริ่มเข้าวงการใหม่ๆ ไม่ดังเป็นพลุขนาดนี้ นักข่าวไม่ค่อยสนใจ ไม่มีข่าวนำเสนอเหมือนดารานักร้องที่ติดตลาดแล้ว สามารถจำต้องใช้เงินในการปูทาง จะเรียกว่าสินน้ำใจ ค่าน้ำร้อนน้ำชา หรือใต้โต๊ะก็ได้ เพื่อให้นักข่าวช่วยทำข่าว สัมภาษณ์ ให้ใบหน้าของกบินทร์ได้ออกสื่อแขนงต่างๆ บ่อยๆ จนเข้าตาผู้จัดละคร คนสร้างภาพยนตร์และค่ายเพลง กอปรกับกบินทร์เป็นคนตั้งใจทำงานเมื่อรับงานมาก็ทุ่มเทเต็มที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ว่าจ้าง เขาจึงโด่งดังได้อย่างรวดเร็วเมื่อกบินทร์มีชื่อเสียง หากเปรียบกับสินค้า ก็พูดได้ว่าตีตลาดและติดตลาดอย่างรวดเร็ว ครานี้ก็ไม่ต้องเสียเงินจ้างใครมาทำข่าว สามารถอัพรูปของกบินทร์ขึ้นโซเชียลต่างๆ เพื่อให้เหล่าสาวกหรือแฟนคลับได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกบินทร์ด้วยตนเอง

ปรัศนีรู้สึกว่าที่สามารถเล่าให้ฟังนั้นคือการทวงบุญคุณกลายๆ คงอยากบอกให้หล่อนรู้ว่าเขามีส่วนในการสร้างชื่อเสียงอันโด่งดังของกบินทร์มากแค่ไหน ไม่เช่นนั้นคงไม่ขยันโทร.มาหา ถามโน่น นี่ นั่น รวมถึงบอกเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ฟัง มาริสาบอกว่าสามารถคงห่วงกบินทร์ กลัวหล่อนดูแลและจัดการอะไรๆ ได้ไม่ดีเท่าตัวเอง จึงยังคงวนเวียนเป็นสัมภเวสีอยู่เช่นนี้ หล่อนต่อว่ามาริสาไปว่าปากจัดที่ว่าอดีตผู้จัดการของกบินทร์แบบนั้น แต่ก็คิดและคล้อยตามไปเหมือนกัน เพราะสามารถโทร.มาหาสั่งโน่นถามนี่บ่อยจนรู้สึกรำคาญ เช่นเมื่อครู่สามารถก็เพิ่งวางสายไป

ปรัศนีรีบลุกขึ้นแล้วส่งขวดน้ำดื่มเย็นให้เมื่อนายจ้างของตนเดินมา กบินทร์รับไปเปิดขวดซดสองสามอึกก็ส่งคืน แต่ไม่ถึงมือหล่อนเพราะมีคนมาแย่งไปเสียก่อน

“ขอหนูนะคะพี่เบ็น” สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มกอดขวดน้ำที่แย่งไปแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เมื่อกบินทร์เอ่ยอนุญาตเบาๆ สาวเจ้าก็กรี๊ดเสียงลั่น แล้วเปิดขวดยกซดทันที ก่อนยิ้มขวยเขินเหมือนได้สัมผัสริมฝีปากของดาราหนุ่มสุดฮ็อตโดยตรง

“ขอถ่ายรูปได้ไหมคะ” เจ้าหล่อนไม่ได้ขอเปล่า แต่ขยับมายืนชิด แล้วยื่นโทรศัพท์มือถือไปข้างหน้าเพื่อจะได้ถ่ายรูปคู่กับดาราหนุ่มด้วยตนเอง หลังจากนั้นก็ส่งมาให้หล่อนพร้อมบอก

“พี่ถ่ายรูปให้หน่อยค่ะ เอาเต็มๆ ตัวนะคะ” แล้วเจ้าหล่อนก็ขยับไปกอดแขนกบินทร์เสียแน่น อิงหน้าไปใกล้เขาที่สุด หากทำได้คงจะซบอกหรือจูบเขาไปแล้วในความคิดของปรัศนี

เด็กสาวคนนั้นผละไปแล้วหลังจากได้รูปสมใจ แต่มีคนอื่นเมียงมองเหมือนจะเข้ามาอีก ครานี้กบินทร์รีบเดินเข้ามาหาหล่อนส่งสายตาให้รู้ว่าไม่ควรปล่อยให้ใครเข้ามาประชิดตัวเขาอีกแล้ว ก่อนเดินผ่านไปแล้วเอ่ยลาเจ้าของงาน

คำล่ำลาทำให้ปรัศนีรู้ว่าต้องไปจากที่นี่ หล่อนหันไปยิ้มให้เหล่าแฟนคลับที่จับจ้องอยู่ โบกมือบ้าง ไหว้บ้างเพราะเห็นคนหลายวัยทีเดียวที่มาคอยถ่ายรูปกบินทร์ รวมถึงพิธีกรของรายการซึ่งก็เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีกับดาราสาวสวย ปรัศนีหอบกระเป๋าสัมภาระใบโตเดินแกมวิ่งตามกบินทร์ไป นึกค่อนในใจว่าเขาเดินเร็วเหลือเกิน ขนาดหล่อนวิ่งตามยังไม่ทัน

“คุณไม่ควรปล่อยให้เด็กคนนั้นมาถึงตัวผม”

ทันทีที่เข้าไปนั่งในรถหล่อนก็ถูกเขาตำหนิ

“อ้าว! ก็นึกว่าคุณชอบ เห็นยิ้ม” หน้าบาน หล่อนละคำหลังเอาไว้

“ปรัศนี! แฟนคลับมาขอถ่ายรูป จะให้หน้างอหรือทำอารมณ์เสียใส่หรือยังไง ผมก็ต้องยิ้มตามมารยาท”

ยิ้มตามมารยาทเสียกว้างขนาดนั้น ปรัศนีตอกกลับในใจ ก่อนพยักหน้ารับทราบ แต่ไม่ทันเอ่ยขอโทษกบินทร์ก็พูดขึ้นอีก

“จำไว้ว่าหน้าที่ของคุณคือการกันคนพวกนั้นไม่ให้เข้าถึงตัวผม จะด้วยวิธีใดก็ตาม แต่ต้องละมุนละม่อมอย่าให้แฟนคลับเคือง แล้วเหมาเอาว่าผมหยิ่ง เข้าใจไหม”

“ค่ะ” กลัวเสียแฟนคลับ แต่ไม่อยากให้เข้าใกล้ กรรมตกที่ฉัน

“รับโทรศัพท์ที บอกว่าผมกำลังทำงาน ไม่ว่างรับสาย มีอะไรให้ฝากไว้” กบินทร์โบ้ยไปที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงของตนที่จอสว่างวาบ พร้อมชื่อและรูปคนโทร.เข้ามาโชว์หราหน้าจอ

ปรัศนีมองหน้าเขาเล็กน้อย เพราะตั้งแต่ทำงานมาเขาไม่เคยให้รับโทรศัพท์ส่วนตัว หากเป็นเรื่องงานคนที่ติดต่อมาก็จะโทร.มาหาโดยตรง และรูปที่โชว์อยู่นี่ก็หน้าตาคุ้นๆ เหมือนแม่สาวที่เจอให้ห้องนอนเขาเมื่อเช้า

“สวัสดีค่ะ”

“พี่เบ็นละ” เสียงปลายสายบอกความไม่พอใจแฝงมา

“คุณเบ็นทำงานอยู่ค่ะ ไม่ว่างรับสาย มีอะไรฝากไว้ได้นะคะ”

“เสร็จงานแล้วบอกให้พี่เบ็นโทร.หาฉันด้วย”

“ฝากบอกให้โทร.กลับหรือคะ” ปรัศนีทวนคำเพื่อให้กบินทร์ได้ยินพลางหันไปมองเพื่อขอคำตอบ

กบินทร์ส่ายหน้ายิกๆ กรรมจึงตกมาที่หล่อนอีกครั้งที่จะต้องหาทางปฏิเสธแทนเขา

“งานเลิกดึก อาจไม่สะดวกโทร. มังคะ”

“บ้าหรือ ดึกดื่นขนาดไหนฉันก็รอ ให้โทร.มาละกัน”

“แต่ คุณคะ คุณ...วางไปแล้ว” หล่อนหันไปบอกเขาเสียงอ่อย กบินทร์ส่ายหน้าเหมือนระอาและผิดหวังในการจัดการปัญหาของหล่อน จนปรัศนีต้องรีบบอก

“ให้โทร.กลับไปบอกว่าคุณไม่ว่างจริงๆ โทร.กลับไปไม่ได้ ไหมคะ” คำถามหล่อนช่างแสนโง่เขลาในความคิดของตน ท้ายประโยคเสียงจึงแผ่วอย่างช่วยไม่ได้

“ไม่ต้อง ช่างมัน”

ช่างมันไหน มันหล่อน มันเด็กสาวคนนั้น หรือ มันเรื่องโทร.ไม่โทร.กลับ ปรัศนีสับสนแต่ไม่กล้าถามอะไรต่อ ได้แต่นั่งก้มหน้านิ่ง ตำหนิตนเองว่าวันนี้ทำงานพลาดถึงสองครั้งสองครา

“ให้ส่งกลับบ้านหรือจะไปที่ไหนก่อน”

“คะ?” เพราะนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เมื่อเจอคำถามปรัศนีถึงกับสะดุ้ง ทำหน้างุนงง

“ยังไม่ค่ำ จะให้ส่งกลับบ้านหรือส่งที่ไหน”

“อ๋อ ส่งป้ายรถเมล์ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวนั่งรถเมล์ต่อไปบ้านเพื่อนเอง”

“เพื่อนอยู่แถวไหน เดี๋ยวผมแวะไปส่งก็ได้”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปเองสะดวกกว่า” ปรัศนีออกตัว

“ไหนลองบอกมาสิว่าจะไปไหน ผมไม่มีคิวงานแล้วนี่วันนี้ นอกจากกลับคอนโดฯ แล้วก็นอน” กบินทร์บอก แต่เมื่อหล่อนบอกพิกัดที่จะไป เขาก็อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ

“โอเค ผมไปส่ง”

ปรัศนีหันขวับมามองอย่างไม่เชื่อหู ก่อนจะยิ้มแหยเมื่อเขาพยักหน้าสำทับคำพูด เขาจะไปส่งหล่อนที่บ้านมาริสา บ้านที่อยู่ติดกับบ้านหลังเก่าของครอบครัวเขาวิกรมเคยบอกว่าตั้งแต่พ่อแม่ย้ายออกไปกบินทร์ไม่เคยเหยียบย่างกลับไปที่นั่นเลย แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะละทิ้งครอบครัวไม่สนใจญาติพี่น้อง เขายังปฏิบัติกับทุกคนด้วยดีเสมอมา เพียงแค่ไม่เหยียบย่างเข้าบ้านหลังนั้นอีก

กบินทร์ซื้อบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมให้ครอบครัว อันประกอบด้วย พ่อ แม่ วิกรม และยายเล็ก ญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวของแม่ที่อยู่ด้วยกันมานานแล้ว และคงจะอยู่ไปตลอดอายุของแกเพราะแก่มากแล้ว แต่คนแก่ย่อมติดบ้านเก่าที่อยู่เดิมๆ ยายเล็กจึงไม่ยอมย้ายตามไป วิกรมซึ่งรับราชการตำรวจอยู่ต่างจังหวัดแต่ไม่ไกลกรุงเทพนักจึงอยู่กับยายเล็กที่บ้านเดิม โดยมีสาวใช้อยู่ด้วยอีกหนึ่งคนกบินทร์ที่ย้ายออกไปแล้วไม่เคยกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีกเลย

ปรัศนีคิดว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่าง ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ตัดขาดบ้านหลังนั้น หล่อนใช้คำว่าตัดขาดบ้านไม่ได้หมายถึงตัดขาดคนในบ้าน

“ลงมั้ยคะ” ปรัศนีถามเมื่อเขาจอดรถหน้าบ้านมาริสา และเห็นว่าหน้าบ้านอีกหลังรถกระบะของวิกรมจอดอยู่ กบินทร์มองรถน้องชาย แล้วมองเข้าไปในบ้านอย่างลังเล ก่อนพยักหน้า

“เดี๋ยวจอดรถใหม่ก่อน” เขาบอกแล้วทำอย่างที่พูดทันที รถเก๋งคันหรูราคาแพงเลื่อนไปจอดต่อท้ายรถกระบะของน้องชาย เพื่อจะได้ไม่กีดขวางหน้าบ้านติดกัน

ปรัศนีลงจากรถแล้วรีรอ เพราะไม่มั่นใจว่าเขาจะเข้าบ้านตัวเองหรือจะตามหล่อนเข้าบ้านมาริสาก่อน แต่พอเขาลงจากรถหล่อนก็รู้คำตอบโดยไม่ต้องถามเพราะเขาเดินเข้ามาใกล้แล้วลากให้เดินตามไปทันที

“เข้าไปหายายเล็กด้วยกันก่อน” เขารู้ว่าปรัศนีรู้จักญาติผู้ใหญ่ของเขา เพราะวิกรมบอกว่าปรัศนีและมาริสาที่อยู่บ้านติดกันคือเพื่อนสนิท ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ วิกรมฝากฝังให้สองสาวโดยเฉพาะมาริสาที่อยู่บ้านติดกันช่วยดูแลสอดส่องที่บ้าน แม้จะมีเด็กรับใช้อยู่เป็นเพื่อนยายเล็ก แต่จะให้มั่นใจว่าจะดูแลดีเหมือนตอนที่วิกรมหรือคนอื่นอยู่ด้วยนั้นไม่ได้ แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นอย่างที่วิกรมกลัว เด็กสาวที่จ้างไว้คนล่าสุด ดูแลบ้านและยายเล็กเป็นอย่างดีจากคำบอกของมาริสา

ปรัศนีเดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย คงไม่แปลกอะไรถ้าจะมาไหว้ญาติผู้ใหญ่ของเพื่อนซึ่งหล่อนก็คุ้นเคยดีเพราะแวะเวียนมาหลายครั้งแล้ว และรถที่จอดหน้าบ้านก็การันตีได้ว่าวิกรมอยู่ในบ้าน

“กรกลับมาเมื่อไหร่ ไม่เห็นโทร.บอก มันบอกคุณหรือเปล่า”

“ไม่ได้บอกค่ะ” ปรัศนีอยากถามว่าทำไมต้องบอกเธอมากกว่าการตอบออกไปอย่างนั้น

“มาหาใครคะ” เสียงร้องถามมาแต่ไกล ก่อนเจ้าของเสียงจะวิ่งมาดักหน้า “อ๋อ คุณนี่เอง” ดอกอ้อจำปรัศนีได้จึงยิ้มให้ ก่อนมองหน้ากบินทร์แล้วยิ้มเขิน

“คุณเบ็น!” เด็กสาวจำได้ว่าเขาเป็นดาราและเป็นพี่ชายของวิกรม แม้ไม่เคยเจอตัวจริงแต่ที่บ้านก็มีรูปเขาอยู่ โดยเฉพาะในห้องของยายเล็ก

“กรอยู่ไหม” ปรัศนีถามเสียเอง เพราะกบินทร์ไม่พูดเอาแต่จ้องเด็กสาว

“ไม่อยู่ค่ะ สงสัยไปบ้านคุณสา” ดอกอ้อชี้ไปบ้านติดกัน

“ยายเล็กอยู่ไหน” กบินทร์ถามเสียงเครียดขึ้นทันทีที่รู้ว่าน้องชายไม่ได้อยู่ในบ้าน

“คุณยายนั่งเล่นที่สวนหลังบ้านค่ะ คุณจะไปหาหรือให้หนูไปบอกคุณยายคะ”

“ไม่ต้อง พวกเราเข้าไปเอง เอ่อ เราชื่ออะไรนะ” กบินทร์ถามชื่อสาวใช้ เด็กสาวยิ้มอายๆ ให้เขาก่อนบอกชื่อเสียงค่อย

“ดอกอ้อค่ะ”

“ดอกอ้อไปตามคุณกรให้ด้วยนะ”เขาสั่งทันที

“ค่ะๆ” เด็กสาวรับคำแล้วรีบวิ่งไปทางหน้าบ้าน

กบินทร์หันมามองผู้จัดการส่วนตัวของเขาเหมือนมีคำถาม แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ถามแค่ส่งมือไปกำมือหล่อนแล้วออกเดิน ปรัศนีขืนตัวเล็กน้อย เขาจึงรีบบอก

“ไปหายายเล็กในสวนด้วยกันก่อน”

“ค่ะ แต่ฉันเดินเองได้ไม่ต้องจูงหรอก”

กบินทร์ปล่อยมืออย่างว่าง่ายแล้วเดินต่อ ปรัศนีก้าวตามเขาไปติดๆ สองคนเดินไปทางสวนหลังบ้านซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ปลูกไว้หลายต้น กิ่งก้านใบที่แผ่มาประสานกันกลายเป็นหลังคาธรรมชาติคุ้มแดดได้อย่างดี ภายใต้เงาไม้จึงร่มรื่นเหมาะสมแก่การพักผ่อนหย่อนใจ แต่แค่ก้าวแรกที่ผ่านร่มไม้ ปรัศนีกลับรู้สึกยะเยือกเย็นจนขนลุก หล่อนรีบยื่นมือไปกุมมือกบินทร์เอาไว้ทันที เช่นเดียวกับเขาที่บีบมือหล่อนโดยอัตโนมัติแล้วหันมาสบตา ก่อนพากันเดินต่อไป

ยิ่งเดินลึกเข้าไปในสวนภายใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้ก็ฟุ้งกระจาย เรียกได้ว่าหอมรุนแรงเหมือนอยู่ในดงดอกไม้ชนิดนั้นเลยทีเดียว แต่น่าแปลกตรงที่ต่างจำได้ว่าสวนหลังบ้านไม่เคยปลูกไม้ดอกหอมเอาไว้ มีแต่ต้นไม้ให้ร่มเงาและผักสวนครัว

“กลิ่นดอกอะไร คุณรู้ไหม” กบินทร์ถามโดยไม่ได้หันมามอง

“หอมเหมือนดอกพิกุล แต่ไม่เห็นต้นนะคะ แล้วกลิ่นมากขนาดนี้น่าจะมีหลายต้นหรือเป็นดงแล้วดอกร่วงเต็มโคนต้นเหมือนตามวัดเลยนะคะ” ปรัศนีพูดอย่างที่คิด แต่เหมือนคนฟังจะหน้าเสียเล็กน้อย

“ลมอาจหอบมาจากที่อื่น” กบินทร์พูดแล้วกระชับมือแน่นขึ้นเมื่อต้องเดินฝ่ากลิ่นหอมปริศนานี้ไปหายายเล็ก ที่เห็นแผ่นหลังอยู่ไกลๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #6 fsn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:44
    เริ่มเปิดตนแล้วนะคะ
    #6
    0