ตอนที่ 3 : บทที่๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 566
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    6 ม.ค. 61

บทที่๒

มาริสารู้สึกว่าตนเองคิดดีแล้วที่ไม่บอกให้จักรยานยนต์รับจ้างขับตามรถของวิกรมไป ทั้งที่ทีแรกตั้งใจจะทำแบบนั้น เมื่อมีความลับ หล่อนก็อยากรู้ว่าเรื่องอะไร แต่พอตริตรองดู การที่เพื่อนมีความลับก็เหมือนเห็นหล่อนเป็นคนอื่น แล้วหล่อนจะอยากเอาตัวเข้าไปพัวพันทำไม หล่อนจึงต้องแบกความน้อยใจกลับบ้าน และขลุกอยู่แต่ในห้องนอนตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ซึ่งนับว่าดึกเอาการ จนได้ยินเสียงรถยนต์จึงลุกไปดูที่หน้าต่าง ใช่เขาจริงๆ

ธุระอะไรกัน ถึงกลับเอาดึกดื่นปานนี้มาริสาอดสงสัยไม่ได้ ก่อนจะหลบห่างจากหน้าต่างเพราะคนที่ลงจากรถกำลังมองมาทางนี้ แต่เหมือนจะช้าเกินไปเพราะวิกรมกำลังกวักมือเรียก มาริสาตำหนิตนเองว่าไม่น่าเปิดไฟสว่างทำให้คนข้างนอกมองเห็น และเห็นว่าหล่อนแอบมองเสียด้วย แล้วเสียงเตือนโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น มาริสารีบเดินกลับไปที่เตียงนอน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูข้อความที่กะพริบเตือน

มีเรื่องอยากคุย ลงมาหน่อยสิ

มาริสาเดินไปชะเง้อมองที่หน้าต่างอีกครั้ง ก็เห็นวิกรมยังยืนอยู่ข้างรถ พร้อมกวักมือเรียกหล่อนอีกครั้ง แล้วเขาก็เดินมาทางกำแพงสูงเสมอหัวที่แบ่งอาณาเขตของบ้านสองหลังเอาไว้ เป็นสัญญาณมารอให้ลงไปพบ มาริสาจึงรีบลงไปทันที โดยปัดเรื่องความน้อยใจในตอนบ่ายทิ้งไปหมด เหมือนที่ไม่เคยโกรธวิกรมกับปรัศนีได้นานเลย

มาริสาลงมาถึงจุดที่วิกรมรออยู่ หล่อนปีนขึ้นไปยืนบนม้าเตี้ยๆ ที่วางชิดกำแพง ตำแหน่งนี้เป็นจุดนัดพบของทั้งคู่ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว

“มีอะไร” มาริสาถามเสียงขึงขัง เมื่อโผล่หน้าพ้นกำแพงไปแล้ว ก่อนผงะเล็กน้อยเมื่อฝั่งตรงข้ามโผล่พรวดขึ้นมาตรงหน้า ปลายจมูกห่างกันแค่คืบ จนต้องรีบขยับออกห่าง

“ไม่อยากรู้หรือว่างานอะไรที่ผมบอกหนูดี”

“อยากบอกก็บอก ไม่บอกก็ไม่เป็นไร” มาริสาไว้เชิง

“พูดเหมือนไม่อยากรู้” วิกรมว่า ก่อนหัวเราะในลำคอแล้วพูดต่อ “ไม่เชื่อหรอก อยากรู้จนเพี้ยนไปแล้วมากกว่า ไปหาอะไรกินกันก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง” เขาชวน แล้วก้าวลงจากม้าที่รองยืนเดินไปทางหน้าบ้านทันทีโดยไม่รอคำตอบ คงเพราะเขารู้ว่าหล่อนต้องตามออกมาแน่ เพราะหล่อนไม่เคยปฏิเสธเมื่อเขาเรียกหาตั้งแต่เล็กจนโต

มาริสาค้อนแผ่นหลังคนกำลังเดินห่างไปอย่างทะนงตน หมั่นไส้จนอยากหาอะไรปาให้หลังแอ่น ก่อนจะลงจากม้าที่รองยืนแล้วเดินแกมวิ่งไปกลับเข้าไปหยิบกุญแจในบ้าน ออกไปพบเขาที่หน้าประตู หล่อนอ้าปากจะต่อว่าแต่ไม่ทันกับคำพูดของวิกรมที่พลั่งพรูออกมาเสียก่อน

“หิว กินก๋วยเตี๋ยวตอนบ่าย แล้วไปทำธุระกับหนูดีจนเย็น ส่งหนูดีที่บ้านแล้วแวะทำธุระให้พี่เบ็นก่อนกลับบ้าน รถติดมโหฬาร หิวจนไส้จะกลืนกันเองอยู่แล้ว ไปหาข้าวต้มหน้าปากซอยกินกันนะ”

เขารายงานจนเกือบหมด จึงไม่มีคำถามว่าทำไมถึงหิว เช่นเดียวกันกับหล่อนที่ยังไม่ได้กินอาหารมื้อเย็น แต่กลับไม่รู้สึกหิวเพราะมัวแต่น้อยใจ

“ไปยังไงละ”

“เดินไปเรื่อยๆ”

“ไหนบอกว่าหิวจนไส้กิ่ว แล้วจะเดินไปนี่นะ ไส้ไม่ขาดกลางทางหรือ”

“ขาดก็ช่างมัน มีพยาบาลอยู่ใกล้ๆ จะกลัวอะไร” วิกรมพูดใบหน้าแย้มยิ้ม พร้อมออกเดิน เพราะรู้ว่าหล่อนต้องตามมาลองเดินออกมาขนาดนี้แล้ว เพียงไม่นานหล่อนก็ก้าวเดินเคียงคู่เขา

“ฉันไม่ได้เป็นพยาบาลนะ” มาริสาแย้งเขินกับคำพูดเขามีนัย หล่อนเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆ ไม่ได้ร่ำเรียนหรือทำงานเกี่ยวข้องกับวงการแพทย์และพยาบาลอย่างที่เขาเอ่ย

“เป็นสิ สักวันก็ต้องเป็น ไม่รู้หรือตำรวจทหารมักคู่กับพยาบาล เพราะงานเสี่ยงสูงต้องการคนดูแลใกล้ชิด” วิกรมพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นมาริสาทำหน้างง

“ก็ไปจีบพยาบาลสิ”

“จีบทำไม มีพยาบาลจำเป็นอยู่ใกล้ๆ แล้วนี่” เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนเปลี่ยนไปเล่าเรื่องที่คิดว่ามาริสาอยากรู้ให้ฟัง ระหว่างเดินไปหน้าปากซอย

 

ปรัศนีแตะแก้มร้อนผ่าวของตนเองอย่างขวยเขิน บิดตัวกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงยามนึกถึงรอยยิ้มบนใบหน้าของชายในดวงใจ แม้มันจะเป็นช่วงเสี้ยววินาทีในตอนที่วิกรมแนะนำให้รู้จักอย่างเป็นทางการก็ตามที  ปรัศนีไม่คิดเลยว่าจะได้เจอหน้าและพูดคุยกับเขา ทั้งที่เขาเป็นพี่ชายของเพื่อนสนิท เวลาไปหามาริสาที่บ้านซึ่งอยู่ติดกันก็เคยเห็นเขาอยู่ในบ้านครั้งหนึ่งแต่ก็นานแล้ว และเวลานั้นหล่อนทำได้แค่แอบมอง ไม่กล้าเข้าไปทักทาย ขอลายเซ็นหรือขอถ่ายรูปด้วยทั้งที่อยากทำที่สุด

หล่อนไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงหลงใหลได้ปลื้มผู้ชายคนนี้มากมาย จนรู้ซึ้งว่าพวกติ่งดารานักร้องนั้นเป็นเช่นไร เพียงแต่หล่อนอายจนไม่กล้าแสดงออกเหมือนคนเหล่านั้น บางทีก็นึกอิจฉาเหล่าบรรดาแฟนคลับที่แสดงออกชัดเจน ชอบก็บอกชอบ ตามกรี๊ด ตามล่าลายเซ็น ตามถ่ายรูป ตามไปทุกสถานที่ ปรัศนีทำใจไว้แล้วว่าชาตินี้แม้ไม่ได้สัมผัสตัวตนของเขาอย่างใกล้ชิด ก็จะแอบชื่นชมรับรู้เรื่องราวของเขาผ่านเพื่อนสนิททั้งสองคนและผ่านสื่อต่างๆ ตลอดไป โดยไม่เปิดเผยให้เพื่อนรู้ว่าหล่อนคิดอย่างไรกับนักแสดงคนนี้เพราะกลัวจะวางหน้าไม่สนิท

ไม่คาดคิดเลยว่าจู่ๆ วิกรมก็กลายเป็นสะพานนำพาหล่อนไปสัมผัสตัวตนของเขา วินาทีที่วิกรมจอดรถหน้าคอนโดฯหรูแล้วบอกว่าจะพาไปหาพี่ชาย หล่อนตัวชาไปชั่วครู่ อยากหยิกตัวเองให้รู้ว่าไม่ได้ฝันหรือหูฝาด แล้วก็ไม่รู้เลยว่าขึ้นไปถึงห้องพักของกบินทร์ด้วยวิธีใด มันล่องลอยเหมือนฝัน จนวิกรมสะกิดเบาๆ เมื่อแนะนำให้รู้จักกัน

การถูกปลุกจากความฝันเพื่อมาพบเจอรอยยิ้มของชายในดวงใจ เป็นอะไรที่วิเศษอย่างเหลือเชื่อ หล่อนรีบยกมือไหว้เขาในฐานะพี่ชายของเพื่อนสนิท กบินทร์รับไหว้พร้อมรอยยิ้ม แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่ยิ้มให้หล่อนอีกเลย รอยยิ้มแรกของเขาอาจเป็นยิ้มขันกับท่าทีล่องลอยของหล่อนก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าเขาจะมองอย่างไร คิดอย่างไร

หล่อนก็จะเห็นเขาเป็นเทพบุตรในฝันอยู่ดี

โครม!

“อุ้ย!” ปรัศนีรีบคลานขึ้นเตียง หลังจากนอนกลิ้งอย่างขัดเขินจนตกเตียงดังโครม หล่อนหันมองรอบตัวเหมือนกลัวใครจะมาเห็นจนเกิดความอับอายขึ้นทั้งที่อยู่ในห้องนอนเล็กๆ เท่ารังหนูของตนเองเพียงลำพัง

ครอบครัวเล็กๆ ของหล่อนฐานะเล็กตามจำนวนสมาชิก ที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ และน้องสาว อาศัยอยู่ในบ้านไม้สองชั้นหลังไม่ใหญ่ ด้านหน้าเป็นร้านข้าวแกงของแม่และร้านขายต้นไม้ของพ่อ อาชีพที่เลี้ยงดูส่งเสียลูกจนเรียนจบปริญญา กลายเป็นบัณฑิตตกงานอยู่จนปัจจุบัน แต่ใช่ว่าหล่อนจะงอมืองอเท้าไปวันๆ หลังจากเดินเตะฝุ่นสมัครงานตามที่ต่างๆ ในแต่ละวันแล้ว ก็กลับมาช่วยแม่ขายข้าวแกง ช่วยพ่อรดน้ำต้นไม้ ตัดแต่งกิ่งไม้รอให้ลูกค้ามาซื้อ บางครั้งก็ตามพ่อไปช่วยจัดสวนที่บ้านลูกค้า เพราะพ่อเป็นทั้งคนขายและจัดสวนได้สวยงามถูกอกถูกใจลูกค้า จนมีการบอกต่อกันปากต่อปาก พ่อจึงมีรายได้เพิ่มจากการไปจัดสวนให้ลูกค้าอีกทาง ซึ่งนับว่ามากกว่ากำไรจากการขายต้นไม้หลายเท่านัก แต่งานจัดสวนก็ไม่ได้มีมาบ่อยนัก

ส่วนแม่ก็ยึดอาชีพขายข้าวแกงมาตั้งแต่แต่งงานกับพ่อ หรือจะเรียกให้ถูกคือแม่ช่วยยายขายข้าวแกงมาตั้งแต่เด็กๆ พอแต่งงานมีเหย้ามีเรือน ก็ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา สร้างอาชีพหารายได้เสริมให้ครอบครัวตนเอง ด้วยการเปิดร้านขายข้าวแกงตามอย่างยาย แรกเปิดร้านใหม่ๆ ยายก็มาช่วยดูแลจนร้านเข้าที่เข้าทางยายจึงปล่อยให้แม่ทำคนเดียว และร้านก็ดำเนินกิจการมาได้ด้วยดี จนป่านนี้ผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว แม่บอกว่าจะขายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำไม่ไหว

ปรัศนีคิดว่าหากตนเองมีงานที่มั่นคงมีรายได้มากพอ ก็อยากให้พ่อกับแม่พักผ่อน หยุดทำงานได้แล้ว แต่จนป่านนี้ยังหางานไม่ได้ แม้ไม่เคยเลือกงานเหมือนอย่างน้องสาวก็ตามที

ปารีณา น้องสาวที่อายุน้อยกว่าสองปี จบการศึกษาในปีนี้ นับว่าโชคดีที่หางานทำได้ทันที แต่ทำได้ไม่นานปารีณาก็ลาออกเพราะเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ออกจากที่นี่ก็หางานใหม่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะไม่ถูกชะตากับหัวหน้างาน ปารีณาบอกว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งสารพัดจึงลาออก หลังจากเข้าๆ ออกๆ จากงานมาหลายครั้ง ทุกวันนี้ปารีณาจึงมาเดินเตะฝุ่นเป็นเพื่อนหล่อน แต่แตกต่างกันที่หล่อนจะช่วยงานพ่อกับแม่เมื่อมีเวลาว่าง แต่ปารีณาไม่แตะงานบ้านใดๆ เลย

ปรัศนีคิดว่านิสัยใจคอและสำนึกรับผิดชอบ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูเสมอไป เพราะพ่อกับแม่เลี้ยงลูกมาแบบเดียวกัน แต่หล่อนกับน้องกลับแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างกันจนคนนอกเอ่ยปากเลยทีเดียว

แต่ต่อจากนี้ไปหล่อนหวังว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระ ช่วยค่าใช้จ่ายทางบ้านได้แล้ว เพราะกำลังมีงานทำ งานที่ไม่คาดฝันแต่ยินดีทำที่สุด เพราะได้อยู่ใกล้ชิดเทพบุตรในฝัน

เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้พี่เบ็น

ครั้งแรกที่ได้ยินประโยคนี้ออกจากปากวิกรมหล่อนแทบไม่เชื่อหู ต้องเอียงหูเข้าไปใกล้ให้วิกรมกรอกเสียงซ้ำอีกครั้ง เมื่อเขาบอกหล่อนอยากกรีดร้องด้วยความยินดี มองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อครั้งแล้วครั้งเล่า จนเขาพาไปพบกบินทร์ หล่อนอยากเป็นลมให้รู้แล้วรู้รอดเพราะตื่นเต้นดีใจจนทำอะไรไม่ถูก วินาทีนั้นหล่อนลืมหายใจ ไม่กะพริบตา เหมือนคนตกอยู่ในภวังค์

“เป็นผู้จัดการส่วนตัว เขาทำอะไรบ้างละ ตายจริงลืมถาม” ปรัศนีลุกขึ้นนั่งอีกครั้งหลังคลานขึ้นเตียงมาไม่นาน แต่คนที่นึกถึงเป็นคนแรกก็คือเพื่อนสนิทที่ชื่อมาริสา เหมือนมีใครรู้ใจได้ยินความคิดหล่อนเสียก่อน เพราะกำลังจะโทร.ไปหามาริสาก็โทร.มาพอดี

“กำลังอยากคุยด้วยเลย” ทันทีที่รับสายปรัศนีก็บอกไป หล่อนได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอจากปลายสายก่อนเสียงตอบกลับมาด้วยซ้ำ

“ฉันรู้ข่าวดีของแกแล้ว เนื้อเต้นเลยละสิได้ใกล้ชิดผู้ชายในฝัน”

“เอาอะไรมาพูด ผู้ชายในฝงในฝันที่ไหน” ปรัศนีอึ้งไปเล็กน้อยก่อนแย้งเสียงอ้อมแอ้ม ครานี้ได้ยินมาริสาหัวเราะใส่มาดังๆ จนต้องขยับโทรศัพท์มือถือออกห่างเล็กน้อย แล้วตัดใจพูดต่อ

“แกรู้ว่าฉันมีงานทำแล้วก็ดี แกช่วยบอกฉันหน่อยสิว่า งานผู้จัดการส่วนตัวดารานี่ เค้าทำอะไรกันบ้าง”

“ก็คง นัดคิว ดูคิว รับงาน ดูแลรายได้ เครื่องแต่งตัว ประชาสัมพันธ์ ให้สัมภาษณ์ แก้ข่าว”

“มากไปหรือเปล่า” ปรัศนีตาโต

“ฉันก็พูดตามที่เห็นพวกผู้จัดการส่วนตัวดาราเค้าทำกันยังไงละ แต่จริงๆ แล้วแกต้องถามพ่อเทพบุตรต่างหากว่าจะให้แกทำอะไรบ้าง”

“บ้า เทพบ่ง เทพบุตรอะไร”

“ไม่ต้องมาปากแข็งกับฉัน ฉันนะเพื่อนสนิท ฉันดูแกออกนะหนูดี แกชอบพี่เบ็น แล้วไม่ได้ชอบในฐานะดาราหล่อ ดัง แต่แกชอบแบบ...”

“หยุด! เออ ยอมรับ แล้วไม่ต้องไปโพทะนาละ ขอร้อง” ปรัศนีขอร้องเสียงแข็ง จนได้ยินอีกฝ่ายหัวเราะเยาะอีกครั้ง

“ยอมรับตรงๆ ก็ดี สัญญาว่าจะช่วยทุกวิถีทางให้แกได้พี่เบ็นมาเป็นผัว”

“มาริสา!” หล่อนไม่คิดว่าเพื่อนจะพูดตรงขนาดนี้ ทำเอาตกใจและเขินอาย หากมาริสาอยู่ในห้องเวลานี้จะเห็นว่าผ้าปูที่นอนกำลังรับกรรม ถูกบิดจนเป็นเกลียว

“ใช่ ฉันมาริสาเพื่อนรักของปรัศนี และจะเปลี่ยนสถานะเป็นแม่สื่อ ณ บัดนาว” คนปลายสายยังเย้าต่อ

“เลิกพูดเถอะ แกบอกฉันสิ ฉันต้องทำงานอะไรบ้างหน้าที่ผู้จัดการส่วนตัวนี่”

“ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพี่เบ็นว่าจะให้แกทำอะไรบ้าง แต่กรบอกฉันว่าพี่ชายเขาไม่ได้ต้องการผู้จัดการแบบจริงจัง เขาต้องการผู้หญิงแท้ๆ มาทำงานให้แทนพวกเก้ง กวาง ตุ๊ด พวกนั้น เพราะมีข่าวซุบซิบว่าเขางาบผู้จัดการส่วนตัว แนนเลยขอถอนหมั้น”

“ห๊า! พี่เบ็นงาบผู้จัดการส่วนตัว คนกล้ามใหญ่ ดูแมนๆ นั่นนะหรือ”

“นั่นละ แค่ดูแมนๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นเก้งกวาง แนนเลยหึง ถึงต้องเลิกกันไง”

“ไม่น่าเชื่อ”

“อีกอย่างกรบอกว่า พี่เบ็นคิดว่าที่เขารักๆ เลิกๆ มาหลายครั้ง เพราะผู้จัดการคนนี้คอยกลั่นแกล้ง แฟนเขาทุกคนไม่ถูกกับผู้จัดการส่วนตัว ฉันว่านะคงเรื่องหึงหวงนี่แหละ”

“โห...ผู้ชายสมัยนี้ดูยากนะ เห็นกล้ามใหญ่ๆ แบบนี้ใครจะคิดว่าเป็นเกย์” ปรัศนีรู้สึกคาดไม่ถึงจริงๆ กับผู้ชายที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของกบินทร์ คนที่ไปไหนมาไหนกับเขา ผู้ชายสวมแว่นดำท่าทางทะมัดทะแมงคนนั้น แต่อีกอย่างที่แปลกใจก็คือ

“นี่แก ทำไมกรเขาบอกแกทุกเรื่อง แต่ไม่บอกฉันเลยนะ แค่พาฉันไปสมัครงานเท่านั้นจบ แต่กับแกบอกนั่นบอกนี่”

“ก็คนบ้านใกล้กัน”

“เหรอ” ปรัศนีเสียงยานคางแล้วหัวเราะคิก เพราะรู้สึกว่ามาริสารีบตอบเกินไปจนน่าสงสัยกว่าเดิม และตนก็ดูออกถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ แต่สองคนจะดูกันออกหรือไม่ ไม่อาจคาดเดาได้

“งั้นแค่นี้ก่อนนะแก พรุ่งนี้ต้องเริ่มงานแต่เช้า” ปรัศนีตัดบท

“โชคดีนะ ขอให้พี่เบ็นเขาตกหลุมรักแกในสามวันเจ็ดวัน”

“บ๊องแล้วแก” แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ดีสินะ

ปรัศนียิ้มอย่างมีความหวัง วางสายจากเพื่อนรัก แล้วทิ้งตัวลงนอนอมยิ้มอยู่อีกนานกว่าจะหลับลงได้

 

การทำงานวันแรกย่อมมีอุปสรรค และอุปสรรคสำหรับปรัศนีก็คือผู้ชายกล้ามโตที่กำลังมองมาตาแทบหลุดออกจากเบ้า ที่ผ่านมาหล่อนจะเห็นเขาหรือเธอคนนี้ภายใต้แว่นกันแดดสีดำ ใบหน้านิ่งๆ ที่ยืนข้างหลังกบินทร์ในรูปถ่ายหรือในโทรทัศน์ บางครั้งมีรอยยิ้มประปรายเมื่อให้สัมภาษณ์นักข่าวแทนกบินทร์ แต่เวลาที่เผชิญหน้ากับเขาแบบไร้แว่นบดบังเช่นนี้ จะว่าไปแล้วเขาก็หล่อเหลาเป็นพระเอกละครได้สบาย ในบางมุมของใบหน้านั้นดูดีกว่ากบินทร์ด้วยซ้ำ

น่าเสียดาย ที่เป็นเกย์ แล้วยังมาทำตาดุใส่เราอีกปรัศนีได้แต่คิด แล้วสะดุ้งเพราะคำถามที่ดังจากปากสวยสีชมพูเรื่อของชายตรงหน้า

“ว่ายังไงถามว่ารู้หรือยังว่าต้องดูคิวงานของเบ็นจากที่ไหน”

“ทราบแล้วค่ะ คุณสามารถ”

“สมาร์ท เรียกผมว่าสมาร์ท”

“อ๋อ ค่ะคุณสมาร์ท”

“นี่ คุณต้องใช้เบอร์นี้สำหรับติดต่องานของเบ็น เบอร์นักข่าว เบอร์ผู้จัด เบอร์เกี่ยวกับงานทั้งหลายทั้งปวงเซฟไว้ในนี้หมดแล้ว” สามารถส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อดังราคาแพงให้ เมื่อปรัศนีมองอย่างลังเล จึงถูกเร่ง

“รับไปสิ อย่าบอกนะว่าใช่ไม่เป็น”

“เป็นค่ะ” ถึงไม่เคยใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อนี้ แต่เพื่อนๆ มีใช้กันหลายคน และหล่อนก็ใช้สมาร์ทโฟนอยู่ คิดว่าคงไม่ยากที่จะเรียนรู้

“หมดหน้าที่ผมแล้ว ขอตัวก่อน” เขาบอก หันหลังให้หล่อนเดินไปที่ห้องนอนของอดีตเจ้านายทันที สามารถเคาะให้สัญญาณสองครั้งก่อนจะเปิดเข้าไป แล้วปิดประตูไว้ดังเดิม

ปรัศนีอยากเข้าไปใกล้ประตู เอาหูแนบลงไปเพื่อได้ยินการพูดคุย แต่ทำได้แค่คิดเพราะหล่อนไม่เคยมีนิสัยเช่นนั้น

 

ภายในห้อง...

กบินทร์หันมาตามเสียงเคาะประตู และไม่แปลกใจที่อดีตผู้จัดการส่วนตัวถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาโดยที่เขายังไม่เอ่ยอนุญาต คงเป็นความเคยชินของสามารถ แต่หารู้ไม่ว่าเขาไม่เคยชอบการกระทำเช่นนี้ จะว่าไปก็เป็นความผิดของเขาเองที่ไม่บอกไปตั้งแต่ทีแรกที่สามารถถือวิสาสะเข้ามาในห้องนอน เมื่อเขาไม่เอ่ยปากอีกฝ่ายก็ย่ามใจ เข้าออกโดยไม่เกรงใจ แต่ยังดีที่มีการเคาะประตูให้สัญญาณทุกครั้ง แม้บางครั้งจะไม่ช่วยอะไรเลยหากเขากำลังโป๊เปลือย จนต้องเอาไปบ่นให้น้องชายฟัง แต่วิกรมกลับบอกว่าให้ถือว่าทำทานด้วยการให้อาหารตาแก่เก้งที่พยายามปกปิดรสนิยมของตนเองก็แล้วกัน

“ผมมอบหมายงานให้เด็กคนนั้นเรียบร้อยแล้ว แต่บอกเลยนะว่าผมไม่ไว้ใจให้ดูแลคุณเลย ดูบื้อๆ บ้านๆ อย่างนี้จะทันนักข่าวหรือครับ ถูกต้อนเข้านิดความลับคงได้แตกกระจายกันแน่งานนี้”

“ความลับอะไรครับ ผมไม่มีความลับอะไรที่ต้องปกปิดอยู่แล้ว” กบินทร์ถามเสียงเรียบ ขณะจัดเครื่องแต่งกายให้เข้าที่

“ผมพูดเผื่อไว้”

“ขอบคุณครับ ขอบคุณที่เหนื่อยมากับผมตั้งหลายปี” กบินทร์เดินเข้ามาหาอดีตผู้จัดการส่วนตัว พร้อมยื่นซองสีขาวให้

“อะไรครับ” สามารถมองซองในมืออีกฝ่ายอย่างสงสัย เขาถูกให้ออกจากตำแหน่งผู้จัดการส่วนตัวด้วยวาจาแล้ว ไม่จำเป็นต้องยื่นซองขาวเป็นนัยอีก

“รับไว้สิครับ เที่ยวให้สนุกนะ ผมอยากให้คุณได้พักผ่อน ก่อนกลับมาลุยงานใหม่” กบินทร์วางซองใส่มือนุ่มนิ่มเกินชายของสามารถ แล้วรีบดึงมือกลับก่อนสามารถจะกำทั้งซองทั้งมือเขาไว้อย่าเฉียดฉิว

เมื่ออยากบีบมืออีกฝ่ายแต่ต้องเก้อ สามารถจึงเสเปิดซองดู เขาไม่ตื่นเต้นที่เห็นแพ็กเก็ตทัวร์ด้านใน ถึงแม้จะเป็นตั๋วท่องเที่ยวต่างประเทศแพงแค่ไหน และเป็นประเทศที่เขาเคยเอ่ยปากว่าอยากไปที่สุด แต่เมื่อเทียบกับรายได้ในตำแหน่งผู้จัดการส่วนตัว ทั้งเงินเดือนรวมกับส่วนแบ่งที่คิดเป็นเปอร์เซ็นจากงานแต่ละชิ้นของกบินทร์ รวมถึงของขวัญพิเศษจากผู้จ้างงานของกบินทร์ที่มอบให้เขาเป็นการส่วนตัว จะเรียกว่าติดสินบนเพื่อให้ได้คิวงานจากกบินทร์ก็ว่าได้ เขาต้องสูญเสียรายได้มหาศาลพวกนี้เพราะกบินทร์อยากมีผู้จัดการส่วนตัวเป็นผู้หญิง เพื่อกลบข่าวว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขาจนถูกถอนหมั้น แล้วมันคุ้มหรือกับแค่แพ็กเก็ตทัวร์ที่มอบให้เป็นสินน้ำใจหรือเรียกว่ารางวัลปลอบใจชิ้นนี้

“ขอบคุณนะครับ แต่ผมคงไม่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้ใครแล้ว ผมทำเพราะรักในหน้าที่ ผมทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปทั้งหมดกับคนที่ผมอยากดูแลเท่านั้น”

“แต่คุณสมาร์ทก็มีน้องๆ ในสังกัดอีกหลายคนต้องดูแลนะครับ”

“มีที่ไหนครับ ผมให้คนอื่นดูแลหมดแล้วตั้งแต่มาดูแลคุณ คือพูดง่ายๆ ว่าตอนนี้ผมตกงาน ว่างงาน ถ้าวันนึงคุณอยากใช้บริการผมเรียกได้เสมอนะครับ ผมจะรอ” สามารถทิ้งแววตาเว้าวอนเอาไว้ ก่อนถอนหายใจเหมือนตัดใจแล้วเอ่ยลา

“ผมไปนะครับ มีอะไรให้ผมช่วยโทร.มาได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนะครับ”

“ขอบคุณครับ” กบินทร์เอ่ยขอบคุณสั้นๆ มองตามจนสามารถออกจากห้องไป แล้วลอบถอนหายใจ

 

ปรัศนีที่กำลังนั่งดูนามบัตรบุคคลที่จะต้องติดต่อเรื่องงานของกบินทร์ สมุดจดคิวงานต่างๆ ที่สามารถจดไว้นอกเหนือจากที่บันทึกไว้ในอุปกรณ์อิเลกทรอนิคส์ที่ส่งมอบให้ ละสายตาไปมองเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง หญิงสาวรีบยืนขึ้นพร้อมยิ้มให้เมื่อสามารถเดินผ่าน ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการชักสีหน้าใส่แล้วเดินผ่านไปโดยไร้คำพูด ไม่ชายตามองแม้หล่อนจะยกมือไหว้ลาก็ตามที

“ฉันไม่ได้เป็นคนทำให้คุณตกงานนะ” ปรัศนีพึมพำหลังประตูปิดลง ก่อนสะดุ้งกับเสียงพูดเหนือศีรษะที่บอกระยะว่าใกล้เหลือเกิน

“หิวแล้ว ทำอาหารเช้าเป็นไหม”

“ปะ เป็นค่ะ”

“รีบๆ เข้า หิว” กบินทร์กำชับแล้วเดินไปทิ้งร่างเหยียดยาวบนเก้าอี้ยาว เป็นสัญญาณว่านอนรอ

ปรัศนีมองตามเขาไปสีหน้างุนงง แต่เมื่อเขาหันมามองทำตาดุใส่แทนการออกคำสั่งซ้ำ หล่อนก็ได้แต่ยิ้มแหยแล้วรีบเดินเข้าครัวไปทำอาหารเช้าให้ตามสั่ง

 

บันทึกก่อนนอน

งานวันแรกของการเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เทพบุตรในฝัน ทำอาหารเช้า ถูกปากหรือเปล่าไม่รู้ เขาไม่พูดอะไร แต่กินจนหมดจาน หลับสบายแล้วหนูดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #5 fsn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:44
    นึกว่าจะเมินหนูสาซะแล้ว
    #5
    0