ตอนที่ 22 : บทที่20

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 505
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    12 มี.ค. 61

บทที่๒๐

มือที่หลั่งน้ำลงไปบนอุ้งมือขาวซีดสั่นเทาเช่นเดียวกับปากที่พึมพำกล่าวอโหสิกรรม แต่ดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตากำลังกะพริบถี่เพื่อบอกตนเองว่าตาฝาด แต่ยิ่งมองยิ่งตอกย้ำว่าไม่ฝาด เปลือกตาคนตายเปิดออกดวงตามองหล่อนอยู่ เมื่อตะลึงจ้องตอบก็เห็นเงาดอกพิกุลในดวงตา

“หนูดี ไปนั่งตรงโน้นเถอะ” กบินทร์บอกเมื่อเห็นผู้จัดการของตนยืนนิ่งหลังรดน้ำศพนักแสดงตัวประกอบที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุกะทันหันเสร็จ

ปรัศนีเงยหน้ามองเจ้าของเสียง หลังข่มอาการตื่นตระหนกเอาไว้ หล่อนนำขันน้ำไปคืนให้ญาติบิวที่ตักน้ำส่งให้แขกที่มารดน้ำศพ ก่อนเดินตามกบินทร์ไปนั่งตรงเก้าอี้ว่างใกล้ๆ นักแสดงและทีมงานละครเรื่องล่าสุดที่ยังถ่ายทำไม่เสร็จ และแน่นอนกองถ่ายจะต้องมีปัญหายุ่งยาก เพราะบทที่บิวแสดงนั้นแม้เป็นตัวประกอบแต่ก็เป็นบทสำคัญ และยังไม่ได้ถ่ายทำอีกกว่าครึ่งเรื่อง

ปรัศนีได้ยินจากช่างแต่งหน้าที่พูดคุยกันเองว่า คงต้องหานักแสดงมารับบทแทนบิว และต้องถ่ายทำใหม่ทั้งหมดทุกฉากที่บิวเคยแสดงไว้ และนั่นคือต้องยกกองถ่ายไปต่างจังหวัดอีกครั้งเพื่อถ่ายบางฉากใหม่ ทีมงานที่จะได้ไปเที่ยวดูดีอกดีใจออกนอกหน้าจนหล่อนอดสังเวชใจไม่ได้ แทนที่คนเหล่านี้จะแสดงท่าทีอาลัยอาวรณ์คนตายกลับพูดคุยเรื่องจะไปต่างจังหวัดกันอย่างสนุกสนาน แต่ก่อนหน้านี้มีคนพูดถึงคำที่บิวเอ่ยลาว่ามันคือลางบอกเหตุ

“กลับเถอะ” จู่ๆ กบินทร์ก็หันมาชวน

“อ้าว ไม่รอฟังสวดหรือคะ”

“คงอีกนาน อีกอย่างนายกรจะกลับต่างจังหวัด พี่ว่าจะไปส่ง”

“อ๋อ ค่ะ” หล่อนเพิ่งนึกได้

ระหว่างเดินไปที่จอดรถ หล่อนรู้สึกเงียบและวังเวงทั้งๆ ที่มีคนเดินสวนไปมาไม่ขาดระยะ หรือเพราะเริ่มเย็นแดดร่มลมตกแล้ว ทั้งยังมีแสงสีแดงของแดดผีตากผ้าอ้อมสาดมาเต็มพื้นที่ ยิ่งทำให้น่าสะพรึงมากจนเผลอจับมือกบินทร์แน่น เขาเหลียวมองหล่อนแล้วกำมือแน่นขึ้น

“มีอะไรหรือเปล่า” เขาถามหลังจากรถเคลื่อนออกจากวัดมาอึดใจใหญ่

“ไม่มีค่ะ” หล่อนไม่กล้าบอก แต่กลับถูกคาดคั้น

“แน่นะ แต่พี่ไม่เชื่อ มีอะไรทำไมไม่เล่าให้พี่ฟัง”

“เล่าเรื่องอะไรคะ” อันนี้หล่อนไม่เข้าใจจริงๆ

“นายกรบอกพี่เรื่องบิวที่เราเล่าให้ฟัง ทำไมเล่าให้นายกรฟัง แต่ไม่เล่าให้พี่ฟัง” น้ำเสียงตัดพ้อ หน้าบึ้งเล็กน้อยของเขาเปลี่ยนสีหน้าปรัศนีจากฉงนเป็นสลด

“ขอโทษค่ะ” ปรัศนีไหว้ “คือหนูดีไม่ตั้งใจจะปิด แต่เห็นว่าไหนๆ คุณบิวก็ตายไปแล้ว”

“แค่นั้นหรือ พี่ว่ามีอะไรมากกว่านั้นนะ บอกมาเถอะ” เขาเชื่อว่าปรัศนีจะต้องรู้เห็นอะไรมากกว่านั้น อย่างน้อยก็ที่ยืนตะลึงเมื่อครู่

หญิงสาวหันมาสบตาเขาเหมือนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบอกไปตามตรง “เมื่อวานตอนที่คุณบิวเดินออกไปจากกองถ่าย หนูดีไม่เห็นเงาหัว ก็คิดจะเตือนให้ระวังตัวแต่โทร.ไปคุณบิวบอกว่ากำลังกินข้าวกับพี่เบ็นแล้วตัดสาย หนูดีโทร.อีกรอบก็ไม่มีสัญญา แล้วต่อมาไม่กี่ชั่วโมงเธอก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต”

“แล้วเมื่อกี้ละ” เขารีบถามเพราะเหมือนคนเล่าจะหยุดแค่นั้น อีกฝ่ายเหลือบตามองเขาเหมือนเคืองที่เขารู้ทัน

“หนูดีเห็นศพคุณบิวลืมตาจ้องหนูดี มีเงาดอกพิกุลในดวงตา”

“ดอกพิกุลหรือ แสดงว่าเรื่องการตายของบิวเกี่ยวข้องกับยายเล็กอีกแล้วหรือ”

“ไม่รู้สิคะ แต่ตะกร้าที่ยายเล็กฝากหนูดีไว้ ก็มีพวงมาลัยดอกพิกุลแห้งๆ อยู่ จริงด้วยค่ะ” หล่อนทำเหมือนนึกอะไรออก แล้วรีบเล่าต่อ

“เมื่อวานตอนเล่าให้กรฟัง หนูดีกำลังจะบอกกรว่าสายตาที่ยายเล็กมองบิวน่ากลัว มองเหมือนเป็นศัตรู แต่ไม่ทันได้บอกจู่ๆ ตะกร้าที่แกฝากไว้ก็ตกพื้นของกระจายหมด ทั้งที่ไม่น่าจะตกได้เลย”

“พี่เข้าใจแล้ว และมั่นใจนะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับยายเล็ก กับดอกไม้บ้าๆ นั่นอีกแล้ว เมื่อวานบิวตามพี่ไปที่ร้านอาหารจริงๆ ไปกินข้าวด้วยกันทั้งๆ ที่น่าจะรู้ว่าแม่กับยายเล็กไม่ชอบ พี่นึกสังหรณ์ใจเหมือนกันว่าจะเกิดเรื่องกับบิวเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เข้ามาพัวพันกับพี่แต่ไม่คิดว่าจะรวดเร็วขนาดนี้”

“นับว่าหนูนาโชคดีนะคะ ที่ยังอยู่รอดปลอดภัย” ปรัศนีอดนึกถึงน้องสาวไม่ได้

“แต่ก็น่าแปลก พี่รู้สึกว่าหนูนาหลบหน้าหลบตาพี่ บางทีเรื่องไปทำงานต่างจังหวัดอาจเป็นข้ออ้างเพราะอยากหนีพี่ หรือแม่กับยายเล็กไปว่าอะไรหนูนาเข้า” เขาหยุดพูดมองสบตาคู่สนทนาที่กำลังส่ายหน้าช้าๆ

“หนูดีรู้หรือเปล่าว่าหนูนาเคยไปประกาศตัวว่าเป็นแฟนพี่กับแม่กับยายเล็ก” เขาพูดต่อ

“หนูนากล้าขนาดนั้นเลยหรือคะ” หล่อนพูดทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าน้องสาวกล้าทำมากกว่านั้น เพราะประกาศตัวกับคนทั้งบ้านไปแล้วด้วย

เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนพูดต่อ

“บางทีหนูนาอาจรู้ว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นกับผู้หญิงที่ใกล้ชิดพี่จึงได้หนีไปทำงานเสียไกลแบบนี้แล้วหนูดีกลัวหรือเปล่า” จู่ๆ เขาก็วกมาถาม ทำเอาปรัศนีอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า

“ถ้าจะเกิด มันคงเกิดไปนานแล้ว และอีกอย่างผู้หญิงพวกนั้นเป็นแฟนพี่เบ็น แต่หนูดีไม่ใช่” ปรัศนีเจ็บแปลบกับคำพูดของตนเองจึงเงียบไปทันที

กบินทร์เอื้อมมือมาบีบมือเธออย่างเข้าใจ

“ถ้าอย่างนั้นที่หนูนาอยู่รอดปลอดภัยคงเพราะยังไม่ใช่แฟนพี่กระมัง”

“ไม่ใช่แฟนหรือคะ ก็หนูนาบอกว่า” หล่อนพูดไม่ออก จะเสียใจหรือดีใจแทนน้องสาวดี ถ้าการอยู่รอดปลอดภัยจะเป็นเพราะเขาไม่ยอมรับว่าเป็นคนรัก

“ขอโทษนะถ้าการไม่พูดอะไรของพี่ทำให้เข้าใจผิด พี่ไม่เคยมีอะไรลึกซึ้งกับหนูนาหรอก แค่คุยถูกคอ กิน เที่ยวด้วยกัน อาจมีบ้างที่กอดหรือหอมแต่ไม่มากกว่านั้นพี่สาบานด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย”

ปรัศนีรู้สึกหน้าชา อายแทนน้องสาวที่โพทะนาว่าได้เสียกับเขาแล้ว

“แต่หนูนารักพี่เบ็นถึงได้แสดงออกชัดเจน” หล่อนไม่รู้ว่านี่คือคำแก้ตัวหรือกู้หน้าให้น้องเพราะปารีณาชัดเจนกับผู้ชายทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิต หากกบินทร์กับปารีณายังไม่ลึกซึ้งกันเขาก็คงไม่รู้ว่าน้องสาวหล่อนลึกซึ้งกับคนอื่นๆ มาก่อนหน้านี้แล้ว

“พี่รู้ หรือพี่ควรตัดสินใจบอกหนูนาไปว่าพี่ไม่ได้รัก แต่พี่ชอบหนูดีจีบหนูดีแทน” เขาพูดต่อ

“เย้ย!ไม่ดีแน่ค่ะ หนูดีกลัวผีดอกพิกุลจะมาหักคอเอา เป็นแค่ผู้จัดการส่วนตัวก็ยังเจอเรื่องหลอน พอแล้วๆ” หล่อนรีบชิงพูด ก่อนก้มหน้า อายที่ได้ยินคำนั้น แม้ไม่ใช่คำรักก็ตามที

“เฮ้ย! พี่เบ็นบอกว่าชอบหนูดี” หล่อนมองหน้าเขา ตาโตตกใจ แต่เขากลับส่ายหน้าช้าๆ

“งั้นลืมไปเถอะ เป็นแค่ผู้จัดการก็เสี่ยงพอแล้ว ไม่รู้ว่าผีดอกพิกุลจะจองเวรพี่ไปถึงไหน ผู้หญิงคนไหนเข้าใกล้ก็มีอันเป็นไปเสียหมด พี่คงต้องเป็นโสดไปจนตายอีกอย่างหนูดีจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะพี่ไปมากกว่านี้ ลืมซะ” เขาพูดเสียงเนือยๆ แต่ไม่รู้เลยว่ามันดับฝันของคนที่ตื่นเต้นยินดีที่เขาพูดว่าชอบในทันที

“หนูดีไม่เดือดร้อน หนูดีไม่กลัวผีดอกพิกุล” ปรัศนีอ้อมแอ้ม กบินทร์ลูบศีรษะหล่อนด้วยความเอ็นดูก่อนพูด

“แต่พี่ห่วงหนูดี กลัวผีดอกพิกุลทำร้ายหนูดี”

“ผีดอกพิกุล!” ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน

 

กบินทร์จอดรถหน้าบ้านพักของน้องชาย บ้านไม้สองชั้นแบบเดียวกันปลูกสร้างเรียงกันห้าหลัง แต่ละหลังมีบริเวณเพียงน้อยนิดจึงไม่มีกำแพงแบ่งเขต ใช้การปลูกต้นไม้ จัดวางกระถางต้นไม้ไว้ให้รู้ว่าเป็นขอบเขตของตนมองรวมๆ จึงดูรกตาไม่น่าอยู่นักและถึงแม้จะมีบ้านเรียงกันห้าหลังแต่เวลาเย็นใกล้ค่ำเช่นนี้กลับดูเงียบวังเวง บ้านบางหลังเปิดไฟสว่างแต่ไม่มีคนอยู่ บางหลังไฟมืดมิด บางหลังมีเสียงเล็ดลอดออกมาแต่เพียงเบาๆ กับแสงสว่างวูบวาบจากจอโทรทัศน์แต่ไม่เห็นใครสักคน

“วังเวงดีจัง” มาริสาอดพูดไม่ได้

“จะเอาอะไรกับชีวิตตำรวจ บ้านมีก็ไม่ค่อยได้นอน ไม่เข้าเวรก็ออกตรวจพื้นที่ บ้านพักนะมีไว้เก็บเสื้อผ้าเท่านั้นแหละ”

“กับเก็บผู้หญิง” มาริสาแขวะ เพราะวิกรมเล่าเรื่องปารีณาให้ทุกคนฟังแล้ว

“จะแขวะให้ได้อะไรขึ้นมาละ สาก็”

“นายดูสภาพบ้าน ดูรอบบ้าน ดูเพื่อนบ้านนายสิ ที่แบบนี้นะที่ให้หนูนามาอยู่คนเดียว ดีที่หนูนาหนีไปเสียก่อน ขืนอยู่ก็ต้องบ้าตายแน่”มาริสาตอกย้ำ แต่โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ทีแรกที่วิกรมทำเหมือนมีความลับปกปิด ทำให้หล่อนคิดไปถึงผู้หญิงอื่น แต่เมื่อเขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับปารีณาให้ฟังก็ไร้ข้อกังขา มีแต่ห่วงน้องสาวเพื่อนสนิทเท่านั้น

“ผิดไปแล้วครับ ผิดไปแล้ว ก็ตอนนั้นผมกลัวคนบงการจะรู้ว่าหนูนายังไม่ตายแล้วส่งคนมาทำร้าย เลยพามาซ่อนไว้ที่นี่ใกล้ตำรวจ ขอโทษนะหนูดีที่ไม่ได้บอกแต่แรก”เขาหันไปขอโทษปรัศนี

“ช่างเถอะ ฉันเข้าใจ ตอนนี้ก็หวังให้หนูนาติดต่อกลับมาบ้าง จะได้รู้ว่าอยู่ที่ไหน อีกอย่างอย่าบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ฉันนะ ปล่อยให้ท่านคิดไปว่าหนูนาไปทำงานจริงๆ ว่าแต่ใครทำ ไม่คิดเลยว่าหนูนาจะมีศัตรูที่หวังเอาชีวิต”

“นั่นสิ นี่คือการกระทำของคน ไม่ใช่สิ่งเร้นลับเหมือนที่คนอื่นเจอ เพราะถ้าเจอผีดอกพิกุลหนูนาก็คงมีชะตากรรมไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ” มาริสาพูดแล้วอดมองหน้าเพื่อนไม่ได้ แล้วพูดอ้อมแอ้ม

“ฉันไม่ได้แช่งน้องแกนะหนูดี แค่พูดตามที่คิด หรือหนูนาเจอดีเพราะชอบไปยุ่งกับผู้ชายของคนอื่น เฮ้ย! อะไรเล่า” มาริสาโวยวายเพราะวิกรมเข้ามาปิดปาก

“ทีหลังไม่ต้องพูดทุกอย่างที่คิดก็ได้สา ทำคนอื่นไม่สบายใจไปหมด” วิกรมติงแล้วลากหล่อนให้เดินต่อไปถึงประตู เพราะรู้ว่ามาริสาไม่กล้าผลักเขาแรง แต่หล่อนยังหันไปพูด

“ขอโทษที่พูดตรงและคิดดังนะหนูดี”

“อืม ฉันรู้ว่าน้องเป็นยังไง”

ปรัศนีก้าวตามแต่กบินทร์กลับดึงมือไปบีบให้กำลังใจ

“หนูนาโชคดีกว่าคนอื่นๆ เมื่อเขาพ้นตรงนี้ไปได้ พี่เชื่อว่าเขาจะไม่เป็นอะไรแล้ว หนูดีสบายใจได้”

“ค่ะ แต่บางทีอาจไม่เกี่ยวกับพี่เบ็นก็ได้ อย่างสาว่า”

“พูดก็พูดนะ สาเคยได้ยินว่าแถวนี้มีหมอดูชื่อดัง มีคนนับหน้าถือตา มาดูดวงมาให้สะเดาะเคราะห์ เราลองไปดูมั้ย เผื่อจะได้รู้ว่าผีดอกพิกุลมารังควานทำไม ต้องการอะไรจากพี่เบ็นกันแน่”

“หมอดูคู่หมอเดา” วิกรมแย้ง

“แต่หมอเดาก็ทำให้คนสบายใจได้ อย่างน้อยเขาก็มีจิตวิทยาดี ปากดี ไม่ปากเสียขวานผ่าหมาแบบนาย”

“สานี่ชอบว่าผมอยู่เรื่อย”

“ก็ปากนายแบบนั้นจริงๆ”

“อย่าทะเลาะกันได้มั้ย” ปรัศนีปรามเพื่อนทั้งสอง เสียงค่อนข้างดังจนทุกคนแปลกใจ และเหมือนเจ้าตัวจะรู้ตัวจึงรีบขอโทษขอโพย

“ขอโทษนะ หนูดีห่วงน้องไปหน่อยเลยเสียงดัง แต่หนูดีอยากไปดูหมอ บางทีหมอดูอาจช่วยชี้ทางได้ เพราะขนาดทำบุญกรวดน้ำไปให้แล้วยังมาตามจองเวรกันอีกแบบนี้ จนปัญญาจะคิดเองแล้วละ”

“ตกลง เราไปหาหมอดูกัน สารู้จักบ้านหมอดูหรือเปล่าละ” กบินทร์เห็นพ้อง

“ไม่รู้ค่ะ แต่ไม่ยากหรอก หมอดูชื่อดังแบบนี้ หาทางเน็ตก็ได้ เดี๋ยวสาจัดการเอง”

“ถ้าหมายถึงหมอสุ่นหมอผีหมอดูอะไรนั่นนะ ผมรู้ว่าอยู่ตรงไหน แต่เวลาเปิดปิดสำนักไม่รู้” วิกรมบอกเมื่อทัดทานไม่ได้

“ฉันดูในเนตเอง” มาริสาลิงโลดที่ข้อเสนอของตนได้รับการยอมรับ แต่เมื่อหาตำแหน่งพบและดูรายละเอียดก็พบว่าหมดเวลาทำงานของหมอดูคนดังกล่าวแล้ว

“สำนักปิดแล้ว เปิดเก้าโมง ปิดหนึ่งทุ่ม หากวันไหนมีการไปดูดวงนอกสถานที่จะมีกำหนดการขึ้นไว้ที่หน้าแฟนเพจ ทันสมัยวุ้ย” มาริสาบอกยิ้มๆ แล้วถามหน้าเครียดเล็กน้อย

“เอายังไงดีคะ”

“ถ้าอยากไปกันจริงๆ ก็ค้างที่นี่” วิกรมเสนอแล้วจ้องหน้าทีละคน พี่ชายเขาหันไปมองปรัศนีอย่างถามความเห็น ปรัศนีหันไปถามมาริสาเพราะเป็นคนเดียวที่มีกำหนดเวลาทำงานตายตัว

“ว่าไงละสา”

“ก็ได้นะ แต่พรุ่งนี้ไปหาหมอสุ่นเสร็จต้องกลับนะ ฉันมีประชุมบ่าย ตอนเช้าจะโทรไปขออนุญาตลาครึ่งวัน”

“แสดงว่าสาไม่มีปัญหา พี่เบ็นกับหนูดีก็ไม่มีปัญหาใช่ไหม” วิกรมถาม

“ก็คงไม่มีปัญหา พรุ่งนี้กองถ่ายก็มีคิวบ่าย แต่ยังไม่รู้ว่าจะยกเลิกหรือเปล่าเพราะมีฉากที่คุณบิวจะต้องเข้าฉากด้วย” ปรัศนีพูด“ถ้างั้นหนูดีต้องโทรไปบอกแม่ก่อนนะว่าค้างที่นี่” หล่อนบอกแล้วเดินไปหาที่คุยโทรศัพท์ เช่นเดียวกับกบินทร์ที่เอ่ยขึ้น

“พี่ก็ต้องโทร.ไปบอกแม่ก่อน เดี๋ยวแม่เป็นห่วง”

“อย่าบอกเรื่องไปหาหมอดูนะพี่ เดี๋ยวเข้าหูยายเล็ก” วิกรมเตือนเพราะนึกหวั่นๆ

“ทำไมหรือนายกร” กบินทร์สงสัย แต่พอเห็นสีหน้ากังวลของน้องชายเขาก็รู้คำตอบ ดูเหมือนว่าทุกคนพากันกลัวยายเล็กไปเสียหมด

“พี่เข้าใจแล้วล่ะแต่ปกติยายเล็กนอนหัวค่ำ กินข้าวเสร็จก็นั่งๆ นอนๆ ในห้อง ป่านนี้คงเข้าห้องไปแล้วละ” เขาบอกให้น้องคลายกังวล ก่อนจะเดินไปหามุมเงียบๆ เพื่อโทรศัพท์ไปบอกแม่เรื่องจะค้างที่นี่เป็นเพื่อนวิกรมสักคืน

 

ถนนคนเดินสายสั้นๆ ข้างโรงพักคือจุดหมายของสองสาวที่จะไปซื้อของใช้ส่วนตัว สองคนเดินมาจากบ้านพักของวิกรมซึ่งไม่ไกลนักและเส้นทางก็สว่างไสว ผู้คนสัญจรไปมามากมาย แผงค้าสองฟากถนนมีทั้งของใช้ของกินครบครัน ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็ได้ของครบตามต้องการ แต่มาริสาเพลิดเพลินกับการซื้อของกินไม่ยอมกลับเสียที

“แกจะกินหมดหรือ ซื้อมากขนาดนี้” ปรัศนีที่เดินตามอดถามไม่ได้ เพราะนอกจากของกินจะล้นมือมาริสาแล้ว ยังล้นมาถึงมือหล่อนที่ช่วยหอบหิ้วด้วยแต่เจ้าตัวยังเดินตรงรี่ไปหาแผงขนมไทยอย่างหมายมั่นปั้นมือ

“ก็ซื้อเผื่อสองคนนั้นไง มาเหอะแก อีกร้านเดียวสัญญา มองไกลๆ ก็รู้ว่าอร่อยน่ากิน แล้วสงสารยายคนขายด้วย ดูสิแก่มากแล้วยังมานั่งขายขนมกลางค่ำกลางคืนคนเดียวอีก ว่าแต่ทำไมร้านขนมของยายมาอยู่เสียไกลเชียว อย่างนี้ถ้าคนไม่ตั้งใจซื้อจริงๆ คงไม่เดินมาแน่” มาริสาบ่น เพราะร้านขนมที่กำลังจะเดินไปซื้อห่างมาจากร้านอื่นๆ จนเกือบสุดถนน

ปรัศนีเดินตามไปโดยไม่พูดอะไรเพราะอยากอุดหนุนแม่ค้าวัยชราตามที่มาริสาพูด

แม่ค้ากำลังหันมามองแล้วยิ้มรับ แต่รอยยิ้มนั้นทำให้ขาที่ก้าวอย่างปกติของปรัศนีหนักขึ้นฉับพลัน

“แก” ปรัศนีเรียกเสียงสั่น

“ทำไม ไปซื้อขนมก่อน ดูสิยายเห็นเราแล้วยิ้มใหญ่เลย คงดีใจที่จะมีคนมาอุดหนุน น่าแปลกนะแกที่คนสมัยนี้ไม่ค่อยชอบกินขนมไทย ผิดกับพวกร้านขนมปัง ขนมเค้ก คนออกันแน่นเลย” มาริสายังเดินต่อไปโดยไม่รู้ว่าปรัศนีเดินตามอยู่ห่างๆ และอยากหยุดเดินเต็มทีแล้ว

“แก กลับเถอะ” ปรัศนีเรียกอีกครั้ง ขาสั่นเดินต่อไม่ไหวจึงหยุดยืนนิ่ง

มาริสาหันมามองอย่างสงสัยเพราะเพื่อนเร่งจะกลับจนน่าแปลก ทั้งยังพูดเสียงสั่นๆ อีกด้วย เมื่อหันมาสบตาก็รู้ว่าปรัศนีท่าทางตื่นกลัวอะไรสักอย่าง มาริสาย้อนกลับมาถามเสียงกระซิบ

“อะไร เป็นอะไรหนูดี แกเห็นอะไรหรือ”

“กลับเถอะ อย่าซื้อเลย” ปรัศนียังยืนยันคำเดิม แล้วเดินกลับทันที หล่อนคิดว่าทำแบบนี้เพื่อนสาวจะต้องรีบเดินตามมา โดยหารู้ไม่ว่ามาริสาตัดใจทิ้งแม่ค้าชราที่ยิ้มรอขายอยู่ไม่ได้ รีบวิ่งกลับไปชื้อ ชี้ขนมที่อยากซื้อ ถามราคาแล้ววางเงินโดยไม่รอเงินทอน ก่อนจะวิ่งตามมา

“จะไม่บอกกันเลยหรือแกว่าทำไมจู่ๆ เกิดเปลี่ยนใจไม่ไปซื้อขนม” มาริสาถาม หลังหายเหนื่อยกับการวิ่งตาม

“ไม่อยากอ้วน ขนมหวานกินแล้วอ้วน” ปรัศนีแกล้งตอบแต่ก็รู้ว่ามาริสาไม่เชื่อ และกำลังถามกลับ

“บอกมาตรงๆ” มาริสาคาดคั้นแล้วเดินมาเคียง ใช้แขนกระทุ้งเบาๆ

ปรัศนีหยุดเดินแล้วหันมามองเพื่อน กำลังจะบอกแต่ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นถุงขนมที่มาริสาชูขึ้นสูง

“สา! แกไปซื้อมาจนได้นะ”

“ใช่ ทำไม มีอะไรยังไง บอกมาให้หายข้องใจเลย”

“ในเมื่อแกซื้อมาแล้วก็ช่างเถอะ” ปรัศนีพยายามคิดว่าตนเองอาจตาฝาดและคิดมากไปเอง เพราะมาริสาที่ไปซื้อขนมถึงแผงยังไม่มีทีท่าผิดปกติ

“อะไรของแกนะ” มาริสาทำหน้างงหนัก ก่อนสะดุ้งกับเสียงข้างหลัง

“หนู ลืมเงินทอนจ้ะ”

ทั้งคู่หันกลับไปตามเสียงแล้วผงะ แม่ค้าวัยชรามายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ระยะทางจากร้านมาถึงตรงนี้ห่างไกลเกินกว่าหญิงชราจะไล่มาทันในเวลาไล่เลี่ยแบบนี้ และเหนือสิ่งอื่นใดใบหน้าช่างเหมือนยายเล็กของกบินทร์ไม่ผิดเพี้ยน ทั้งสองสาวหันมามองหน้ากันแล้วพากันวิ่งหนีโดยไม่ต้องพูดอะไร วิ่งมาใกล้ถึงบ้านพักของวิกรมแล้วจึงหยุดหอบเหมือนจะขาดใจเสียให้ได้ แต่ไม่วายระแวงมองกลับไปข้างหลังแล้วหันมาสบตากัน

“ทำไมแกไม่บอกฉันก่อน” มาริสาตัดพ้อ หอบหนักๆ อีกครั้งแล้วมองถุงขนมในมืออย่างขยาด โชคดีที่ตรงนี้มีถังขยะอยู่ใกล้ๆ จึงรีบนำไปทิ้งทันทีโดยไม่มีความเสียดายเลย หล่อนพยักหน้าหนักๆ ชวนแล้วเดินต่อ

“ก็ไม่คิดว่าแกจะไปซื้อมาจนได้”ปรัศนีบอก

“แสดงว่าแกเห็นก่อน ถึงไม่ยอมเดินต่อ”

ปรัศนีเงียบแทนคำตอบเพราะเป็นไปตามที่เพื่อนพูดทุกอย่าง หล่อนเห็นหน้าแม่ค้าชัดแม้จะอยู่ไกลและคิดว่าคงเป็นการเตือนจากสัญชาตญาณของตนเอง แล้วกระจ่างใจทันทีว่าทำไมร้านถึงได้อยู่ห่างจากร้านอื่นนัก บางทีตรงนั้นอาจเป็นแค่ที่ว่าง ไม่มีแผงขนมเลยก็เป็นได้แต่ทีแรกหล่อนเห็นเป็นหน้ายายคนที่ช่วยพาข้ามถนนไม่ใช่ยายเล็ก

สองคนมาถึงบ้านพักพบว่าสองหนุ่มนั่งรออยู่หน้าบ้านท่าทางกระวนกระวาย คงไม่ชินกับการรอผู้หญิงซื้อของแน่นอน ไม่เช่นนั้นจะรู้ว่าเวลาที่สองสาวใช้ไปมันสั้นมากๆ เมื่อเทียบกับคนอื่น ทั้งสองตกลงกันแล้วว่าจะไม่เอ่ยถึงเรื่องแม่ค้าขนมหวานให้กบินทร์และวิกรมรู้

“กินขนมไหมคะ” มาริสาชูถุงขนมขึ้น ยิ้มประจบเพื่อสลายสีหน้าห่วงใยของทั้งคู่

“กิน เอามากำลังโมโห” วิกรมบอก ทำเสียงขึงขัง แต่ยิ้มในใบหน้า กินขนมที่มาริสานำมาให้อร่อยลิ้น แต่พี่ชายเขากลับไม่แตะต้อง

“ไม่กินหรือพี่เบ็น อร่อยนะครับ”

กบินทร์ส่ายหน้า

“พี่เบ็นกลัวอ้วนแน่ๆ” มาริสาตอบแทนเหมือนรู้ใจ

แต่ปรัศนีรู้ว่าไม่ใช่ แม้รูปร่างหน้าตาจะมีส่วนส่งเสริมงาน แต่กบินทร์ไม่ใช่คนเข้มงวดเรื่องอาหารการกิน เขาเน้นการออกกำลังกายเมื่อมีเวลาว่างมากกว่า จึงเก็บความสงสัยเอาไว้

“พี่ไปนอนก่อนนะ”

“ตามสบายครับ นอนบนเตียงผมได้เลย” วิกรมบอกยังคงนั่งเคี้ยวขนมตุ้ยๆ

“ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ” ปรัศนีบอก แล้วเดินตามกบินทร์ไปในบ้าน

“มีอะไรคะพี่เบ็น” หล่อนถามตรงๆ เมื่อตามมาทัน

กบินทร์หันไปมอง เขาไม่ต้องถามที่มาที่ไปของคำถามบอกถึงความใส่ใจจากปรัศนี

“พี่ได้กลิ่นอีกแล้ว” ตอบสั้นๆ

ขนาดไม่บอกว่าเจออะไรพี่เบ็นยังสัมผัสได้ สงสัยคงต้องบอกความจริงแล้วละ ปรัศนีบอกตนเองในใจแล้วตัดสินใจบอกเขา

“พี่เบ็น เมื่อกี้พวกเราเจอดีที่ตลาด”

กบินทร์เดาได้ทันทีว่าเจอดีของปรัศนีคงเกี่ยวข้องกับกลิ่นดอกพิกุลที่เขาเอ่ย

“ใครเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ปลอดภัยค่ะแค่ตกใจ แต่หนูดีคิดว่า เหมือนเขาจะรู้ว่าเราจะไปหาหมอดู เขามาเตือนหรือจะมาขัดขวางหรือเปล่าคะ เหมือนตอนที่พี่เบ็นจะไปหาพระก็มีอุปสรรค”

“จะรู้ได้ยังไงก็เราเพิ่งคุยกัน” กบินทร์ทำตาโตเมื่อนึกขึ้นได้ “หรือว่ายายเล็กแอบได้ยินที่พี่บอกแม่”

“หา ยายเล็กรู้หรือ มิน่าละ” เสียงมาริสาดังมาก่อน แล้วหล่อนกับวิกรมก็โผล่หน้าเข้ามา สีหน้าตระหนกตกใจของทั้งสองคนทำให้คนในบ้านรู้ว่าวิกรมก็รู้เรื่องนี้แล้วเช่นกัน

“ผมบอกแล้วอย่าให้ยายเล็กรู้” วิกรมพูดปลงๆ

“ก็แม่คาดคั้นว่าทำไมไม่รีบกลับ บอกว่านอนเป็นเพื่อนนายแม่ก็ไม่เชื่อ สุดท้ายก็ต้องบอกความจริงไป แต่พี่บอกแม่แล้วว่าอย่าบอกยายเล็ก เดี๋ยวแกจะเป็นห่วงจนนอนไม่หลับ” กบินทร์แก้ตัว

“แต่แกก็รู้จนได้” วิกรมพูด

ทุกคนมองหน้ากันอย่างปลงๆ รู้ว่าจะต้องมีอุปสรรคสำหรับการไปหาหมอดูพรุ่งนี้แน่นอน เหมือนขั้นตอนการไปขุดคุ้ยหารากเหง้าของปัญหาและเรื่องเร้นลับที่เกิดขึ้น แล้วเหมือนทุกคนจะเชื่อว่าการไปดูหมอจะทำให้กระจ่างและเดินถูกทางแล้ว

แต่จะเจออุปสรรคอะไรบ้างก็เกินการคาดเดา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

20 ความคิดเห็น