ตอนที่ 20 : บทที่ 18

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 375
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    27 ก.พ. 61

บทที่๑๘

กบินทร์กำลังจะเดินเข้าห้องนอนประจวบเหมาะกับประตูห้องที่วิกรมนอนเปิดออก น้องชายเขาชะโงกหน้าออกมาแล้วกวักมือเรียกท่าทีเหมือนมีความลับ กบินทร์รีบเดินไปหาวิกรมดึงแขนเขาเข้าไปแล้วล็อกประตู

“มีอะไรลึกลับหรือนายกร” คนเป็นพี่ถาม

“ผมไม่อยากนอนที่นี่ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง รู้แต่ไม่อยากอยู่ที่นี่เลย”

“นายอยู่คนเดียวจนชินหรือเปล่า” กบินทร์หยั่งเชิง ยังไม่อยากคิดว่าวิกรมมีปัญหาที่จะอยู่ร่วมชายคากับยายเล็กเช่นเดียวกับเขา เพราะวิกรมอยู่ร่วมบ้านกับยายเล็กมานานแล้ว แค่ไม่ใช่ที่นี่

“ความรู้สึกมันไม่ใช่อย่างนั้นพี่ ถึงผมจะชอบอยู่คนเดียวแต่ไม่ได้หมายความว่าอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้ แต่ครั้งนี้ผมบอกไม่ถูกครับ จะลุกจะเดินเหมือนมีคนมองตาม คอยจับตา คอยจับผิด จนบางทีผมเกร็งไปเองทั้งที่อยู่ในห้องคนเดียว”

“เหมือนพี่” เขาตัดสินใจพูด “อึดอัดมากตั้งแต่ยายเล็กมาอยู่ร่วมบ้าน”

“ยายเล็กทำอะไรพี่เบ็น”วิกรมถามขึ้นทันที

“ไม่รู้สิ แต่พี่รู้สึกว่ายายเล็กเกี่ยวข้องกับกลิ่นดอกพิกุล ดวงตาที่จ้องมองแปลกๆ หรือเรียกง่ายๆ ว่าแกมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิญญาณที่ตามพี่อยู่”

“วิญญาณที่หนูดีเคยเห็น แล้วชวนพี่เบ็นไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้นะหรือครับ”

“ใช่”

“ก็ทำบุญให้แล้ว ยังไม่ไปหรือครับ” วิกรมสงสัยไม่น้อย

“ก็หายไปพักหนึ่ง แต่หลังจากที่แม่พายายเล็กมาอยู่ที่นี่ พี่ก็เจออีกแถมยังมีผู้ชายผิวคล้ำๆ กล้ามใหญ่เพิ่มมาอีกคน หนูดีก็เห็น เมื่อกี้ก็เจอมาสดๆ ร้อนๆ ตอนไปส่งหนูดีกลับบ้าน”

“แต่ยายเล็กเป็นคนนะครับ จะเกี่ยวข้องกับวิญญาณได้ยังไง”

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูทำเอาสองหนุ่มสะดุ้งหันไปมองพร้อมกันก่อนหันมาสบตาแล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เสียทั้งคู่

“กรๆ เปิดประตูให้ยายหน่อย ยายนอนไม่หลับ”

สีหน้าวิกรมตกใจไม่น้อยไปกว่ากบินทร์ที่เวลานี้ซีดขาวราวแผ่นกระดาษ จนต้องจับมือกันไว้บีบให้กำลังใจกันและกัน เสียงเคาะเบาๆ ยังดังไม่หยุด พร้อมเสียงเรียกแผ่วๆ สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างลังเล แต่ไม่นานทั้งเสียงเคาะและเสียงเรียกก็เงียบหายไป สองคนมองหน้ากันอย่างลังเลอีกครั้ง แล้วเป็นวิกรมที่ไปแง้มประตูออกดูก็พบกับความว่างเปล่า

 

ปารีณาวางเครื่องมือสื่อสารที่ไร้ประโยชน์ยามกดปิดการทำงานของเครื่องแล้ว ตั้งแต่ออกจากบ้านมาวันนั้นหล่อนก็ต้องปิดมันเอาไว้ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ใครตามตัวพบ จะเปิดก็ต่อเมื่อต้องการสื่อสารกับพ่อเพื่อบอกว่าตนเองสบายดี ไม่ต้องห่วง มีเวลาว่างจะโทร.ไปหาใหม่ และเมื่อครู่หล่อนก็โทร.ไปบอกพ่อว่าสนุกกับงานที่ทำมาก แต่เหนื่อยเอาการและทำให้ไม่มีเวลาโทร.ไปหาพ่อ ไม่ต้องห่วงหากขาดการติดต่อสักพักใหญ่ๆ  แต่ยังฝากฝังให้พ่อช่วยดูอย่าให้ปรัศนียุ่งเกี่ยวกับคนรักของหล่อน

“พี่เขาก็ไปทำงานตามปกติ ไม่มีท่าทีสนิทสนมมากกว่าเดิม อย่าคิดมากเลยหนูนา” เสียงพ่อบอกมาเช่นนั้น แต่หล่อนไม่วางใจ

“หนูนาไม่ได้คิดมาก แต่เพราะพี่หนูดีแอบชอบพี่เบ็นมานานแล้ว หนูนากลัวว่าหากหนูนาไม่อยู่ พี่เบ็นจะเอนเอียงไปหาพี่หนูดี”

“ถ้าผู้ชายมันโลเลขนาดนั้นก็ปล่อยไปเถอะลูก”

“ไม่นะพ่อ พ่อจะยอมให้พี่แย่งผัวน้องหรือ”

“พูดอะไรหนูนา”

“พูดเรื่องจริง พ่อจำไว้นะ พี่เบ็นเป็นผัวหนูนา ห้ามพี่หนูดีมายุ่งเกี่ยวเด็ดขาด แค่นี้ก่อนนะคะ ไว้จัดการเรื่องงานเข้าที่เข้าทางแล้วจะโทรไปหาพ่อใหม่ ฝากบอกแม่ด้วยว่าคิดถึง สวัสดีค่ะ” หล่อนวางสายแล้วรีบปิดเครื่องทันที

“เข้าที่เข้าทางหรือ เมื่อไหร่ละ บางทีหนูนาอาจตายก่อนที่จะเข้าที่เข้าทางก็ได้” ปารีณาพึมพำน้ำตาไหลพราก มองโทรศัพท์เคลื่อนที่ในมืออย่างไตร่ตรองว่าจะโทร.ไปหาใครคนหนึ่งดีหรือไม่ สุดท้ายหล่อนก็เก็บโทรศัพท์เคลื่อนที่ใส่กระเป๋า หันกลับไปมองห้องที่ใช้พักพิงมาชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก่อนตัดสินใจหิ้วกระเป๋าเดินจากไป ครานี้ต้องไปให้ไกลที่สุด ห่างครอบครัวห่างคนที่รักให้มากที่สุด หรือต้องทำตัวให้เหมือนตายจากกันไปเลย ชีวิตจึงจะปลอดภัย

วันนั้นเมื่อลงรถไฟ หล่อนรีบเดินไปหาคนถือป้ายชื่อที่มารอรับ ความรู้สึกเหมือนตนเองเป็นคนสำคัญผุดขึ้นมา เมื่อมีคนมารอ มีป้ายชื่อที่ชูขึ้นให้คนเห็นทั่วทั้งสถานีรถไฟ แล้วยังมีคนมาช่วยหิ้วกระเป๋าอย่างพินอบพิเทา นี่แค่มาทำงานเป็นผู้จัดการรีสอร์ทเท่านั้นยังให้ความเคารพยำเกรงขนาดนี้ หากวันหนึ่งเลื่อนตำแหน่งเป็นภรรยาเจ้าของรีสอร์ท คนเหล่านี้มิกราบกรานแทบเท้าหรืออย่างไร

ขณะที่นั่งไปในรถเพื่อเดินทางต่อไปยังรีสอร์ทดังกล่าว ปารีณารู้สึกว่าทั้งคนขับรถและคนที่นั่งคู่กันคอยเหลือบมองมาเป็นระยะๆ ทีแรกก็ไม่แปลกใจเพราะรู้ตัวว่าตนเองเป็นคนสวยใครเห็นใครก็มอง แต่พอมองนานไป บ่อยไปก็รู้สึกไม่ชอบมาพากลกลัวว่าสองคนนี้จะคิดไม่ซื่อจึงตวาดออกไป หวังใช้เสียงเข้าข่ม

มองอะไรกัน ฉันเป็นแฟนเจ้าของรีสอร์ทนะได้ผลหรือเปล่าไม่รู้ แต่ทั้งสองคนไม่เหลือบมองอีกเลยจนถึงทางแยกที่มองข้างหน้าเป็นถนนสีแดงด้วยดินลูกรัง

รีสอร์ทอะไรถึงกันดารขนาดนี้ แล้วจะมีคนพักหรือ

มีสิ อย่างน้อยก็เธอคนหนึ่งละคนที่นั่งคู่คนขับตอบแล้วหันมามองแบบจาบจ้วง ซ้ำยังแลบลิ้นเลียริมฝีปากตนเองอีก นั่นทำให้หล่อนอดทนไม่ไหว

หยุดรถเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่ไปกับพวกนายแล้ว หยุด

อ้าว! ไม่ไปเป็นเมียเจ้าของรีสอร์ทหรือคุณ หรืออยากเป็นเมียพวกเราแถวนี้ ได้เลยจัดไปคนขับพูดแล้วเลี้ยวรถลงข้างทางซึ่งเป็นพงหญ้ารกตา เวลานั้นเหล่อนร้องเสียงหลงทั้งสั่งให้หยุดรถ ทั้งร้องให้คนช่วยและสุดท้ายก็ช่วยตัวเองออกมาจากรถด้วยการปิดประตูกระโดดลงจากรถตอนที่รถตกหล่มทำให้ความเร็วลดลง แม้รู้ดีว่าจะต้องลงไปกลิ้งบนดินแดงหรือหญ้าข้างทางอาจบาดเจ็บบ้างแต่คงไม่ถึงตาย และดีกว่าตกอยู่ในน้ำมือคนพวกนี้

เมื่อกระโจนลงมากลิ้งขลุกๆไปบนพื้นถนนสีแดงและเข้าไปในพงหญ้าข้างทางกว่าจะหยุดตัวเองได้ ปารีณารีบลุกขึ้นวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต เสียงพวกมันจอดรถแล้ววิ่งไล่ตามมาพร้อมร้องขู่เสียงดัง ถ้าไม่หยุดจะยิง

ปารีณาวิ่งล้มลุกคลุกคลานได้ไม่ไกลพวกมันก็ตามทัน มันจับหล่อนกดกับพื้นหญ้า คนหนึ่งบอกให้ข่มขืนแล้วฆ่าทิ้งตรงนี้ แต่อีกคนแย้งบอกว่าจอดรถไว้บนถนนเดี๋ยวผิดสังเกต อีกอย่างตรงนี้มันสกปรกเกินไป พวกมันจึงช่วยกันจับหล่อนกลับไปที่รถ เมื่อดิ้นรนขัดขืนและร้องตะโกนขอความช่วยเหลือก็ถูกตบหน้าและชกเข้าเต็มท้อง ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่เป็นชกรัวจนทรุดเจ็บจุกจนไม่อาจดิ้นรนขัดขืนได้ต่อไป ได้แต่ปล่อยน้ำตารินไหลเพราะไม่มีแม้แต่เสียงร้องขอความช่วยเหลือ

แต่นับว่าโชคชะตาไม่โหดร้ายเกินไป ก่อนพวกมันจะพาหล่อนไปถึงรถ ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนหันรีหันขวางมองรถที่จอดไว้เฉยๆ และเมื่อเห็นหน้าเขาชัดเจนก็รู้สึกมีพลังและแรงฮึดขึ้นมาทันที จึงตะโกนร้องให้ช่วยสุดเสียง

ช่วยด้วย...

ปัง!

แต่เสียงร้องของหล่อนไม่ดังไปกว่าเสียงปืนที่ดังขึ้น ชายคนนั้นทรุดลงทันที เสียงพวกมันตำหนิกันเองดังใกล้หู

ไอ้บ้ายิงทำไม

ก็อีนี่มันร้องให้ช่วยคนยิงเองก็รู้สึกตกใจในสิ่งที่ทำลงไป ก่อนพวกมันจะปล่อยร่างหล่อนลงกระแทกพื้นจนเจ็บจุก แล้ววิ่งหลบเพราะชายที่ถูกยิงเมื่อครู่กำลังตอบโต้กลับมาด้วยอาวุธปืนเช่นกัน

ปารีณาพยายามคลานออกไปที่ถนนจนถึงตัวเขา

ช่วยด้วยค่ะ

พวกมันเป็นใคร

หนูนาไม่รู้

รีบไปจากที่นี่ก่อน เผื่อมันวกกลับมา

ค่ะ หล่อนรีบพยุงเขา แต่ยังไม่ทันขึ้นรถเสียงปืนก็ดังขึ้นอีก พร้อมความรู้สึกเหมือนกระสุนผ่านหน้าไปกระทบกับตัวรถ สองคนทรุดลงหมอบก่อนวิกรมจะยิงสวนกลับไปในป่ารกข้างทาง หล่อนได้ยินเสียงคนร้องอย่างเจ็บปวดดังออกมา เห็นพงหญ้าไหวเอน วิกรมยังยิงไล่หลังไปอีกสองสามนัดก่อนจะพากันขึ้นรถแล้วขับออกไปจากจุดนี้ให้ไกลที่สุด

วิกรมไม่ได้แจ้งตำรวจหลังจากรู้ความจริงว่าหล่อนถูกหลอกมาฆ่า เขาขอให้ปิดเป็นความลับ เขาจะจัดการกับสองคนนั้นเอง และให้หล่อนหลบซ่อนอยู่ในบ้านพักเขาไปก่อนจนกว่าจะสะสางเรื่องทั้งหมดได้

พี่ขอ นึกว่าเห็นแก่พี่เห็นแก่พี่เบ็นนะ หนูนา

แต่หนูนาเกือบถูกพวกมันข่มขืนทีแรกหล่อนอยากเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ไม่คิดเลยว่าหญิงแก่จะตายวันตายพรุ่งอย่างยายเล็กจะมีใจคออำมหิตหลอกตนมาฆ่าเช่นนี้ แต่วิกรมบอกว่ายายเล็กทำไปเพราะหวงพี่เบ็นขอร้องอย่าถือสาเลย และให้ถือว่าเขาไถ่โทษแทนยายเล็กแล้ว ด้วยแผลถูกยิงบริเวณท้องปางตาย

วิกรมโทร.ให้เพื่อนมารับเขาไปหาหมอบอกว่าทำปืนลั่น จากนั้นหล่อนก็ไม่ทราบข่าวคราวเขาอีกเลย เพราะเขาบอกให้ปิดโทรศัพท์ ให้เก็บตัวอยู่ในบ้านข้าวปลาอาหารจัดการทำเองเพราะมีของสด ของแห้งพร้อม และเมื่อเขากลับมาจะสะสางเรื่องทุกอย่างให้เองและจะพาหล่อนกลับไปส่งบ้านอย่างปลอดภัย

ปารีณาหลบอยู่ใบบ้านอย่างหวาดกลัว เพราะไม่รู้ว่ายายเล็กจะส่งคนมาทำร้ายอีกหรือไม่ และไม่รู้ว่าคนร้ายสองคนนั้นจะกลับมาทำร้ายอีกหรือเปล่า สองคืนที่ต้องอยู่อย่างหลบซ่อนในบ้านพักของวิกรมเหมือนตกนรก หวาดผวาเสียงรถ เสียงคน จนเมื่อความอดทนหมดลง จึงตัดสินใจไปจากที่นี่

ปารีณาไม่รู้ว่าจะมีโอกาสกลับบ้านอีกหรือไม่ เพราะการไปครั้งนี้คือหนีไปให้ไกลเท่าที่จะทำได้ หล่อนไม่คิดว่าหญิงชราอย่างยายเล็กจะโหดร้ายถึงเพียงนี้ แม้ไม่มีหลักฐานว่ายายเล็กเป็นคนจ้างวาน แต่ทุกอย่างมันทำให้คิดเช่นนั้น

วันนั้นดอกอ้อโทร.มาบอกว่ายายเล็กต้องการพบ หล่อนแปลกใจไม่น้อยเพราะวันที่ไปแสดงตัวว่าเป็นคู่รักของกบินทร์นั้นทั้งแม่และยายของเขามีท่าทีรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด มาวันนี้กลับโทร.มาตามให้ไปพบ แต่เพราะหล่อนคือปารีณาไม่เคยสนใจว่าคนรอบข้างของตนและกบินทร์จะคิดยังไง จึงตัดสินใจไปหาอยากรู้ว่าหญิงชราอย่างยายเล็กจะมีธุระอะไรกันแน่

เมื่อหล่อนไปถึงที่นั่นเหมือนยายเล็กจะนั่งรอยู่แล้ว หญิงชราหันมามองด้วยสายตาสมเพชเวทนาปารีณาอยากจะต่อว่านักที่มองด้วยสายตาเช่นนี้ หล่อนไม่ได้น่าสมเพชหรือน่าเวทนา หล่อนสวยสาวและสดใสเหมาะสมที่จะเป็นแฟนของกบินทร์ ไม่ใช่คนแก่ใกล้ตายที่คอยเกาะลูกหลานกินเหมือนตัวเอง แต่ทุกอย่างทำได้แค่คิดเท่านั้น

แต่แล้วยายเล็กก็ทำให้แปลกใจเมื่อถามถึงครอบครัว หน้าที่การงานของพ่อแม่และตัวหล่อนหล่อนยอมรับว่าอายเล็กน้อยที่จะบอกว่าแม่เป็นแม่ค้าข้าวแกงและพ่อเป็นพ่อค้าต้นไม้ และพี่สาวเป็นผู้จัดการส่วนตัวของกบินทร์ แต่ไม่กล้าพูดเท็จเพราะยายเล็กรู้จักพี่สาวตนคงรู้เกี่ยวกับฐานะครอบครัวตนแล้วจึงบอกไปตามความเป็นจริง แต่ดูเหมือนยายเล็กไม่สนใจเท่ากับหน้าที่การงานของหล่อนเพราะถามซ้ำอีกครั้งว่าทำงานอะไร

หนูนายังรองานอยู่ค่ะ สมัครไว้หลายที่แล้ว

สรุปก็คือเธอไม่มีงานทำ

แค่รองานค่ะ อีกไม่นานก็คงได้ทำหล่อนเถียง

จะรออีกนานแค่ไหนก็เป็นแค่ลูกจ้างเขา เธอไม่คู่ควรกับพ่อเบ็นหรอก

ปารีณาคิดเอาไว้ไม่มีผิดว่าจะต้องได้ยินคำพูดนี้ แต่คนอย่างหล่อนไม่สนใจอยู่แล้ว ในเมื่อหล่อนชอบกบินทร์

ถ้ามีคนถามว่าแฟนพ่อเบ็นเป็นใครมาจากไหน ลูกเต้าเหล่าใคร ทำงานทำการอะไร เธอคิดว่าพ่อแม่พ่อเบ็นเขาจะกล้าแนะนำเธอไหม ใครก็อยากมีหน้ามีตามีคนชื่นชมกับคู่ชีวิตของลูกทั้งนั้น เอาอย่างนี้ดีกว่า เรามีรีสอร์ทอยู่ต่างจังหวัด จะให้เธอไปเป็นผู้จัดการสักพักแล้วให้เจ้าของรีสอร์ทรับเป็นลูกบุญธรรม เพื่อเธอจะได้มีหน้ามีตาทัดเทียมพ่อเบ็นขึ้นมาบ้าง

รีสอร์ทของใครคะ

จริงๆ ก็ของพ่อเบ็นนั่นแหละ แต่ให้คนอื่นรับเป็นเจ้าของ ฉันโทร.บอกเค้าแล้ว เค้าจะให้คนมารับเธอที่สถานีรถไฟยายเล็กยื่นตั๋วรถไฟให้

ในเวลานั้นหากหล่อนตริตรองสักนิด คิดให้มากสักหน่อย สอบถามเรื่องนี้จากปากกบินทร์ก็คงไม่ตกในสภาพเช่นนี้ เพราะวิกรมบอกว่าครอบครัวเขาไม่เคยทำรีสอร์ท ไม่ว่าจะทำเองหรือให้คนอื่นทำ เวลานั้นหล่อนคิดแต่เพื่อตัวเองจะได้มีหน้ามีตาในวงสังคมจึงรีบตกปากรับคำไป แล้วก็เดินทางไปพบกับความหายนะ

ถ้าวิกรมไม่ผ่านมาพอดีหล่อนคงถูกฆ่าข่มขืนหมกป่า หรือฆ่าตายคารีสอร์ทที่ใดที่หนึ่งไปแล้วทีนี้ก็ได้เป็นเจ้าของรีสอร์ทสมใจแต่เป็นแค่วิญญาณที่เฝ้ารีสอร์ทเท่านั้น

ปารีณาปาดน้ำตาลวกๆ แล้วสวมแว่นกันแดด ขยับหมวกที่หยิบมาจากบ้านวิกรมปกปิดใบหน้าแล้วโบกรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ผ่านมาพอดี

“ไปขนส่งค่ะ”

หล่อนหยิบเงินในบ้านวิกรมมาจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นค่าเดินทางพร้อมเขียนจดหมายทิ้งไว้ หนูนาขอยืมเงินไปใช้ก่อนนะคะ มีโอกาสจะนำไปคืน ซึ่งหล่อนไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนั้นหรือไม่

 

ย้อนไปในวันนั้นสองหนุ่มที่ลงมือทำชั่ว อาคมและอำนวยเป็นมือปืนรับจ้างฆ่าคนทั่วราชอาณาจักรได้รับโทรศัพท์จ้างให้ฆ่าคน รูปและค่าจ้างล่วงหน้าครึ่งหนึ่งไปเอาที่ถังขยะหน้าบ้านหลังหนึ่งในเวลาที่กำหนด เมื่อสองคนรับค่าจ้างและรายละเอียดแล้วก็เริ่มวางแผนการ ยอมรับว่าเสียดายรูปร่างหน้าตาของเหยื่อที่ต้องฆ่า และเพื่อให้ความเสียดายลดน้อยลงสองคนจึงตกลงกันว่าจะข่มขืนก่อนแล้วค่อยฆ่า หรืออาจจะจับไปกักขังไว้เพื่อระบายความใคร่จนสาสมแล้วค่อยฆ่าทิ้ง

แต่พอเอาเข้าจริงกลับล้มเหลวทุกอย่างเพราะมีมารมาขวาง ไม่ได้กินเนื้อหงส์แถมอำนวยยังถูกยิงบาดเจ็บ แต่เพราะใจคดเป็นทุนเดิมสองมือปืนที่ทำงานพลาดจะไม่ยอมเสียค่ายาและเสียเวลาเปล่า จึงติดต่อไปยังคนว่าจ้างเพื่อขอรับเงินส่วนที่เหลือโดยไม่บอกว่าตนเองทำงานพลาด การรับเงินส่วนที่เหลือใช้วิธีการส่งทางไปรษณีย์ คนจ้างบอกว่าจะซ่อนไว้ในตุ๊กตาเซรามิกที่ห่ออย่างมิดชิดเชื่อได้ว่าไม่หายแน่นอน สองคนจึงให้ที่อยู่แล้วนอนรอ

ในเวลาดึกของวันต่อมาเสียงแตรรถดังหน้าบ้านเหมือนมีคนมาเยือน อาคมคนที่ไม่บาดเจ็บแหวกม่านมองอย่างระวัง เห็นคนลงจากรถแล้ววางกล่องพัสดุไว้บนกำแพงเตี้ยๆ แสงสลัวในที่ตรงนั้นพอมองเห็นได้ว่าเป็นกล่องคล้ายพัสดุไปรษณีย์ อาคมรีบออกไปยกเข้ามาในบ้านทันทีอย่างดีใจ

“เงินมาแล้ว” เขาบอกอำนวยที่นอนมองอยู่

อำนวยรีบเด้งตัวขึ้นนั่งแบบลืมเจ็บ แล้วลงมานั่งกับพื้นข้างๆ อาคมที่กำลังลงมือเปิดกล่องพัสดุ แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้

“ทำไมไปรษณีย์มาส่งดึกจัง แล้วพัสดุทำไมไม่มีการเซ็นรับ”

“ช่างมันเถอะน่า จะมาดึกมาเช้ามันก็มาแล้ว กูอยากกำเงินเต็มที”

“มึงก็มีกำอยู่เรื่อยๆ ทำเป็นอดอยาก”

“มีกำก็หมดไปแล้ว อยากได้เงินไปตีกระหรี่ว่ะ นึกแล้วเสียดายอีนั่น สวยเสียด้วยสิ ไม่น่ามีมารมาขวางเลย” อาคมพูดดวงตาเริงโรจน์

“เออ เจ็บใจนัก ไว้ให้กูหายเจ็บก่อน จะไปสืบให้รู้ว่ามันเป็นใคร พ่อจะเอาลูกตะกั่วยัดปากให้ไปเสือกในนรก ไอ้ฉิบหาย” อำนวยนึกถึงแผลของตนก็ยิ่งเจ็บใจ พูดอาฆาต

อาคมแกะกล่องพัสดุจนเจอตุ๊กตาเซรามิกด้านในเหมือนที่คนจ้างบอกไว้ มือปืนหนุ่มรีบมองหาผ้าหนาๆมารองที่พื้น แล้ววางตุ๊กตาตัวนั้นลง ก่อนจะใช้ด้ามปืนเครื่องมือทำมาหากินของตนทุบลงไปจนตุ๊กตาเซรามิกแตกเป็นเสี่ยง

กลิ่นและดอกพิกุลพวยพุ่งจากซากตุ๊กตา แต่ไม่มีเงินที่คิดว่าอยู่ด้านใน

“ไหนวะเงิน” อาคมปัดดอกพิกุลกระจายเพื่อหาเงินที่ควรจะมีแต่ไม่เห็น สองคนหันมามองหน้ากันแล้วคำรามลั่น

“มันหลอกเรา”

ปัง!ปืนของอาคมที่วางอยู่ข้างๆ และใช้แทนค้อนทุบตุ๊กตาเมื่อครู่ลั่นดังขึ้น

อำนวยหันขวับไปมองหน้าตาเหยเก

“มึงยิงกู”

“บ้าปืนวางอยู่นั่น กูอยู่ตรงนี้จะยิงได้ยังไง” อาคมเถียงทั้งนึกแปลกใจ จู่ๆ ปืนเกิดลั่นขึ้นมาแล้วพอเหมาะพอเจาะลั่นถูกแขนอำนวยพอดี

“นกมันคงค้าง โอ๊ย!” แต่เขาพูดไม่ทันขาดคำเสียงปืนก็ดังขึ้นอีกนัดครานี้นำพาความเจ็บปวดมาให้เขาจนสะดุ้งเฮือก พร้อมโวยวายลั่นเมื่อหันไปเห็นอำนวยถือปืนอยู่

“ไอ้นวยยิงกูทำไม กูบอกแล้วว่ากูไม่ได้ยิงมึง”

“กูก็ไม่ได้ยิง ปืนมันลั่นเอง” อำนวยมองปืนในมืออย่างแปลกใจ จู่ๆ ปืนกระบอกนี้ก็ลอยมาเข้ามือเขาพร้อมลั่นไปถูกอาคม

“ไอ้ห่า ไม่ได้ยิงได้ยังไงหลักฐานอยู่ในมือ”

อาคมไม่ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียว เขาพุ่งเข้าไปแย่งปืนจากมืออำนวย อำนวยเองก็กลัวว่าเพื่อนแย่งปืนไปได้จะทำร้ายตนอีกจึงยื้อยุดไว้เต็มกำลัง สองคนต่างโรมรันพันตูทั้งที่เจ็บปวดบาดแผลด้วยกันทั้งคู่ แล้วเสียงปืนก็ดังขึ้นอีกสองนัดซ้อน พร้อมสองร่างที่กอดรัดกันอยู่สะดุ้ง ผละออกจากกันแล้วนอนแผ่สิ้นใจอยู่เคียงข้างกัน

ดอกพิกุลที่เกลื่อนห้องลอยขึ้นในอากาศเหมือนมีลมหอบ ก่อนจะปลิวออกทางหน้าต่างและเลือนหายไปในความมืด เช่นเดียวกับซากตุ๊กตาเซรามิกและกล่องพัสดุก็เลือนหายไปทันทีเช่นกัน ทิ้งไว้แต่ร่างไร้ลมหายใจของอาคมและอำนวยให้คนมาพบเจอและคิดว่าสองคนฆ่ากันเองเพราะต่างกำปืนกระบอกเดียวกันเอาไว้แน่น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

20 ความคิดเห็น