สัญญาพราย

ตอนที่ 2 : บทที่ ๑

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1007
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    6 ม.ค. 61

บทที่๑

                ชายหนุ่มมองแหวนเพชรเม็ดงามที่หญิงสาวยื่นมาให้ แค่ช้าไปเสี้ยววินาทีเจ้าหล่อนก็จับมือเขาหงายแล้ววางแหวนใส่ หล่อนหันหลังเดินจากไปเงียบๆ เพราะก่อนพบหน้ากันนั้นหล่อนได้โทร.มาพูดคุยกับเขาแล้ว เวลานี้จึงไม่จำเป็นต้องพูดจาเพิ่มเติมอีกแล้ว และเขาก็หยิ่งพอตัวที่จะไม่เอ่ยคำใดออกมาเช่นกัน

                กบินทร์มองแหวนในมือเหมือนเป็นไดอารี่บอกเรื่องราวความรักที่ผ่านมา ความรักที่เริ่มต้นอย่างรวดเร็วปานจรวดพุ่งออกจากฐาน นำไปสู่การหมั้นหมายจับจองเป็นเจ้าของ และประกาศให้โลกรับรู้ เขาจำวันที่ควงคู่หล่อนตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนได้ การหมั้นสายฟ้าแลบของเขาเป็นที่โจษขานไปทั่ว มีทั้งคนยินดีและไม่เห็นด้วย มีบรรดาแม่ยกหรือเรียกให้ทันสมัยคือแฟนคลับมาร้องไห้คร่ำครวญ

กบินทร์เป็นนักแสดงแถวหน้ามีผู้ติดตามชื่นชอบมากมาย เมื่อมีคนชื่นชมย่อมมีคนหวงแหน เขาจึงชาชินกับปฏิกิริยาของเหล่าแฟนคลับ ที่จะเป็นแบบนี้ทุกครั้งเมื่อเขามีคู่รัก ใช่ เขาใช้คำว่าทุกครั้ง เพราะนี่เป็นครั้งที่สามแล้วสำหรับการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการของเขากับหญิงสาวที่เขารักในช่วงเวลานั้นๆ

พอเขามีคนรักเหล่าแฟนคลับก็ห่างหายไปบ้าง พอเขากลับมาประกาศว่าโสด แฟนคลับเหล่านั้นก็กลับมาห้อมล้อมเช่นเคยจนชาชิน และครั้งนี้ก็เช่นกันพอมีคนรู้ระแคะระคายถึงความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนระหว่างเขากับคู่หมั้น แฟนคลับหน้าเดิมๆ ที่หายหน้าไปพักใหญ่เกือบเท่าระยะเวลาของการมีคู่หมั้นของเขาก็ทยอยกลับมา และถึงวันนี้หากเขาประกาศความเป็นโสดแม้ว่าจะเป็นฝ่ายถูกขอเลิกก็ตาม แฟนคลับเหล่านั้นก็คงแสดงความยินดีออกนอกหน้าเช่นเคย

                ทำไมไม่มีใครสงสารเห็นใจเขาบ้าง เขาถูกสลัดรัก ถูกถอนหมั้นนะ!

 

            หญิงสาววางโทรศัพท์เคลื่อนที่ลงบนโต๊ะข้างแก้วน้ำ ที่มีน้ำอัดลมสีคล้ำอยู่ก้นแก้วจนน้ำแข็งหลอดเล็กๆ โผล่พ้นขึ้นมาเหนือน้ำ แต่มันก็โผล่ได้ไม่นานนักเมื่อหล่อนหยิบขวดที่วางอยู่ใกล้ๆ รินน้ำสีคล้ำที่เหลือไม่ถึงครึ่งขวดเติมลงไปจนเกือบเต็มแก้วและสามารถทำให้น้ำแข็งพวกนั้นจมมิดอยู่ในน้ำสีคล้ำอีกครั้ง แต่แทนที่คนรินจะยกขึ้นมาดูดกินให้ชื่นใจ กลับหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเพิ่งวางไว้ขึ้นมาดู พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

                เสียงเคาะโต๊ะเบาๆ พร้อมเสียงถามดังขึ้น

“หนูดี แกยิ้มอะไร เห็นดูมือถือแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไหนขอดูหน่อยสิ” ปากบอกว่าขอแต่มือกลับถือวิสาสะกระชากโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาพอประมาณไปจากมืออีกฝ่ายทันที

                “เฮ้ สา เอาคืนมา”

หนูดีหรือปรัศนีแย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่คืนจากมาริสาเพื่อนสนิท เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมก็กำไว้เสียแน่นจึงต้องยื้อยุดกันอยู่พักใหญ่ ปรัศนีขู่ฟ่อให้ส่งคืน คนเป็นเพื่อนก็ปฏิเสธลั่นไม่ยอมให้ท่าเดียว จนมีกรรมการเข้ามาตัดสิน

“อะไรกันสองสาว เอามานี่เลย” วิกรมที่มาจากไหนไม่รู้มายึดมือถือไปจากสองคนได้อย่างง่ายดาย ก่อนมองเจ้าของเครื่องซึ่งกำลังกลบเกลื่อนความตกใจบนสีหน้า แต่ไม่แนบเนียนและไม่ทันการณ์เพราะเขาเห็นชัดเจน ยิ่งทำให้เขาสงสัยมากขึ้นว่าต้องเกี่ยวกับมือถือที่ยื้อยุดกันอยู่ และอาจเกี่ยวข้องกับเขาด้วย ไม่อย่างนั้นปรัศนีจะทำหน้าตกใจทำไม

“เอามากร” ปรัศนีขอพร้อมยื่นมือไปรับ

ชายหนุ่มส่ายหน้าแต่ไม่ทันได้พูดอะไร มือที่สามก็มาฉกไป

“เอามานี่” มาริสาคว้าโทรศัพท์เคลื่อนที่จากมือวิกรมได้ก็วิ่งไปยืนเสียไกล เพราะรู้ดีว่าเจ้าของจะต้องตามมาเอาคืน และจริงดังนั้นเพราะปรัศนีขยับวิ่งตาม แต่มาริสาก็ไม่ยอมคืนง่ายๆ มาริสาวิ่งวนพลางเปิดหน้าจอมือถือสุดหวงที่ทำให้เพื่อนสาวดูมีลับลมคมใน ก่อนจะหยุดวิ่งแล้วคะมำไปข้างหน้าเมื่อปรัศนีที่วิ่งตามหยุดไม่ทันชนเข้าด้านหลัง

มาริสาประคองโทรศัพท์ไว้ไม่ให้ตกจากมือ แล้วหัวเราะเมื่อยืนได้มั่นคงแล้ว

“ฮ่าๆ นึกว่ามีความลับอะไร เรื่องแค่นี้เอง เอาคืนไป” มาริสาส่งโทรศัพท์มือถือคืน แล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะรับประทานอาหารต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วิกรมดึงเก้าอี้มานั่งข้างๆ มาริสา แต่สายตายังจับจ้องปรัศนีที่ยืนกำโทรศัพท์แน่นเหมือนมีความลับสุดยอด เขาขยับปากจะถาม แต่เด็กในร้านขายอาหารตามสั่งขัดจังหวะเสียก่อน

“พี่สั่งอาหารหรือยังครับ”

“เอาเส้นเล็กต้มยำ โค้กขวด”

“ครับ” เด็กรับรายการเดินกลับไปบอกพ่อครัว ก่อนจะไปต้อนรับลูกค้ารายใหม่

“ไปไหนมา” มาริสาถามวิกรม

“ผ่านมา” วิกรมตอบ แต่คนถามรู้สึกเหมือนมันไม่ใช่คำตอบ จึงถามย้ำอีกครั้ง

“ไปไหนมา”

วิกรมสบตาคนถามคำถามเดิม แล้วถอนหายใจเฮือก “ไปหาหนูดีที่บ้าน แม่บอกว่าออกมากับสา แล้วนี่นึกยังไง บ้านหนูดีขายข้าวแกง แต่สองคนมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวกันที่นี่”

“แล้วมันแปลกตรงไหน ก็เห็นอยู่ว่ากินก๋วยเตี๋ยว ไม่ได้กินข้าวแกง” มาริสาย้อน

“เออจริง งั้นถามใหม่ ไปไหนกันมา”

“มาหาฉันมีอะไรหรือเปล่ากร” เมื่อถูกเอ่ยถึงปรัศนีจึงรีบเดินกลับมานั่ง จ้องปากชายหนุ่มอย่างรอคำตอบ แต่ต้องเป็นฝ่ายหลบตาเมื่อวิกรมถามกลับบ้าง

“มีอะไรในมือถือหรือหนูดี”

“เปล่า ไม่มี”

“มี” มาริสาแย้งทันควัน ก่อนหันไปหาชายหนุ่ม

“หนูดีมันอ่านข่าว”

“ไม่มีอะไร ก็อ่านข่าวบันเทิงทั่วไปนะ กินๆ ก๋วยเตี๋ยวมาพอดี” ปรัศนีรีบเปลี่ยนเรื่อง แล้วเร่งให้ชายหนุ่มรับประทานพร้อมเลื่อนชามก๋วยเตี๋ยวที่เด็กในร้านเพิ่งนำมาวางเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น ก่อนหันไปมองเพื่อนสาวตาเขียวอย่างคาดโทษ หากแปลเป็นคำพูดก็คงไม่พ้นคำว่า หุบปาก แต่ไม่ทำให้มาริสากริ่งเกรงสักนิด แม่เพื่อนสาวยักไหล่แล้วพูดทันที

“ข่าวบันเทิงมาก ดารายกเลิกการแต่งงาน มันเรื่องน่ายินดีเสียจริงๆ” มาริสาพูดไปหัวเราะไป แต่ปรัศนีกลับหน้าง้ำตาเขียวปัด ส่วนวิกรมถึงกับวางตะเกียบที่กำลังจะคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวลง แล้วมองหญิงสาวทั้งสองก่อนเอ่ย

“ข่าวพี่เบ็นใช่มั้ย ผมรู้แล้ว”

“อ่า คุณตำรวจอย่างนายสนใจข่าวบันเทิงด้วยเหรอ” มาริสาสงสัยจริงๆ

“ไม่ได้รู้จากข่าว แต่แนนเป็นคนบอก” เขาเอ่ยถึงอดีตคู่หมั้นของพี่ชาย “แนนโทรบอกพ่อกับแม่ว่าจะถอนหมั้นพี่เบ็น แล้วก็ล่ำลา ป่านนี้คงบินไปเมืองนอกแล้ว”

“แปลกนะ พวกดาราพอเลิกกันแล้วทำไมต้องบินไปนอกวะ มันมีอะไรดีนักหนา หรือมีน้ำใบบัวบกสรรพคุณดีกว่าบ้านเรา” มาริสาทำหน้าสงสัย

“บ๊อง”

“อ้าว! ว่าฉันเหรอ เดี๋ยวแม่ตบปากฉีกเลย” มาริสาหันไปเอาเรื่อง วิกรมขยับเก้าอี้หนีเล็กน้อยก่อนลงมือกินก๋วยเตี๋ยว

ปรัศนีลอบยิ้ม โล่งใจที่สองคนหันไปทะเลาะกันเอง จึงไม่มีใครสนใจว่าทำไมหล่อนต้องดีใจยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่เบ็น กบินทร์ ดาราหนุ่มสุดหล่อประกาศความเป็นโสดอีกครั้ง

เมื่อก่อนปรัศนีไม่ใช่คนบ้าดารา ไม่สนใจวงการบันเทิงมากนัก หรือเรียกว่าไม่สนใจเลยก็ได้ หล่อนไม่ค่อยดูละคร ไม่เข้าโรงภาพยนตร์ ไม่อ่านนิตยสารบันเทิงรวมถึงไม่ฟังเพลงหรือดูคอนเสิร์ต แต่รับรู้ผ่านสังคมรอบข้างทั้งครอบครัวและเพื่อนฝูง และสะดุดตาจนถึงขั้นสะดุดใจกับข่าวฉาวของนักแสดงหนุ่มคนนี้

นักแสดงหนุ่มรูปหล่อที่ถูกสื่อมวลชนยกย่องว่าเป็นดาราเจ้าเสน่ห์ นักรักในวงการบันเทิง คาสโนวาตัวพ่อ ปรัศนีคิดว่าคำพวกนี้ไม่ใช่คำชื่นชมที่น่ายินดีนัก แต่เหมือนคนอื่นๆ รวมถึงเจ้าตัวไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะไม่เคยมีข่าวว่าเขาแสดงความไม่พอใจหรือตำหนินักข่าวที่ตั้งฉายาให้ กลับยิ้มแย้มเวลาให้สัมภาษณ์ หล่อนเคยเห็นข่าวที่เขาปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้อยากเปลี่ยนคู่บ่อย เพียงแต่ทุกอย่างเป็นไปตามพรหมลิขิต เขาไม่เคยเป็นฝ่ายบอกเลิกก่อน และยอมรับการตัดสินใจให้อิสระแก่ฝ่ายหญิงหากต้องการจะตัดสัมพันธ์รัก เขายังหวังว่าสักวันจะเจอคนที่ใช่และอยู่กับเขาจนแก่เฒ่า

ปรัศนีจำได้ว่าวันที่ฟังเขาให้สัมภาษณ์หลังถูกคู่หมั้นสาวขอยกเลิกการแต่งงานก่อนถึงกำหนดแค่สองวัน สีหน้าเขาหม่นหมองสมกับเป็นคนถูกสลัดรัก อกหักรักคุด จนอดสงสารไม่ได้ หล่อนค้นหาประวัติส่วนตัว ประสบการณ์ในวงการบันเทิง เรียกว่าทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเขา หล่อนสืบค้นจนกระจ่างแจ้ง จนกลายเป็นแฟนคลับเขาแบบไม่รู้ตัว แต่การที่รู้ว่าเขาเป็นพี่ชายของเพื่อนสนิทกลับทำให้รู้สึกลำบากใจที่จะแสดงออกอย่างชื่นชม กลัววิกรมจะไปบอกพี่ชายแล้วหล่อนวางหน้าไม่ติดหากมีเหตุให้พบเจอกันในฐานะพี่ชายกับเพื่อนของน้อง

ปรัศนีจึงได้แต่เก็บความชอบนี้เอาไว้ในใจ แม้จะตบตามาริสาเพื่อนสนิทอีกคนไม่ได้ก็ตามที

“แล้วพี่ชายนายเศร้าบ้างไหมที่ถูกถอนหมั้น” มาริสาไม่ได้อยากรู้ แต่คิดว่าคนอยากรู้ทุกเรื่องของกบินทร์นั่งอยู่ตรงนี้ และกำลังทำทีไม่สนใจด้วยการยกแก้วขึ้นมาดูดน้ำอัดลมจนน่าหมั่นไส้ อยากแกล้งกลับโดยการบอกวิกรมว่าไม่ต้องตอบเพราะหล่อนไม่อยากรู้แล้ว แต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะคนมีพี่เป็นดาราดังกำลังบอก

“ผมเห็นพี่เบ็นเฉยๆ นะ ไม่แสดงอาการอะไร คงหมดโปรฯไปนานแล้ว แค่รอให้แนนเป็นคนถอนตัวเอง”

“โห ฉลาดนะ รอให้ผู้หญิงเป็นนางมารร้าย ตัวเองกลายเป็นพระเอกแสนดีผู้น่าสงสาร อาภัพรัก เพี้ยง! ขอให้โสดตลอดชาติ” มาริสาเหลือบมองเพื่อนสาวขณะพูดเล่น เห็นปรัศนีหันขวับมามองตาเขียวปัด แล้วแก้ต่างแทนคนที่ตกเป็นตัวละครในหัวข้อสนทนาทันที

“เขาเป็นสุภาพบุรุษต่างหากที่ไม่พูดเรื่องนี้ก่อน แกไปแช่งเขาอย่างนั้นทำไม ตบปากพูดใหม่เลยนะ”

“ก็มันเรื่องจริงนี่นา เจ้าชู้ขนาดนี้ผู้หญิงที่ไหนอยากจะมาตกนรกด้วย ถ้าโลกนี้มีผู้ชายอย่างพี่เบ็นคนเดียว ฉันขอโสดตลอดชีวิต” มาริสาตั้งใจยั่วปรัศนีเล่น แต่ไม่คิดว่าจะมีคนร้อนตัวออกรับแทนพี่ชาย

“ถ้าโลกนี้มีผู้หญิงอย่างคุณคนเดียว พี่เบ็นก็คงยอมเป็นเสือสิ้นลาย ปลาไหลไร้เมือกหรือคาสโนวาปลดระวาง ไม่ใช่สยบแทบเท้าคุณนะ แต่หมดอารมณ์...เฮ้ย!” คนพูดไม่ทันจบเกือบตกเก้าอี้เพราะคนถูกแขวะหันไปผลักเต็มแรง ดีที่เขานั่งได้มั่นคงและใช้เท้ายันพื้น มือจับขอบโต๊ะไว้แน่น

“ไอ้บ้า ปากเสีย”

“ถ้าผมตกเก้าอี้จะทำยังไง”

“ก็หลังหัก” มาริสาตอบได้หน้าตาเฉย แถมค้อนให้อีกครั้งแล้วหันไปจ้องปรัศนีเพื่อจับผิด จนคนถูกจ้องรีบเสมองไปทางอื่น แต่เจ้าหล่อนหรือจะหยุดแค่นี้

“แกว่าไหมหนูดี ผู้ชายอย่างเบ็น กบินทร์ ทั้งหล่อทั้งรวยมีรางวัลความเป็นคนดีก็เพียบ แต่ทำไมกำพร้าแฟนเป็นระยะๆ แบบนี้ สงสัยอาภัพเนื้อคู่แน่ๆ ประเภทคู่แท้ไม่ยอมตามมาเกิดด้วย รักกับใครก็ไม่ได้ลงเอยกันสักที รายล่าสุดนี่คงเป็นคนที่แปดแล้วมั้ง”

“เก้า แล้วที่ไม่เป็นข่าวอีกเพียบ จะให้แจกแจงไหม” วิกรมแทรกขึ้นมาอย่างคนรู้จริง ทำเอาสองสาวหันมามองเขาทำหน้าไม่เชื่อเท่าไหร่ ก่อนที่มาริสาจะพูด

“มากขนาดนั้นเลยหรอ พี่นายเป็นโรคจิตหรือเปล่านี้ ชอบฟันแล้วทิ้ง”

“ผู้หญิงต่างหาก ทั้งฟันทั้งดูด แล้วสลัดทิ้ง พี่ผมถูกกระทำนะ”

“ไอ้บ้า ลามก” มาริสาทำท่ารังเกียจคำพูดของวิกรม

“ลามกตรงไหน”

“ดูด อะไรของนายละ ชิ”

“นั่นไง คิดให้ลามกเอง ดูดเงินยังไง แต่ละนางที่เลิกไปนะ กอบโกยไปจากพี่เบ็นตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ คุณก็รู้นิ”

“อ๋อ แล้วไป” มาริสาทำหน้าเขินๆ ที่คิดลึกไปถึงไหนๆ ก่อนเสถามปรัศนีที่เหมือนไม่ได้ออกความเห็นอะไรเลย

“หนูดี แกคิดว่าไง เนื้อคู่พี่เบ็นเขายังไม่เกิดหรือยังหากันไม่เจอ หรือพรหมลิขิตให้เขาอยู่เป็นโสดยั่วน้ำลายเหล่าชะนีเล่น”

“ก็ไม่รู้สินะ” ปรัศนีตอบออกไปสั้นมาก แต่ในใจกำลังคิด หล่อนเคยอ่านเรื่องคนไม่มีคู่ อยู่เป็นโสดในชาตินี้ เพราะติดสัญญากับใครบางคนไว้ชาติที่แล้วๆ หรือกบินทร์จะอยู่ในข่ายนี้

“ว้าย! อะไร” ปรัศนีที่กำลังคิดเพลินๆ สะดุ้งตกใจกับแรงเขย่า

“ก็แกเป็นบ้าอะไรนั่งนิ่งทำคิ้วขมวด ถามก็ไม่บอก ฉันก็เลยสะกิด”

“นี่เหรอสะกิด บ้านะสิ สะกิดอะไรแรงขนาดนี้ ดูสิ” ปรัศนียื่นแขนที่เป็นรอยแดงให้เพื่อนดู

“ขอโทษ ก็ฉันต้องโน้มไปหา เลยพลาดสะกิดแรงไปนิด แต่แกไม่ต้องมาทำเฉไฉ แกกำลังคิดอะไรอยู่ บอกมา” มาริสาคาดคั้น

“ก็แค่คิดว่าเราจะมาพูดถึงเรื่องของคนอื่นทำไม”

“คนอื่น! ฮ่าๆ อยากหัวเราะให้ฟันร่วง แกคิดว่าพี่เบ็นเป็นคนอื่นจริงๆ นะหรือ”

“เอ๊ะ! สา พูดอะไรไม่รู้เรื่อง คนที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนาถือว่าเป็นคนอื่นทั้งนั้น การพูดถึงคนอื่นลับหลังไม่ใช่เรื่องดี ไม่ควรทำ”

“ยะ แกไม่อยากรู้ก็แล้วไป ต่อไปถ้าฉันรู้ข่าวอะไรมาจะได้ไม่ต้องเล่าให้ฟังอีก เพราะแกไม่ชอบฟังเรื่องของคนอื่น”

“เว้นสักคนก็ได้ ดาราถือเป็นคนของประชาชน ฉันอยากรู้เพราะยังไงเขาก็เป็นพี่ชายของเพื่อน” ปรัศนีหยิบยกเหตุผลมาอ้าง จึงได้ยินเสียงถามยานคางแกมล้อเลียนจากมาริสา

“อ๋อ เหรอ”

“นี่สรุปว่าสองคนสนใจพี่ชายผมเหรอ” วิกรมถามทะลุกลางปล้องชนิดที่สองสาวหันมามองเขาพร้อมเพรียงกัน แล้วก็ต่างแย่งปฏิเสธ

“เปล่า”

“ไม่ใช่”

“ไม่ก็แล้วไป แต่ถ้าอยากให้ช่วยเป็นพ่อสื่อให้ละก็ บอกได้นะ ยินดีรับใช้ ขอค่าแรงเป็นมื้อหรูๆ สักมื้อก็พอ”

“เห็นแก่กิน” มาริสาอดแขวะไม่ได้

“ไม่ได้เห็นแก่กิน แค่ไปอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อน นานๆ เข้ากรุงทีก็อยากกินอะไรที่หรูๆ แพงๆ บ้าง ก็แค่นั้น” วิกรมพูดไปยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี

สองสาวมองหน้ากันแล้วยิ้ม เพราะรู้ว่าวิกรมพูดเล่น ถึงแม้เขาจะรับราชการตำรวจอยู่ต่างจังหวัด แต่ไม่ได้ห่างไกลความเจริญอย่างที่อ้างถึง ร้านอาหารแพงๆ ก็มีให้ใช้บริการ เพียงแต่พวกหล่อนรู้นิสัยวิกรมดีว่าไม่ชอบฟุ่มเฟือย เขาเป็นคนสมถะทั้งที่ครอบครัวมีฐานะร่ำรวย ทั้งรวยด้วยทรัพย์สินเก่าเก็บ มรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ และร่ำรวยเพราะอาชีพโกยเงินของพี่ชาย ข่าวว่าค่าจ้างการทำงานของกบินทร์แต่ละชิ้น มีตัวเลขแปดหลักเป็นอย่างต่ำ กบินทร์อยู่คอนโดฯหรูย่านธุรกิจไม่ได้อยู่บ้านกับครอบครัว กบินทร์ขับรถราคาหลายล้าน ขณะที่น้องชายขับรถปิคอัพพาหนะที่สะดวกในการทำงาน กบินทร์มีข่าวคาวควงสาวไม่ซ้ำหน้า เลิกรากับคนรักเป็นว่าเล่น ขณะที่วิกรมไม่เคยพาผู้หญิงเข้าบ้าน และยังไม่มีแฟน

“ว่าแต่นายตามมานี่มีธุระกับฉันหรือ” ปรัศนีเริ่มถามเป็นการเป็นงาน

“ไม่มีอะไรหรอก เข้ากรุงมาก็มาหาเพื่อนกินข้าว นึกถึงหนูดีคนแรกเลยไปหาที่บ้านแต่ไม่เจอ แม่บอกว่าออกมากับสา เลยขับรถเรื่อยๆ เห็นสานั่งหัวฟูแต่ไกลเลยแวะมา”

“ไอ้บ้า ว่าฉันอีกแล้ว” มาริสาติงอย่างงอนๆ พลางลูบผมตัวเองว่าฟูอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า หล่อนไม่ได้งอนที่เขาเอ่ยถึงรูปลักษณ์ แต่นึกน้อยใจกับประโยคที่เขาพูดก่อนหน้านี้ ใช่สิ ใครๆ ก็จะนึกถึงและจดจำปรัศนีได้มากกว่า เพราะหล่อนสวยสู้ปรัศนีไม่ได้

“อีกอย่างมีงาน เผื่อหนูดีสนใจ”

“งานอะไร” มาริสาแย่งพูดอีกครั้ง ครานี้วิกรมหันมามองหน้าแล้วส่ายหน้าช้าๆ เหมือนระอาเต็มทียิ่งเพิ่มความน้อยใจจนนั่งไม่ติด รีบเอ่ยขอตัว

“ไปห้องน้ำก่อนนะ”

มาริสารีบเดินหนีออกมา เพราะไม่มั่นใจว่าหากนั่งฟังสองคนคุยกันโดยเห็นตนเป็นหัวหลักหัวตอ จะกลั้นน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้ได้หรือไม่ หล่อนสวยสู้ปรัศนีไม่ได้จึงไม่มีใครสนใจ แม้คนที่หล่อนให้ความสนใจเป็นพิเศษก็ยังมองข้าม ขนาดอยู่บ้านติดกันเขายังคิดถึงปรัศนีเมื่ออยากหาเพื่อนกินข้าว

“สานี่ชักจะเพี้ยนขึ้นทุกวัน ว่าแต่มีงานอะไรหรือกร” ปรัศนีเอ่ยถึงเพื่อนอย่างเอ็นดู ก่อนถามวิกรมอย่างสนใจ

วิกรมขยับเก้าอี้มาใกล้ นั่งตัวตรงแล้วพูดเป็นงานเป็นการ โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตามาริสายืนมองมาจากหน้าห้องน้ำอย่างสงสัยระคนน้อยใจ ก่อนจะผลุบเข้าไปในห้องน้ำ และใช้เวลาอยู่ในนั้นชั่วครู่ก็เดินกลับมานั่งที่เดิม มาริสามองวิกรมที่รีบขยับห่างปรัศนีเมื่อเห็นหล่อนเดินมาอย่างแปลกใจ แต่ไม่ได้ถาม หล่อนนั่งลงแล้วดื่มน้ำอีกครั้ง

“น้องเก็บตังค์” วิกรมเรียกชำระเงิน ก่อนลุกขึ้นเดินไปที่รถ

สองสาวเดินตามไปโดยไม่ต้องชวน แม้มาริสาจะมีเรื่องคาใจแต่ไม่เอ่ยปากถาม หล่อนรู้สึกเหมือนเรื่องที่วิกรมคุยกับปรัศนีเป็นความลับของสองคน หล่อนคิดว่าหากทั้งคู่อยากให้หล่อนรู้คงไม่ทำลับลมคมในเช่นนี้

“ฉันนั่งหลังเอง” มาริสารีบบอกเมื่อเดินมาถึงรถกระบะสี่ประตูของวิกรม เมื่อเห็นเจ้าของรถและปรัศนียืนลังเลเหมือนรอตน

“เปล่า แค่จะบอกว่าผมไม่ว่างวนไปส่ง ผมจะไปทำธุระกับหนูดีก่อน” วิกรมบอกชัดเจน จนอีกฝ่ายหน้าม้านแล้วกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มแหยๆ พยักหน้ารับทราบ แต่ตอบกลับเสียงแผ่ว

“อ๋อ ไม่เป็นไร ฉันกลับเองได้ ไปนะ” มาริสาก้าวฉับๆ อยากหายตัวหรือดำดินได้ จะได้หายไปจากตรงนี้โดยเร็ว หล่อนรู้สึกเสียหน้าและรู้สึกเหมือนตนเองเป็นคนอื่นไม่ใช่เพื่อนสนิทของทั้งสองคนอย่างบอกไม่ถูก สองคนมีธุระสำคัญไม่อยากให้หล่อนรู้เห็นเป็นแน่ เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่มีข้ออ้างเรื่องวนไปส่งที่บ้าน จะวนทำไมบ้านหล่อนกับบ้านวิกรมอยู่ติดกัน เป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งแต่เด็กๆ สนิทสนมกันจนเขาเข้ามาเป็นคนพิเศษในใจโดยไม่รู้ตัว และเขาก็ไม่รู้ด้วยเช่นกัน

จังหวะนั้นรถจักรยานยนต์รับจ้างผ่านมาพอดี มาริสาจึงเรียกใช้บริการ แต่ยังมีมารยาทพอที่จะหันไปโบกมือให้ทั้งสองคน

สองคนหันมามองหน้ากันแล้วยิ้มพร้อมหัวเราะเบาๆ แล้ววิกรมก็เปิดประตูให้ปรัศนีขึ้นนั่ง ก่อนจะวนไปขึ้นนั่งประจำที่คนขับแล้วพายานยนต์คู่ใจทะยานไปข้างหน้าทันที

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #19 VARANTHITA (@VARANTHITA) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 09:45
    แบบว่า มีเพื่อนนิสัยอย่าง มาริษา ก็ไม่ไหวในบางเรื่องน่ะ
    #19
    2
    • #19-2 zayblove638 (@zayblove) (จากตอนที่ 2)
      10 มีนาคม 2561 / 11:36
      ? ? ? ? นี่คืออะไรหรือออเจ้า
      #19-2