ตอนที่ 19 : บทที่17

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 371
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    25 ก.พ. 61

บทที่๑๗

กบินทร์ยืนมองบ้านหลังเก่าที่ปิดสนิทเพราะไม่มีคนอาศัยในช่วงเวลานี้ ยายเล็กถูกแม่พาไปอยู่ที่บ้านโน้นแล้ว เขาไม่รู้ว่าแม่พูดอย่างไรยายเล็กถึงยอมไป แต่พอไปถึงก็ทำความเดือดร้อนให้เขาทันที เขาไม่อยากปรักปรำแต่เชื่อสนิทใจแล้วว่า ยายเล็ก ดอกพิกุล และแววตาจ้องมองอย่างประหลาดมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะเมื่อคืนหลังจากแม่กวาดพวงมาลัยพวกนั้นออกจากห้องเขาแล้ว เขาก็พยายามนอนแต่ไม่หลับเสียที ทั้งที่เหนื่อยและง่วงมากแต่ร่างกายเขากลับตื่นตัวกับสิ่งที่เรียกว่าสายตาที่มองไม่เห็น แม้คราวนี้ไม่ได้รู้สึกขนลุกขนพอง อาจเป็นเพราะความชาชิน กลัวจนเลิกกลัวเสียแล้วแต่เพราะรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นจับจ้องอยู่เขาจึงนอนไม่หลับ และเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับยายเล็กเสมอ จึงทำให้เขามั่นใจ

และเวลานี้เขามองเข้าไปในบ้านเก่าอย่างสบายตาสนิทใจ ไม่มีความรู้สึกขยาดหรือหวาดกลัว ไม่ได้กลิ่นดอกพิกุลหรือสัมผัสถึงดวงตาเร้นลับเลย

เพราะอะไรหากไม่ใช่เพราะยายเล็กไม่ได้อยู่ที่นี่

“พี่เบ็นจะเข้าไปดูบ้านไหมคะ เห็นยืนมองอยู่นานแล้ว” ปรัศนีถามขึ้น หลังออกมาจากบ้านมาริสาที่เข้าไปจัดเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวเพื่อนำไปให้เจ้าตัวอย่างที่ไหว้วานไว้

กบินทร์หันมามองแล้วยิ้มที่หาความหมายไม่ได้ ก่อนบอก “พี่ไม่ได้เอากุญแจมา แต่บอกเลยว่า บ้านตอนที่ยายเล็กไม่อยู่ให้ความรู้สึกต่างกับตอนที่ยายเล็กอยู่ในบ้านมาก”

“ยังไงคะ” ปรัศนีสงสัยขึ้นมาทันที

“ก็ตอนนี้พี่ไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือไม่อยากย่างกรายเข้าไปข้างในเลย ผิดกับตอนมารับยายเล็กเมื่อวานมาก พี่ไม่กล้าเข้าไปจนต้องชวนสาเข้าไปเป็นเพื่อน แล้วพอยายเล็กไปค้างที่บ้านโน้น พี่ก็เจอเรื่องแปลกๆ อีกแล้ว”

“เรื่องแปลก อะไรคะ” ปรัศนีถามทันทีอย่างห่วงใยและใคร่รู้

“ไปเล่าในรถก็แล้วกัน ไปเถอะ” เขาชวน แล้วช่วยหิ้วกระเป๋ารอให้ปรัศนีปิดรั้วบ้านของมาริสาเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปขึ้นรถ พร้อมกับเล่าเรื่องที่ประสบมาเมื่อคืนให้ปรัศนีฟัง หญิงสาวตั้งใจฟังและมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างชัดเจน จนเมื่อเล่าจบเขาก็ต้องปลอบหล่อนต่อ

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ พี่ชินแล้วนะหนูดี หนูดีไม่ชินหรือยังไง ว่าแต่เมื่อคืนเจออะไรแปลกๆ หรือฝันร้ายอะไรอีกหรือเปล่า” เขาอดถามไม่ได้เมื่อนึกขึ้นได้ว่าปรัศนีก็ถูกสิ่งลี้ลับคุกคามอยู่เช่นกัน

“ไม่เลยค่ะ เมื่อคืนหนูดีหลับสบายมากๆ ไม่ฝัน ไม่เห็น ไม่ได้กลิ่น”

“นั่นไง มารวมที่พี่หมดเลย” เขาเอ่ยยิ้มๆ อย่างคนปลงตก

“แล้วหาสายสิญจน์ในรถเจอหรือยังคะ” หล่อนถามแต่ไม่ได้อยากได้ไว้เอง

“เด็กที่บ้านบอกว่าเข้าไปทำความสะอาด ดูดฝุ่นในรถเห็นตกอยู่เลยเอาไปทิ้ง”

“อ้าว!” ปรัศนีร้องตกใจและเสียดาย

“ช่างเถอะ คงไม่อยากอยู่กับเรา” กบินทร์พูดปลงๆ ก่อนสลัดเรื่องนี้ทิ้ง “หนูนาติดต่อมาหรือยัง”

“พ่อบอกว่าน้องโทร.มาแล้วค่ะบอกว่าได้ที่พักแล้วและเริ่มทำงานเลย ที่นั่นไม่ค่อยมีสัญญาณ ว่างเมื่อไหร่จะโทร.มาเอง”

“ก็ยังดีที่ไม่ปล่อยให้คนทางนี้ห่วง แล้วตกลงเขาไปทำงานจังหวัดไหนละ บริษัทอะไรเผื่อจะได้ไปหาถูก”

“พี่เบ็นจะไปหาหนูนา” หล่อนไม่ได้ถามเขา แต่พึมพำคนเดียว

“หนูดีพูดอะไรนะ” กบินทร์ถามเพราะได้ยินไม่ถนัด แต่ก่อนที่จะได้คำตอบเขากลับหยุดรถกะทันหัน แล้วถอยกลับมาจอดตรงทางแยก

“อะไรคะ มองอะไรหรือคะ” ปรัศนีถาม แปลกใจที่จู่ๆเขาก็ถอยรถ ซ้ำยังหยุดมองไปยังถนนลูกรังที่แยกย่อยไปจากถนนสายหลัก

“หนูดีเห็นผู้ชายขี่ควายกลางทุ่งนั่นไหม” เขาชี้ไปทางถนนลูกรังปรัศนีมองตามแล้วส่ายหน้า

“พี่เบ็นตาฝาดแล้ว ไม่มีใครเลย แล้วก็ไม่มีทุ่งนา แต่เป็นถนนลูกรังสองข้างรกๆ นั่นก็ต้นไม้ต้นหญ้า แต่ไม่ใช่นาข้าวนะคะ”

“หือ” กบินทร์กะพริบตาถี่ๆ เมื่อได้ยินเสียงค้าน แล้วเขาก็เห็นตามที่ปรัศนีบอกจริงๆ ถนนลูกรังตัดผ่านพงหญ้า ไม่ใช่คันนาแบ่งขอบเขตผืนนา ไม่มีผู้ชายผิวคร้ามเข้มกล้ามใหญ่ขี่ควายสีเทาที่ข้ามถนนตัดหน้าไปเมื่อครู่ผู้ชายที่หน้าละม้ายเขาซึ่งเคยเห็นผ่านกระจกแวบๆ

นอกจาก ดอกพิกุล สายตาที่มองไม่เห็น แล้วยังมีผู้ชายผิวคล้ำคนนี้อีกหรือที่คอยตามหลอกหลอน แล้วไหนจะยายเล็กอีกคน ต่อไปเขาจะเจออะไรอีก แล้วเมื่อไหร่เรื่องพวกนี้จะหายไปจากชีวิตเขาเสียที

 

วันนี้กบินทร์รับวิกรมออกจากโรงพยาบาลกลับมาพักฟื้นที่บ้านตามคำสั่งแม่ เพราะรู้เรื่องจากรูปที่แฟนคลับเขาโพสต์ในอินเทอร์เน็ตทั้งที่ขอร้องแล้วว่าอย่านำไปเผยแพร่ แม่ซักไซ้จนได้ความจริงแล้วสั่งให้วิกรมมาพักที่บ้านหลังจากหมออนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ทีแรกแม่จะให้รถมารับแต่เขาเสร็จงานเร็วจึงอาสามารับวิกรมเอง ถึงแม้แม่ค้านว่าเขาทำงานมาเหนื่อยพอแล้วอย่ามาเหนื่อยกับการขับรถทางไกลเพื่อไปรับวิกรมเลย แต่เขายังยืนกรานที่จะมารับน้องชายด้วยตนเอง แม้แม่จะงอนก็ตามที

“แม่ไม่เคยห่วงกร เหมือนหวงพี่เบ็น” วิกรมพูดเมื่อขยับมานั่งบนรถเข็น ที่มาริสารอเข็นอยู่

“นี่นายน้อยใจแม่หรือแค่พูดเล่น” กบินทร์ถามหลังจับน้ำเสียงคนพูดไม่ได้

“น้อยใจจริงสิพี่ แต่ก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ผมไม่มีอะไรน่ารักน่าห่วงอย่างพี่เบ็นนี่”

“คิดมาก แม่ทุกคนก็ห่วงลูกทั้งนั้น” กบินทร์บอก แล้วหิ้วตะกร้าผลไม้ที่เพื่อนและเจ้านายนำมาเยี่ยมไข้วิกรมจนเต็มสองมือ เขาพยักหน้าให้ปรัศนีช่วยเปิดประตูและช่วยมาริสาเข็นรถวิกรมออกจากห้อง

“แต่ผมพูดจริงนะพี่ ตั้งแต่เล็กจนโต ผมรู้สึกมาตลอดว่าแม่รักพี่เบ็นมากกว่า บางครั้งยังแอบสงสัยว่าผมเป็นเด็กที่ถูกขอมาเลี้ยงหรือเปล่า”

“คิดมาก” กบินทร์ปรามน้องเบาๆ แม้เขาเองก็รู้สึกเช่นนั้นกับการแสดงออกของแม่ แต่ไม่อยากให้น้องคิดมาก

มาริสาที่เข็นรถให้บีบไหล่วิกรมอย่างให้กำลังใจ ชายหนุ่มเหลียวมองแล้วยิ้มให้ พร้อมกับพูด

“ขอบใจนะสาที่ห่วงผมเสมอมา ผมว่าไปพักบ้านสาดีกว่ามั้ยพี่เบ็น” เขายังมีแก่ใจพูดเล่น จนเจ้าของมือให้กำลังใจชักกลับ แต่ไม่ชักกลับไปเปล่าๆ ยังแถบหยิกให้หนึ่งที

“อุ้ย! อุ้ย! ทำร้ายร่างกายคนป่วย” วิกรมตะโกนเสียงดังจนมาริสารีบปล่อยมือจากรถเข็น แล้วผลักออกไปสุดแรงอย่างหมั่นไส้ โดยไม่ได้ดูว่าเป็นทางลาด รถเข็นจึงเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย!” เสียงร้องตกใจดังขึ้นพร้อมกัน

กบินทร์รีบวางตะกร้าที่ถืออยู่เต็มมือลงเพื่อวิ่งตามรถเข็น มาริสาวิ่งนำหน้าไปแล้ว แต่เพราะเป็นทางลาดค่อนข้างชันทำให้รถเข็นเคลื่อนเร็วและยากต่อการหยุดยั้ง ปรัศนีไม่ได้วิ่งตามเพราะรู้ว่าเปล่าประโยชน์คนขายาวอย่างกบินทร์กับมาริสาตามไปช่วยแล้ว ถึงวิ่งตามไปก็เท่านั้น สิ่งที่ทำได้คือภาวนาให้หยุดรถเข็นได้เร็วที่สุด และอย่ามีรถยนต์วิ่งผ่านมาบนถนนหน้าอาคารในเวลานี้เลย

กบินทร์คว้ารถเข็นเอาไว้ได้ทำให้รถชะลอ แต่เพราะเขายังจับไม่ถนัดทำให้รถหลุดมือไถลออกห่างอีกครั้ง เขารีบคว้าเอาไว้ให้มั่นและรู้สึกเหมือนรถเข็นหยุดนิ่งไปชั่วครู่เพื่อรอให้เขาจับให้แน่น

“เฮ้อ!” เสียงถอนใจดังแทบจะพร้อมกันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนนั่งในรถเข็นเอง แม้จะดูเหมือนสนุกแต่ก็แอบหวาดเสียว

“ขอโทษนะกร” มาริสารีบเข้ามาขอโทษ แล้วรับอาสาเข็นลงไปที่พื้นราบที่มีระยะทางแค่ไม่กี่เมตร เพื่อเข็นต่อไปที่ลานจอดรถ ส่วนกบินทร์วิ่งกลับไปหิ้วตะกร้าของเยี่ยมอีกครั้ง

“หนูดี ยังไม่หายตกใจหรือ ดูทำหน้าเข้า” เขาถามเพราะเห็นปรัศนียืนหน้าซีดมองไปข้างหน้านิ่ง เหมือนตะลึงและตกใจไม่น้อย คนถูกเรียกชื่อเหมือนเพิ่งได้สติ หันมามองเขาทำตาปริบๆ แล้วหันกลับไปมองทางเดิมอีกครั้ง

“เป็นอะไรหนูดี”

“ปะ เปล่าค่ะ ตกใจๆ” หล่อนรีบบอกเพื่อกลบเกลื่อน แต่ไม่อาจปกปิดกบินทร์ได้ เพราะสายตาและใบหน้าเขากำลังบอกว่าไม่เชื่อ เขาส่ายหน้าช้าๆ แล้วกำลังจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เสียงตะโกนของมาริสาก็ขัดจังหวะเสียงก่อน

“พี่เบ็นรถจอดตรงไหนคะ”

“ทางโน้น” กบินทร์ชี้ทาง แล้วรีบรวบตะกร้าของเยี่ยมมาหิ้ว พยักหน้าชวนปรัศนีแล้วเขาก็เร่งเดินไป

ปรัศนีลอบถอนหายใจ โล่งอก เหมือนกำลังจะจมน้ำแล้วโผล่ขึ้นมาได้ ยินดีที่ไม่ต้องบอกเล่าสิ่งที่เห็นให้เขาฟัง เพราะสิ่งเร้นลับที่เขาประสบอยู่ก็มากพอแล้ว หล่อนไม่อยากเพิ่มเรื่องนี้ไปให้เขาไม่สบายใจอีก

แล้วก็บอกตัวเองว่าตาฝาด ไม่มีชายร่างกำยำผิวเข้มช่วยกบินทร์ดึงรถเข็นไว้ ตาฝาดจำไว้หนูดี

 

สองสาวกำลังรู้สึกว่าตนเองไม่น่ามาเหยียบบ้านหลังนี้เลย บ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่า ห้องรับแขกดูกว้างขวางโปร่งสบายแต่สองคนกลับยืนตัวลีบเล็ก อึดอัดกับสายตาของเพ็ญแขที่เหมือนคีมเหล็กบีบร่างสองสาวให้เล็กลงและขยับมาชิดกันโดยไม่ได้นัดหมาย สองคนแอบจับมือกันเมื่อตกประหม่า เมื่อถูกจ้องไม่วางตา

“ขอบใจนะ ได้ข่าวว่าเธอช่วยเฝ้าไข้นายกรตลอด ไม่เสียงานเสียการแย่หรือ” คำขอบใจที่แฝงคำตำหนิเอาไว้ถูกส่งไปยังมาริสา เจ้าตัวรู้ความนัยดีใบหน้าที่เจื่อนอยู่แล้วยิ่งเจื่อนมากขึ้น

“กรขอให้สาลางานไปเฝ้าเองครับแม่ กรไม่มีคนอยู่เป็นเพื่อน กรกลัวผี” วิกรมบอกหวังช่วยดึงสายตามารดามาจากสองสาวที่กำลังทำตัวลีบ และก็ได้ผลแม่หันขวับมามองเขา

“ผีอะไรของแก เหลวไหล เข้าไปนอนพักในห้อง แม่ให้เด็กจัดไว้ให้แล้ว”

“ที่จริงกรกลับไปนอนบ้านโน้นก็ได้ ปิดทิ้งไว้หลายวันเดี๋ยวถูกยกเค้าพอดี”

“จะไปได้ยังไง ไม่มีใครว่างไปเฝ้าแกหรอกนะ”เพ็ญแขตวัดสายตามองไปทางมาริสา

ทั้งวิกรมและมาริสารู้สึกเหมือนถูกเพ็ญแขแขวะเข้าอีกแล้ว

“ถ้ากรจะกลับไปพักบ้านโน้น น้ากลับไปพร้อมกรก็ได้ น้าดูแลกรได้” หญิงชราที่นั่งผมขาวโพลนอยู่เงียบๆ เสนอตัว แต่วิกรมรีบปฏิเสธความหวังดี

“อย่าเลยครับ ยายเล็กไม่แข็งแรงพอจะดูแลกรหรอก”

“ลำพังตัวน้าเองยังช่วยตัวเองไม่ได้ จะดูแลคนเจ็บ ไหวหรือคะ”เพ็ญแขเสริม

“ไหวสิ”หญิงชรายืนกรานแต่เสียงอ่อนลง

“ขืนกลับไปอยู่กันเอง ก็ต้องลำบากพ่อเบ็น ต้องแวะเวียนไปดูแลอีก งานพ่อเบ็นยิ่งไม่มีมีเวลาว่างจะพักผ่อนอยู่แล้ว ต้องเทียวไปเทียวมาดูแลสองบ้าน มันไม่สนุกหรอกค่ะ” เพ็ญแขเสียงแข็งขึ้น

“ผมไม่เหนื่อยหรอกครับแม่ เอาที่สบายใจกันเถอะครับ ให้ผมไปส่งนายกรกับยายเล็กที่บ้านโน้นเดี๋ยวนี้เลยก็ยังไหว” กบินทร์ขันอาสา เพราะรู้ว่าวิกรมอยากกลับไปบ้านโน้นมากกว่า

“กรไปคนเดียว กรอยู่ได้ มีสาคอยดูแลใกล้ๆ ไม่ต้องห่วงกร ให้ยายเล็กอยู่ที่นี่ดีแล้ว” วิกรมยืนยัน

“ก็แม่บอกให้อยู่ที่นี่” เพ็ญแขเสียงเขียว ก่อนลดระดับลงเมื่อรู้สึกว่าตนเองเกรี้ยวกราดกับลูกเกินไป

“แม่จัดห้องไว้แล้ว อาหารการกินก็เตรียมไว้แล้ว อยู่ที่นี่แหละ หนูนั่นแหละพานายกรไปที่ห้องหน่อย” เพ็ญแขหันมาใช้มาริสาที่เจ้าตัวออกอาการแปลกใจและคาดไม่ถึง นางจึงย้ำอีกครั้ง

“ห้องใกล้บันไดนะ เปิดแอร์ไว้ให้แล้ว เข้าไปพักก่อน ถึงเวลาอาหารจะให้เด็กไปเรียก”

“ค่ะ” มาริสารับคำงงๆรีบเดินเข้ามาเกาะแขนวิกรมดึงให้เขาเดินอย่างน้อยได้ออกไปจากสถานที่อึดอัดตรงนี้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็ยังดี

วิกรมเองก็ไม่อยากอยู่ตรงนี้นานจึงเดินไปกับมาริสาอย่างว่าง่าย

ปรัศนีอยากวิ่งตามทั้งสองคนไปด้วยแต่ไม่กล้า เพราะถ้าเจ้าของบ้านไม่เอ่ยอนุญาตหล่อนก็ไม่กล้าไปยุ่มย่ามห้องนอนใคร และดูเหมือนจะไม่มีคำอนุญาตจากเพ็ญแข เพราะเพ็ญแขเดินไปคล้องแขนลูกชายคนโตแล้วพากันเข้าไปด้านใน กบินทร์หันมามองหล่อนแล้วชี้ไปที่เก้าอี้ เขาคงบอกให้หล่อนนั่งรอก่อน ซึ่งคงไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้ว

ปรัศนีถอนหายใจช้าๆ แล้วนิ่งขึงเหมือนสะดุดลมหายใจเมื่อนึกได้ว่ายายเล็กยังนั่งอยู่ เรื่องราวที่ผ่านมาทำให้เชื่อว่ายายเล็กเกี่ยวข้องกับเรื่องเร้นลับแม้จะไม่เข้าใจว่าคนเป็นเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านั้นได้อย่างไร แต่หล่อนก็กลัวหญิงชราไปแล้ว ปรัศนีถอยหลังแทนการเดินไปนั่งจนหญิงชราที่นั่งมองอยู่กวักมือเรียก

“มานั่งนี่สิหนูดี”

จำชื่อเราได้ด้วย ปรัศนีคิด แต่ไม่ได้รู้สึกยินดีเลย เพราะเจอกันทุกครั้งยายเล็กก็ไม่ได้สนใจหล่อนอยู่แล้ว แต่เวลานี้ทำเหมือนมีเรื่องอยากเสวนาด้วย

ปรัศนีเหลียวมองรอบโถงเหมือนหาเพื่อน แต่มองหากี่รอบก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หล่อนอยู่กับยายเล็กตามลำพัง ซ้ำร้ายหญิงชราหัวขาวโพลนกำลังลุกขึ้นเดินยักแย่ยักยันมาหา ปรัศนีถอยหนี ก่อนวิ่งเข้าไปช่วยเมื่อยายเล็กทำท่าจะล้ม

“ระวังค่ะ” ปรัศนีประคองให้ยายเล็กนั่งแล้วตั้งใจจะเดินหนีไปยืนห่างๆ แต่ไม่ทันแล้ว ยายเล็กจับข้อมือไว้แล้วกำแน่น ครั้นจะบิดหนีหรือแกะมือแกออกก็เกรงใจ แถมยายเล็กยังพูดจาน้ำเสียงเอ็นดูผิดไปจากที่เคยเป็น

“นั่งก่อนสิหนู เราเจอกันหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ค่อยได้คุยกันเลย”

ปรัศนีไม่มีทางเลือกจึงต้องนั่งลงข้างๆ และขยับออกห่างทีละน้อยเมื่อมีโอกาสหลังจากหญิงชราปล่อยมือแล้ว

“หนูเป็นแฟนพ่อเบ็นหรือ”

“เปล่าค่ะ หนูเป็นผู้จัดการส่วนตัว เรียกว่าเป็นลูกจ้างก็ได้ค่ะ”

“อ๋อ ไม่ได้เป็นแฟนก็โชคดีไป”

โชคดี ยังไง อะไร...ปรัศนีไม่เข้าใจคำพูดของหญิงชรา

 

ช่วงเวลาที่อึดอัดย่อมผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความคิดของคนที่ตกอยู่ในห้วงความคิดนี้ เช่นเดียวกับปรัศนี มาริสาและอาจรวมถึงวิกรมด้วย แม้อาหารบนโต๊ะจะประดิษฐ์ประดอยอย่างน่ารับประทาน แต่สามคนข้างต้นแทบไม่อยากแตะต้อง ทั้งสามคนรู้สึกเกร็งกับสายตาของเพ็ญแขที่เหลือบมองคนนั้นทีคนนี้ทีโดยเฉพาะสองสาว ซึ่งเดาได้ว่าเพราะหวงลูกชาย ทุกครั้งที่กบินทร์ขยับตัวจะตักอาหารให้ปรัศนีและมาริสา จะต้องมีเสียงขัดจังหวะ หรือชวนพูดถามโน่น นี่ นั่นตลอด คนป่วยอย่างวิกรมจึงตัดปัญหาด้วยการตักกับข้าวให้สองสาวเอง แม้ไม่มีเสียงขัดขึ้นแต่สายตาแม่ก็ตวัดมองมาบ้างแม้ดูไม่หวงเท่ากบินทร์ เพราะวิกรมไม่ใช่คนขี้น้อยใจจึงไม่ได้คิดอะไรมากหรืออาจจะน้อยใจจนชินแล้วก็ได้จึงรู้สึกเฉยๆ เพราะไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอย่างไร แม่ก็รักกบินทร์มากกว่าเขาอยู่ดี

ในโต๊ะอาหารคงมีแต่กบินทร์ที่รู้สึกผ่อนคลายที่สุดเพราะไม่มียายเล็กร่วมโต๊ะ แต่ก็หนักใจกับอาหารบางจานที่วางตรงหน้า ซ้ำแม่ยังพูดว่าล้วนเป็นของโปรดของเขา

“แม่จำผิดหรือเปล่า กรต่างหากชอบปลาน้ำจืด” วิกรมท้วง แม่จึงหันมามองตาเขียวพร้อมพูดเสียงแข็ง

“แม่ไม่เคยลืมว่าพ่อเบ็นชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และของโปรดพ่อเบ็นพวกนี้ยายเล็กก็ทำเองทั้งนั้น ปลาช่อนไข่ตัวโตต้มส้มมะขามแบบที่พ่อเบ็นชอบนัก ใช่ไหมพ่อเบ็น”

“เอ่อ หมู่นี้ผมไม่ชอบกินปลาครับแม่ รู้สึกว่ามันคาวติดจมูกไปนาน เวลาเข้าฉากละครทำให้ไม่มั่นใจ เลยตัดสินใจไม่กินเลยครับ” เขาคิดว่าข้ออ้างอาจพอฟังขึ้น แม้จะเห็นแม่ทำหน้างอเล็กน้อย

“งั้นก็กินอย่างอื่น กรชอบปลาก็กินเข้าไปเยอะๆ”

พอพี่เบ็นไม่ชอบก็ยกให้กร หากเป็นเด็กเขาคงพูดคำนี้ออกไปแล้ว แต่เพราะโตเป็นผู้ใหญ่ และไม่เคยมีความคิดริษยาพี่ชาย แม้จะน้อยใจมารดาแฝงอยู่

“ลาภปากกรแท้ๆ” เขาพูดแล้วตักอาหารให้เพื่อนหญิงทั้งสองคน ส่วนแม่เขาก็ตักกับข้าวให้กบินทร์ไม่หยุดแม้จะไม่ตักปลาให้ก็ตาม

หลังรับประทานอาหารเสร็จ กบินทร์อาสาไปส่งสองสาวทั้งที่เพ็ญแขค้าน บอกให้ทั้งคู่กลับเองโดยจะออกเงินค่ารถให้ แต่เมื่อกบินทร์ไม่ยินยอมเพ็ญแขจึงเดินหนีไปเสียดื้อๆ

“ขอโทษแทนแม่พี่ด้วยนะ” กบินทร์บอกสองสาว แล้วชวนกันไปขึ้นรถ โดยไม่รู้เลยว่ายายเล็กยืนมองมาจากข้างบ้าน

“ขอพูดอะไรหน่อยเถอะค่ะ อึดอัด” มาริสาโพล่งขึ้นเมื่อรถออกจากรั้วบ้านกบินทร์มาไม่นาน

ปรัศนีที่นั่งคู่กับกบินทร์หันไปมอง ส่วนกบินทร์เหลือบมองกระจกแทบจะทันทีเช่นกันแต่ไม่มีคำพูดจากใครนอกจากการรอฟัง

“สาว่าคนในบ้านพี่เบ็น ดูแปลกๆ”

“จะบอกว่าแม่พี่ก็พูดมาเลย พี่เข้าใจ วันนี้แม่ก็ดูแปลกจริงๆแหละ”

“สาหมายถึงกรนะ ร่ำร้องแต่อยากกลับไปนอนที่บ้านท่าเดียว แต่ทำเหมือนไม่อยากให้ยายเล็กกลับไปด้วย แล้วยังเรื่องที่นายกรไม่ยอมเปิดปากเลยว่าไปมีเรื่องกับใครมาถึงถูกยิง บอกแค่มีเรื่องเข้าใจผิดกัน ถ้าเข้าใจผิดทำไมคนทำกรเจ็บถึงหายหัวไม่เห็นมาเยี่ยม ไม่เห็นตำรวจคนไหนมาทำคดี มีแต่มาเยี่ยมเฉยๆ”

“กรบอกพี่ว่าทำปืนลั่นเอง” กบินทร์บอก

“สรุปมันทำปืนลั่นเข้าท้องตัวเองจริงๆ หรือคะ ไม่ได้มีลับลมคมในอะไรนะ” มาริสายังไม่เชื่อ

ปรัศนีมองหน้าเพื่อน จ้องตาเพื่อจับผิดแล้วพูดทีเล่นทีจริง

“สากำลังคิดว่ากรมีเรื่องชู้สาวใช่ไหม ถึงปิดแก สรุปง่ายๆคือ แกหึงใช่ปะ”

“บ้า สรุปบ้าๆ” มาริสาค้อนส่งแล้วรีบขยับไปนั่งพิงเบาะรถ หากทำได้อยากฝังตัวไปในเบาะให้มิด ไม่อยากให้ใครเห็นใบหน้าที่เริ่มเรื่อแดงกับคำพูดแทงใจดำของปรัศนี ยิ่งมีเสียงหัวเราะเบาๆ ของสองคนที่นั่งอยู่ด้านหน้ายิ่งทำให้รู้สึกอับอายมากขึ้นๆ แต่คนอย่างมาริสาจะไม่ยอมอายและตกเป็นเป้านาน หล่อนจึงโพล่งถาม

“แกกับพี่เบ็นเปลี่ยนสถานะจากนายจ้างลูกจ้าง เป็นแฟนกันแล้วใช่มั้ย เห็นพูดจาสนิทสนมเหลือเกิน หนูดี พี่เบ็น”

“ไม่ใช่นะ แกอย่าพูดบ้าๆ แบบนี้สิ พี่เบ็นเค้าเป็นแฟนหนูนานะ”

“น้องแกพูดเองเออเองคนเดียวหรือเปล่า แกถามพี่เบ็นหรือยังว่าเป็นแฟนกันจริงไหม”

กบินทร์ยิ้มไม่พูดอะไร แต่เหมือนเขาไม่ปฏิเสธความเข้าใจของปรัศนี ทำให้บรรยากาศในรถเปลี่ยนไปทันที

ปรัศนีพยายามเบือนหน้ามองไปนอกรถช้าๆ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกตยามกลืนก้อนแข็งที่ตีขึ้นมาตีบตันตรงลำคอ ส่วนมาริสาเองก็หมดคำพูดจากที่คิดจะเอาคืนและเย้าเพื่อนสาว เวลานี้ตนรู้สึกสงสารปรัศนีเหลือเกิน อาการนิ่งเงียบบอกให้รู้ถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับหัวใจ จนอยากเข้าไปกอดปลอบ แต่ก็ทำได้แค่คิดและตำหนิตนเอง ไม่น่าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเลย

“ขอโทษที่ฉันเป็นต้นเหตุให้แกสะเทือนใจนะ” มาริสาพูดกระซิบ เมื่อปรัศนีลงมาเป็นเพื่อนรอให้เปิดประตูเข้าบ้าน โดยกบินทร์นั่งรออยู่ในรถ

“ไม่เป็นไร ฉันพยายามทำใจอยู่” ปรัศนีฝืนยิ้มให้ เพราะต่างไม่เคยมีเรื่องปิดบังมาริสาจึงรู้ว่าพยายามทำใจเรื่องอะไร

“แต่แกเชื่อเซ้นส์ฉันสิ พี่เบ็นเป็นของแกไม่ใช่ของหนูนา”

“บ้า พูดอย่างกับเขาเป็นสิ่งของแล้วคนอย่างฉันนี่นะจะแย่งแฟนน้องได้ลง”

“แกไม่ต้องแย่งหรอก แต่คอยดูแล้วกัน ยังไงพี่เบ็นก็เป็นของแก มองก็รู้ว่าเขาแคร์แกมากกว่าหนูนาอีก แล้วเขาก็ไม่เคยบอกสักคำว่ารักชอบหนูนา”

“พูดมากนะแก รีบๆ เข้าบ้าน ฉันจะได้กลับบ้านบ้าง เหนื่อยอยากกลับไปนอน” ปรัศนีเร่ง แล้วเดินตามมาริสาเข้าไปเพื่อเปิดประตูบ้าน เปิดไฟจนสว่างไสวทั้งนอกบ้านและในบ้าน

“ฉันกลับนะ เดี๋ยวล็อกประตูรั้วให้ แกไม่ต้องออกไปแล้ว” ปรัศนีบอก หลังจากมองสำรวจจนทั่วบ้านที่ปิดไว้โดยไม่มีคนอาศัยสองสามวัน แน่ใจว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ ให้ได้คิดว่าจะมีอันตรายกับมาริสา

“ขอบใจนะ แต่แกเชื่อฉันนะ พี่เบ็นเป็นของแกไม่ใช่ของผู้หญิงคนไหน” มาริสายังย้ำคำเดิมจึงถูกเพื่อนค้อนให้

“ฉันไปแล้วๆ” ปรัศนีตัดบทหลังส่งค้อนให้เพื่อนสาว หล่อนเดินออกไปล็อกประตูรั้วแล้วโบกมือไล่ให้มาริสาปิดประตูบ้านก่อนจึงขึ้นรถที่กบินทร์จอดรออยู่

 

ปรัศนีรู้สึกว่ารถแล่นช้าอย่างไม่ควรจะเป็น จึงหันไปมองสารถีที่เหมือนจะรู้ตัวเพราะเขาหันมามองพอดี หล่อนจึงถามออกไปตรงๆ

“ทำไมขับรถช้าจังคะ”

“พี่ไม่อยากกลับบ้านเลย”

แค่ได้ยินคำพูด ปรัศนีก็อดถอนใจเหนื่อยหน่ายแทนไม่ได้ หล่อนพอจะเดาออกว่าทำไมกบินทร์ถึงไม่อยากกลับบ้าน เพราะหล่อนก็รู้สึกแปลกๆกับยายเล็กเช่นกันและยังคาใจกับคำพูดของยายเล็ก ว่าหล่อนโชคดีที่ไม่ใช่แฟนของกบินทร์ รวมถึงบอกให้อยู่ห่างๆ กบินทร์เอาไว้

เชื่อฉัน อย่ายุ่งเกี่ยวกับพ่อเบ็น เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อผู้หญิงคนไหนหรอก เขามีเจ้าของแล้ว

ปรัศนีคิดว่านี่ไม่ใช่คำเตือน แต่เป็นการข่มขู่จากหญิงชราเพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกบินทร์

เขามีเจ้าของแล้ว ประโยคนี้สะดุดใจ แต่กลับรู้สึกขนพองเมื่อพยายามคิดว่าใครหรืออะไรคือเจ้าของกบินทร์ เรื่องสยองขวัญ เร้นลับที่วนเวียนรอบตัวเขาคือการแสดงความเป็นเจ้าของ หวง ห่วง กบินทร์งั้นหรือรวมถึงการทำร้ายผู้หญิงที่มายุ่งเกี่ยวกับเขา ทำให้เลิกรา ทำให้เจ็บป่วยและเสียชีวิต

หนูนาก็ตกอยู่ในอันตายสิ ปรัศนีหน้าถอดสีเมื่อคิดเช่นนี้ เก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ได้แล้วต้องรีบบอกให้กบินทร์รู้ตัวแต่แค่จะอ้าปาก กบินทร์ก็หยุดรถกะทันหันจนหล่อนหน้าคะมำ

ปรัศนีหันขวับไปมองเขาแปลกใจแล้วถามเสียงตื่นเต้นตกใจ

“หยุดรถทำไมคะ” หล่อนเห็นเขาหน้าซีด ปากสั่นและหายใจถี่เหมือนคนตกใจ จึงเขย่าแขนเรียก

“พี่เบ็นคะ”

ครานี้เขาหันขวับมามองทันที พร้อมชี้มือไปข้างหน้า

“พี่ชนคน ตายหรือเปล่าก็ไม่รู้” เขาบอกแล้วหุนหันลงจากรถทันทีเสียงปรัศนีเตือนให้ระวังรถแล้วลงตามมา

“ทำไมหนูดีไม่เห็นรู้เลย” หล่อนเกาะแขนชายหนุ่มที่หันรีหันขวาง แล้วก้มลงมองใต้ท้องรถ

“ทำไมไม่เห็นละ หรือกระเด็นไปไกล” กบินทร์พูดน้ำเสียงร้อนรน มองไปข้างหน้าแล้วจะวิ่งไปดูแต่ปรัศนีดึงแขนไว้ เพราะคิดว่าไม่ได้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแต่อย่างใด

“พี่เบ็น ข้างหน้าไม่มีอะไรเลยนะคะ ไฟสว่างออกอย่างนั้นถ้ามีคนเจ็บนอนอยู่ก็ต้องเห็นสิคะ แล้วหนูดีก็ไม่รู้สึกว่ารถชนอะไรเลยนะคะ พี่เบ็นตาฝาดคิดไปเองหรือเปล่า”

“ตาฝาดหรือ” เขาส่ายหน้าไม่คิดเช่นนั้น แล้วตริตรองก่อนพึมพำ “ผู้ชายผิวคล้ำกล้ามใหญ่”

“คนที่ชนเป็นผู้ชายหรือคะ” ปรัศนีถาม ทั้งห่วงและอยากรู้ แต่กบินทร์ไม่ตอบเขาลากหล่อนกลับไปที่รถแล้วขึ้นไปนั่งตัวสั่นๆ จนมองเห็นได้ชัด ปรัศนียื่นมือไปกุมมือเขาทว่ากบินทร์กลับดึงหล่อนไปกอดเอาไว้แนบแน่น แน่นจนหล่อนรู้สึกได้ว่าเนื้อตัวยังสั่นเทา จึงทำได้แค่กอดเขาให้แน่นขึ้นเพราะรู้ว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเขาอีกแล้ว

กบินทร์กอดปรัศนีนานจนมีเสียงไซเรนที่บอกให้รู้ว่ามีเหตุฉุกเฉินดังใกล้เข้ามาพร้อมกับแสงไฟขอทางเพื่อไปยังจุดหมายได้เร็วที่สุด กบินทร์ได้สติรีบขยับรถเข้าข้างทางทันที เมื่อจอดรถใต้เสาไฟฟ้าที่มีโคมไฟส่องสว่างเขาก็หันมามองปรัศนี หญิงสาวมองเขาอยู่ก่อนแล้วและดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม

“พี่เจออีกแล้วหนูดี” ประโยคแรกของเขาไม่บดบังความหวาดกลัวที่มี

“เจออะไรคะ เล่าให้หนูดีฟังได้ไหม”หล่อนถาม เพราะคิดว่าบางเรื่องที่ทำให้คนเราหวาดกลัว บางครั้งก็ไม่อยากนึกหรือพูดถึงมันอีก แต่กบินทร์ยินดีเล่าให้ฟังและหล่อนก็ตั้งใจฟังอย่างขนลุกขนพอง รู้สึกหนาวจับจิต

“เมื่อกี้มีชายผิวคล้ำกล้ามใหญ่วิ่งข้ามถนนระยะกระชั้นชิด พี่พยายามหยุดรถแล้วแต่ไม่ทันทำให้ชนเข้าอย่างจัง”

“ผู้ชายผิวคล้ำกล้ามเป็นมัดๆ ไม่ใส่เสื้อใช่ไหมคะ”

“ทำไมหนูดีรู้ เคยเห็นหรือ”

“ค่ะ ตอนที่พี่เบ็นวิ่งตามไปคว้ารถเข็นของกร หนูดีเห็นผู้ชายคนนี้ช่วยดันรถไว้”

“มิน่าละ ตอนนั้นพี่ถึงรู้สึกว่ารถกำลังจะหลุดมือแต่จู่ๆ ก็จอดนิ่งเสียอย่างนั้น”

“เขามาช่วย” ปรัศนีพึมพำ เหตุการณ์นั้นเรียกว่าช่วยก็คงไม่ผิด แต่เหตุการณ์เมื่อสักครู่เล่า การมาปรากฏตัวเช่นนี้หากกบินทร์ตกใจหักรถหลบ หรือทำอะไรสักอย่างจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่ไม่ว่าชายคนนั้นจะมาดีหรือมาร้ายประเด็นสำคัญอยู่ที่ เขาคือใครแล้วมาเกี่ยวข้องกับกบินทร์ทำไม ทำไมผีไม่อยู่ส่วนผีมาให้เห็นบ่อยๆ ทำไม นี่ขนาดพากันไปทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรกับวิญญาณที่คอยติดตามกบินทร์แล้ว ยังมีเรื่องแปลกเกิดขึ้นอีก แล้วจะต้องทำยังไงจึงไล่วิญญาณพวกนี้ออกห่างไปได้

“ทำบุญก็แล้ว ถวายสังฆทานก็แล้ว เรื่องแปลกๆ ยังไม่จบไม่สิ้น แล้วเราจะทำยังไงดีคะ”

“เฮ้อ พี่ก็ไม่รู้นะ รู้แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ก็ปล่อยมันไปนะ ใครจะทำอะไรกับชีวิตพี่ก็เอา จะทำกันถึงตายก็เอา พี่เบื่อเต็มทีแล้ว” กบินทร์พูดเสียงดังอย่างปลงตก เขาหวาดกลัวสุดขีดจนกลายเป็นความเคยชินและเริ่มรำคาญไปกับเรื่องกระตุกขวัญที่พบเจอบ่อยครั้ง

“อย่าพูดอย่างนี้สิคะ แล้วเราจะผ่านมันไปนะคะ” เวลานี้ทำได้แค่กำมือเขาเพื่อให้กำลังใจ กบินทร์วางมือบนมือหล่อนแล้วดึงไปกำไว้

“ขอบใจนะ พี่อุ่นใจนะเวลามีหนูดีอยู่ใกล้ๆ”

เห็นเราเป็นไม้กันผีอีกแล้ว หล่อนแค่คิดแต่ยินดีเป็นที่สุด

กบินทร์เริ่มบังคับรถให้เคลื่อนที่อีกครั้ง แล้วต้องจอดลงเมื่อขับมาไม่นาน เพราะข้างหน้ามีไฟสัญญาณและเสียงไซเรนบอกถึงอุบัติเหตุ สองคนลงไปดูเพราะมีไทยมุงไม่เยอะนัก คงเพราะเป็นช่วงกลางคืน อีกอย่างแถวนี้ไม่ใช่เขตชุมชนที่มีคนพักอาศัยหนาแน่นและได้ยินคำบอกเล่าจากไทยมุงที่ต่างพากันขนลุก

รถสิบล้อฝ่าไฟแดงมาพลิกคว่ำอยู่กลางสี่แยก แต่ก่อนจะสงบนิ่งอย่างที่เห็นนี้ รถหมุนเคว้งคว้างกวาดเสาไฟสัญญาณจราจร ป้อมตำรวจ ตู้โทรศัพท์ข้างทางเรียบ

เมื่อเทียบเวลาที่เกิดอุบัติเหตุกับเวลาที่กบินทร์เบรกรถกะทันหันแล้ว เวลาใกล้เคียงกันมาก นั่นแสดงว่าหากเขาไม่เสียเวลาอยู่ตรงโน่น เขาจะต้องติดไฟแดงตรงนี้และหลีกเลี่ยงรถบรรทุกคันนี้ไม่ได้แน่นอนทำให้สองคนคิดเหมือนกันว่า

ผู้ชายคนนั้นมาช่วยเพื่อไม่ให้เขาประสบเหตุนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #15 fsn (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:00
    งานนี้มีกี่วิญญาณนะ
    #15
    0