ตอนที่ 18 : บทที่16

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 348
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    23 ก.พ. 61

บทที่๑๖

เสียงโทรศัพท์แผดดังลั่นห้อง ในขณะที่เจ้าของห้องนอนดิ้นอยู่ข้างเตียง

“หนูดี เป็นอะไรลูก หนูดี”

เสียงโทรศัพท์และเสียงเรียกคุ้นเคยค่อยๆ กระตุ้นสติสัมปชัญญะให้รับรู้มากขึ้น เพิ่มแรงกำลังให้ร่างกายที่อ่อนล้าจากการยื้อยุดกับความตายให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง หญิงสาวรีบสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วปล่อยออกอย่างช้าๆ ก่อนจะทำซ้ำหลายๆ ครั้งเหมือนกลัวจะไม่มีโอกาสหายใจอีกแล้ว

“หนูดี เป็นอะไร บอกแม่สิลูก” เสียงเรียกดังใกล้ใบหน้าชนิดสัมผัสลมหายใจอุ่นๆ ปรัศนีลืมตาขึ้นมองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโผเข้ากอด

“แม่ ช่วยด้วย ช่วยหนูดีด้วย” หล่อนกอดแม่แน่นที่สุดเท่าที่เคยกอดมา เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่แค่ภาพลวงตาและกลัวว่าจะไม่ได้กอดอีกหากมีอันเป็นไป

“เป็นอะไร ให้แม่ช่วยอะไร” ปัทมากอดตอบลูก ถามอย่างสงสัย

ปัทมาเข้ามาในห้องนอนเพราะได้ยินเสียงเอะอะกุกกัก เมื่อเข้ามาก็เห็นปรัศนีนอนดิ้นอยู่ข้างเตียง หากลูกสาวมีโรคประจำตัวประเภทลมชัก ปัทมาจะคิดไปว่าอาการของโรคกำเริบ แต่ปรัศนีแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว เมื่อมาเห็นภาพเช่นนี้ทำให้ตกใจเป็นอย่างมาก รีบเข้ามาประคองลูกไว้ในอ้อมแขนพร้อมร้องเรียก แต่จากการจับเนื้อต้องตัวไม่พบอาการชักเกร็งแต่อย่างใด ทำให้เบาใจลงได้มาก และเวลานี้ปรัศนีก็ลืมตาขึ้นมาและกอดตนอยู่

ปรัศนียันตัวออกห่างอกแม่ เงยหน้าขึ้นมองอย่างตริตรอง แล้วขยับให้มั่นคงจึงรู้ว่าตนเองนั่งอยู่บนพื้นข้างเตียง แล้วบนเตียงเล่ายังมีสิ่งนั้นอยู่หรือเปล่า เมื่อคิดได้ปรัศนีรีบหันไปมองแล้วอยากจะตะโกนสุดเสียงด้วยความยินดี เพราะบนเตียงว่างเปล่าไม่มีพวงมาลัยดอกพิกุล แต่เพื่อให้มั่นใจหล่อนรีบลุกขึ้นไปหยิบกระเป๋าสะพายที่วางอยู่บนเตียงเทของข้างในออกดูอีกครั้ง

“ไม่มีแล้ว” ปรัศนีพึมพำยินดี ทว่าปัทมาคนเป็นแม่รีบถามอย่างสงสัย

“หาอะไรลูก เอ้า รับโทรศัพท์เสียทีดังมานานแล้ว”

ปรัศนีรีบหยิบขึ้นมาดูทันที

“พี่เบ็นโทร.มาแล้ว” พึมพำอย่างยินดีแล้วรีบกดรับ

“ฮัลโหล ทำไมเพิ่งโทร.มาคะ แวะทำธุระที่ไหนหรือเปล่า” ปรัศนีรีบยิงคำถามแล้วชะงักกับเสียงปลายสาย ที่ปะปนด้วยเสียงสะอื้น

“แก ฉันเอง”

“สา ทำไมแกใช้มือถือพี่เบ็น แล้วแกร้องไห้ทำไม พี่เบ็นเป็นอะไร สาบอกฉันมา บอกสิสา” ปรัศนีส่งเสียงเกรี้ยวกราดอย่างลืมตัว เพราะห่วงใยเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่ตัวจริง

“หนูดี ผมเอง”

“อ้าว พี่เบ็น คุณเบ็นไม่ได้เป็นอะไรหรือคะ แล้วทำไมเมื่อกี้สาพูดสาย แล้วทำไมมันร้องไห้” แม้คลายห่วงเขาแล้ว ก็ยังครางแคลงใจ

“ใจเย็นๆ ฟังดีๆ นะ” กบินทร์พูดช้าๆ เหมือนกำชับให้ฟังเฉยๆ

“ผมไม่ได้เป็นอะไร แต่กรเป็น”

“กรเป็นอะไร” หล่อนถามแทรกจึงถูกดุ

“ฟังสิ กรถูกยิง ผมกับสากำลังไปเยี่ยม”

“กรเป็นยังไงบ้างคะ แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนคะ มารับฉันด้วยได้ไหม หรือให้นั่งแท็กซี่ตามไป”

“อีกไม่เกินสิบนาทีไปถึงบ้านคุณ”

“ค่ะๆ ฉันไปรอหน้าบ้าน” ปรัศนีวางสายแล้วรีบบอกแม่ “แม่คะ หนูดีจะไปหากรนะคะ พี่เบ็นบอกว่ากรถูกยิง”

“โอย! ทำไมโชคร้ายอย่างนี้ แล้วเป็นยังไงบ้าง” ปัทมายกมือลูบอกอย่างตกใจ

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ พี่เบ็นไม่ได้บอกอะไรมาก แต่กำลังมารับหนูดี หนูดีลงไปรอหน้าบ้านนะคะ” หล่อนบอกพร้อมกับเก็บของที่เทออกจากกระเป๋าใส่เข้าไปใหม่อีกครั้ง

“ไปกันสองคนหรือ” คำถามของแม่ทำให้มือที่เก็บข้าวของชะงักเล็กน้อย ก่อนทำต่อพร้อมตอบ

“สาไปด้วยค่ะ สองคนนั่นกำลังมารับหนูดี หนูดีไปก่อนนะคะ” แล้ววิ่งออกจากห้องเพื่อไปรอกบินทร์มารับที่หน้าบ้านโดยลืมเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองและน้ำเสียงของแม่เมื่อครู่หมดแล้ว จิตใจพุ่งไปที่วิกรมด้วยความห่วงใยเท่านั้น

 

ระหว่างเดินทางบรรยากาศในรถเคร่งเครียดมาริสานั่งเช็ดน้ำตาตลอดทางเพราะหลังจากโทรศัพท์ไปหาวิกรมอีกครั้งแต่คนที่รับสายกลับเป็นเพื่อนร่วมงาน บอกว่าหมอกำลังช่วยชีวิตเขาอยู่ คำว่าช่วยชีวิตมันหนักหนาสาหัสมากในความคิดของมาริสา หากคนไม่ใกล้ตายจริงทำไมต้องใช้คำว่าช่วยชีวิต เมื่อคิดเช่นนั้นน้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลไม่ยอมหยุด แม้กบินทร์และปรัศนีจะช่วยกันปลอบก็ไม่มีผล ทั้งสองจึงหยุดพูดไปโดยปริยาย

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลวิกรมออกมาอยู่ห้องพักฟื้นแล้ว หมอบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้วและกระสุนก็ไม่ได้เข้าอวัยวะสำคัญ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ต้องพักและดูแลแผลผ่าตัดไม่ให้ติดเชื้อหรืออักเสบขึ้นมา เวลานั้นพวกเขาต่างยิ้มกว้างอย่างยินดี มีแต่มาริสาเท่านั้นที่ปล่อยโฮออกมาดังลั่นเพื่อระบายความอัดอั้น หลังจากนั้นมาริสาก็เฝ้าวนเวียนอยู่ใกล้เตียงไม่ยอมห่าง

ปรัศนีอาสาลงไปซื้อของกิน เพราะต่างยังไม่ได้กินอาหารเย็นแม้แต่ตัวหล่อนเองก็เริ่มรู้สึกหิว แสดงว่าเรื่องที่พานพบที่บ้านไม่ใช่เรื่องจริง หล่อนไม่ได้กินข้าวพร้อมพ่อกับแม่ ไม่ได้ถูกพวงมาลัยดอกพิกุลรัดคอจนเกือบตาย ดอกพิกุลอีกแล้วหรือถึงทำให้เป็นไปเช่นนั้น

“คุณเบ็นคะ” หล่อนหันไปหากบินทร์ที่เดินลงมาหาซื้อข้าวเป็นเพื่อน

“เรียกพี่เบ็นเถอะ ผมได้ยินคุณเรียกผมว่าพี่เบ็นเวลาคุยกับคนอื่น”

“จะดีหรือคะ” หล่อนลังเล แต่แอบปลื้มใจ

“เอาที่สบายใจก็แล้วกัน พี่ไม่มีปัญหา” เขาเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเองแล้ว รอให้หล่อนเปลี่ยนบ้าง เพราะคิดว่าสนิทสนมกันมากที่จะเรียกขานกันอย่างเป็นกันเองเสียทีอีกอย่างหล่อนก็เป็นเพื่อนสนิทของน้องชายก็เหมือนเป็นน้องเขาไปโดยปริยาย

“ค่ะ พี่เบ็น” ปรัศนียิ้มบางๆ แม้อยากยิ้มกว้างเท่าความยินดีที่ได้รับความเป็นกันเองจากเขาขนาดนี้ แต่ทำไม่ได้เพราะมีเรื่องให้ทุกข์ร้อนใจคาอยู่ และหล่อนก็ใช้โอกาสนี้ถามเขา

“พี่เบ็นรู้เรื่องที่หนูนาไปทำงานต่างจังหวัดไหมคะ”

“หนูนาไปทำงานต่างจังหวัด เมื่อไหร่” เขาทวนคำถามช้าๆ เพราะเขาเองก็ไม่รู้

“อ้าว!” ปรัศนีทำเสียงผิดหวังและผิดคาด แต่สายตากบินทร์ที่มองนั้นยืนยันว่าเขาไม่รู้เรื่องจริงๆหล่อนจึงเป็นฝ่ายตอบคำถามเขาต่อ

“ไปเมื่อตอนสายๆ แต่ไม่ได้บอกว่าไปจังหวัดไหน บอกแค่ว่าจัดการอะไรเข้าที่เข้าทางแล้วจะโทร.กลับมา แต่จนเย็นก็ยังไม่โทร.กลับมา หนูดีโทร.ไปก็ไมมีสัญญาณค่ะ”

“พี่ไม่รู้เรื่องจริงๆ ก็อย่างที่บอกว่าไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่”

“ค่ะ หนูดีก็ถามเผื่อจะรู้”

“ลองโทร.ดูอีกครั้งไหม พี่โทร.เอง” เขาเสนอแล้วลงมือทำทันที

ปรัศนียินดีที่เขากระตือรือร้นขนาดนี้ แต่ในใจลึกๆ ก็เจ็บแปลบเพราะคิดว่าความกระตือรือร้นนี้มาจากความรัก

“ไม่มีสัญญาณ” กบินทร์บอกเสียงเรียบ แต่คนฟังสีหน้าวิตกกังวลยิ่งขึ้น เขาจึงต้องเป็นฝ่ายปลอบใจต่อ “อาจยังเดินทางไม่ถึง หรือยังไม่ว่างหาสัญญาณไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าไปจังหวัดไหน กันดารแค่ไหน สัญญาณโทรศัพท์อาจเข้าไม่ถึง”

คนอย่างหนูนานะหรือจะไปทำงานในที่กันดาร ไม่มีทาง ปรัศนีคิดแต่ไม่ได้พูดออกไป เพราะคิดว่าการขาดการติดต่อของน้องสาวคงเป็นการจงใจ ปารีณาอาจต้องการหลบหน้ากบินทร์ หล่อนยังจำคำพูดตัดพ้อและท่าทีของปารีณาได้

“ค่ะ ถ้ามีสัญญาณหนูนาคงโทร.กลับมาเอง ว่าแต่พี่เบ็นจะกินอะไรคะ หนูดีจะได้ซื้อถูก” หล่อนเปลี่ยนเรื่องเมื่อถึงโรงอาหารของโรงพยาบาล ที่ยังมีบางร้านเปิดให้บริการอยู่

“อะไรก็ได้” เขาบอกแล้วหยิบเงินส่งให้ “พี่ไปซื้อน้ำร้านโน้นนะ หนูดีเอาชามะนาวใช่ไหม”

“ค่ะ” หล่อนอดปลื้มใจไม่ได้ที่เขาจำได้ว่าหล่อนชอบกินชามะนาว แต่แปลกใจเล็กน้อยที่เขาอาสาไปซื้อเอง เพราะทุกครั้งหล่อนจะเป็นคนซื้อโน่นนี่ให้เขาตามคำสั่ง เนื่องจากสามารถสอนมาเช่นนี้ สามารถบอกว่าไม่ควรให้กบินทร์ออกไปพบกับคนเยอะๆ เดี๋ยวจะเข้ามาวอแวจนรำคาญ และยากต่อการดูแลความปลอดภัยหากใครคิดจะทำร้ายเขา

หล่อนไม่เห็นว่ากบินทร์มีศัตรูหรือกลัวใครมาทำร้ายเลย นอกจาก...สิ่งที่มองไม่เห็น ว่าจะไม่คิดแล้วแต่ก็อดโยงมาหากันไม่ได้อยู่ดี และที่สำคัญสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นทำเหมือนเปลี่ยนเป้าหมายจากกบินทร์มาที่หล่อนเสียแล้ว แต่ก็ดีเขาจะได้ปลอดภัย

ปรัศนียืนรออาหารที่สั่ง และอดเหลียวมองกบินทร์ที่อาสาไปซื้อน้ำไม่ได้ ดูเหมือนเขาจะยืนรอนิ่งๆ ส่วนเด็กสาวที่เป็นคนขายนั้นเหลือบตามองเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เด็กสาวคงจะคุ้นหน้าคุ้นตาแต่ยังไม่มั่นใจจึงมองซ้ำๆ แบบนั้น จนปรัศนีอดยิ้มไม่ได้ ส่วนกบินทร์ก็หันมามองแล้วยิ้มให้หล่อนเช่นกัน

“ได้แล้วจ้ะ หนู”

ปรัศนีหันไปตามเสียงคนขายอาหารตามสั่งที่เรียกพร้อมยื่นเงินให้ทันที ก่อนชะงักมือผงะถอยหลังมาสองสามก้าว จนชนกับบางคน

“เป็นอะไรหนูดี” เสียงถามทำให้รู้ว่าเป็นกบินทร์ เขากำไหล่หล่อนไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนขยับเข้าไปรับถุงอาหารจากแม่ค้า

ปรัศนีได้สติรีบส่งเงินให้แต่ไม่วายมองสำรวจคนขายเหมือนอยากให้แน่ใจว่าตาไม่ฝาด ทำให้กบินทร์ที่เหลือบมองอยู่สงสัย

“เป็นอะไร” เขาถามทันทีที่เดินออกมาจากโรงอาหาร

ปรัศนีเงยหน้าขึ้นมองเขา รู้ว่าหากบอกปัดหรือโกหกไปเขาก็คงไม่เชื่อ จึงต้องบอกความจริง

“คือ หนูดีเห็นป้าคนขายอาหารตามสั่ง เป็นหน้ายายคนเมื่อเช้าค่ะ”

“แล้วยังไง” เขาจึงถามต่อ เพราะคิดว่าน่าจะมีอะไรมากกว่าการเห็นหน้าคนที่คล้ายๆ กัน เพราะหล่อนทำท่าตกใจมาก

“ก็เมื่อเช้าตอนพาแกข้ามถนนเสร็จ แกส่งพวงมาลัยให้แต่หนูดีไม่เอา แต่พอกลับถึงบ้านมันกลับอยู่ในกระเป๋า แล้วมันทำให้หนูดีฝันร้าย”

กบินทร์คิดว่าเขาเข้าใจโดยไม่ต้องให้ปรัศนีเล่ารายละเอียดมากกว่านี้หากเป็นพวงมาลัยธรรมดาก็คงไม่แปลก มันต้องเป็นมาลัยดอกพิกุลแน่ๆ ถึงทำให้ปรัศนีถึงมีท่าทีตกใจนักที่เห็นแม่ค้าอาหารตามสั่งเป็นหญิงชราคนเมื่อเช้า และแน่นอนแล้วว่าเรื่องเร้นลับที่เกี่ยวข้องกับดอกพิกุลไปสร้างความหวาดกลัวให้ปรัศนีแทนเขาแล้ว ซึ่งเขาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย เขาไม่อยากให้มารังควานจึงทำบุญตามที่ได้รับการแนะนำมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยากให้ไปเกิดขึ้นกับคนอื่นแทน

“กลัวหรือเปล่า”

“กลัวสิคะ หนูดีเกือบตาย”

“หือ” จากทีแรกคิดว่าแค่นั้นก็พอเข้าใจแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำนี้เขาอยู่เฉยไม่ได้ ต้องการรู้เรื่องราวให้ละเอียดทั้งหมด เพราะทุกครั้งหล่อนจะบอกว่าไม่กลัว

“เล่าให้พี่ฟังสิ”

และปรัศนีก็ไม่ขัดเขา เล่าทุกอย่างให้ฟังขณะเดินกลับไปยังห้องที่วิกรมพักฟื้น

“สาบอกว่าตั้งแต่ได้สายสิญจน์มา สารู้สึกอุ่นใจ ของหนูดีไปไหนแล้วละ”

“ให้หนูนาไปแล้วค่ะ”

“งั้นเอาของพี่ไหม นายกรให้มายังอยู่ในรถเลย”

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่เบ็นเก็บไว้ดีแล้ว หนูดีไม่กลัวผี” หล่อนอบอก ยอมพูดปดอีกครั้ง

“ไม่กลัวแต่เมื่อกี้ตกใจหน้าซีด แล้วบอกพี่ว่ากลัวนี่”

“กลัวตายคะ ในฝันนั่นทำเหมือนจะตายจริงๆ หนูดีเลยกลัวไม่อยากฝันอีก แต่ไม่ได้กลัวผี พี่เบ็นเก็บไว้นะดีแล้วค่ะ เชื่อหนูดีนะ” หล่อนพยายามฝืนยิ้ม

 

สา...หญิงสาวที่นั่งสัปหงกลืมตากับเสียงแว่วที่ได้ยิน หล่อนรีบหันไปมองคนบนเตียงพร้อมป้ายน้ำตาที่คลอหน่วยขึ้นมาทันทีที่เห็นรอยยิ้มของวิกรม

“เอ้า ร้องทำไม เสียใจที่ผมฟื้นหรือ” วิกรมยังมีแก่ใจเย้า ทั้งที่คิดว่าตนเองรู้ใจมาริสาดีและหล่อนก็คงรู้ใจเขาเช่นกัน

“ตื่นมาก็ปากเสีย รู้อย่างนี้ไม่มาเสียก็ดี”

“สาไม่มาแล้วใครจะมาร้องไห้กระซิกๆ ห่วงผมแบบนี้ละ ดูสิร้องไห้จนหัวฟูเลย” เขายังเย้าต่อ แต่รีบคว้ามือเมื่อมาริสาเงื้อขึ้นเหมือนประทุษร้าย

“จะทำคนเจ็บได้ลงคอหรือครับ”

“ก็คนเจ็บน่าตบเสียขนาดนี้ ปล่อยเลย” มาริสาดึงมือ แต่ไม่กล้าดึงแรงเพราะกลัวกระทบกระเทือนคนจับ

“ปล่อยก็โดนตบสิ ผมรู้ว่าสาพูดจริงทำจริง” ขนาดรู้เขายังยิ้มหน้าเป็น ยิ้มจนไม่เหลือคราบคนเพิ่งฟื้นจากการผ่าตัด

มาริสาย่นจมูกใส่เพราะไม่รู้จะตอบโต้หรือต่อปากต่อคำอย่างไรดี

วิกรมยิ้มอีกครั้งก่อนถามเสียงนุ่ม “สามากับใครครับ”

“มากับพี่เบ็นกับหนูดี”

“หนูดีมาด้วยหรือ”

มาริสาคิดว่ามองไม่ผิด วิกรมท่าทีตกใจเมื่อรู้ว่าปรัศนีมาด้วย

“ทำไม หนูดีมาแล้วนายตกใจทำไม”

“เปล่า ไม่ได้ตกใจ แค่แปลกใจ ก็ตอนสาบอกจะมาดูใจผม สาไม่ได้บอกว่าจะชวนพี่เบ็นกับหนูดีมาด้วยนี่”

“อ๋อ ตอนนั้นฉันอยู่กับพี่เบ็นที่บ้านนาย”

“พี่เบ็นไปทำไม ปกติไม่ชอบย่างเข้าบ้าน”

“แม่นายให้ไปรับยายเล็กไปค้างที่บ้านระหว่างดอกอ้อลากลับบ้าน แต่ยายเล็กไม่ยอมไปจะนอนที่บ้านคนเดียว พี่เบ็นไม่กล้าทิ้งไว้แล้วก็ไม่กล้านอนคนเดียว ฉันเลยโทร.บอกให้นายกลับมานอนเป็นเพื่อนยายเล็ก แต่ไม่คิดว่า”

“เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณมากนะ” เขาบีบมือหล่อนแน่นขึ้นอีกครั้ง “แล้วสองคนนั่นไปไหนละครับ”

“ลงไปซื้อข้าวเดี๋ยวก็คงขึ้นมา ว่าแต่นายไปทำอะไรยังไง ถึงโดนยิงได้ ไหนเล่าให้ฟังหน่อยสิ” สิ้นเสียงถามอีกฝ่ายก็ไอแค๊กๆ ทำท่ากลืนน้ำลายแล้วขอน้ำกิน

“ขอน้ำกินหน่อยสิสา คอแห้งจัง”

มาริสารีบนำน้ำมาให้เขาทันที หลังจากเขาดื่มน้ำ พยาบาลก็เข้ามาดูแลซักถาม วัดไข้ เมื่อพยาบาลกลับออกไป คนไปซื้ออาหารก็กลับขึ้นมา พูดคุยแสดงความห่วงใยพักใหญ่ จนเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วกบินทร์จึงชวนสองสาวกลับ

“กลับเถอะนายกรจะได้พักผ่อน พรุ่งนี้เสร็จงานแล้วพี่มาเยี่ยมนะ”

“สาเฝ้าไข้ผมนะ” วิกรมขอร้องดื้อๆ

“ฉันต้องทำงานนะ” มาริสาบอกเสียงอ่อย ใจหนึ่งก็ห่วงเขา อีกใจก็ห่วงงานตามหน้าที่

“พรุ่งนี้ค่อยโทร.ไปลาไม่ได้หรือยังไง ใจคอคุณจะให้ผมนอนเป็นคนป่วยอนาถาไม่มีญาติคอยดูใจสักคนหรือ” วิกรมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ซึ่งน่าขันมากกว่าน่าสงสาร

“ถ้าอย่างนั้นพี่อยู่เฝ้าเองก็ได้”

“ไม่ดีแน่ครับ พี่เบ็น”

“อ้าว! นายกร ทำไมไม่ให้พี่อยู่เป็นเพื่อนละ สาเขาเป็นผู้หญิงจะสะดวกเฝ้าผู้ชายได้ยังไง พี่เฝ้านายเอง” กบินทร์ท้วงและเสนอตัวอีกครั้ง

“ขืนพี่เบ็นเฝ้า ผมก็ไม่ได้หลับได้นอนพอดี ดูแค่เมื่อกี้สิครับ คุณพยาบาลยังขอเซลฟี่กับพี่เบ็นก่อนออกจากห้องเลย” เขาพูดแล้วอมยิ้ม นึกขำพยาบาลสาวแฟนละครตัวยงของกบินทร์ที่ขอถ่ายรูปคู่กันหลังจากเสร็จภารกิจในห้องนี้แล้ว แต่กบินทร์ก็สั่งกำชับไว้แล้วว่าห้ามเอาไปโพสต์ที่ไหน กบินทร์ไม่ได้กลัวเป็นข่าวแต่เขากลัวแม่จะสงสัยว่ามาทำไมที่โรงพยาบาล เพราะกบินทร์โกหกไปว่ามีงานด่วนจึงไม่ได้อยู่รอแม่ที่บ้านยายเล็ก

“ใช่ๆ ตอนลงไปซื้อข้าวก็เหมือนกัน กว่าจะกลับขึ้นมาถึงห้อง ต้องหยุดถ่ายรูปกับแฟนคลับคนแล้วคนเล่า” ปรัศนีบอกยิ้มแย้ม

“โอเค พี่เป็นคนสังคมรังเกียจ พี่กลับก็ได้ ว่าแต่สองสาวเอายังไง”

“สาเฝ้าไข้ผม ส่วนหนูดีกลับพร้อมพี่เบ็นนะ จะได้นั่งไปเป็นเพื่อนกัน” คนเจ็บบนเตียงเจ้ากี้เจ้าการจัดสรรเองแล้วยิ้มเพราะรู้ว่ามันลงตัวที่สุดแล้ว คงไม่มีใครค้าน นอกจากมาริสาที่หันมาค้อน แต่ก็เห็นชอบด้วย

“ดีเหมือนกันมีหนูดีนั่งไปเป็นเพื่อนพี่เบ็นจะได้ไม่เหงา ไม่เผลอหลับใน เออ พรุ่งนี้แกเอาเสื้อผ้ามาให้ฉันด้วยนะ” มาริสาส่งกุญแจบ้านให้เพื่อนสาว และโดยอัตโนมัติที่ปรัศนีหันไปมองกบินทร์เหมือนขอความเห็น เพราะที่ตกลงกันไว้คือเลิกงานแล้วมาเยี่ยมวิกรมอีกครั้ง แต่ถ้ามาริสาไหว้วานให้ไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน ก็ต้องวกไปอีกทางซึ่งต้องรอสารถีตัดสินใจ

“ได้สิ เดี๋ยวพี่พาไป” กบินทร์บอกยิ้มยินดี สองสาวขอบคุณเขาพร้อมกัน ก่อนจะล่ำลากันแล้วปรัศนีเดินออกจากห้องพักพร้อมเขา

มาริสาเดินมาส่งที่ประตู ยืนมองคนทั้งสองคนเดินไปไกลพอสมควรก็เดินกลับมาที่เตียง ใบหน้าเปื้อนยิ้มของหล่อนทำให้คนบนเตียงอดถามไม่ได้

“ยิ้มอะไรสา”

“นายไม่แปลกหูหรือ หนูดีกับพี่เบ็นคุยกันสนิทสนม หนูดีเรียกพี่เบ็นต่อหน้า ไม่ได้เรียกคุณเบ็นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ส่วนพี่เบ็นก็เรียกหนูดี แทนตัวเองว่าพี่ ไม่ได้ใช่ผมอีกต่อไป”

“อืม ก็จริงนะ แสดงว่าความสัมพันธ์ของสองคนเปลี่ยนไปหรือ”

“น่าจะใช่ แต่”มาริสาทำท่าครุ่นคิด

“แต่อะไร”

“แล้วพี่เบ็นเอาหนูนาไปไว้ที่ไหนละ ประกาศตัวเป็นแฟนเสียขนาดนั้น ส่วนหนูดีมันก็ไม่ใช่คนที่จะแย่งแฟนน้องแน่ๆ”

“แต่พี่เบ็นไม่เคยบอกว่ารักหรือเป็นแฟนหนูนานะ อาจจะเพิ่งคบยังไม่ใช่ตัวจริง”

“จริงหรือ” มาริสาถามเสียงลิงโลด

“อันนี้ผมไม่มีรู้ แค่เดาๆ” วิกรมพูดค่อยๆ แล้วเสมองไปทางอื่นเมื่อมาริสาหันมามองตาเขา

มาริสามองชายหนุ่มอย่างสงสัย เขาทำเหมือนมีความลับแต่เรื่องอะไรและเกี่ยวกับใคร หล่อนไม่รู้ แค่รู้สึกเช่นนั้น

 

กบินทร์มองหาด้ายสีขาวที่วางไว้ที่เดิมตลอดตั้งแต่รับมาจากน้องชายเพื่อมอบให้ปรัศนี ทว่ากลับพบแต่ความว่างเปล่า จนต้องก้มมองหาทั่วห้องผู้โดนสาร

“ไปไหนนะ พี่จำได้ว่าใส่ไว้ตรงนี้แล้วไม่เคยแตะเลย”

“อาจปลิวตกไปใต้เบาะรถแล้วมั้งคะ ค่อยหาตอนเช้าก็ได้ ว่าแต่จะหาสายสิญจน์ทำไมคะ”

“อ้าว ก็พี่บอกว่าจะให้หนูดียังไงละ”

“อ๋อ ไม่ต้องหรอกค่ะ บอกแล้วว่าหนูดีไม่กลัว” หล่อนฝืนยิ้มให้เขา แม้นึกแปลกใจที่ด้ายเส้นนั้นหายไป เพราะตอนขาไปหล่อนยังเห็นวางที่เดิม และไม่คิดว่าตนเองตาฝาด แค่ไม่กล้าพูดให้เขาหวาดกลัวมากขึ้น หล่อนบอกแล้วลงจากรถ

“งั้นอย่าลืมสวดมนต์ก่อนนอนด้วยนะ” เขาร้องสั่งมองจนปรัศนีเดินเข้าบ้านในเวลาดึกมากหรือจะเรียกว่าใกล้รุ่งเต็มทีแล้ว

และเมื่อเขาขับรถกลับถึงบ้านก็ใช้วิธีส่งข้อความสั้นๆ ไปบอกปรัศนีว่าเขาถึงบ้านแล้ว เพราะเหนื่อยและง่วงมากจนไม่อยากเสียเวลาพูดคุยโทรศัพท์ เขาตรงเข้าห้องนอนเพื่ออาบน้ำนอนให้สมกับความเหนื่อยล้า และใช้เวลาอาบน้ำเร็วที่สุดเท่าที่เคยทำมา

กบินทร์ในชุดใส่นอนที่คุ้นเคยคือกางเกงบ๊อกเซอร์ตัวเดียว พร้อมพาดผ้าขนหนูผืนเล็กบนบ่าเพื่อเช็ดผมที่เปียกชื้น เดินผ่านหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องน้ำก็ชะงักเท้า แล้วถอยกลับมามองเงาในกระจกอีกครั้ง ก่อนจะบอกตนเองว่าตาฝาดไป เขาจะเห็นตัวเองในสภาพเปลือยท่อนบนเผยมัดกล้ามอุดมสมบูรณ์และผิวคร้ามแดดได้อย่างไร เพราะเขาเป็นคนผิวขาวอมเหลืองที่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีจึงนวลเนียนจนผุดผ่องจนสาวๆ อิจฉา แม้เขามีกล้ามเนื้อที่แน่นตึงอย่างคนที่ดูแลตนเองด้วยการออกกำลังกาย แต่ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่เรียกว่ากล้ามเป็นมัดๆ เหมือนที่เห็นทางหางตาเมื่อครู่

“สงสัยง่วงจัดจนตาฝาด” เขาบอกตัวเองยิ้มๆ แล้วเดินออกไปนอกห้อง กระโดดขึ้นเตียงอย่างแสนคิดถึง กบินทร์นอนคว่ำอยู่บนเตียงเพียงครู่ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรดุนตรงท้อง เขารีบลุกขึ้นเพราะคิดว่าอาจเผลอวางอะไรไว้ใต้ผ้าคลุมเตียง

กบินทร์ตลบผ้าคลุมไปกองไว้ที่ปลายเตียง ก่อนผงะออกห่างเพราะเห็นพวงมาลัยดอกพิกุลจำนวนมากองอยู่ เขาพยายามขยี้ตาเพื่อให้ภาพพวงมาลัยหายไป ทว่าแม้จะขยี้กี่ครั้งพวงมาลัยก็ยังวางอยู่ที่เดิม

“อะไรวะ” เขากวาดมันลงพื้นอย่างหัวเสียและแฝงความกลัวเอาไว้อย่างช่วยไม่ได้

มาลัยพวงน้อยถูกปัดลงมากองเต็มพื้นยืนยันว่าเขาไม่ได้ตาฝาด และมีพวงมาลัยอยู่ในห้องจริงๆ มาลัยแค่พวงเดียวหรือดอกพิกุลดอกเดียวเขาก็สยองมากพอแล้ว นี่มีมากมายถ้าคะเนด้วยสายตาเขาว่านับสิบพวงทีเดียว

“จะหลอกหลอนกันไปถึงไหนวะ” กบินทร์เตะพวงมาลัยจนกระจายเต็มห้องพร้อมตะโกนอย่างหัวเสียเปลี่ยนความหวาดกลัวเป็นความโกรธเคือง แค้นคนที่ทำให้เขาสยอง เจอเรื่องกระตุกขวัญ

“อะไรพ่อเบ็น” เสียงเคาะประตูมาพร้อมกับเสียงถาม

กบินทร์รีบหาผ้าเช็ดตัวมานุ่ง ก่อนเปิดประตูให้แม่ที่ตะโกนถามพร้อมเคาะประตูรัวๆ อยู่

“เป็นอะไรลูก” เพ็ญแขตรงเข้ากอดลูกชาย

กบินทร์กำลังยกมือกอดแม่ แต่ชะงักเมื่อเห็นยายเล็กยืนมองอยู่ไม่ไกล เขารีบดันร่างแม่ออกห่าง และได้คำตอบแล้วว่าพวงมาลัยดอกพิกุลมาอยู่ในห้องได้อย่างไร ไม่ใช่สิ่งเร้นลับพามา แต่เป็นยายเล็กนี่เองที่นำมา เขาเชื่อเช่นนั้น

“เป็นอะไรเบ็น ตะโกนโหวกเหวก มันดึกแล้วนะลูก”

“ผมนอนไม่ระวังทับพวงมาลัย มันตำเอาเจ็บครับ” เขาบอก พลางชายตามองยายเล็กตำหนิกลายๆ

“อ้าว แล้วกัน เจ็บตรงไหน แม่ทายาให้ไหมพ่อเบ็น” คนเป็นแม่ถามอย่างห่วงใย หมุนตัวลูกชายเพื่อดูแผ่นหลัง แต่กบินทร์ขืนเอาไว้

“ไม่เป็นไรครับ แต่ผมไม่ชอบให้เอาอะไรมาวางบนเตียง เพราะผมไม่ค่อยระวังมันจะทิ่มเอาแบบนี้อีก”

“จ้ะๆ ทีหลังจะไม่มีใครเอาอะไรมาไว้แล้วลูก เดี๋ยวแม่เก็บไปทิ้งให้นะ พ่อเบ็นนอนเถอะลูก” เพ็ญแขรีบเก็บพวงมาลัยที่กระจัดกระจายออกไปจากห้องแล้วปิดประตูให้อย่างเกรงใจ ก่อนหันไปมองน้าสาวของตนเองมีแววตำหนิในดวงตาเล็กน้อย แล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร

ยายเล็กมองตามหลังเพ็ญแขสลับกับมองประตูห้องของหลานชาย ดวงตาพร่ามัวของหญิงชรามัวมากขึ้นเมื่อเริ่มมีน้ำใสๆ คลอตา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #14 kookkai (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:26
    รอๆๆอ่านนะค่ะ
    #14
    0