ตอนที่ 17 : บทที่15/2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 307
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    21 ก.พ. 61

กบินทร์นั่งหน้าเครียดอยู่ในรถที่จอดหน้าบ้านหลังเก่า หลังจากส่งปรัศนีกลับบ้านแล้วเขากำลังขับรถกลับบ้าน แม่ก็โทร.มาบอกให้ไปรับยายเล็กมาค้างที่บ้านเพราะเด็กดอกอ้อขอลากลับบ้าน แม่ไม่อยากให้ยายเล็กอยู่บ้านคนเดียว ส่วนจะหาคนไปอยู่เป็นเพื่อนก็ลำบากเกินไป จึงให้รับยายเล็กมาพักด้วยจนกว่าดอกอ้อจะกลับมา

หากแม่โทร.มาบอกก่อนหน้านั้นเขาจะชวนปรัศนีมาด้วย บอกตามตรงว่าเขาขยาดกับการเข้าไปในบ้านหลังนี้คนเดียว และอุ่นใจอย่างประหลาดยามอยู่ใกล้ปรัศนี นั่นคือเหตุผลที่เขาชวนหล่อนไปอยู่ด้วยแต่หล่อนคงคิดว่าพูดเล่นและเขาก็รู้ว่ามันไม่เหมาะสมนัก

ในระหว่างทำใจเขาก็เห็นมาริสาลงจากรถรับจ้างพอดี กบินทร์ยิ้มอย่างมีความหวังแล้วรีบลงจากรถเดินไปหาสาวรุ่นน้องทันที

“สา”

“อ้าว! พี่เบ็น สวัสดีค่ะ” มาริสาหันมาไหว้ทักทายคนที่ทักขึ้นก่อน แล้วอดมองหาอีกคนที่มักไปไหนมาไหนกับกบินทร์ไม่ได้ และเหมือนกบินทร์จะรู้ว่าหล่อนมองหาใครจึงรีบบอก

“หนูดีไม่ได้มาหรอก พี่ส่งกลับบ้านแล้ว”

“อ๋อ ค่ะ พี่เบ็นมาเยี่ยมยายเล็กหรือคะ แกไม่สบายหรือคะ” มาริสาถามแล้วทำหน้าเจื่อนเมื่อพูดต่อ

“สานี่แย่จังอยู่บ้านติดกันแท้ๆ แต่ไม่รู้เลยว่าใครเป็นอะไร”

“เปล่าหรอกจ้ะ ยายเล็กสบายดี แต่ดอกอ้อขอลากลับบ้านต่างจังหวัด แม่เลยให้พี่มารับยายเล็กไปค้างที่บ้าน ไม่อยากให้แกอยู่บ้านคนเดียว” กบินทร์บอก

มาริสานิ่งฟังแต่รู้สึกว่ากบินทร์มีความกังวลในสีหน้า ไม่สอดคล้องกับการที่บอกว่าญาติผู้ใหญ่ของเขาสบายดี จึงอดถามออกไปไม่ได้

“มีอะไรน่ากังวลหรือคะพี่เบ็นหน้าเครียดจัง”

กบินทร์อึ้งกับคำถามชั่วครู่ ก่อนบอกเสียงอ้อมแอ้ม “สาก็รู้เรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับพี่ดี บอกตรงๆ พี่ไม่ชอบเหยียบเข้าไปในบ้านหลังนี้เลย”

“อ๋อ งั้นสาเข้าไปเป็นเพื่อนไหมคะ”

“ดีมากๆ เลยจ้ะ ขอบใจนะ” กบินทร์แทบอยากกระโดดกอดเมื่อหญิงสาวเสนอตัว แล้วพากันเดินไปที่บ้าน แต่ไม่นานมาริสาก็เปรยขึ้น

“บ้านเงียบนะคะ” มาริสาเก็บคำว่าวังเวงเอาไว้ หลังเดินผ่านประตูรั้วเข้ามาจนเกือบถึงประตูเรือน กบินทร์มองหน้าสาวรุ่นน้องแล้วยิ้มเจื่อนๆ เขาก็คิดไม่แตกต่างกัน แต่ยังมีคำตอบปลอบขวัญหญิงสาว

“ก็ดอกอ้อไม่อยู่นี่ ยายเล็กอาจอยู่ในห้องนอน” เมื่อเดินเข้าบ้านเขาก็เรียกหา

“ยายเล็กครับ ผมมารับแล้วครับ” กบินทร์มองหาในโถงมีแต่ความว่างเปล่า ก่อนเดินเลยไปที่ห้องนอนเรียกหาและเปิดเข้าไปดู เขาผละกับกลิ่นดอกพิกุลที่พวยพุ่งออกมาจนต้องรีบปิดประตูเอาไว้ดังเดิม แล้วรีบเดินออกไปหน้าบ้าน

“อาจอยู่ข้างบ้าน” มาริสาเดินตามโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกบินทร์ เห็นแค่เขาเปิดประตูแล้วรีบปิด

“อือ ลองเดินหาดู”

“หรืออาจอยู่สวนหลังบ้าน ใช่แน่ๆ”

“สวนหลังบ้าน” กบินทร์ทวนคำหน้าเสีย ในห้องที่ไม่เคยเจอะอะไรก็เจอจนได้ แล้วสวนหลังบ้านที่เคยเล่าจะไม่เจอหรือ

มาริสาสบตาเขาเครียดขึ้นมาทันทีเช่นกัน เพราะรู้ดีว่าทำไมกบินทร์ถึงไม่อยากย่างกราย หล่อนเห็นเขาถอนหายใจช้าๆ เหมือนตัดสินใจได้แล้วและพยักหน้าเชิงชวน หญิงสาวรีบยิ้มรับทันที

“ไปดูกันค่ะ” มาริสาคิดว่าหากตนคือปรัศนี สองคนคงจูงมือกันเดินแล้ว เพราะหล่อนมั่นใจว่าทั้งคู่มีเยื่อใยต่อกัน

“นั่น” มาริสาชี้มือสั่น เมื่อพากันเดินไปสวนหลังบ้าน แล้วเห็นร่างหญิงชรานอนราบอยู่บนพื้น

“ยายเล็ก” กบินทร์วิ่งเข้าไปหาอย่างตกใจไม่แพ้กัน ก่อนจะเขย่าร่างเบาๆ แล้วประคองไว้ในอ้อมแขน

“เป็นอะไรคะยายเล็ก” มาริสาถามเพราะเห็นว่าหญิงชรากะพริบตาและเริ่มขยับตัว

หญิงชราลืมตากว้างขึ้นมองสองหนุ่มสาวก่อนปิดลงอีกครั้งอย่างเหนื่อยหน่าย สูดลมหายใจลึกๆ แล้วลืมตาขึ้นมองหลานชายอีกครั้ง

“ยายหน้ามืด ใจหวิวๆ พ่อเบ็นพายายเข้าไปนอนในบ้านหน่อยสิลูก”

“ครับ” กบินทร์อุ้มร่างหญิงชราขึ้นมาอย่างง่ายดายดุจสิ่งของไร้น้ำหนัก แล้วพาเดินออกจากสวนหลังบ้าน มาริสาเดินนำลิ่วๆ เพื่อจัดเตรียมที่นอน แต่ก่อนที่กบินทร์จะวางยายเล็กนอนบนเก้าอี้ยาวที่มาริสาหยิบหมอนอิงใบเล็กมาวางรอแล้ว ยายเล็กก็แย้งขึ้น

“ยายอยากเข้าไปนอนในห้อง พายายไปนอนในห้อง”

กบินทร์อึ้งกับคำขอมองมาริสาเหมือนหาเพื่อน และหล่อนดีใจหายเหมือนเข้ามานั่งในใจจึงพยักหน้าช้าๆ แล้วเดินนำไปที่ห้องเมื่อครู่ แต่เขายังต้องลุ้นระทึกในยามที่มาริสาเปิดประตูห้องแทน น่าแปลกที่ไม่มีกลิ่นน่าสะพรึงกลัวเหมือนเมื่อครู่ทำให้โล่งใจไปเปราะหนึ่ง ก่อนจะพายายเล็กไปวางบนเตียงที่มาริสารีบดึงผ้าคลุมเตียงและขยับหมอนให้เข้าที่

“ยายเล็กเวียนหัวหรือมีอาการยังไงคะ ทำไมถึงไปเป็นลมอยู่ในสวนได้”มาริสาถาม

“ไม่รู้สิ อยู่ดีๆ มันก็วูบไปเสียเฉยๆ ได้นอนพักนิ่งๆ คงจะดีขึ้น” หญิงชราตอบคำถามมาริสา แต่กลับมองหน้าสบตากบินทร์เหมือนพูดกับเขามากกว่า

“กินยาลมสักหน่อยไหมคะ สาไปชงให้” มาริสาแสดงความมีน้ำใจ แต่ถูกปฏิเสธด้วยเสียงห้วน

“ไม่กิน”

กบินทร์มองหล่อนอย่างขออภัย ก่อนบอกหญิงชราที่ยังจ้องหน้าเขาอยู่

“แม่ให้มารับยายเล็กไปค้างที่บ้านครับ”

“ยายคงนั่งรถไปไกลๆ ไม่ไหวหรอกพ่อเบ็น ยายไม่ไปได้ไหมลูก” หญิงชราพูดเสียงออดอ้อนแล้วหลับตาลง

กบินทร์หันไปสบตามาริสาหน้าตาเหมือนคนแบกโลก เพราะเมื่อยายเล็กไม่ยอมไปด้วย เขาจะทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวได้อย่างไร แต่การจะให้เขานอนเฝ้ายายเล็กที่นี่ก็ไม่สะดวก เพราะเขาต้องทำงานและเหนือสิ่งอื่นใด เขาไม่อยากรู้สึกเหมือนถูกเฝ้ามองจากดวงตาที่มองไม่เห็นอีกแล้วเขากลัว

มาริสาพยักหน้าเล็กน้อยส่งสัญญาณว่าจะพูดเอง ก่อนนั่งยองๆ ลงข้างเตียง

“สาเข้าใจนะคะ คนแก่ติดบ้านไม่อยากไปค้างที่อื่น แต่สาขอร้องนะคะยายเล็ก ไปพักบ้านพี่เบ็นสักระยะ ให้ดอกอ้อกลับมาก่อน ค่อยกลับมาอยู่บ้านนี้นะคะ”

“ไม่ใช่เรื่องของแก อย่ามายุ่ง!” ยายเล็กตวาดเสียงแข็ง แล้วตะแคงหันหลังให้

มาริสาสะดุ้งกับท่าทีไม่เป็นมิตรของหญิงชราจึงลุกขึ้นยืนดุจติดสปริง ก่อนหันไปทำหน้าแหยร่ำๆจะร้องไห้จนกบินทร์ต้องเอ่ยขอโทษเบาๆ

“ขอโทษแทนยายเล็กด้วยนะสา” เขาพูดกระซิบ

มาริสากลืนน้ำลายแล้วลอบถอนใจ หนักใจแทนกบินทร์เพราะรู้ว่าเขาไม่อยากค้างที่นี่แน่นอน “พี่เบ็นลองโทร.ไปบอกแม่สิคะ อาจจะส่งใครมาอยู่เป็นเพื่อนยายเล็กแทนก็ได้”

“คือที่บ้านพี่ก็ไม่มีคนด้วยสิ คนงานลาไปต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่เหลือก็งานล้นมือ” กบินทร์บอกเสียงอ่อยๆ อย่างปลงๆ

“งั้นโทร.จิกนายกรให้กลับมาเลย เดี๋ยวสาจัดการเอง”

มาริสาเสนอแล้วเดินออกไปนอกห้องโดยกบินทร์ยืนมองที่ประตู ไม่ได้ตามออกไปด้วยเพราะเกรงว่าสองคนอาจมีเรื่องส่วนตัวคุยกันมากกว่าที่จะเรียกให้วิกรมกลับมาค้างที่บ้าน เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่าสองคนมีใจกัน แม้จะแสดงออกเหมือนคู่กัดมากกว่าคู่รักและรู้สึกโล่งอกที่วิกรมชอบมาริสาไม่ใช่ปรัศนีเหมือนที่เขาคิดทีแรก

มาริสารอให้อีกฝ่ายรับสายอย่างกระวนกระวาย แม้ว่างานของวิกรมจะไม่สะดวกในการรับโทรศัพท์ตลอดเวลา แต่เขาไม่เคยปล่อยให้สายเรียกจนตัดเองเช่นนี้ หากเขาไม่สะดวกรับจะตัดสายทิ้งแล้วโทร.กลับทันทีที่สะดวกเพราะเขาเคยสั่งไว้ถ้ามีเรื่องด่วนจริงๆ ให้โทร.ซ้ำอีกครั้งแล้วเขาจะรีบรับ แต่ครั้งนี้สัญญาณเรียกถูกตัดไปเองถึงสองครั้งซึ่งผิดปกติมาก มาริสาใช้วิธีส่งข้อความสั้นๆ ก็ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะเปิดอ่าน

“กรไม่รับสาย ไม่อ่านไลน์ เอ่อ สาว่ามันผิดปกติ” หล่อนรีบกลับมาบอกกบินทร์ สีหน้าวิตกกังวล

“อาจติดงานสำคัญ ไม่ว่างรับสาย”

“ไม่นะคะ เราเคยตกลงกันไว้ เอ่อ สาหมายถึง สา กร หนูดี พวกเราสัญญากันไว้ถ้าไม่สะดวกคุยหรือไม่ว่างรับสายก็ให้กดทิ้ง แต่ถ้าคนโทร.มีธุระสำคัญจริงๆ ก็ให้โทร.ซ้ำทันที อีกฝ่ายจะได้รู้ว่ามีเรื่องสำคัญจะได้หาทางรับสาย แต่นี่สายเรียกจนตัดไปสองรอบ ไลน์ไปก็ไม่อ่าน”

“แสดงว่าโทรศัพท์ไม่ได้อยู่กับตัวมันนะสิ นายกรอาจลืมไว้ที่ไหนสักแห่ง พี่ว่าสาใจเย็นๆ อย่าคิดมากเลย” เวลานี้กลายเป็นว่าเขาต้องเป็นฝ่ายปลอบหล่อนเสียเอง

“แต่” มาริสาจะค้านแต่หยุดคำพูดเอาไว้ เพราะยิ่งคิดยิ่งพูดตัวเองจะไม่สบายใจ ก่อนถามคนตรงหน้า

“แล้วพี่เบ็นจะทำยังไงกับยายเล็ก” มาริสาถามเสียงราวกระซิบ แล้วมองแผ่นหลังของหญิงชรา ก่อนหันมาสบตากบินทร์อีกครั้ง เห็นชัดว่าเขาเองก็มีความวิตกกังวลและหวาดกลัวปะปนในใบหน้า และเมื่อกบินทร์สายหน้าช้าๆ หล่อนก็ถอนใจคิดไม่ตกไปด้วย

“โทร.ตามหนูดีมาอยู่เป็นเพื่อนดีกว่า” มาริสาเสนอหลังต่างนิ่งเงียบกันไปพักใหญ่

“จะดีหรือ รบกวนเปล่าๆ ยิ่งพักนี้หนูดีเจอเรื่องแปลกๆ อยู่ด้วย”

“เรื่องอะไรคะ” มาริสาสนใจขึ้นมาทันที

กบินทร์หันกลับไปมองญาติผู้ใหญ่ที่นอนบนเตียงท่าทางเหมือนคนหลับ จึงหันมาพยักหน้าชวนมาริสาแล้วพากันเดินไปที่ห้องโถงเพื่อเล่าให้ฟัง มาริสามีสีหน้าเครียดขึ้นอีกครั้งเมื่อฟังเรื่องที่กบินทร์เล่าตอนที่กวางเสียชีวิตไปใหม่ๆ วิญญาณก็มาหลอกหลอนปรัศนี มาครั้งนี้เมื่อพากบินทร์ไปอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและสะเดาะเคราะห์แล้ว วิญญาณพวกนั้นกลับไปรังควานปรัศนีแทน

มาริสาเชื่อว่าสิ่งเร้นลับที่ตามติดกบินทร์และปรัศนีคือวิญญาณ และต้องเป็นวิญญาณที่ไม่หวังดีแน่ ไม่เช่นนั้นจะทำความเดือดร้อนให้คนถูกตามทำไม

“พี่เบ็นคิดว่าหนูดีถูกผีตามหรือคิดว่ามันเมาคะ”

“สาเป็นเพื่อนสนิทหนูดี น่าจะรู้นะว่าเพื่อนเป็นคนยังไง ขี้เหล้าเมายาหรือเปล่า”

“แน่นอนค่ะ หนูดีไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ เรื่องที่บอกว่าเห็นมันเมานะตัดไปได้เลย สาว่าเพราะบางสิ่งบางอย่างทำให้เห็นไปแบบนั้นมากกว่า และก็เชื่ออีกว่ามันเกี่ยวกับ ดอกพิกุลและวิญญาณที่เคยติดตามพี่เบ็น บางทีเขาอาจโกรธที่หนูดีเจ้ากี้เจ้าการพาพี่เบ็นไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ก็ได้นะคะ”

“กลายเป็นว่าพี่เป็นต้นเหตุหรือนี่”

“เปล่าค่ะ แล้วหนูดีก็ไม่คิดเช่นนั้นแน่สารู้ดี มันนะเต็มใจรับเคราะห์หรือเรื่องร้ายๆ แทนพี่เบ็นเสมอ”

“สากำลังจะบอกอะไรพี่” เขารีบสวนคำถาม

“เปล่าๆ แค่จะบอกว่าถ้าจะโทษก็ต้องโทษวิญญาณพวกนั้นค่ะ เขาต้องการอะไรแน่นะถึงมาหลอกมาหลอนแบบนี้ แต่เราต่างมีสายสิญจน์ที่พระให้มาวันก่อนนี่คะ ทำไมผียังตาม” มาริสาพูดแล้วอดกวาดตามองรอบๆ ไม่ได้ กลัววิญญาณพวกนั้นจะมาให้คำตอบว่าต้องการอะไร

“คือตั้งแต่ได้สายสิญจน์มา สารู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัยขึ้นเยอะเลย” พูดต่อหลังจากอีกฝ่ายยังนิ่ง

“อืม นายกรก็ให้มาพี่เก็บไว้ในรถไม่รู้ยังอยู่หรือเปล่า แต่พี่ไม่เจอเรื่องแปลกๆ อีกเลย”

“นั่นสิ แล้วทำไมยายหนูดียังเจอ” มาริสาครุ่นคิด “ใช่แล้ว หนูดีมันเอาสายสิญจน์ให้หนูนาไปแล้ว”

จังหวะนั้นเสียงโทรศัพท์ของทั้งคู่ก็ดังขึ้นพร้อมกัน มาริสารีบบอกกบินทร์อย่างยินดีว่าวิกรมโทร.กลับมาแล้วและเดินห่างออกไปเล็กน้อยเพราะเห็นว่าเขาเองก็มีสายเข้ามาเหมือนกัน ซึ่งเขาบอกหล่อนเบาๆ ว่าแม่โทร.มา

“ครับแม่”

“ทำไมยังไม่กลับบ้านอีกพ่อเบ็น แวะที่ไหนหรือเปล่า” เสียงปลายสายเครียดพอสมควร

“แม่ครับ ยายเล็กไม่สบาย ลุกไม่ไหว แกไม่อยากไปไหนครับ”

“ไม่ได้นะ!

กบินทร์แปลกใจกับเสียงเขียวที่สวนมาทันควัน ก่อนจะฟังแม่พูดต่อในน้ำเสียงที่คลายลง

“จะปล่อยให้แกอยู่คนเดียวได้ยังไงละ”

“ผมจะค้างเป็นเพื่อนครับ” เขาบอกหลังตัดสินใจ แม้จะนึกหวาดกลัวก็ตามที แต่เสียงมารดาก็โวยวายกลับมา

“จะนอนได้ยังไง พ่อเบ็นก็มีงานต้องทำ ต้องพักผ่อนนอนหลับ เอาอย่างนี้เดี๋ยวแม่ไปพูดเอง” แม่วางสายไปแล้ว กบินทร์แอบถอนหายใจโล่งอก ก่อนหันไปทางมาริสาที่กำลังคุยโทรศัพท์กับน้องชายเขาอยู่ ท่าทางเคร่งเครียดไม่เบาเลยทีเดียว

มาริสาเดินห่างกบินทร์มาเล็กน้อยก่อนกดรับสายแล้วถามกลับไปน้ำเสียงกระเง้ากระงอด

“เป็นอะไรทำไมไม่รับโทรศัพท์ฉันโทร.ตั้งสองรอบแล้วนะ”

“ครับผมเห็นแล้ว”

“เห็นแล้ว แล้วทำไมไม่รับ ไอ้เราก็เป็นห่วงนึกว่าเป็นอะไรไป...”

“ถ้าเป็นห่วงก็หยุดฟังก่อนสิสา” วิกรมติงกลับมาเสียงเข้มเล็กน้อย แต่ทำเอาหล่อนอึ้ง และเขาคงสัมผัสได้ น้ำเสียงต่อมาจึงเบาลง

“ขอโทษครับ สาฟังดีๆ นะ ที่ผมไม่ได้รับสายเพราะติดงาน แล้วผมก็ถูกยิง”

“ห๊า! ถูกยิง ที่ไหน ยังไง แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า นายกร” มาริสาถามเสียงเคร่งเครียด ทั้งที่คนโทร.มาบอกน้ำเสียงเรียบเฉย

“คงไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่เลือดเปียกเสื้อไปหมดแล้ว นี่กำลังไปโรงพยาบาล กลัวสาเป็นห่วงเลยโทร.มาบอกก่อน”

“ไอ้บ้า แค่เลือดเปียกเสื้อหรือ โอ๊ย จะบ้าตาย แกอย่าเป็นอะไรนะ ฉันจะไปหาแกเดี๋ยวนี้แหละ”

“จะมาทำไมลำบากเปล่าๆ ผมแค่โทร.บอกจะได้หายห่วง”

“แกบอกขนาดนี้จะไม่ให้ห่วง ไม่ให้ไปหาหรือ ไอ้กรบ้า อย่าตายนะฉันไปเดี๋ยวนี้แหละ” มาริสาตัดสาย ยืนหอบเหนื่อย เหนื่อยกับคำพูดของวิกรมและห่วงอาการที่เหมือนเขากำลังกลบเกลื่อนด้วยคำพูดกวนประสาท

“มีอะไรสา” กบินทร์ถามขึ้นอย่างห่วงใย พร้อมเดินเข้าไปใกล้

“กรถูกยิง สาจะไปดูใจมัน”

“ดูใจ ร้ายแรงขนาดนั้นหรือสา” เขาแทบจะถามไม่เป็นคำ เพราะคำว่าดูใจนั้นร้ายแรงมากในความคิดของเขา

“ไม่รู้สิคะ สารู้สึกเหมือนกรปิดบังอะไรไว้ สากลัว”มาริสาไม่พูดเปล่า แต่น้ำตากำลังไหลพรากจนกบินทร์พลอยใจเสียไปด้วย

“อย่าคิดไปในทางไม่ดีสิ ไปๆ พี่ไปด้วย”


**** เรื่องนี้มีอีบุ๊คขายนะคะ****


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #4 ann786 (@ann786) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:31
    รอลุ้นผีๆๆๆ
    #4
    0