ตอนที่ 15 : บทที่ 14

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 336
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    2 ก.พ. 61

บทที่๑๔

คืนวันนี้บ้านเงียบผิดปกติในความคิดของปรัศนีหลังจากกบินทร์มาส่ง หล่อนมั่นใจว่าไม่ได้กลับดึกมากจนเลยเวลาเข้านอนของพ่อกับแม่แล้ว แม้ว่าทั้งสองคนจะนอนเร็วเพื่อตื่นไปซื้อของในตอนเช้า แต่เวลาที่หล่อนกลับบ้านมักจะเห็นแสงไฟจากห้องนอนหรือเห็นคนใดคนหนึ่งนั่งดูทีวี นั่งจดรายการซื้อของหรือเตรียมเครื่องปรุงที่สามารถทำเตรียมไว้เพื่อปรุงตอนเช้าได้ ไม่มีคืนไหนที่กลับเข้าบ้านแล้วรู้สึกเหมือนทั้งสองคนไม่อยู่บ้านหรือหลับไปแล้วเช่นนี้เลย

ปรัศนีเปิดประตูเข้าห้องนอนตนเองหลังจากมองหาแสงไฟจากห้องนอนพ่อกับแม่ไม่พบ คงจะหลับไปแล้วจริงๆ เพราะอายุที่เพิ่มขึ้นและการงานที่ไม่ได้เบาลงเลยอาจทำให้เหนื่อยมากขึ้น ทั้งสองคนจึงนอนเร็วขึ้น ปรัศนีรู้สึกเหมือนเป็นความผิดของตนเองที่เพิ่งมีงานทำ ซ้ำไม่ใช่งานที่มั่นคงเช่นงานราชการหรืองานบริษัทใหญ่ๆ แม้เงินเดือนที่กบินทร์ให้นั้นมากกว่างานราชการตามวุฒิการศึกษา แต่เสี่ยงต่อการถูกไล่ออกอยู่ทุกวันหากทำอะไรให้เขาไม่พอใจ

แต่ว่าไปแล้วตั้งแต่เริ่มงานมา ถึงหล่อนจะทำอะไรผิดพลาดบ้างแต่ไม่มีวี่แววจะถูกไล่ออกเลย นั่นเพราะกบินทร์เป็นคนใจดีมีเมตตา รู้ว่าครอบครัวหล่อนมีฐานะเป็นอย่างไร หรืออาจเป็นเพราะหล่อนเป็นพี่สาวปารีณา แต่คงไม่ใช่เขาเห็นหล่อนเป็นไม้กันผีนะ เอ๊ะ! หรืออาจจะใช่

“ไม่นะ ไม่ใช่” หล่อนพึมพำ ชะงักงันเมื่อเห็นเงาตะคุ่มบนเตียงแล้วรีบคลำหาสวิตช์ไฟมือสั่น

“ไม่ต้องเปิด”

เสียงสั่งห้ามห้วนๆ ดังมาจากเงาตะคุ่มที่ค่อยๆ หันมาคลายความสะพรึงกลัวลงได้ แม้ไม่เห็นหน้าแต่ปรัศนีก็จำเสียงน้องได้ หล่อนรีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที

“ทำไมนั่งมืดๆ อีกแล้วหนูนา พี่ตกใจหมดรู้ไหม”

“ฉันไม่อยากให้เธอเห็นน้ำตา”

ปรัศนีรู้สึกคำพูดของน้องสาวแปลกไป แต่ไม่ได้ติดใจเท่ากับเนื้อประโยคที่พูด

“ร้องไห้ทำไม บอกพี่สิ”

“ฉันเกลียดผู้ชายเจ้าชู้ ผิดสัญญา”

เรื่องความเจ้าชู้ของกบินทร์ ใครๆ ก็รู้ ไม่อย่างนั้นจะรักๆ เลิกๆ มาหลายคนหรือซึ่งปารีณาก็น่าจะรู้แล้วจะมาตีโพยตีพายตอนนี้ทำไม แต่หล่อนอยากรู้ว่ากบินทร์ผิดสัญญาเรื่องอะไรมากกว่า

“เขาสัญญาอะไรไว้”

“สัญญาว่าจะรักฉันคนเดียวทุกชาติ”

“ทุกชาติเลยหรือ นานไปหรือเปล่า” ปรัศนีถามทีเล่นทีจริงเพราะคิดว่าน้องสาวพูดเพราะเมา แต่กลับได้รับเสียงตอบกระด้างจนแทบสะดุ้ง

“สัญญาต้องเป็นสัญญา ต่อให้ต้องรอกี่ภพกี่ชาติก็ต้องรอ จะมีคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด”

ปรัศนีรู้สึกว่าคำพูดที่ออกจากปากปารีณาจริงจังเหลือเกิน แต่หล่อนไม่ทันได้พูดอะไร น้องสาวก็ยืนขึ้นแล้วเดินออกจากห้องแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ช่างเหมือนวันก่อนไม่ผิดเพี้ยน ร้องไห้ฟูมฟายแล้วจากไป ทิ้งให้หล่อนงงเป็นไก่ตาแตกกับความค้างคาใจ

ปรัศนีเดินมายืนมองตรงประตูจนเห็นชัดว่าปารีณาเดินเข้าห้องนอนไปแล้วจึงปิดประตูเดินไปทิ้งตัวลงนอนอย่างอ่อนล้า ก่อนรีบลุกขึ้นเพราะท่อนแขนสัมผัสกับความชื้น หล่อนใช้มือปัดเพราะรู้สึกว่ามีบางอย่างติดแขนขึ้นมา ก่อนจะเดินไปเปิดไฟแล้วตะลึงขนลุกซู่เมื่อเห็นดอกพิกุลดอกเล็กๆ เกลื่อนเต็มเตียงนอนและพื้นห้อง รวมถึงติดท่อนแขนหล่อนมาด้วย จนต้องปัดทิ้งอีกครั้งพร้อมทั้งกลิ่นหอมตลบอบอวลขึ้นทันที น่าแปลกที่เมื่อครู่ไม่ได้กลิ่นแม้แต่น้อย

“ดอกพิกุลมาจากไหนเยอะแยะ หนูดีไม่เกี่ยวข้อง อย่ามาหลอกหลอนกันเลย ไปที่ชอบๆ เถอะ” ปรัศนีพนมมือพูดพึมพำ มองดอกพิกุลที่เกลื่อนพื้นอย่างสยองและคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี ก่อนตัดสินใจเปิดประตูเพื่อหนีออกไปนอกห้อง แต่จังหวะนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หล่อนรู้ว่าเป็นกบินทร์ที่โทร.มาบอกว่าถึงบ้านแล้วตามปกติ แต่โทรศัพท์มือถืออยู่ในกระเป๋าที่วางอยู่บนเตียง

หญิงสาวหันกลับไปมองอย่างลังเล ถ้าหล่อนไม่รับโทรศัพท์กบินทร์จะเป็นฝ่ายห่วงกังวล แต่จะฝ่าดงดอกพิกุลกลิ่นตลบอบอวลเข้าไปก็หวาดกลัวเกินไป หล่อนคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ดอกพิกุลจำนวนมากเข้ามาอยู่ในห้องนอนเช่นนี้ จะทำอย่างไรดี นี่คือสิ่งที่คิดวนเวียน

“ว้าย!” ปรัศนีอุทานสุดเสียงพร้อมสะดุ้งโหยงกับสัมผัสหนักๆ ที่บ่า ก่อนจะเห็นมือสีคล้ำกร้านดำจับลงบนท่อนแขน

“เป็นอะไรหนูดี” อรรถถาม แล้วยกมือปิดจมูกเมื่อลูกสาวหันมา

“หนูดีกินเหล้าด้วยหรือ กลิ่นหึ่งเลย”

“เปล่าๆ นะพ่อ” ปรัศนีปฏิเสธหลังจากหายตกใจ

“ยังจะเปล่าอีก กลิ่นขนาดนี้ หน้าก็แดงแบบนี้ เหลวไหลจริงๆ ไปเข้าห้อง” อรรถพูดเสียงแข็ง นึกน้อยใจการทำตัวของลูกๆ วันก่อนปารีณาก็เมามายกลับมาแต่รายนั้นบ่อยจนตนชินแล้ว แต่กับปรัศนีลูกสาวคนโตที่ตนภูมิใจในการเอาการเอางานนักนี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเมามายขนาดนี้ เขาไม่ชอบผู้หญิงดื่มเหล้า แล้วยิ่งดื่มจนเมากลิ่นคละคลุ้งแบบนี้ยิ่งไม่ชอบเลย

“พ่อ หนูดีไม่ได้กินเหล้า ไม่ได้เมาจริงๆ” ปรัศนีเถียงแต่รู้สึกว่าตนเองเดินเซๆ เมื่อพ่อปล่อยมือก็ล้มลงกับพื้นทันที

“นี่ไงคนไม่เมา เดินยังไม่ไหวเลย มาลุกๆ” อรรถไม่อยากพูดมาก เพราะรู้ว่าพูดไปก็เปลืองน้ำลาย ไม่มีคนเมาคนไหนจดจำและเข้าใจ เขาประคองลูกสาวไปนอนบนเตียงที่เจ้าตัวพยายามลุกหนี

“ไม่เอาพ่อ ไม่นอน ไม่นอน” ปรัศนีพยายามลุกหนี ไม่ยอมนอนบนเตียงที่เต็มไปด้วยดอกพิกุล

“ไม่นอนแล้วหนูดีจะไปไหน เมาก็นอนเสีย”

“ไม่เอาพ่อ กลัวๆ ดอกพิกุลเต็มไปหมด หนูดีไม่นอน”

อรรถมองหาดอกไม้ที่ลูกสาวเอ่ยถึง ก่อนส่ายหน้าระอา “ดอกพิกุลที่ไหน ผ้าคลุมเตียงต่างหาก มาพ่อเอาออกให้” อรรถกระชากผ้าคลุมเตียงที่มีลายดอกไม้เล็กๆ ไปทิ้งไว้ข้างเตียง แล้วประคองให้ปรัศนีนอนลงอีกครั้ง แต่ลูกสาวยังขืนตัวชี้ไปบนเตียงพร้อมโวยวาย

“พ่อ ไม่เอา ไม่นอน ดอกพิกุลเต็มเลย ไม่เอา”

“เสียงอะไรเอะอะ พ่อจะทำอะไรหนูดี” ปัทมาปรี่เข้ามาผลักสามีออกห่าง แต่ต้องชะงักเมื่อหันกลับมามองลูกสาวคนโต

“หนูดีเมาหรือนี่”

“ใช่มันเมาโวยวาย แม่คิดว่าพ่อจะทำอะไรลูก หนูดีคือลูกของเรานะ”

“ขอโทษ” ปัทมามองสามีหน้าเจื่อนเมื่อเอ่ย อรรถถอนใจพรืดก่อนพูด

“แม่มาก็ดี เช็ดหน้าเช็ดตาให้หน่อยเผื่อจะพูดรู้เรื่อง”

“พ่อ หนูดีไม่ได้เมาจริงๆ สาบาน หนูดีกลัวดอกพิกุลนั่น หนูดีไม่นอน” ปรัศนียังไม่ยอมนอนลงไป และไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อยังยืนกรานว่าหล่อนเมา และแม่ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็เห็นพ้องไปกับพ่อ ดูได้จากคำตำหนิทั้งวาจาและแววตาในเวลานี้

“เมาจนพูดไม่รู้เรื่องยังจะเถียงว่าไม่เมา นี่ถ้าเป็นเด็กๆ แม่จะตีให้สักเผียะสองเผียะ ไม่ไหวจริงๆ” ปัทมาย่นจมูก ก่อนเดินออกไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้ลูกสาว

อรรถมองกวาดทั่วเตียงทั่วห้องที่ปรัศนีโวยวายว่ามีดอกพิกุล แล้วสะดุดหูกับเสียงโทรศัพท์ที่ยังดังเป็นระยะๆ จึงถือวิสาสะเปิดกระเป๋าของลูกดู ก่อนจะกดรับสายเมื่อเห็นชื่อคนโทร.เข้ามา

กบินทร์ที่เห็นใบหน้าคนรับสายถึงกับอึ้งเล็กน้อย จากคิดจะต่อว่าที่ปรัศนีรับสายช้าทำให้เขาเป็นห่วง กลับต้องกล่าวทักทายพร้อมก้มศีรษะให้พ่อของหล่อนก่อน

“สวัสดีครับ แล้วหนูดีละครับ” พ่อของปรัศนีไม่ได้ตอบว่าเจ้าหล่อนอยู่ที่ไหน แต่ขยับให้เขาเห็นว่าหล่อนนอนอยู่บนเตียงและพยายามจะลุกขึ้น

“ขอผมคุยกับหนูดีได้มั้ยครับ”

“มันจะพูดรู้เรื่องไหม เมาเสียขนาดนี้ มีงานเลี้ยงอะไรหรือคุณถึงได้กินเหล้ากันมา”

กบินทร์อึ้งไปเล็กน้อยกับคำถามพร้อมปฏิเสธไปเบาๆ “ไม่มีงานครับ” ตอนเขาไปส่งปรัศนีไม่ได้เมา แล้วเขาก็ไม่ได้พาหล่อนไปกินเหล้าที่ไหน แค่กินข้าวหลังเลิกงานตามปกติเท่านั้น แต่พ่อของปรัศนีก็ยื่นโทรศัพท์มือถือให้ปรัศนีโดยดี

“พี่เบ็นช่วยด้วย ดอกพิกุลเต็มไปหมดเลย” คำแรกที่ปรัศนีบอกเขา ทำให้อึ้ง ส่วนพ่อของหล่อนส่ายหน้าช้าๆ แล้วเดินออกห่างเตียง

“อะไรนะ” เขาถามกลับเสียงค่อย พยายามมองรอบตัวปรัศนีเท่าที่ทำได้ เขาเห็นหญิงสาวกวาดมือไปบนที่นอนแล้วแบขึ้นมาให้เขาดู

“ดอกพิกุลมาจากไหนก็ไม่รู้เต็มห้องไปหมด หนูดีกลัว”

สีหน้าปรัศนีบอกให้รู้ว่ากลัวจริงๆ แต่กบินทร์ไม่เห็นสิ่งที่บอก มือที่แบให้เขาดูก็ว่างเปล่า ที่นอนตรงที่หล่อนเอามือไปกวาดก็ไม่มีดอกไม้ที่ว่า และใบหน้าแดงๆ ตาแดงๆ ท่านั่งโอนเอนก็ย้ำคำว่าเมา กบินทร์ส่ายหน้าช้าๆ แล้วบอก

“ไม่มีอะไรเลยหนูดี คุณตาฝาดไปเอง”

“ไม่มีได้ยังไง นี่ไงเต็มห้องไปหมด เต็มไปหมด กรี๊ด! แล้วทำไมดอกไม้บ้าๆ นี่ต้องตามมาหลอกหลอนฉัน ทำไมไม่ตามคุณไป ทำไม”

ปรัศนีกรีดร้องโวยวายจนอรรถรีบเข้ามาแย่งโทรศัพท์มือถือไปพูดขอโทษกบินทร์แล้วขอวางสาย ก่อนจะเขย่าตัวลูกสาวเพื่อเรียกสติ

“หนูดี หนูดี หยุดกรี๊ดได้แล้ว นอนลงๆ”

“พ่อไม่เข้าใจหนูเลย หนูไม่อยากนอน หนูกลัว” สิ้นประโยคโวยวายปรัศนีก็หลับทันทีชนิดที่คนเป็นพ่อมึนงงไปเลย

“เฮ้อ! ไม่อยากนอนแต่หลับเสียแล้ว”

“หนูดีไม่เคยเป็นแบบนี้นะพ่อถ้าหนูนาก็ว่าไปอย่าง รายนั้นยังไม่กลับบ้านเลย กลับบ้านเกือบเช้าเมากลับมาบ่อยๆ แต่วันนี้หนูดีเมากลับมามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ปัทมาเดินเข้ามาพอดีจึงพูดขึ้น

“ไม่รู้สิ คุณเบ็นเขาก็บอกว่าไม่ได้ไปงานเลี้ยงที่ไหนมา แม่เช็ดหน้าเช็ดตาเปลี่ยนชุดให้มันก่อนเถอะ พ่อจะลงไปดูข้างล่างหน่อย ไม่รู้ปิดประตูเรียบร้อยหรือยังเมาหนักขนาดนี้” อรรถบอกเสียงเรียบ

ปัทมาเงยหน้ามองสามีแล้วพยักหน้ารับรู้ ก่อนตามมาปิดประตูห้องนอนเพราะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกสาวคนโตที่นอนหลับด้วยความเมาอยู่เวลานี้

“เช้ามาจะจำได้ไหมนี่ ว่าเมาปลิ้นขนาดนี้ หนูดีเอ๊ย!

 

กบินทร์มองโทรศัพท์มือถือนิ่ง นึกย้อนไปอีกครั้งอย่างตั้งใจว่าเขาเห็นอะไรผ่านหน้าจอบ้างนอกจากสาวขี้เมา โวยวายคนหนึ่ง เขาไม่เห็นดอกพิกุลที่ปรัศนีพูดถึงเลย แต่ก็ติดใจคำพูดไม่น้อย

ทำไมดอกพิกุลต้องตามไปหลอกหลอนหล่อนแทนที่จะมาหลอกหลอนเขา

ถ้าสิ่งที่ปรัศนีพูดคือเรื่องเร้นลับที่เผชิญอยู่คนเดียวก็น่าเห็นใจ หรือเพราะการที่เขาไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรจึงไม่สัมผัสเรื่องเหล่านี้อีก นับตั้งแต่วันนั้นเขายังไม่ได้กลิ่นดอกพิกุลเลย แม้กระทั่งการไปเยี่ยมยายเล็กในเย็นวันนั้นก็ไม่ได้กลิ่นแม้แต่ปรัศนีเองก็ไม่ได้กลิ่น แล้วทำไมวันนี้ดอกไม้นั่นถึงตามไปหลอกหลอนหล่อน

“เมาจนมโนไปเองหรือเปล่า หนูดี” กบินทร์คิดเช่นนี้ ก่อนยิ้มกับตนเองแต่นึกเอ็นดูหญิงสาวที่โวยวายเมื่อครู่ ใบหน้าท่าทางที่ตัดพ้อนั้นถอดแบบคุณหนูเอาแต่ใจในละครไม่มีผิด แต่ก็น่าสงสัยว่าปรัศนีแอบไปกินเหล้าจนเมามายตอนไหนกัน แล้วพรุ่งนี้มีงานแต่เช้าปรัศนีจะลุกไหวหรือเปล่า กบินทร์รีบตั้งนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์มือถือทันทีเพราะกลัวจะตื่นสายหากปรัศนีไม่โทร.มาปลุกเขาตามปกติ

“พรุ่งนี้ผมอาจต้องเป็นฝ่ายโทร.ปลุกคุณกระมัง หนูดี” ชายหนุ่มพึมพำพร้อมรอยยิ้มเอ็นดูยามนึกถึงผู้จัดการส่วนตัวที่แปลงร่างเป็นสาวขี้เมา โดยเขาไม่รู้เลยว่าความเอ็นดูที่พอกพูนขึ้นจะกลายเป็นสายสัมพันธ์ที่รอวันสานต่อให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

กบินทร์หุบยิ้มเมื่อนึกถึงผู้หญิงอีกคนที่เขาควรจะนึกถึงเวลานี้ ตั้งแต่วันที่ปารีณาไปแสดงตัวว่าเป็นคู่รักของเขาที่บ้านยายเล็กจนแม่นำมาติงและเอ่ยปากว่าไม่ชอบ จากวันนั้นเขายังไม่ได้เจอปารีณา ไปรับ-ส่งปรัศนีก็ไม่เคยพบ โทร.ไปหาหล่อนก็รับสายแล้วพูดคุยสั้นๆ ก่อนจะบอกว่ากำลังยุ่งไม่สะดวกคุย เขาจะนัดไปเที่ยวไปกินข้าวฟังเพลงตามที่ปารีณาบอกว่าชอบก็บ่ายเบี่ยงจนอดคิดไม่ได้ว่าปารีณาต้องการหลบหน้าเพื่อถอยห่างเขาหากเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่ว่าอะไร แค่อยากรู้สาเหตุไม่ชอบให้คาใจ

 

ห้องนอนที่เต็มไปด้วยดอกพิกุลส่งกลิ่นตลบอบอวลวนเวียนรอบตัว เตะจมูกจนคนที่หลับไปแล้วลืมตาขึ้นพร้อมขยี้จมูกแล้วลุกพรวดพราดขึ้นนั่ง มองไปทางปลายเตียงจนเกือบถึงมุมห้อง ดอกพิกุลจำนวนมากถูกลมหอบไปรวมกันเป็นกองโต ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเงาตะคุ่มที่ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเป็นรูปร่างมนุษย์ และที่สำคัญกำลังหันมาช้าๆ

“กรี๊ด!” ปรัศนีกรีดร้องสุดเสียงและสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นนั่งหอบมองไปมุมห้องอย่างหวาดกลัว ก่อนถอนหายใจโล่งอกเมื่อมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว หล่อนหันกลับมาเพื่อจะลงจากเตียง

“ว้าย!” ปรัศนีกรีดร้องตกใจอีกครั้ง ยกมือปิดตาพร้อมเสียงพึมพำ “ลูกช้างกลัวแล้ว ไปที่ชอบที่ชอบเถอะ....” ปรัศนีพึมพำอยู่นาน และอดลืมตามองไม่ได้ว่าร่างที่ทำให้ตกใจกลัวนั้นไปที่ชอบหรือยัง

ยังเห็นปลายเท้าแสดงว่ายังอยู่ ทาเล็บเท้าซะด้วย เคยได้ยินมาว่าผีหรือวิญญาณจะยืนเท้าไม่ติดพื้น นี่ยืนบนพื้นนี่นา หรือไม่ใช่ผี

เมื่อคิดได้ปรัศนีจึงเงยหน้าจากฝ่ามือทันที

“หนูนา พี่ตกใจหมด”

“ขวัญอ่อนจริงนะ แล้ววันนี้ทำไมตื่นสาย พี่เบ็นมารอแล้ว”

“ห๊า!” ปรัศนีรีบคว้าโทรศัพท์มือถือมาดู เห็นการแจ้งเตือนว่ากบินทร์โทร.มาถึงสองครั้งแล้ว

“ตายๆ พี่ไปอาบน้ำก่อน หนูนาลงไปบอกคุณเบ็นนะว่าพี่ขอเวลาแป๊บเดียว อ้อ หาอาหารเช้าให้กินด้วยนะ” หล่อนร้องสั่งน้องสาวพลางผลัดเปลี่ยนผ้าเพื่อไปอาบน้ำ ทว่าคำตอบจากปารีณาทำเอาอึ้งไปชั่วขณะ

“ไม่ละ ขี้เกียจไปเจอหน้า” แล้วปารีณาก็เดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้คนเป็นพี่อ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ก่อนสลัดทุกอย่างทิ้งรีบวิ่งไปห้องน้ำเพื่อจัดการตนเอง

สิบห้านาทีต่อมาปรัศนีก็วิ่งผมยุ่งเหยิงลงบันไดมายืนหอบตรงหน้ากบินทร์ที่นั่งรออยู่

“พร้อมแล้วค่ะ” ปรัศนีบอกเสียงกระหืดกระหอบยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่เคยยิ้มเป็นการประจบ

กบินทร์ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากบ้านทันทีโดยไม่พูดแม้แต่คำเดียว ทำให้คนที่ยืนยิ้มอยู่รีบหุบปากแทบไม่ทัน ก่อนจะเดินตามไปติดๆ พร้อมรอยยิ้มที่เปลี่ยนเป็นแยกเขี้ยวใส่แผ่นหลังเขาแทน

เมื่อรถเคลื่อนออกไปไม่นานกบินทร์ก็ส่งถุงจากร้านสะดวกซื้อให้และบอกโดยไม่หันมามอง

“อาหารเช้า กินซะ”

“ขอบคุณค่ะ” ปรัศนีอดปลาบปลื้มกับความมีน้ำใจและอาทรของเขาไม่ได้ หากเขาไม่ใส่ใจคงไม่มีของติดมือมาให้กินในรถ แต่เขาทำเหมือนรู้ว่าหล่อนจะตื่นสายถึงได้ซื้อของพวกนี้ติดมือมา หล่อนใช้คำนี้เพราะเห็นเขาหิ้วออกมาจากบ้านเมื่อครู่

“คุณซื้อมาเหมือนรู้ว่าฉันจะสาย” ปรัศนีถามตรงๆ

“เพราะผมเห็นสภาพของคุณเมื่อคืน รวมถึงการไม่รับโทรศัพท์ในตอนเช้าก็รู้ชะตากรรมแล้ว ผมเลยแวะซื้อเข้าไปทั้งกินเองและเผื่อคุณกับพ่อแม่ด้วย”

“สภาพฉันเป็นยังไงคะ” ปรัศนีทำหน้างง แต่กบินทร์ทำหน้างงปนระอาก่อนบอกหรือจะเรียกว่าบ่นก็คงไม่ผิดนัก

“นี่เมาขนาดจำอะไรไม่ได้เลยหรือ”

“เมาหรือค่ะ ไม่นี่คะ ฉันไม่ดื่มเหล้าจะเมาได้ยังไง” ปรัศนีทำหน้างงหนักไม่แพ้กบินทร์ที่ยังตอกย้ำ

“ก็คุณเมาจนจำอะไรไม่ได้อยู่นี่ยังไงละ”

“ไม่ค่ะ ไม่ได้เมา ก็เมื่อคืนหลังจากกินข้าวเสร็จคุณก็ส่งฉันกลับบ้านเอง ฉันยังจำชื่อร้านกับอาหารที่สั่งมาได้เลย จะให้สาธยายไหมคะ”

“ไม่ต้องหรอก คือไม่ว่าคุณจะจำอะไรได้แค่ไหนนะ แต่หลังจากนั้นคุณเมา เพราะตอนผมคอลหาพ่อคุณเป็นคนรับ ยังส่งให้คุณพูดเลย สภาพดูไม่จืดเลยนะ แถมโวยวายลั่นด้วย”

“ไม่จริง” ปรัศนียกมือปิดปากท่าทางตกใจและไม่เชื่อ

หล่อนจำได้ว่าหลังจากเขามาส่งและกลับไป หล่อนก็เข้าห้องนอนทันทีและพบว่าปารีณากำลังนั่งร้องไห้อยู่บนเตียงนอน ปารีณาฟูมฟายว่ากบินทร์ผิดสัญญาอยู่พักหนึ่งก็ออกจากห้องไป จากนั้นหล่อนก็นอนและตกใจตื่นกับฝันสยองในตอนเช้า ใช่แล้วมันคือฝันสยอง เพราะฝันถึงดอกพิกุล

“คุณ” ปรัศนีหันไปเรียกเสียงตื่นเต้น

“อะไร เถียงไม่ออกละสิ”

“เปล่า จะบอกว่าเมื่อคืนฉันฝันน่ากลัวมาก”

“ฝันหรือ ฝันว่าอะไร” กบินทร์สนใจขึ้นมาทันที และขมวดคิ้วตลอดเวลาที่ฟังปรัศนีเล่าความฝันให้ฟัง และเหมือนมีบางอย่างเกี่ยวเนื่องจากสิ่งที่หล่อนโวยวายเมื่อคืน

“ดอกพิกุลอีกแล้วหรือ คุณรู้ไหม เมื่อคืนคุณก็โวยวายว่าดอกพิกุลเต็มห้องไปหมด น่ากลัว ทำไมต้องมาหลอกหลอนคุณ ทำไมไม่ไปหลอกผม”

“ฉันพูดแบบนี้จริงๆ หรือคะ” หล่อนพยายามนึกแต่ไม่สำเร็จ ไม่มีส่วนไหนที่จดจำได้ แต่อดสำนึกผิดไม่ได้ว่าคำพูดตนเองพูดอย่างคนเห็นแก่ตัว

“ขอโทษนะคะ ฉันเห็นแก่ตัวจังที่พูดไปแบบนั้น ถ้าดอกพิกุลนั่นไปหลอกหลอนคุณจริงๆ คงแย่” หล่อนเสียงแผ่วนึกสยองแทนเขา

“คงไม่แย่ไปกว่าที่เป็นหรอก บางทีผมอาจชินเหมือนคุณบอก” เขาพูดเหมือนปลง

“แล้วดอกพิกุลทำอะไรคุณหรือเปล่า เช่น ส่งกลิ่นหรือเข้าฝันอย่างที่ฉันฝัน”

“ไม่นะ ผมนอนหลับปกติ รวดเดียวตื่นก็โทร.ปลุกคุณแต่คุณไม่รับ” ท้ายประโยคเขาพยายามยิ้มกลบเกลื่อนความกังวล ยอมรับว่าเริ่มหวาดระแวง เขาเชื่อสิ่งที่ปรัศนีพูดทั้งหมดรวมถึงเรื่องเมื่อคืนที่เจ้าตัวจำไม่ได้ แม้เขาไม่เห็นตามอย่างที่หล่อนบอก แต่เชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับดอกพิกุลและแววตาประหลาดที่เฝ้ามองเขาอยู่

“เราทำบุญไปให้แล้ว ทำไมยังไม่เลิกรา” กบินทร์เอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย

“ก็เลิกจากคุณแล้วมาที่ฉันไง หรือเค้าจะเคืองที่ฉันเจ้ากี้เจ้าการพาคุณไปทำบุญ” ปรัศนีพูดอย่างที่คิด เพราะนับวันเรื่องแปลกๆ มักจะเกิดขึ้นกับหล่อนแทน

“ขอโทษนะ ถ้าเป็นเพราะผม เราไปหาหมอดูมั้ย”

“หาหมอดู” ปรัศนีทำตาโต สงสัย

“เผื่อจะบอกเราได้ว่า มันคืออะไรกันแน่ แล้วต้องการอะไรจากเรา”

“หมอดูคู่กับหมอเดา อย่าเลยค่ะเดี๋ยวก็เป็นข่าวดังหรอก เขาไม่ไปวุ่นวายกับคุณก็พอแล้ว ส่วนเรื่องของฉัน ฉันจัดการเองได้ ฉันไม่กลัว”

เหรอ หล่อนอดถามตัวเองไม่ได้ จริงๆแล้วหล่อนกลัวมาก แต่ไม่อยากให้กบินทร์เป็นกังวล

“ไม่กลัวได้ยังไง เมื่อคืนคุณบอกเองว่ากลัว”

“แหมก็คุณบอกฉันเมา ก็คงพูดเรื่อยเปื่อย จริงๆ ฉันไม่กลัว” หล่อนยืนยัน

“คุณคิดเหมือนผมไหม เวลาเราอยู่ด้วยกัน เหมือนตอนที่ค้างโรงแรมด้วยกัน เราไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้เลย ย้ายไปอยู่ด้วยกันมั้ย”

“เอ้ย! ไม่ดีมั้งคะ” หล่อนรีบปฏิเสธ ตกใจกับคำชวนของเขาไม่น้อย ได้ยินเสียงกบินทร์ถอนหายใจก่อนพูด

“มันคงไม่เหมาะเน้อ ช่างเถอะลืมซะว่าผมพูดอะไรไป”

“ค่ะ” หล่อนตอบ แล้วจัดการอาหารเช้าต่อ ก่อนจะถามเรื่องคาใจ

“คุณกับหนูนาทะเลาะกันหรือคะ”

กบินทร์มองหน้าคนถาม ปรับอารมณ์ตามแทบไม่ทันก่อนส่ายหน้าช้าๆ

“ไม่ได้ทะเลาะกัน แต่ดูเหมือนหนูนาคอยหลบหน้าผม ไม่ค่อยอยากเจอผมเท่าไหร่”

“เมื่อกี้ฉันวานให้หนูนาลงไปบอกคุณให้รอสักครู่ แต่หนูนาพูดงอนๆ ว่าไม่อยากเห็นหน้าคุณ คืนก่อนก็ร้องไห้ฟูมฟายว่าคุณผิดสัญญา ว่าจะรักเธอคนเดียวทุกชาติ”

“งอนผมหรือ แล้วผมไปสัญญาแบบนั้นเมื่อไหร่กัน ผมไม่เคยสัญญากับใครแบบนี้นะ เพราะรู้อยู่ว่าอะไรๆ ไม่แน่นอน ผมไม่ผูกมัดตัวเองกับคำสัญญาที่ทำไม่ได้แน่นอน”

“ว้าย! ระวังคน”

ปรัศนีร้องเตือนลั่น เมื่อมีหญิงชราข้ามถนนกะทันหัน กบินทร์เหยียบเบรกเสียงห้ามล้อดังลั่น หน้าคะมำไปทั้งคู่ ทว่าคนข้ามถนนกลับเดินผ่านไปช้าๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“อะไรของแกนี่” ปรัศนีอดมองการจราจรไม่ได้ กลัวว่าจะมีรถคันอื่นแล่นมาแล้วเบรกไม่ทัน ทว่านับว่าโชคดีที่ถนนช่วงนี้ว่างเปล่าหญิงชราที่เดินหิ้วตะกร้าสานใบเล็กๆ จึงเดินช้าๆ ไปจนเกือบถึงเกาะกลางถนนอย่างปลอดภัย

“ลูกหลานไปไหน ทำไมปล่อยให้มาเดินข้ามถนนคนเดียว ท่าทางเหมือนหูแกจะไม่ได้ยินนะ ผมเบรกรถดังขนาดนี้แกยังไม่สะดุ้งสะเทือนหรือหันมามองเลย”

“หูหนวกหรือค่ะ ไม่ได้การแล้ว เดี๋ยวฉันมานะคะ” ปรัศนีบอกแล้วรีบลงจากรถ วิ่งข้ามถนนไปที่หญิงชรา ขณะที่กบินทร์เคลื่อนรถเข้าจอดข้างทางเพื่อรอหญิงสาวกลับมา

“หนูช่วยพาข้ามถนนนะคะยาย”

ปรัศนีบอกเมื่อจับมือเหี่ยวๆ ที่หิ้วตะกร้าของหญิงชราไว้ หญิงชราเงยหน้ามองไม่พูดอะไรเดินตามแต่โดยดี โดยใช้ไม้เท้าช่วยค้ำยันอีกแรง

“บ้านอยู่แถวนี้หรือคะ แล้วลูกหลานไปไหนคะทำไมปล่อยคุณยายมาเดินคนเดียว อันตรายนะคะ”

ปรัศนีไม่แปลกใจที่หญิงชราไม่เอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียว เพราะอาจหูหนวกหรือหูหนักตามวัยจึงไม่ได้ยินที่หล่อนพูด จนเมื่อข้ามถนนมาอีกฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว ปรัศนีจึงปล่อยมือ

“หนูส่งยายแค่นี้นะคะ เดินดีๆ ระวังรถนะคะ” ปรัศนีไหว้ลา ทำท่าจะข้ามถนนกลับ แต่มือเหี่ยวๆ รั้งไว้

“มีอะไรคะ...” 

ปรัศนีอ้าปากถามค้างเมื่อหันมาเห็นสิ่งที่หญิงชรายื่นให้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

20 ความคิดเห็น