สัญญาพราย

ตอนที่ 14 : บทที่ 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 343
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    30 ม.ค. 61

บทที่๑๓

ปรัศนีรู้สึกว่าตนเองตกเป็นเป้าสายตาจนทำให้ก้าวขาไม่ออกหยุดนิ่งลงกลางคัน ร้อนถึงกบินทร์ต้องหันไปฉวยข้อมือแล้วรั้งให้เดินต่อ

“ยืนนิ่งทำไมปรัศนี”

“ก็คนมองทำไม ฉันไม่ใช่ดาราเสียหน่อย” หล่อนบอกเขาพลางหลบแสงวูบวาบจากกล้องถ่ายรูปของนักข่าวและช่างภาพที่กรูกันมาถ่ายรูปกบินทร์

“คุณมากับดารา เป็นผู้จัดการดารา น่าจะชินได้แล้วนะ” กบินทร์บอกน้ำเสียงเอ็นดู ก่อนยิ้มให้กับทุกกล้องที่รอถ่ายภาพเขาอยู่เพราะถือเป็นหน้าที่ มีเสียงหนึ่งตะโกนบอกให้เขามายืนให้สัมภาษณ์ตรงจุดที่จัดไว้โดยเฉพาะ

ปรัศนีจึงหยุดรอเพื่อให้เขาเดินไปคนเดียว ทว่ามีเสียงเรียกเซ็งแซ่ให้หล่อนขยับมายืนคู่กับเขา เมื่อขัดไม่ได้ทั้งกบินทร์ยังหันมาพยักหน้าเรียก จำต้องเดินไปยืนข้างๆ ขณะที่เขาให้สัมภาษณ์ต้องโปรยยิ้มบ้างเมื่อมีคนร้องขอ

การถามตอบมุ่งเน้นเรื่องงานเป็นหลัก เพราะสามารถจัดระบบไว้ดีและบอกกับนักข่าวเอาไว้แล้วว่าศิลปินในสังกัดจะให้สัมภาษณ์เฉพาะเรื่องงานเท่านั้นเมื่อพบนักข่าวนอกสถานที่ หากสื่อแขนงไหนและนักข่าวคนใดต้องการสัมภาษณ์เรื่องส่วนตัว จะต้องนัดหมายเป็นกิจจะลักษณะและส่งคำถามมาให้ตรวจสอบก่อนทุกครั้ง แม้กบินทร์ไม่ได้รับค่าตัวในการให้สัมภาษณ์ แต่สามารถกลับได้รับสินน้ำใจในการจัดคิวนัดเวลาให้เข้าสัมภาษณ์กบินทร์ นิตยสารหรือนักข่าวคนไหนมีสินน้ำใจมากหน่อยก็ไม่ต้องรอนาน

การสัมภาษณ์ผ่านไปด้วยดีจนกบินทร์และปรัศนีขยับจะเดินเข้างาน คำถามหนึ่งก็ลอยตามลมเพราะไม่เห็นคนถามก็ดังขึ้น

“เมื่อไหร่จะแถลงข่าว เปลี่ยนสถานะจากผู้จัดการส่วนตัวเป็นคนรู้ใจ”

แทบจะทุกคนหันไปตามเสียงยกเว้นคนที่ถูกพาดพิงที่นิ่งขึงชนิดเดินหน้าไม่ได้ถอยหลังก็หมดเรี่ยวแรง แต่ที่แปลกคือไม่มีใครรู้ว่าเจ้าของคำถามคือสื่อจากสำนักไหน เพราะต่างมองหาคนถามอย่างสงสัย

กบินทร์สะกิดหญิงสาวข้างกายเบาๆ แล้วพาเลี่ยงเข้าไปในงาน ไม่นานสองคนก็กลืนไปกับคนที่มาร่วมงานการกุศลที่องค์กรหนึ่งจัดขึ้น

“เฮ้อ!” หล่อนทำสิ่งนี้ทันทีแม้จะไม่ดังมาก

กบินทร์ที่กำลังนั่งลงข้างๆ ได้ยินอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ ก่อนพูด

“น่าจะชินได้แล้วนะ อีกอย่างวันนี้คุณสวยไม่ต่างจากดาราเลยนะ สาตาถึงนะที่ช่วยเลือกชุด ช่วยแต่งหน้าให้คุณวันนี้ ต่อไปแต่งตัวสวยๆ แต่งหน้าแบบนี้ทุกวันก็ดีนะ เจริญตาเจริญใจดี”

ปรัศนีหันมามองเขาแล้วทำปากยื่นหน้าง้ำก่อนหันกลับไปมองตรงๆ โดยหารู้ไม่ว่าท่าทางนั้นดูช่างน่ารักน่าเอ็นดูผิดจากปรัศนีในทุกๆวันจึงไม่เห็นกบินทร์มอบสายตาชื่นชมให้

“แค่แต่งให้เข้ากับงานอย่างที่ผู้จัดการดาราคนอื่นเขาทำก็พอแล้วจะให้แต่งทุกวันนะไม่ไหวหรอกค่ะ แต่เรื่องถ่ายรูปกับสัมภาษณ์ไม่น่าชินหรอกนะคะ ถ้าหนูนามาได้ยินเข้ามีหวังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ๆ”

“เกี่ยวอะไรกับหนูนา” กบินทร์หันไปถามอย่างสงสัย และเพิ่มความฉงนมากขึ้นเมื่อคนถูกถามหันมามองแล้วค้อนใส่ก่อนหันไปมองตรงตามเดิม แต่ก็ยังตอบคำถามเขาแบบข้างๆ คูๆ

“ก็หนูนาเป็นแฟนคุณ ถ้าได้ยินคนอื่นมาถามฉันแบบนี้ ก็คงหึง”

“ใครบอกว่าหนูนาเป็นแฟนผม”

“อ้าว” ปรัศนีร้องดัง แต่กลับมีเสียงดังเรียกร้องความสนใจจากทุกคนรวมถึงหล่อนด้วย

“ตายแล้ว ไม่จริง” ผู้จัดละครเรื่องล่าสุดของกบินทร์อุทาน

“เกิดอะไรขึ้นคะ/ครับ” คำถามเดียวกันจากปากหลายๆ คนที่ทยอยมานั่งใกล้ๆ กัน

“น้องพลอยผูกคอตาย”

จากนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อสันนิษฐานต่างๆ ก็ตามมา ซึ่งล้วนแต่เดากันไปเองทั้งนั้นหนึ่งในข้อสันนิษฐานคือคนตายกำลังมีปัญหาความรัก เพราะมีปากเสียงกับเพื่อนชายเรื่องความหึงหวง

 

“คิดมากเรื่องน้องพลอยหรือ” กบินทร์ถามขึ้นเพราะผู้จัดการส่วนตัวเขานั่งนิ่งมาตลอดทางกลับบ้านหลังงานเลิก ปรัศนีหันไปมองเขาก่อนพยักหน้ายอมรับ

“เสียดายอนาคตในวงการบันเทิงน่าจะไปได้ดี น้องเขาเล่นละครดีนะคะ”

“ใช่ แต่วันนี้เจอเขาที่โรงพยาบาลก็ไม่เห็นทีท่าทีเหมือนคนกำลังมีปัญหาหรือเรื่องกลุ้มใจเลยนะ”

“คุณเจอน้องพลอยที่โรงพยาบาลหรือคะ น้องเค้าป่วยไปหาหมอหรือเปล่า”

“แสดงว่ารับนามบัตรเขามาแล้วไม่ได้ดูสินะ แล้วยังไม่ให้ผมด้วย”

“นามบัตร” หล่อนทวนคำ ก่อนทำตาโตรีบเปิดหาในกระเป๋า “จริงด้วยลืมให้คุณจริงๆ เขาฝากมาในวันปิดกล้อง” หล่อนยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้แต่กบินทร์ไม่รับ

“จะเอามาทำไมอีก ถ้าไม่เจอเขาที่โรงพยาบาลก็คงไม่รู้ว่าฝากนามบัตรมาแต่ถูกผู้จัดการฮุบไว้”

“ไม่ได้ฮุบ แต่ลืมค่ะ”

“ลืมหรือหึง”

“ฉันไม่ใช่คุณสมาร์ทนะ” หล่อนเถียงทันที

“เกี่ยวอะไรกับคุณสมาร์ท”

“ก็กีดกันไม่ให้คุณมีแฟน เอ๊ะ!” หล่อนหันมองขวับ ในขณะที่เขาก็หันมาสบตาแล้วสวนคำถาม

“อะไร”

“หรือว่าที่น้องพลอยจะเหมือนคนอื่นๆ ที่เข้าใกล้คุณ”

“คุณหมายถึงอะไรบางอย่างกีดกันไม่ให้ผมกับน้องพลอยเป็นแฟนกันอย่างนั้นหรือ”

“ใช่ค่ะ”

“ไม่มีทาง ผมไม่เคยคิดจะจีบน้องพลอยเลยนะ แล้วน้องเขาก็มีแฟน คุณไม่ได้ยินที่พวกนั้นพูดกันหรือ”

“แต่น้องพลอยไม่ได้คิดอย่างคุณนี่คะ ช่างเถอะไหนๆ เธอก็ตายไปแล้วอย่าพูดถึงอีกเลย” หล่อนคิดเช่นนั้น และถ้าเป็นอย่างที่คิดจริง คนที่น่าเป็นห่วงอีกคนก็คือน้องสาวของหล่อนเอง

“เอ่อ ถ้าฉันจะถามถึงความสัมพันธ์ของคุณกับหนูนา”

“ว่า”

ปรัศนีเลิกคิ้วเล็กน้อยที่เขาทำเหมือนไม่สนใจในสิ่งที่จะถาม ทั้งที่เกี่ยวกับผู้หญิงที่เขากำลังคบหา หรือความสัมพันธ์ลึกซึ้งนั้นปารีณาโกหก

“คุณกับหนูนาลึกซึ้งกันแค่ไหนคะ” พอเอาเข้าจริงก็ต้องตั้งสตินานกว่าจะถามออกมาได้

“เขาบอกว่าแค่ไหนละ” เขาตอบไม่หันมามอง นั่นทำให้ปรัศนีนึกเคืองทันที

“คุณมีอะไรกันแล้ว จะไม่รับผิดชอบหรือคะ”

“หนูนาบอกคุณแบบนี้หรือ” กบินทร์ย้อนถาม หันมามองรวดเร็วจนหล่อนต้องหลุบตาหนีแล้วพยักหน้าแทนคำตอบ

“ผมจริงใจกับทุกคนที่คบหา ไม่เคยห้ามหรือปกปิดความสัมพันธ์ ที่ผ่านมาคนอื่นทั้งนั้นที่เป็นเดือดเป็นร้อนเมื่อผมจะมีเมีย เมื่อก่อนก็คุณสามารถคอยเตือน คอยปรามให้ปกปิด มาตอนนี้คุณกำลังทำหน้าที่นั้นสินะ”

“เปล่านะคะ แค่ถามแทนน้อง กลัวคุณไม่จริงจัง” หล่อนอ้อมแอ้มตอบไม่กล้าสบตา ได้ยินกบินทร์ถอนหายใจก่อนพูด

“ผมอยากมีครอบครัวอบอุ่น อยากเข้านอนและตื่นมาพร้อมใครสักคนเพราะผมไม่ชอบการอยู่คนเดียว ที่ผ่านมาจำเป็นต้องอยู่คนเดียวเพราะอะไรคุณก็รู้ดีนี่ เออ ใช่ วันนี้ตอนไปรับไปส่งยายเล็กที่บ้าน ผมยังได้กลิ่นดอกพิกุลเลยนะ แต่ไม่รู้สึกเหมือนถูกจับจ้อง”เขาเปลี่ยนเรื่อง

“ไม่รู้สึกหรือว่าชินแล้วคะ” ปรัศนีหันไปถามแล้วเห็นว่ากบินทร์ที่มองอยู่สีหน้าแปลกไปในทันที พร้อมการหยุดรถกะทันหันจนหน้าคะมำ ดีที่คาดเข็มขัดนิรภัย

“ชินหรือ คุณหมายถึงผมชินชากับสายตาเร้นลับหรือ” กบินทร์ทำหน้าสยอง

ปรัศนีขยับนั่งใหม่ให้ตัวตรงอีกครั้งหันไปมองคนพูดที่มีสีหน้าไม่ดีนัก เช่นเดียวกับตัวหล่อนเพราะคิดเช่นนั้นจริงๆ แม้กบินทร์ไม่เห็นและไม่รู้สึกว่ามีบางอย่างติดตามอยู่

“ฉันคิดแบบนั้นนะ ถึงคุณไม่รู้สึกก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มี ฉันอยากให้คุณไปทำบุญสะเดาะเคราะห์”

“ผมก็อยากไปนะไม่ใช่ไม่อยาก แต่มันเหตุสุดวิสัยจริงๆ ถ้าแม่ไม่โทร.ไปชวนยายเล็กไปวัดด้วยกัน ก็คงไม่รู้ว่ายายเล็กไม่สบาย เด็กที่นั่นทำอะไรไม่ถูกเพราะมันกะทันหัน” เขามองด้ายสีขาวที่วิกรมให้หลังกลับจากวัด ที่เขาวางไว้ในรถ

“ค่ะ ฉันเข้าใจ เอาอย่างนี้ไหมคะ พรุ่งนี้ช่วงเช้าเราไปวัดกัน” ปรัศนีตัดสินใจชวนเขาไปวัดอีกครั้ง เพราะบอกตามตรงว่ายังไม่สบายใจในเมื่อเขายังไม่ได้สะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อของคนโบราณ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรขจัดสิ่งเร้นลับภูตผีที่ตามติดได้จริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยถ้าได้ทำตามที่ตั้งใจไว้ก็สร้างความสบายใจได้

กบินทร์ยังไม่ทันได้ตอบเสียงแตรรถก็ดังไล่ถี่ๆ จนสองคนสะดุ้ง กบินทร์รีบออกรถทันทียังนึกดีใจที่ไม่มีรถตามมาระยะกระชั้นชิด ไม่เช่นนั้นคงเกิดอุบัติเหตุไปแล้ว

“เอาอย่างที่คุณว่าก็ได้ พรุ่งนี้เราไปวัดกันก่อน”

“เราคงต้องไปกันสองคน เพราะกรบอกว่าจะกลับตอนเช้า สาก็ต้องทำงาน หรือจะให้ชวนหนูนาไปด้วยคะ”

“อย่าเลย เราต้องเลยไปทำงานต่อ ไม่สะดวกย้อนไปย้อนกลับ”

“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ แล้วเรื่องงานศพน้องพลอยละคะ”

“ไว้คุณถามทีมงานดูว่าไปกันวันไหน แต่พรุ่งนี้ผมคงไม่ไปรดน้ำหรอก”

“ทำไมคะ”

“ถ้าเป็นคุณสมาร์ท เขาจะรู้ทันทีว่าทำไมผมไม่ไปงานศพนี้” เขาเสียงเข้มเล็กน้อย

“ค่ะ กลัวเป็นข่าว” หล่อนพึมพำ แล้วปิดปากเงียบตลอดทางจนถึงบ้านแล้วลงจากรถ

“กลับถึงบ้านแล้วผมโทร.บอก” กบินทร์รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ไปแล้ว กับการที่ต้องโทร.บอกปรัศนีทุกครั้งเมื่อเขากลับถึงบ้าน แต่ครานี้ปรัศนีรีบค้าน

“เอ่อ ไม่ต้องโทร.ก็ได้ค่ะ ส่งเป็นข้อความมาก็ได้”

“ทำไมละ”

“เอ่อ” ปรัศนีหนักใจเหลือเกินที่จะบอกว่า กลัวว่าจะเห็นใครบางคนอยู่ข้างๆ เขาเหมือนวันก่อนๆ แต่เหมือนกบินทร์จะเข้าใจอะไรได้ง่ายมาก เขาพยักหน้าช้าๆ

“เข้าใจแล้ว กลัวจะเห็นผีทางวิดีโอคอล อีกใช่ไหม”

“ค่ะ” หล่อนรับคำเสียงอ่อย ก่อนทำตาโตค้างกับคำพูดแกมตำหนิที่ตามมา

“คุณกลัวผีจนไม่ห่วงผมเลยหรือ ไม่คิดจะดูว่ามีใครอยู่ใกล้ๆ คิดจะทำร้ายผมหรือเปล่าหรือ ทำไมละผมไม่ใช่เทพบุตรในฝันที่คุณหลงรักแล้วหรือ”

“เอ่อ ทำไมรู้” หล่อนพึมพำ แต่คิดว่าเขาคงรู้จากวิกรมหรือไม่ก็มาริสา

“รู้สิ แล้วรู้มานานแล้ว สรุปว่ากลัวผีจนไม่ห่วงผมแล้วใช่ไหม จะได้ไม่ต้องโทรมาบอก” เขาพูดไม่หันมามองหน้าจนหล่อนคิดว่ากำลังประชดประชัน

ปรัศนีทำท่าอึดอัดที่จะตอบจึงได้แต่ก้มหน้างุดแล้วเอ่ยลาเขาเพื่อเข้าบ้าน ทว่าเสียงกบินทร์กลับดังขึ้นก่อน ทำให้หล่อนต้องเงยหน้าหันกลับไปมองด้านหลังตนเอง

“นั่นใคร?”

“ไหนคะ!” แวบแรกที่หันไปเห็นเงาวูบไหวกลืนเข้ากับเงามืด ปรัศนีตกใจถอยจนชนเข้ากับกบินทร์ที่ลงมาจากรถอย่างรวดเร็วแล้วกำไหล่หล่อนไว้ หญิงสาวเหลียวมองเขาเช่นเดียวกับที่กบินทร์มองลงมา

“ขโมยหรือเปล่า” กบินทร์พูดเสียงเบา แต่หารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายกลับนึกไปถึงสิ่งลี้ลับ

“แถวนี้ไม่เคยมีขโมยนะคะ”

“ถ้าอย่างนั้นเราไปดูกัน” เขาชวนแล้วกำมือหล่อนไว้แน่นก่อนเดินนำ แต่หล่อนกลับยึดแขนเขาไว้แล้วยืนนิ่งไม่ยอมก้าวตามจนเขาหันมาถาม

“กลัวหรือ งั้นผมไปดูคนเดียวก็ได้”

“อย่านะคะถ้าเป็นขโมยจริงมันอาจทำร้ายคุณ แล้วถ้าไม่ใช่ขโมยแต่เป็น เอ่อ อ่า”

“เป็นอะไร”

“เอ่อ...” ปรัศนีพูดอ้อมแอ้ม

“พ่อเอง” เสียงเฉลยดังมา ก่อนคนเป็นพ่อจะเดินออกมาจากมุมมืด

ปรัศนีกับกบินทร์ต่างลอบถอนหายใจแล้วรีบขยับออกห่าง ปล่อยมือที่เกาะกุมกันอยู่ กบินทร์รีบไหว้ทักทาย

“โห พ่อ ทำเอาตกใจหมด” ปรัศนีรีบตัดพ้อก่อนเข้าไปกอดแขนผู้เป็นพ่ออย่างประจบ หวังว่าพ่อจะไม่เห็นการจับมือถือแขนของหล่อนกับกบินทร์และไม่ได้ยินคำพูดแปลกๆ ของเขา

“ขอโทษที พ่อออกมาหยิบของที่รถ เห็นรถมาจอดเลยดูให้แน่ว่าใช้หนูดีหรือเปล่า ขอบคุณนะคุณมารับมาส่งหนูดีทุกวัน” พ่อหันไปพูดกับกบินทร์

“ไม่เป็นไรครับ มันเป็นความรับผิดชอบของผม พาหนูดีไปใช้งานก็ต้องพามาส่งให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย ดึกแล้วผมขอตัวนะครับ” กบินทร์ไหว้ลาอีกครั้ง ก่อนสบตาปรัศนีแล้วขึ้นรถขับออกไป

“พ่อมาจับผิดหนูดีหรือเปล่า” ปรัศนีอดถามคนเป็นพ่อไม่ได้

คนถูกถามที่กำลังช่วยลูกสาวปิดประตูรั้วหันมายิ้ม แล้วพูดอย่างคนมองโลกในแง่ดี

“หนูดีมีความผิดให้พ่อจับหรือเปล่าละ” คนถามยิ้มเต็มใบหน้า คนถูกถามจึงพลอยยิ้มไปด้วย

“เผื่อพ่อเห็นว่าหนูดีกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ คิดว่าไปทำเหลวไหลที่ไหนยังไงละคะ”

“พ่อไว้ใจหนูดี เหมือนที่ลูกไว้ใจคนมาส่งนั่นแหละ”

อรรถยิ้มให้ลูกสาวอีกครั้ง เช่นเดียวกับรอยยิ้มที่ตอบกลับมา ลูกสาวคนโตไม่เคยทำให้ห่วงเหมือนลูกคนเล็ก และที่อรรถออกมายืนค่ำๆ มืดๆ เพราะมาเปิดประตูรับปารีณาที่ลืมหยิบกุญแจติดมือไป ปารีณากลับมาสภาพที่คนเป็นพ่อเห็นแล้วปวดใจคือกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง ตนเองเป็นผู้ชายแท้ๆ ยังไม่เคยเมาขนาดนี้ แล้วยิ่งรู้ว่าปารีณานั่งแท็กซี่กลับมายิ่งห่วง ครั้งนี้โชคดีที่กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพแต่ถ้าหากมีครั้งต่อไป เกิดโชคร้ายเจอคนขับแท็กซี่จิตใจคิดคด ผู้หญิงที่เมาหมดสภาพแทบครองสติไม่อยู่มีหรือจะทานแรงได้

“หนูนากลับมาหรือยังคะ”

“กลับมาแล้ว หนูดีขึ้นไปนอนเถอะเดี๋ยวพ่อปิดบ้านปิดไฟเอง”

“ขอบคุณค่ะพ่อ” ปรัศนีไหว้ขอบคุณ แต่ยังรีรอจนพ่อปิดประตูเสร็จแล้วเดินขึ้นชั้นบนไปพร้อมกัน

 

ปรัศนีผงะเล็กน้อยเมื่อเปิดประตูห้องนอนตนเองแล้วเห็นเงาตะคุ่มบนเตียง หล่อนรีบเปิดไฟเพื่อคืนความสว่างแก่ห้องแล้วลอบถอนหายใจเมื่อเงาตะคุ่มนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นน้องสาว

“อ้าวหนูนา ทำไมนั่งมืดๆ” ปรัศนีสาวเท้าเข้าไปหา แต่หยุดลงก่อนจะเข้าถึงตัวเพราะกลิ่นเหล้าคละคลุ้งจนแทบผงะ

“โห ทำไมกลิ่นเหล้าคลุ้งขนาดนี้ กินอะไรนักหนานี่”

“อยากกิน อยากเมา อยากตาย”

“เฮ้ย! พูดอะไร” ปรัศนีวิ่งกลับไปปิดประตูเพราะกลัวพ่อที่เพิ่งขึ้นมาพร้อมกันได้ยิน ก่อนเดินมาจับไหล่สองข้างของน้องสาว ถามช้าๆ อีกครั้ง

“เป็นอะไร บอกพี่ซิ” ยังไม่ทันจบคำถามดีคนเป็นน้องก็โผเข้ากอดร่ำไห้สะอึกสะอื้นแนบอกจนปรัศนีอดเหลียวหน้าแลหลังกลัวเสียงจะเล็ดลอดออกไปให้พ่อได้ยินไม่ได้ พลางลูบหลังลูบไหล่กอดปลอบอยู่พักใหญ่ แต่ไม่กล้าเอ่ยถามซ้ำ ได้แต่รอให้น้องสาวเล่าเอง

ไม่นานนักปารีณาก็ยันตัวออกแล้วเดินออกจากห้องนอนไปทันที ทิ้งให้เจ้าของห้องมองตามอย่างงุนงงและรอยชื้นที่อกเสื้อยืนยันว่านี่คือน้ำตาของปารีณาจริงๆ

“อะไรวะ ไม่คิดจะบอกจะเล่าอะไรเลยหรือหนูนา” ปรัศนีบ่นเบาๆ เมื่อมองตามหลังน้องสาวที่เดินโซเซกลับห้องนอนตัวเอง


บ้านหลังใหญ่สร้างจากน้ำพักน้ำแรงของกบินทร์เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ยังเปิดไฟสว่างไสวแม้เวลาดึกแล้วก็ตาม นักแสดงหนุ่มจอดรถแล้วเดินเข้าบ้านช้าๆ เขาไม่แปลกใจที่เพ็ญแขยังนั่งอยู่ในห้องรับแขกด้านล่าง และเดินมาหาทันทีก่อนเขาเดินผ่านประตูเข้าไปด้วยซ้ำ

“ทำไมวันนี้กลับดึก”

คำถามสั้นๆ แต่คนฟังรู้สึกถึงความนัยที่แปลกออกไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยกลับดึก แต่กลับดึกเป็นปกติและอาจดึกกว่านี้จนถึงเช้าหากงานไม่เสร็จ และแม่ก็รับรู้มาตลอดแต่ทำไมยังถามเช่นนี้

“ผมก็ดึกเป็นปกตินะครับแม่ แม่นั่นแหละทำไมวันนี้นอนดึกครับ” กบินทร์กอดประจบ เพ็ญแขรีบกอดตอบแนบแน่น

“แม่รอพ่อเบ็นนะสิ นั่งคุยกันก่อนสิ” เพ็ญแขพาลูกชายไปนั่งลงเพื่อจะได้คุยกันเป็นกิจจะลักษณะ

“กินอะไรมาหรือยัง”

“เรียบร้อยครับ แม่มีเรื่องอะไรหรือครับ หรือยายเล็กเป็นอะไรอีก”

“ยายเล็กไม่เป็นอะไรแล้ว แต่วันนี้มีผู้หญิงไปเยี่ยมยายเล็ก บอกว่าเป็นแฟนพ่อเบ็น”

“ใครครับ” กบินทร์ถามกลับทันที

“บอกว่าชื่อหนูนา”

“อ๋อ” หลังจากกระจ่างเขาก็ลอบสังเกตสีหน้ามารดาที่กำลังเอ่ยถึงปารีณา

“ลูกเต้าเหล่าใคร ก๋ากั่นขนาดประกาศตัวเป็นแฟน ไม่รอให้ผู้ชายพามาแนะนำกับครอบครัวเอง แม่บอกตามตรงไม่ชอบเลย”

เขาคิดไว้ไม่ผิดว่าแม่จะต้องไม่ชอบใจ ไม่เช่นนั้นคงไม่นั่งรอจนดึกดื่น และเขายังไม่ได้ตอบคำถามแม่ก็ถามต่อเสียทันที

“คบกันมานานหรือยัง แล้วพ่อเบ็นคิดจริงจังแค่ไหน แต่แม่บอกไว้เลยนะว่าแม่ไม่ถูกชะตา”

“เพิ่งเจอกันครั้งแรกก็ไม่ถูกชะตาแล้วหรือครับ แม่ตัดสินคนเร็วไปหรือเปล่า”

“ไม่ถูกชะตาคือไม่ถูกชะตา ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหรอกนะพ่อเบ็น”

คำพูดของแม่ทำให้เขาหนักใจ คู่รักทุกคนที่ผ่านมาไม่เคยถูกใจแม่เลย แต่ก็แปลกใจที่แม่ยอมให้เขาคบหากับทุกคนทั้งที่ไม่ชอบ ทว่าแม่ไม่เคยออกตัวแรงว่าไม่ถูกชะตาอย่างรายปารีณาเวลานี้

“ดึกแล้ว พ่อเบ็นขึ้นไปนอนเถอะ ไว้พูดเรื่องนี้กันวันหลัง เออ พรุ่งนี้ถ้ามีเวลาว่างแวะไปดูยายเล็กแทนแม่หน่อยนะ แม่กับพ่อมีธุระแต่เช้า กว่าจะเสร็จก็คงค่ำ”

“ครับ” เขารับปากแล้วยืนมองแม่ที่เดินขึ้นบันไดไปก่อนแล้ว ยอมรับว่าความหนักใจมาเยือนเขาอีกครั้ง อุปสรรคความรักมาเยือนเขาอีกหนและเป็นทุกครั้งที่คบหากับหญิงสาวสักคน หรือดวงเขาเป็นแบบนี้ ไม่มีคู่ต้องอยู่เป็นโสดไปจนตาย

บางทีนายอาจคิดมากไปเองกบินทร์ เขาได้แต่ปลอบตนเอง

 

ปรัศนียังคิดไม่ตกว่าน้องสาวมีปัญหาอะไรถึงต้องดื่มเหล้าดับทุกข์ แล้วเรื่องที่กบินทร์รู้ว่าหล่อนคิดอย่างไรกับเขา แล้วเขาจะรู้สึกอย่างไรในเมื่อหล่อนเป็นพี่สาวของปารีณาหรือปารีณาบอกเขา แล้วจะบอกทำไมเพื่อเหตุผลอะไร แต่ที่แน่ๆ หล่อนอายที่เขารู้

“ว่าแต่ทำไมป่านนี้ยังไม่โทร.มาบอกว่าถึงบ้านหรือยัง” ปรัศนีพึมพำหลังวางปากกาเสร็จสิ้นการเขียนบันทึกก่อนนอนสั้นๆ แต่ไม่ทันขาดคำกบินทร์ก็วิดีโอคอลเข้ามา

“เฮ้ย! บอกแล้วว่าแค่ส่งข้อความมาก็พอแล้ว” ปรัศนีมองอย่างลังเลว่าจะรับดีหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องรับสายเพราะคำว่าห่วงใยคำเดียวที่สามารถกลบความหวาดกลัวได้มิด

“ผมจะอาบน้ำนอนแล้วนะ ราตรีสวัสดิ์ครับ” เขาพูดสั้นๆ แล้ววางสายทันที ทิ้งให้หล่อนทำหน้างง มองจอมืดๆไปพักใหญ่

 

ความเครียดเริ่มจับขอบดวงตาสารถีหนุ่มและฉายให้คนอยู่ใกล้เห็นชัดขึ้น จนมีคำถามตามมาอย่างรู้คำตอบอยู่แล้ว

“ก็แค่กลิ่นดอกพิกุล จะเครียดทำไมคะ” ปรัศนีคิดว่านี่คือสาเหตุอาการเครียดที่ฉายชัดของกบินทร์ขณะขับรถใกล้ถึงบ้านหลังเก่าเพื่อไปเยี่ยมยายเล็กตามคำขอของมารดา และเขาขอร้องแกมบังคับให้หล่อนมาด้วย

“คุณก็รู้ว่ามันมากกว่ากลิ่นดอกพิกุล” น้ำเสียงง่องแง่งอย่างที่เจ้าตัวไม่รู้ แต่คนฟังสัมผัสได้จึงหันมามองเขาเต็มตาแล้วบอก

“คงไม่มีอะไรหรอกค่ะ เราไปทำบุญให้เขาแล้วนี่ บางทีกลิ่นดอกพิกุลก็อาจหายไปด้วยก็ได้”

วันนี้ตอนเช้ากบินทร์มารับปรัศนีก่อนเวลางานเพื่อไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัด ก่อนจะไปทำงานที่รับไว้ ตลอดวันไม่มีเวลาจะพูดคุยเรื่องส่วนตัวกันเลย

การได้เข้าวัดทำบุญแต่เช้าทำให้หล่อนรู้สึกสบายใจขึ้นและหวังว่าเขาจะรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน แต่แววตาของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ซึ่งหล่อนรู้ว่าด้วยเหตุใด

“คุณว่ามันจะเกี่ยวกันหรือ เงานั่นตามติดผมไปทุกที่ แต่กลิ่นดอกพิกุลนี่อยู่แค่ในบ้านนี้”

“ไม่นะคะ กลิ่นดอกพิกุลเคยตามคุณไปที่คอนโดฯ ไม่ได้มีแค่ที่บ้านหลังนี้ ฉันถึงคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกันค่ะ” หล่อนบอก และเขาก็ทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะจอดรถเมื่อถึงหน้าบ้าน สีหน้าเคร่งเครียดยังไม่หายไปเมื่อเขาหันมาสบตาอีกครั้ง ก่อนพูด

“เข้าไปด้วยกัน” เขาบังคับกลายๆ

“ค่ะ” ปรัศนียิ้มให้อย่างเต็มใจ ก่อนจะลงจากรถแล้วเดินตามเขาเข้าบ้าน ประตูรั้วเปิดไว้เหมือนรอรับ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อดอกอ้อวิ่งมาปิดหลังจากสองคนผ่านประตูมาแล้ว

“คุณยายรอกินข้าวอยู่ที่สวนหลังบ้านค่ะ” คำของดอกอ้อตอกย้ำว่าคนบ้านนี้รู้ว่ากบินทร์จะมา

กบินทร์หันมาสบตาปรัศนีคำว่าสวนหลังบ้านเป็นยิ่งกว่าสถานที่ล่าท้าผีในรายการวาไรตี้บางรายการ เป็นส่วนที่ซึ่งเขาไม่อยากเยี่ยมกรายเข้าไปที่สุดแต่เมื่อญาติผู้ใหญ่ที่แม่บอกให้มาเยี่ยมรอเขาอยู่ที่นั่น เขาก็ต้องไปและไม่ไปคนเดียวแน่นอน กบินทร์กำมือปรัศนีเอาไว้แล้วจูงเดินไปทางสวนหลังบ้านทันที

ปรัศนีก้มลงมองมือที่ถูกเขากำไว้ รู้สึกอิ่มเอมและสุขใจอย่างประหลาด อย่างน้อยในยามที่เขาหวาดกลัวเขายังยึดเธอไว้เป็นเพื่อน

เฮ้อ! ถึงจะเห็นเราเป็นไม้กันผีก็ยังรู้สึกดี

 

ปรัศนีมองหน้ากบินทร์พร้อมคำถาม แต่ไม่กล้าเอ่ยให้ยายเล็กได้ยิน ในขณะที่แกตักกับข้าวให้เขาพร้อมพูดไม่ขาดปากว่าทำของโปรดไว้รอ

“ปลาช่อนนาตัวโตๆ แบบนี้ พ่อเบ็นชอบให้ต้มส้มมะขาม ซดคล่องคอ”

กบินทร์หันมองปรัศนี แล้วมองต้มส้มที่ยายเล็กตักใส่ชามแบ่งให้ เขาจำได้ว่าไม่เคยชอบและไม่ชอบกินปลาน้ำจืดเพราะไม่ชอบกลิ่นคาว และปรัศนีที่มองก็คงจำได้ว่าเขาไม่กินปลาน้ำจืด

“กินสิพ่อเบ็น” หญิงชราเตือน

“เอ่อ คือ” เขาอึกอัก

“น่าอร่อยนะคะ” ปรัศนีพูดขึ้น แล้วตักแบ่งมาชิม “อร่อยมาก ไม่คาวเลยกินสิคะ” หล่อนคะยั้นคะยอเพราะไม่อยากให้หญิงชราเสียน้ำใจ

กบินทร์ทำตาดุใส่หล่อนก่อนยิ้มแกนๆ ให้ยายเล็ก แล้วเสตักอาหารให้

“ยายก็กินเยอะๆ นะครับ”

“พ่อเบ็นกินเถอะ กินเยอะๆ ยายจำได้ว่านอกจากปลาช่อนต้มส้มมะขามแบบนี้ พ่อเบ็นยังชอบปลาช่อนเผานี่ด้วยแล้วก็ฉู่ฉี่ปลาดุกอีกอย่างที่พ่อเบ็นชอบมาก แต่วันนี้ในตลาดไม่มีปลาดุกตัวโตๆ เลย ไว้ยายทำให้กินวันหลังนะลูก”

“ครับ” เขาสบตาปรัศนี แล้วเสตักข้าวเปล่ากิน เพราะอาหารบนโต๊ะล้วนแต่เป็นเมนูปลาน้ำจืดทั้งสิ้น แต่ยังดีที่มีน้ำพริกให้กินกับผักลวกได้แม้เขาจะไม่อยากกินก็ตาม

ปรัศนีมองเขาอย่างเห็นใจจึงแกล้งถามดอกอ้อที่คอยให้เรียกใช้อยู่ไม่ไกล

“ขอไข่เจียวเพิ่มได้ไหมจ้ะ ฉันอยากกินไข่เจียวกับน้ำพริก”

“ที่บ้านไม่มีให้กินหรือยังไง ถึงต้องมาเรียกหาจากบ้านคนอื่น ของพวกนี้พ่อเบ็นชอบ ฉันทำไว้ให้หลานฉันกิน ไม่รู้ว่าเขาจะพาคนอื่นมาด้วย”

ปรัศนีและกบินทร์สะอึกกับคำของหญิงชราและดอกอ้อก็ไม่กล้าทำตามคำสั่ง เด็กสาวยิ้มเจื่อนๆ แล้วเดินหายไป หากทำได้ปรัศนีก็อยากหายไปเหมือนดอกอ้อเพราะทั้งเจ็บทั้งอายกับคำว่าของยายเล็ก ทั้งที่หล่อนอยากช่วยกบินทร์ให้มีของกินบ้างไม่ใช่กินแต่ข้าวเปล่ากับเขี่ยๆ น้ำพริกเล่น

เมื่อขอตัวกลับหลังส่งยายเล็กเข้านอน กบินทร์ก็จอดรถหน้าร้านข้าวต้มริมทาง ปรัศนีหันไปมองเขาแล้วต่างพากันหัวเราะเพราะรู้จุดประสงค์ดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

20 ความคิดเห็น