สัญญาพราย

ตอนที่ 13 : บทที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 346
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    28 ม.ค. 61

บทที่๑๒

ปรัศนีหลับไม่ลงเพราะกังวลไปต่างๆ นานา เป็นห่วงทั้งกบินทร์และปารีณาที่สานสัมพันธ์และสนิทสนมกันแบบสายฟ้าแลบ หล่อนใช้คำนี้เพราะไม่รู้มาก่อนว่าทั้งสองคบหากัน มารู้สดๆ ร้อนๆ จากปากน้องสาวเมื่อตอนหัวค่ำที่กบินทร์มาส่งหล่อนแล้วรับปารีณาออกไป

ปารีณาพูดเต็มปากเต็มคำว่าตนเป็นแฟนกบินทร์ และจะออกไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนด้วยกัน และอาจจบที่เตียงนอนเหมือนครั้งก่อนๆ วินาทีที่ได้ยินคำนี้หล่อนอึ้ง อยากมุดเข้าไปในรถเพื่อถามเอาความจริงจากบินทร์เอง แต่ก็ทำได้แค่คิดเท่านั้น เขาจะรักชอบใครหล่อนไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย แต่จะปล่อยให้เป็นไปแบบนี้ท่ามกลางความห่วงกังวลก็ไม่ได้ จึงคิดว่าจะลองพูดเตือนปารีณาดู

หล่อนไม่ได้ห้ามที่ปารีณาจะคบหากับกบินทร์แต่หล่อนเป็นห่วงในฐานะพี่ เพราะมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นกับกบินทร์บ่อยๆ กลัวว่าจะลามเลยไปถึงคนใกล้ชิด เช่นที่เคยเกิดกับกวางและสามารถที่ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่ในโรงพยาบาลเมื่อนึกถึงสามารถก็อดนึกถึงก้าวแรกที่เข้าไปในห้องไม่ได้ หล่อนไม่คิดว่าตนเองอุปปาทานแค่สัมผัสในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้สึกเท่านั้น หล่อนเห็นเหมือนหมอกจางๆ ลอยอยู่เหนือเตียง แต่เป็นแค่เพียงชั่วพริบตาก็หายไป แต่อดคิดไม่ได้ว่าที่สามารถไม่ฟื้นหรือไม่ตายไปเสียเพราะมีบ่วงมีกรรมติดตัว

เสียงคนพูดคุยในความเงียบสงัดของเวลาดึกดื่นทำให้ปรัศนีรีบลุกจากที่นอน เดินย่องลงไปชั้นล่างเพราะมั่นใจว่าปารีณากลับมาแล้ว ทันทีที่เห็นเมื่อมายืนใกล้ช่องหน้าต่างที่แง้มอยู่หัวใจหล่อนสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก ปารีณาเดินกอดแขนเคลียคลอ ในขณะที่กบินทร์ผู้เก็บความรู้สึกบนสีหน้าและวางท่านิ่งตลอดเวลากำลังยิ้มแย้มพูดคุย ก้มหน้าลงมาเมื่อปารีณาโน้มมาหอมแก้มซ้ายขวา

ปรัศนีเจ็บปวดกับภาพนี้ เทพบุตรในฝันกำลังมีคนรักใหม่อีกแล้ว

ฉับพลันนั้นเองมือไม้ของหล่อนก็เย็นมากกว่าเดิม มันไม่ได้เกิดจากอาการอิจฉาริษยาที่มีต่อทั้งคู่ แต่เกิดจากเงาดำที่อยู่เบื้องหลังทั้งสองคน

“หนูนากลับมาแล้วหรือ” เมื่อตั้งสติได้หล่อนก็เรียกออกไปเสียงดัง เพื่อหวังขับไล่เงาดำๆ นั้นไป แต่มันทำให้ปารีณาขุ่นเคืองไม่น้อย เมื่อเผชิญหน้าน้องสาวจึงค้อนใส่ แล้วสาวเท้าเข้ามาจนชิด

“มาแอบดูใช่มั้ย”

“เปล่า พี่แค่ลงมากินน้ำแล้วได้ยินเสียง เลยเปิดประตูรับ”

“พี่กลับก่อนนะครับหนูนา ปรัศนี” คนยืนด้านหลังบอก แล้วหันกลับเดินจากไป

“เดี๋ยวค่ะ” ปรัศนีเรียกเขาแล้วตั้งใจเข้าไปกระซิบให้เขาระวังตัวแต่หล่อนไม่ทันขยับตัว ปารีณาก็รั้งแขนไว้แล้วพุ่งไปกอดกบินทร์ โน้นคอชายหนุ่มลงมาแล้วจูบแก้มซ้ายขวาเหมือนตั้งใจให้หล่อนเห็น

“ราตรีสวัสดิ์นะคะ กลับถึงบ้านแล้วไลน์มาบอกหนูนาด้วยนะคะ หนูนาเป็นห่วง”

“ครับผม” กบินทร์รับปากยิ้มๆ แล้วเดินต่อ

เขาคงลืมไปว่าคนที่เรียกเขาไว้คือปรัศนีไม่ใช่ปารีณา

เมื่อปารีณาเดินเชิดหน้าผ่านไปอย่างไม่ใยดี ปรัศนีก็เหลียวมองตามแสงไฟท้ายรถของกบินทร์ไปอย่างห่วงใยจนลับตา ก่อนมีความรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกจับจ้องทางด้านหลังจึงหันขวับไปมองแล้วสะดุ้งโหยง ผละถอยหลังมาสองสามก้าว

“เป็นอะไร ตกใจที่ถูกจับผิดได้ใช่มั้ย หนูนารู้นะว่าพี่หนูดีมาแอบดู พี่หนูดีแอบรักพี่เบ็นอยู่ แต่ขอบอกไว้เลยว่าพี่เบ็นเป็นของหนูนา อย่าคิดจะแย่งผัวน้อง”

ปารีณาค้อนให้อีกครั้งแล้วเดินเข้าบ้านไป ทิ้งให้ปรัศนีตกตะลึงอีกครั้งกับคำพูดอย่างไม่อาย แค่ออกไปด้วยกันไม่นานก็เรียกเต็มปากเต็มคำแล้วว่าผัว แต่สิ่งที่ทำให้ปรัศนีตกใจมากกว่าคำพูดก็คือเงาดำที่เดินตามหลังปารีณาไปและเลือนหายเมื่อปารีณาก้าวเข้าบ้าน

บ้านมีพระภูมิเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือนวิญญาณภายนอกจึงเข้าไปไม่ได้ พ่อแม่จึงสั่งสอนให้ไหว้เจ้าที่เจ้าทางเจ้าบ้านเจ้าเรือนในทุกวันอังคารและวันพระ ปรัศนีเชื่อเช่นนี้และรีบวิ่งเข้าบ้านปิดประตูลงกลอนทันที

ปรัศนีเดินตามน้องสาวเข้าไปในครัว ปารีณากำลังซดน้ำจากขวดอยู่คาประตูตู้เย็น หล่อนจึงเดินเข้าไปพูด

“ขอร้องอยู่ห่างๆ คุณเบ็นก่อนได้ไหม”

คำพูดของหล่อนทำให้น้ำจากปากน้องสาวพุ่งพรวดเข้าเต็มหน้า

“จะบ้าหรือ ขออะไรบ้าๆ”

“จริงๆ” หล่อนปาดน้ำบนใบหน้า หวังจะโน้มน้าวและให้เหตุดีๆ แต่ปารีณาไม่รอฟัง

“ถ้าคิดว่าแย่งได้ก็แย่งเลย อย่ามาขอกันแบบโง่ๆ แบบนี้” ปารีณาสะบัดหน้าใส่แล้วเดินผ่านหน้าหล่อนไป

“พี่ไม่ได้ห้ามหรือคิดจะเป็นคู่แข่งนะ แต่ว่า” ป่วยการจะพูด เพราะปารีณาเดินกระแทกส้นขึ้นบันไดไปแล้ว หล่อนถอนใจใหญ่แล้วเช็ดน้ำที่หยดบนพื้นก่อนขึ้นห้องนอน

ทันทีที่เข้าห้องนอนสิ่งแรกที่ทำคือโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสนิท แต่แค่หยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นมาหน้าจอก็สว่างจนหล่อนอยากโยนทิ้ง แต่ทำไม่ได้เพราะอย่างไรก็ห่วงใยเขามากกว่ากลัวเรื่องเร้นลับที่พัวพันเขาอยู่

“ยังไม่หลับใช่ไหม” เขาถาม เหลือบตามองหล่อนผ่านหน้าจอ ส่วนภาพเขาเองกลับมัวมืด สลับกับแสงไฟแว็บวับที่ผ่านเข้ามาเป็นบางช่วงบางตอน ทำให้ปรัศนีรู้ว่าเขาจอดรถเพื่อพูดคุย

“ค่ะ มีอะไรหรือคะ”

“เมื่อกี้เรียกผม มีอะไรหรือ”

ปรัศนีคิดว่าเขาความรู้สึกช้าไปที่เพิ่งโทรมาถาม

“มีอะไร บอกมา” เขาถามย้ำ

“เมื่อกี้ฉันเห็นเงาดำเดินตามพวกคุณมา” ปรัศนีบอกไปแล้วสังเกตเห็นว่ากบินทร์หน้าเสียเล็กน้อย เขามองรอบตัวอย่างระแวงแล้วถามต่อ

“จริงหรือ แล้วเห็นหน้าไหม”

“ไม่เห็นค่ะ เป็นเงาดำๆ รางๆ เหมือนวันก่อน”

“หือ วันไหน คุณไม่เคยบอก”

ปรัศนีหลุดปากออกไปแล้วก็ต้องพูดต่อเพราะถูกอีกฝ่ายคาดคั้นด้วยสายตา จึงเล่าเรื่องที่เห็นเงาดำและต่อด้วยการเชิญชวนเขาไปสะเดาะเคราะห์ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้

“อ๋อ ที่นายกรชวนผมไปวัดใช่ไหม เรื่องเกี่ยวกับผมทำไมไม่บอกผมชวนผมเอง ต้องให้นายกรเป็นคนชวนแล้วยังไม่พูดความจริงกับผมอีก กรบอกแค่อยากไปถวายสังฆทานชวนผมไปเป็นเพื่อน”

“เอ่อ ขอโทษค่ะ คือฉันตกใจคิดอะไรไม่ออกเลยบอกสา สาอาสาบอกกรให้ชวนคุณไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ แล้วที่กรไม่บอกความจริงกับคุณเพราะคนอื่นยังไม่ทราบว่าคุณเคยเจอเรื่องพวกนี้ด้วยตนเองแล้ว กลัวว่าคุณจะไม่เชื่อแล้วไม่ยอมไป” ปรัศนีมองตาเขาอย่างสำนึกผิด

“ขอบใจนะที่หวังดี คุณคิดว่าคืออะไร บอกผมตามที่คุณคิดจริงๆ นะ”

“พวกเราหมายถึงฉัน สา กร คิดว่าคุณอาจกำลังมีเคราะห์ มีวิญญาณตามรังควานอาจเป็นเจ้ากรรมนายเวรก็ได้ และคนใกล้ชิดคุณก็พลอยรับเคราะห์ไปด้วย” ปรัศนีหยุดพูด สบตาเขาผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ กบินทร์สบตาหล่อนนิ่งและเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามกลับในสิ่งที่ทำให้อึ้งไปเล็กน้อย

“คุณกลัวจะรับเคราะห์ไปด้วยหรือเปล่า”

“ไม่ๆ ค่ะ ไม่กลัว แต่ห่วงคนอื่น” ปรัศนีชะงักไปเล็กน้อย ใจจริงอยากบอกว่าห่วงเขากับปารีณาที่เพิ่งบอกว่าเป็นผัวเมียกับเขาแล้ว และเจ้านายของหล่อนก็กลายเป็นคนช่างสงสัยขึ้นมาทันที

“คนอื่นนะใคร”

“เอ่อ...ก็คนรอบข้าง”

“รวมถึงตัวคุณเองด้วยหรือเปล่าล่ะ” กบินทร์ไม่รอคำตอบ เขาพูดต่อทันที

“โอเค เช้าวันอาทิตย์ไปวัดกัน ผมจะชวนพ่อกับแม่ไปทำบุญด้วยกัน คุณจัดการเรื่องอาหารไปถวายเพลให้ด้วยนะ”

“ค่ะๆ” ปรัศนีไม่รู้ตัวว่าภาพตัวเองที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ของกบินทร์นั้นยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน เรียกว่ายิ้มหน้าบานเต็มหน้าจอโทรศัพท์เลยทีเดียว ก่อนจะหุบยิ้มเพราะคำถามกระตุกขวัญจากกบินทร์

“ช่วยดูสิตอนนี้มีใครอยู่ในรถผมหรือเปล่า” แล้วเขาก็ขยับโทรศัพท์เพื่อให้หล่อนมีมุมมองที่กว้างและครอบคลุมทั่วรถ

“ไม่มีค่ะ ไม่มี คุณขับรถระวังๆ ก็แล้วกัน เอ่อ กลับถึงบ้านแล้วโทรบอกฉันด้วยนะคะ” หล่อนไม่ได้เลียนแบบปารีณาที่สั่งเขาไว้ แต่มันคือความห่วงใยที่สั่งให้พูดไปแบบนี้และเขาก็ปฏิบัติจนเป็นปกติไปแล้วในทุกวันเพียงแต่หล่อนไม่ได้คิดอะไร แต่วันนี้บอกไปเพราะห่วงกังวล

“โอเค งั้นแค่นี้นะ เดี๋ยวถึงแล้วจะโทร.มาบอก”

 

กบินทร์รับรู้ในความห่วงใยที่ปรัศนีมีให้จนเผลอยิ้มออกมา แต่ต้องหุบยิ้มในเวลาอันรวดเร็วเมื่อนึกถึงสิ่งที่หล่อนบอก แม้ไม่เห็นอะไรในรถแต่เขาก็อดระแวงไม่ได้ บ่อยครั้งที่เขาเหลือบมองที่นั่งด้านข้างและด้านหลังจนขับรถถึงบ้าน

ทันทีที่เข้ามาในบ้านก็เห็นมารดานั่งหน้างออยู่ กบินทร์จึงเข้ามากอดแล้วถาม

“ดึกแล้วแม่ยังไม่นอนหรือครับ เดี๋ยวผิวเสีย ขอบตาคล้ำนะครับ”

“รู้ว่าดึกแล้วทำไมพ่อเบ็นเพิ่งกลับละ รู้ว่านอนดึกผิวจะเสีย ขอบตาจะคล้ำ แล้วยังกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ อีก”

“โธ่ แม่ครับงานผมก็เลิกไม่เป็นเวลาอยู่แล้ว เลิกดึกถือว่าปกตินะครับ บางวันยันเช้ายังมีเลย”

“แล้วยังต้องถ่อขับรถไปรับส่งแม่ผู้จัดการอีก ทำไมไม่ให้ตามไปที่งานเอง หรือไม่ก็จ้างคนขับรถ พ่อเบ็นจะได้ไม่เหนื่อย”

“เรื่องอะไรจะเอาชีวิตไปฝากไว้กับคนอื่นละครับ ขับเองนี่แหละดีแล้ว ผมชอบขับรถ แล้วก็ไม่เหนื่อยครับ แต่ตอนนี้ขอตัวไปอาบน้ำนอนก่อนนะครับ แม่ก็เข้านอนเลยนะราตรีสวัสดิ์ครับ” เขาจูบแก้มมารดาเป็นการอำลาและตัดบท ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปอย่างอารมณ์ดี พร้อมหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่มากดข้อความสั้นๆ ส่งไปบอกปารีณาว่าเขาถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว อาบน้ำเตรียมเข้านอนแล้ว ราตรีสวัสดิ์

สิบนาทีต่อมากบินทร์ออกมาจากห้องน้ำนุ่งเพียงผ้าขนหนูผืนเดียว หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร.ผ่านแอพพริเคชั่นไปหาปรัศนี เสียงเรียกอยู่ไม่นานอีกฝ่ายก็รับสาย ภาพหญิงสาวค่อยๆ ปรากฏขึ้น แวบแรกเขาเห็นหล่อนทำหน้าตกใจแล้วเสมองไปทางอื่น

“ผมกลับถึงบ้านแล้วนะ กำลังจะนอน คุณช่วยดูให้หน่อย มีอะไรไหม” เขาบอกและหวังว่าปรัศนีคงเข้าใจ แล้วขยับโทรศัพท์ไปทั่วเหมือนทำในรถเมื่อครู่

“ไม่เห็นค่ะ”

“โอเค แค่นี้นะ ราตรีสวัสดิ์”

กบินทร์วางสายไปแล้ว แต่ปรัศนียังหน้างออยู่ เขาเห็นหล่อนเป็นอะไรถึงได้ให้ส่องผีครั้งแล้วครั้งเล่า เขาคิดว่าหล่อนมีตาทิพย์หรือมีญาณวิเศษหรือยังไง สิ่งที่เห็นมันเกิดขึ้นเองโดยไม่รู้ล่วงหน้า และถ้ารู้ล่วงหน้าก็คงไม่อยากเห็น ใครจะชอบเห็นสิ่งเร้นลับ เงาดำมืดดวงตาเต็มไปด้วยความแค้น

“เอ๊ะ! ทำไมเรารู้ว่าดวงตาเต็มไปด้วยความแค้น ก็เรามองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาดำๆ นี่นา” ปรัศนีข้องใจเหตุใดจึงคิดว่าเห็นดวงตาเคียดแค้นชิงชัง

 

เช้าวันอาทิตย์ปรัศนีตื่นขึ้นมาอย่างกระฉับกระเฉง อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็รีบลงไปช่วยมารดาทำอาหารซึ่งจะนำไปถวายเพลตามที่กบินทร์วางใจให้จัดการ เมื่อเตรียมของเสร็จหล่อนก็นำออกมารอวิกรมมารับตามที่นัดไว้ เพราะกบินทร์จะพาพ่อกับแม่ไปด้วยจึงไม่สะดวกมารับ วิกรมกับมาริสาจึงรับอาสามารับแล้วไปสมทบกันที่วัด

ปารีณาเดินลงบันไดโครมๆ มายืนทำหน้างอใส่ แล้วต่อว่าเสียงกระปอดกระแปด

“ทำไมไม่ปลุกหนูนา เกือบสายเลยเห็นไหมละ”

“ปลุก ไปไหนหรือ” หล่อนถามออกไปเพราะไม่รู้จริงๆ แต่กลับถูกน้องสาวขึงตาใส่แหวเสียงเขียว

“อะไรกัน พี่หนูดีแกล้งโง่หรือยังไง ก็ไปทำบุญกับพี่เบ็นนะสิ”

“พี่ไม่รู้นี่ว่าเธอจะไปด้วย”

“แกล้งลืมเพราะอยากกีดกันมากกว่ามั้ง แต่เสียใจด้วยงานนี้พี่เบ็นชวนหนูนาเอง และพี่เบ็นยังบอกด้วยว่าจะแนะนำหนูนากับพ่อแม่เขาด้วย แล้วรู้ไว้ด้วยนะว่า” ปารีณาขยับเข้ามาใกล้ป้องมือกระซิบข้างหู

“เราทั้งคู่ไม่ได้ป้องกัน”

ปรัศนีอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนอ้าปากหวอ เมื่อเข้าใจในสิ่งที่น้องสาวตั้งใจบอก

ไม่ป้องกัน ก็มีโอกาสท้องได้ง่าย หนูนาคิดจะจับพี่เบ็นหรือ หรือพี่เบ็นเห็นดีเห็นงามด้วย กรเคยบอกว่าพี่ชายเขาจริงใจกับผู้หญิงทุกคนที่คบหา และเป็นฝ่ายถูกสลัดทิ้ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดแม่เขามีส่วนในการเลือกผู้หญิงของพี่ชาย แล้วคนฐานะอย่างหนูนานี่หรือคุณเพ็ญแขจะยอมรับหล่อนยังจำแววตาที่แม่ของกบินทร์มองครั้งแรกที่เจอกันได้ ดูถูกดูแคลนชัดเจน

นอกจากปรัศนีจะแปลกใจที่กบินทร์ชวนปารีณาไปทำบุญด้วย มาริสาและวิกรมก็แปลกใจเช่นกันเมื่อมารับปรัศนีที่บ้านแล้วปารีณาเดินไปขึ้นรถโดยไม่หยิบจับหรือช่วยถือสิ่งของอันใด

“แกชวนหนูนาไปด้วยหรือ”

“ฉันไม่ได้ชวน หนูนาบอกว่าพี่เบ็นชวน”

มาริสาแค่ทำเสียงอือยาวๆ เป็นอันรับรู้ เพราะปรัศนีเล่าถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้ฟังก่อนหน้านี้แล้ว หญิงสาวเปลี่ยนใบหน้าแปลกใจเป็นรอยยิ้มแล้วกำมือเพื่อนอย่างให้กำลังใจ

“แกเองก็ห่วงหนูนาไม่ใช่หรือ ก็ดีนะจะได้ไปสะเดาะเคราะห์พร้อมกันเลย”

“จ้ะ มันก็ดีอยู่นะ ถ้าพ่อแม่พี่เบ็นจะไม่ไปด้วย”

“คงไม่มีอะไรหรอก ดูสิเราสองคนก็ไม่ใช่ญาติยังไปด้วยเลย พ่อแม่พี่เบ็นคงไม่คิดว่าหนูนาเป็นแฟนพี่เบ็นหรอก ถ้าไม่บอก” มาริสาพูดอย่างคนรู้ดีว่าแม่ของกบินทร์เข้มงวดเรื่องว่าที่ลูกสะใภ้แค่ไหนเพราะได้ยินจากปากวิกรมอีกที

“แกคิดอย่างนั้นหรือ” ปรัศนีย้อนถาม แต่คำตอบที่ได้จากเพื่อนสาวคือยิ้มแหยๆก่อนจะชวนกันขึ้นรถเมื่อช่วยกันหิ้วของมาใส่ท้ายรถหมดแล้ว

 

วิกรมใช้เวลาไม่นานนักก็พาทุกคนมาถึงลานกว้างใต้ร่มไม้ใหญ่ในเขตวัด แม้จะเป็นวัดใหญ่แต่เพราะไม่ใช่วัดมีชื่อเสียงผู้คนจึงมาทำบุญน้อย และวันนี้ก็ไม่ใช่วันพระยิ่งไม่ค่อยมีคนมาทำบุญนัก

“ทำไมไม่ไปวัดดังๆ” ปารีณาถามทันทีที่ลงจากรถแล้วมองไปรอบอาณาบริเวณ

“ทำไมต้องวัดดังละหนูนา วัดไหนๆ ก็ทำบุญได้ทั้งนั้น”

“วัดกระจอกๆ มันไม่สมฐานะพี่เบ็นนะสิคะ อย่าลืมสิคะแฟนหนูนาเป็นซุปตาร์นะ ถ้ามีคนมาเห็นแล้วเอาไปพูดว่ากบินทร์มาทำบุญวัดเล็กๆ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ”

“พี่ว่าไม่เกี่ยวเลยนะหนูนา อย่าพูดมากมาช่วยกันยกของพวกนี้ไปที่กุฏิพระดีกว่า” มาริสาหยุดคำพูดของน้องสาวเพื่อนรัก แล้วใช้ให้ทำงาน เพราะรู้ว่าปารีณาจะไม่ช่วยหยิบจับอะไรหากไม่มีใครร้องขอ แม้ขอให้ทำบางครั้งปารีณาก็ยังไม่ทำ แต่คราวนี้คงไม่กล้าขัดจึงมาช่วยหิ้วตะกร้าที่มีดอกไม้ธูปเทียน แต่หน้าตาไม่ได้สวยงามเหมือนดอกไม้ที่เตรียมมาไหว้พระเลย

ทั้งหมดเดินตามวิกรมไปที่กุฏิหลังหนึ่ง วิกรมนั่งสนทนากับพระภิกษุในกุฏิเพื่อฆ่าเวลา ระหว่างรอให้กบินทร์เดินทางมาถึงปารีณานั่งกระสับกระส่ายมองโทรศัพท์มือถือสลับกับดูเวลาปรัศนีคิดว่าหากปารีณาไม่มาด้วยคนที่กระสับกระส่ายเวลานี้ก็คงเป็นตน และปารีณาก็คงอยากโทร.ไปหากบินทร์แต่อาจจะเกรงใจทั้งพระทั้งฆราวาสที่กำลังสนทนากันอยู่จึงไม่กล้าใช้โทรศัพท์ แต่แล้วเหมือนความอดทนของปารีณาจะสิ้นสุด เพราะขยับมาบอกว่าเมื่อยขอลงไปเดินยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วจะเข้ามาพร้อมกบินทร์ แต่แค่ปารีณาคล้อยหลังไปโทรศัพท์เคลื่อนที่ของหล่อนก็ดังขึ้น

ปรัศนียิ้มแหยเชิงขออภัยที่เสียงเรียกสายขัดจังหวะการสนทนาธรรมของพระภิกษุและวิกรม ก่อนจะขยับออกห่างเพื่อกดรับสาย หล่อนแปลกใจและเอะใจขึ้นมาทันทีที่เห็นชื่อของคนที่โทร.เข้ามา

“ฮัลโหล คุณอยู่แถวไหนแล้วคะ”

“คงไปไม่ได้แล้วละตอนนี้ผมอยู่โรงพยาบาลพายายเล็กมาหาหมอ”

“อ้าว! ยายเล็กเป็นอะไรคะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน เด็กที่บ้านบอกว่าปวดท้องแล้วอาเจียน ตอนนี้หมอกำลังตรวจอยู่ ผมรีบโทร.บอกกลัวจะรอจนเลยเพล ผมไปดูก่อนนะ”

ปรัศนีวางสายจากกบินทร์แล้วมีสีหน้าไม่ดีเมื่อหันไปมองคนอื่นที่กำลังหันมามองเป็นตาเดียวหล่อนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนบอก

“พี่เบ็นมาไม่ได้แล้วค่ะ ยายเล็กไม่สบายตอนนี้หมอกำลังตรวจอยู่ค่ะ”

“อ้าว!” วิกรมกับมาริสาอุทายขึ้นพร้อมกัน ก่อนวิกรมมีคำถามต่อ

“ยายเล็กไม่สบายแล้วทำไมเด็กไม่โทร.บอกผม ไปบอกพี่เบ็นทำไม”

“ไม่รู้สิ แกปวดท้องกะทันหันเด็กที่บ้านคงตกใจ นึกถึงใครก่อนก็คงโทร.หาคนนั้น”

“พี่เบ็นบอกหรือเปล่าว่าอยู่โรงพยาบาลไหน”วิกรมถามต่อ

“ขอโทษนะ ลืมถาม” ปรัศนีทำหน้าเหมือนเป็นความผิดมหันต์

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยโทร.ถามก็ได้” ก่อนหันไปทางมาริสา “ไปตามหนูนาหน่อย”

“อ้าว! ทำไมต้องฉัน” มาริสาขึงตาใส่ ก่อนหลุบตาหนีกับรอยยิ้มที่วิกรมส่งมาแทนคำตอบ “เออ ไปก็ได้”

มาริสารีบคลานออกมาก่อนจะลุกขึ้นเดินแกมวิ่งออกจากกุฏิเพื่อไปตามปารีณาเห็นน้องสาวของเพื่อนรักเดินกระสับกระส่ายพร้อมกดโทรศัพท์เคลื่อนที่เหมือนกำลังโทร.ถึงใครครั้งแล้วครั้งเล่า

“หนูนาๆ ไม่ต้องรอแล้วพี่เบ็นไม่มาแล้วละ เราเข้าไปถวายของพระกันเถอะ”

“อ้าว! พี่สารู้ได้ยังไงว่าพี่เบ็นไม่มา” ปารีณาหันขวับมาถาม

“พี่เบ็นโทร.มาบอกเมื่อกี้ รีบเข้าไปกันเถอะ”

“พี่เบ็นโทร.มาบอกพี่กรหรือคะ” ปารีณาสาวเท้าเข้าไปหาแล้วชะงักไปทันทีเมื่อมาริสาบอกว่ากบินทร์โทร.มาบอกปรัศนี หญิงสาวตีสีหน้าให้เป็นปกติทั้งที่นึกเคืองและแปลกใจว่าทำไมกบินทร์ไม่โทร.มาบอกตนซึ่งเป็นคู่รัก

“หนูนาไปรอที่รถนะ ไม่เข้าไปแล้ว”

“อ้าว ไหนๆ ก็มาแล้วนะ” คำท้วงของมาริสาไม่เป็นผล ปารีณาเดินลิ่วไม่หันกลับมา มาริสาจึงเดินกลับเข้าไปในกุฏิ พร้อมส่ายหน้าเล็กน้อยเมื่อเพื่อนทั้งสองมองมาอย่างแปลกใจ

“ไม่เข้ามา ไม่ต้องรอแล้ว”

ปรัศนีทำหน้าสนเท่ห์เล็กน้อยแต่พอเข้าใจ น้องสาวตนไม่ได้ตั้งใจมาทำบุญ แต่มาเพราะกบินทร์ชวน ปรัศนีลอบถอนใจอีกครั้งก่อนขยับเข้าไปใกล้วิกรมมากขึ้นเพื่อถวายเครื่องสังฆทานและภัตตาหาร ก่อนจะรับศีลรับพรจากพระภิกษุ

“หลวงพ่อคะ คือว่าอยากขอของดีไว้ป้องกันผี” มาริสาพูดตรงๆ

“ผีไม่มีหรอกโยม”

“ไม่มีได้ยังไงคะ ในหนังในละครก็ยังพูดเรื่องผี แสดงว่าในโลกนี้ต้องมีผีสิคะ” มาริสาเถียง วิกรมสะกิดเบาๆ เพื่อเตือนสติ

“สา ลาพระเถอะ กลับได้แล้ว”

“เดี๋ยวสิ” หล่อนหันมาขึงตาใส่

“เอานี่ เพื่อความสบายใจของโยม แต่อาตมาบอกเลย ผีหรือวิญญาณไม่มีจริงหรอก ที่เห็นที่พบเจอคือผลของการกระทำของเราทั้งนั้น ถ้าเราทำดียึดมั่นในคุณธรรมและการทำความดี สิ่งดีๆ ก็ตามติดเรา ถ้าเราทำไม่ดีสิ่งชั่วร้ายก็ติดตามเรา ไม่ต่างจากวิญญาณตามหลอกหลอน” ท่านยื่นด้ายสีขาวจำนวนหนึ่งให้ วิกรมรีบรับมาแล้วแบ่งให้ปรัศนีและผูกข้อมือให้มาริสาทันที

“ทีนี้จะได้เลิกมโน” เขาพูดเบาพร้อมยิ้มขัน แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มเขิน ก่อนจะกราบพระเมื่อวิกรมผูกให้เสร็จ

“ขอบคุณค่ะ หลวงพ่อ”

“ธรรมรักษา”

จากนั้นทุกคนก็กล่าวลาพระ ก่อนลงจากกุฏิ

“ผมจะตามไปดูยายเล็กหน่อย” วิกรมพูดขึ้นเมื่อเดินออกจากกุฏิไปที่รถพร้อมกับการโทรศัพท์ไปหาพี่ชาย

“หนูนาไปด้วยค่ะ” ปารีณารีบมาเสนอตัวทันที ก่อนชายตามองพี่สาว สายตาห้ามปรามไม่อยากให้ไปด้วย ปรัศนีกับมาริสาอ่านสายตาออก มาริสาจึงชิงพูดขึ้นเอง

“ไปกันทั้งหมดนี่แหละ ไปๆ” มาริสาดันหลังปรัศนีไปขึ้นรถด้านหน้า แล้วตนเองขึ้นนั่งตอนหลัง ทิ้งให้ปารีณายืนมองตาขุ่นเขียวค้อนลมค้อนแล้ง พ่นลมหายใจพรืดๆ ก่อนจะก้าวขึ้นรถ

“ไม่ต้องไปแล้วล่ะยายเล็กไม่เป็นอะไรมากพี่เบ็นพากลับบ้านแล้ว ผมไปส่งพวกคุณนะ” วิกรมหันไปบอกผู้โดยสารหลังวางสายจากพี่ชาย แล้วพาทุกคนออกจากบริเวณวัด

“เก็บไว้ หลวงพ่อท่านให้มา” ปรัศนีส่งสายสิญจน์ให้น้อง

ปารีณามองนิ่งแต่เหมือนถูกแววตากดดันจากมาริสาและวิกรมที่เหลือบมองมา จึงจำใจรับมากำไว้

“ผูกข้อมือไหม พี่ช่วย” มาริสาที่นั่งคู่กันเสนอ พร้อมยกข้อมือตนเองให้ดู แต่อีกฝ่ายส่ายหน้าแทนคำพูด

“ขอหนูนาลงที่ป้ายรถเมล์ข้างหน้านะคะ” ปารีณาบอกเมื่อรถเคลื่อนตัวมาได้พักใหญ่เพราะได้ยินคนในรถคุยกันว่าจะไปกินข้าวแกงฝีมือแม่ที่บ้าน

“อ้าว! จะไปไหนละหนูนา มีธุระที่ไหนพี่ไปส่งได้นะ” วิกรมอาสา

“ไม่เป็นไรคะ หนูนาไปเองได้ แค่ส่งหนูนาที่ป้ายก็พอ”ปารีณาลงจากรถแล้วมองจนรถเคลื่อนไปจึงเดินไปที่ถังขยะแล้วทิ้งของที่กำมาตลอดทาง ก่อนจะเรียกแท็กซี่ว่าจ้างไปที่แห่งหนึ่ง

เมื่อปารีณาลงจากรถ คำพูดหนึ่งก็ดังขึ้นจากปากเจ้าของรถ

“พี่เบ็นบอกให้รอจะมากินข้าวที่ร้านข้าวแกง แล้วจะรับหนูดีไปงานเลย”

“โห นายกรทำไมไม่พูดตอนหนูนาอยู่ละ มีหวังคุณน้องคงไม่ยอมไปธุระที่ไหนอีกแน่ๆ” มาริสาพูดจบก็หัวเราะคิก

ส่วนปรัศนีทำหน้ามุ่ย แต่ลอบยิ้มเมื่อเบือนหนีไปนอกรถ หล่อนรู้ว่านี่คือการเอาใจช่วยให้ตนสมหวังกับเทพบุตรในฝันจากเพื่อนทั้งสอง หล่อนรู้ว่ามาริสากับวิกรมไม่เคยมีความลับต่อกัน เรื่องหล่อนแอบชอบกบินทร์ ก็คงไม่เป็นความลับสำหรับวิกรมอีกแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อกบินทร์เลือกปารีณาแล้ว

 

ที่โรงพยาบาล เมื่อกบินทร์เดินกลับไปที่ห้องตรวจซึ่งพ่อคอยหน้าห้องตรวจส่วนแม่เข้าไปด้านในกับยายเล็ก หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินมาขวางทางเขา

“ไม่คิดว่าจะเจอพี่เบ็นที่นี่ ใครเป็นอะไรหรือแวะมาหาพลอยคะ” หล่อนยิ้มเหมือนตัวเองเป็นคนสำคัญ

กบินทร์ทำหน้างงเล็กน้อย อีกฝ่ายจึงกลบเกลื่อนด้วยเสียงหัวเราะแล้วพูดแก้เก้อ

“แหม ก็น้องพลอยทำงานที่นี่”

“อ๋อ ผมไม่รู้ครับว่าน้องพลอยทำงานที่นี่”

“อ้าว ในนามบัตรที่น้องพลอยฝากไป ก็บอกไว้ หรือพี่ผู้จัดการไม่ได้เอาให้พี่เบ็นคะ”

“ให้ครับ แต่ผมลืม” เขาปดเพราะปรัศนียังไม่ให้นามบัตรดังกล่าว

“ว่าแต่มาทำไมคะ ให้น้องพลอยช่วยอะไร นัดอาจารย์หมอให้เอาไหมคะ”

“ญาติผู้ใหญ่ผมไม่สบายหมอตรวจอยู่ในห้องครับ”

“อ๋อ เอ๊ะ! นั่นพ่อพี่เบ็นใช่ไหม” หล่อนมองชายกลางคนที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ตั้งท่าจะเดินไปหาแต่มีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน หล่อนจึงหันมาบอกกบินทร์

“เจอกันในงานคืนนี้นะคะพี่เบ็น น้องพลอยขอตัวก่อน” หล่อนไหว้ชดช้อย แล้วรีบผละมาพร้อมรับโทรศัพท์

“ฮัลโหล ฮัลโหล ใครคะ ฮัลโหล เอ๊ะ ใครโทรมาแล้วไม่พูด ขออนุญาตวางสายนะคะ” หล่อนกดวางอย่างหัวเสีย พร้อมรีบเดินกลับไปทางเดิมแต่พบความผิดหวังเพราะไม่เห็นกบินทร์กับพ่อแล้ว

 

หน้ากระจกเงาในตอนพลบค่ำ หญิงสาวพร้อมสำหรับการไปร่วมงานการกุศล งานที่จะได้ไปพบกับกบินทร์และทีมงานละคร กำลังยิ้มกว้างใส่กระจก

“สลัดคราบลำดวนออกเป็นน้องพลอยคนสวยแล้ว พี่เบ็นคงสะดุดตากับความสวยของพลอยบ้างนะคะ” หล่อนชื่นชมตนเองในกระจก

“พลอยเสร็จหรือยัง รถมารับแล้ว”

มีเสียงเร่งมาจากหน้าห้อง ซึ่งเป็นหอพักใกล้โรงพยาบาลที่หล่อนทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ พลอยที่กำลังยิ้มพยายามหุบยิ้มเพื่อตอบแต่ทำไม่ได้ ทั้งยังรู้สึกว่าแทนที่มุมปากจะหุบลงตามแรงกดกลับเผยอขึ้นเป็นการฉีกยิ้ม กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนอาจขาดถึงใบหูเหมือนคำอุปมาอุปมัยที่เคยได้ยิน หากยังไม่สามารถหยุดยิ้มได้

อะไรนี่ หล่อนตกใจ รีบลูบให้มุมปากลงแต่ไม่ได้ผล ส่วนเสียงเคาะหน้าห้องก็เร่งเร้า ทุบดังขึ้นเรื่อยๆ อยากจะบอกว่าเสร็จแล้วก็พูดไม่ได้เพราะยิ้มค้างอยู่อย่างนี้ หล่อนตัดสินใจหยิบกระเป๋าถือใบเล็กมาบังปากไว้แล้วไปเปิดประตูเพื่อหยุดเสียงทุบที่อาจทำให้คนทั้งหอพักแตกตื่น

“หยุดเคาะได้แล้ว เอ๊ะ!พูดได้แล้ว” หล่อนส่งเสียงพร้อมกระชากเปิดประตู และดีใจที่สามารถขยับปากพูดได้แล้ว แต่ต้องตกใจเพราะนอกห้องไม่มีคนเคาะ

“อ้าว ไปไหนแล้วละ” หล่อนมองตรงทางเดินริมระเบียงก็เห็นหลังผู้หญิงสวมเสื้อแขนยาวและนุ่งผ้าถุงยาวกรอมเท้าเดินยืนอยู่หน้าลิฟต์ จึงรีบวิ่งตามไปเพราะมั่นใจว่าเป็นทีมงานที่ขึ้นมาตาม

“รอก่อนสิคะ” พลอยร้องเรียก แต่อีกฝ่ายก้าวเข้าลิฟต์ที่เปิดรับพอดี

“รอก่อน” พลอยจิ้มให้ประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้งอย่างหัวเสีย เห็นผู้หญิงคนนั้นยืนหันอยู่

“คนวิ่งตามมาติดๆ ทำไมไม่กดลิฟต์รอ จะรีบไปไหนละ” บ่นพลางเดินเข้าไปแล้วกดปิด พลันได้ยินเสียงตอบสวนมาว่า

“รีบไปตาย”

พลอยตกใจรีบหันไปมอง จังหวะที่ผู้หญิงคนนั้นหันมาพอดิบพอดี

“กรี๊ด!” หญิงสาวร้องสุดเสียงเมื่อเห็นชัดว่าร่างที่หันมานั้นเป็นเพียงโครงกระดูกไม่มีเนื้อหนัง และชุดที่สวมอยู่ก็หลุดร่วงลงกองพื้น ตามด้วยกระดูกที่หลุดเป็นชิ้นๆ ลงไปกองทับเสื้อผ้าต่อหน้าต่อตา พลอยถอยกรูดจนชนผนังเย็นๆ ของลิฟต์โดยสารในขณะที่เสื้อผ้าที่กองพื้นเปลี่ยนเป็นผ้ายาวพุ่งมารัดรึงรอบคอ หญิงสาวพยายามดึงออกอย่างทุลักทุเล และดิ้นพรวดไขว้คว้าอากาศหายใจท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ดังมาจากหัวกะโหลกที่จ้องประสานสายตา

เมื่อลิฟต์ลงถึงชั้นล่างสุด ประตูเปิดออก คนที่รอจะขึ้นก็ผงะกับศพของดาราสาวที่ผูกคอตายด้วยผ้าพันคอลายดอกพิกุลกับราวเหล็กในลิฟต์โดยสาร

 

หน้าบ้านวิกรม

ปารีณาเชิดหน้าคางตั้งตรงเมื่อมองเด็กสาวที่วิ่งกระหืดกระหอบมาเปิดประตูหลังจากตนเองกดกริ่งสัญญาณดังระรัวสายตาเด็กสาวมองตนอย่างสงสัยปารีณาจึงเชิดหน้าขึ้นอีกนิดแล้วบอกโดยไม่รอให้ถาม

“ฉันเป็นแฟนพี่เบ็น พี่เบ็นบอกว่ายายเล็กไม่สบาย ฉันมาเยี่ยม” ปารีณาบอกเต็มปากเต็มคำ แล้วลอบยิ้มเมื่อเห็นเด็กสาวที่คิดว่าน่าจะเป็นสาวใช้ทำหน้าตกใจก่อนเปิดประตูรับ

“พี่เบ็นกลับไปแล้วหรือ ทำไมไม่เห็นรถ”ปารีณาถามเพราะด้านนอกนั้นไม่มีรถของกบินทร์จอดอยู่ ทีแรกหล่อนคิดว่าเขาอาจจอดรถในบ้านแต่ก็พบกับความผิดหวัง

“กลับไปแล้วค่ะ”

“อ้าว! แล้วทำไมเพิ่งบอก” ปารีณาเสียงเกรี้ยวกราดทันที

“ก็คุณบอกจะมาเยี่ยมคุณยาย”

“เอ๊ะ!อีนี่”

“ใครมา”

เสียงที่ถามมีอำนาจหยุดอาการเกรี้ยวกราดของปารีณาทันที หญิงสาวทั้งสองรีบหันไปอย่างรวดเร็ว และเป็นดอกอ้อที่รีบตอบเสียงตะกุกตะกัก

“แฟนคุณเบ็นค่ะ”

“แฟนพ่อเบ็น!

“สวัสดีค่ะ หนูนาเป็นแฟนพี่เบ็น ไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร แต่ไม่ใช่ยายเล็กแน่เพราะหนูนาเคยเจอยายเล็ก” ปารีณาคิดว่าหญิงกลางคนคงเป็นญาติของกบินทร์เพราะเด็กรับใช้มีท่าทางนอบน้อมจึงไหว้ทักทายและแนะนำตัว แต่หญิงดังกล่าวกลับนิ่งมองหล่อนจากหัวจรดเท้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #13 fsn (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:47
    โห ดุนะคะเนี้ย แอ๊วก็ถึงตาย
    #13
    1
    • #13-1 zayblove638 (@zayblove) (จากตอนที่ 13)
      23 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:14
      นี่ก็นิยายตลกนะคะ
      #13-1