ตอนที่ 12 : บทที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 373
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    23 ม.ค. 61

บทที่๑๑

ห้องเงียบและมืดเพราะเจ้าของตั้งใจจะนอนบังเกิดแสงสว่างวาบๆ พร้อมเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งวางไว้ข้างเตียง มาริสายื่นมือไปคว้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แวบแรกที่เห็นชื่อคนโทร.เข้าก็นึกถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องเก่าของปรัศนีทันที

“หรือยายหนูดีเจอดีอีกแล้ว เอ๊ะ! หรือใช้ไม่เป็นเลยโทร.มาถาม” มาริสาคาดเดากับตนเองชั่วครู่ก็กดรับสายเพื่อให้กระจ่างถึงสาเหตุที่ปรัศนีโทร.เข้ามาอย่างแท้จริง

“ฮัลโหล มีอะไรหรือหนูดี”

“สา ฉันเห็นอีกแล้ว”

กูว่าแล้ว มาริสานึกในใจ ก่อนถามกลับอย่างใคร่รู้

“เห็นอะไรยังไง ผียายกวางอีกแล้วหรือ” ถามไปขนในตัวก็ลุกชันจนต้องลูบเบาๆ

“ไม่ใช่คุณกวาง แต่เป็นใครไม่รู้”

“อะไรนะ ไหนเล่ามาให้ละเอียดสิหนูดี” มาริสาลุกขึ้นนั่ง

“เห็นหน้าพี่เบ็นซ้อนอยู่กับหน้าใครไม่รู้ รู้แค่ผิวดำๆ” ปรัศนียังเล่าต่อและหล่อนก็ตั้งใจฟัง จนพลอยวิตกกังวลไปกับสิ่งที่เพื่อนสนิทบอกไม่ได้

“หรือพี่เบ็นจะมีเคราะห์ มีผีหรือเจ้ากรรมนายเวรตามเหมือนที่ดูในหนังยังไงละแก คนปวดคอปวดหลังเพราะมีวิญญาณเหยียบไว้”

“ฉันห่วงพี่เบ็นจัง” ปรัศนีพูดแทรก

“ชวนเขาไปสะเดาะเคราะห์กันดีกว่า แกว่ายังไงหนูดี”

“ฉันก็อยากชวนไป แต่จะบอกเหตุผลอะไรละ”

“ก็บอกไปตรงๆ สิ หรือแกกลัวว่าพี่เบ็นจะไม่เชื่อ แต่มันไม่น่าเชื่อจริงๆ นะแหละ ทำไมแกเห็นอยู่คนเดียว คนอื่นไม่เห็นอะไรเลย แต่เอางี้ไหม บอกให้กรชวนพี่เบ็นแทน”

“จะไหวหรือ เล่าให้ฟังกรก็คงไม่เชื่ออีก”

“ฉันจัดการเอง เชื่อไม่เชื่อยังไงมันก็ต้องชวนพี่เบ็นแทนเรา ว่าแต่พี่เบ็นพอจะมีวันว่างไหมละ”

“เดี๋ยวฉันดูตารางงานแป๊บนะ” ปลายสายหายเงียบไปเพียงชั่วครู่ “วันอาทิตย์ช่วงเช้าแก ตอนบ่ายกับเย็นไม่ว่าง”

“ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันไปบอกกรก่อน แกนอนเถอะ ทำใจให้สบายอย่าคิดมาก สวดมนต์เยอะๆ นะหนูดี โชคดี”

มาริสารู้สึกว่าคำลาของตนแปลกๆ ไม่เหมือนการลาก่อนวางสายทุกครั้ง แต่หล่อนอยากอวยพรให้ปรัศนีโชคดี นอนได้หลับสบายโดยไม่ต้องพบเจอกับเรื่องประหลาดและไม่ถูกผีรบกวนอีก ส่วนตัวเองเมื่อวางสายจากปรัศนีก็รีบโทรศัพท์ถึงวิกรมทันที แม้รู้ว่าดึกแต่คาดว่าวิกรมยังไม่หลับ แต่ถึงหลับไปแล้วถ้าหล่อนโทร.ไปหาเขาก็ต้องตื่นขึ้นมา แล้วอย่างนี้จะรอช้าทำไม

มาริสารีบโทร.ไปหาวิกรมไม่ถามว่ารบกวนการนอนหรือไม่ แค่บอกสั้นๆ ให้เขาลงมาหาที่ข้างกำแพงหน่อย พร้อมเดินไปรอทันที

หล่อนยืนชะเง้อมองอย่างจดจ่อรอคอย แม้ไม่ทันได้ฟังว่าวิกรมจะตอบรับหรือปฏิเสธก็รีบวางสายแต่มั่นใจว่าเขาต้องมา หญิงสาวเหลียวมองรอบตัวเมื่อรู้สึกวังเวงอย่างบอกไม่ถูก บรรยากาศยามดึกสงัดแม้มีแสงไฟจากถนน จากหน้าบ้านทั้งสองหลัง แต่ต้นไม้สูงๆ จากฝั่งบ้านวิกรมก็ก่อให้เกิดเงาประหลาดมากมายและน่าสะพรึงกลัวหากปริวิตกไปตามจินตนาการยิ่งทำให้เวลาดึกดื่นกับการยืนนอกบ้านเช่นนี้น่าสะพรึงกลัวมากขึ้นจนมาริสาต้องกอดตัวเองลูบขนแขนที่ลุกชันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

ลมดึกโบกโบยผ่านหอบกลิ่นหอมของดอกไม้แสนคุ้นเคยผ่านจมูก มาริสาย่นจมูกแล้วมองรอบเหมือนหาต้นลม หล่อนจำได้ว่าบ้านวิกรมและบ้านใกล้เรือนเคียงแถวนี้ไม่มีบ้านไหนปลูกต้นพิกุล เหตุเพราะเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ไม่เหมาะที่จะปลูกไว้บริเวณบ้านเรือน แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าจะมีใครนำดอกไม้ชนิดนี้มาใช้ประโยชน์และส่งกลิ่นหอมมาตามลม เช่นเดียวกับวันที่ยายเล็กร้อยพวงมาลัยให้กบินทร์

มาริสาเตือนตัวเองว่าอย่าคิดมาก อย่าหลอกให้ตัวเองหลอน

“มีอะไรสา ทำเอาตกอกตกใจ” วิกรมถามกระหืดกระหอบ

“ตกใจแล้วมาช้าขนาดนี้นี่นะ” แม้เวลาที่รอเขาไม่กี่นาที แต่เพราะบรรยากาศวังเวงทำให้รู้สึกว่ามันนานมากจึงพาลเคือง

“เอ้า ผมก็ต้องนุ่งผ้าก่อนสิ หรือจะให้แก้ผ้ามาละ”

“นี่ไอ้บ้า อย่าบอกนะว่าแก”

“นั่นแหละ ผมแก้ผ้านอน ก็มันสบายดี”

“อี๋! หน้าไม่อายยังมาบอกเค้าอีก”

“ก็คุณถามว่าทำไมถึงมาช้า ผมก็บอกเหตุผล” วิกรมพูดยิ้มๆ แล้วยิ้มกว้างมากขึ้นกับท่าทีของมาริสา หล่อนทำเหมือนเขามาแก้ผ้าให้เห็นตรงหน้าอย่างไรอย่างนั้น

“ว่าแต่มีอะไรสำคัญหรือสา หรือไม่สบาย” เขาจ้องหน้าหญิงสาวที่ลอยอยู่เหนือกำแพงเล็กน้อย มาริสาย่นจมูกใส่เขาอีกครั้ง ก่อนขยับมาชิดกำแพง ยื่นหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้นท่าทางเหมือนจะเอ่ยความลับ เขาจึงขยับเข้าไปใกล้กำแพงอีกนิด จนใบหน้าเกือบชิดกัน มาริสาหันมาผลักหน้าเขาทันที

“โอ๊ย! เดี๋ยวคอหัก”

“แกคิดจะทำอะไร” มาริสาเกรี้ยวกราดใส่ ก่อนก้มหน้าหลุบตาอย่างเขินอาย เมื่อครู่จมูกเขาใกล้ใบหน้าหล่อนมาก จนสัมผัสลมหายใจอุ่นๆ เลยทีเดียว

“ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ แค่จะขยับมาฟังให้ชัดๆ เอาละเล่ามาได้แล้วมีเรื่องอะไรสำคัญขนาดเรียกผู้ชายให้ลงมาหาดึกๆ ดื่นๆ”

“เอ๊ะ! ยังพูดไม่เข้าหูอีก เดี๋ยวแม่ตบขี้หูปลิว” มาริสาไม่ได้ว่าเปล่า แต่เงื้อฝ่ามือขึ้นสูงจนอีกฝ่ายผงะหลบอย่างอัตโนมัติ

“วุ้ย! ดุจริง เอาละเล่ามา” วิกรมติงยิ้มๆ แล้ววางท่าตั้งใจเพื่อให้มาริสาพูดเรื่องสำคัญเขาตั้งท่าจะแย้งหลายครั้ง แต่เพราะเรื่องที่มาริสาบอกว่าเร่งด่วนเกี่ยวข้องกับความห่วงใยของเพื่อนสาวสองคนที่มีให้พี่ชายเขาจึงรับฟังจนจบแม้ในใจจะไม่เชื่อและนึกขันในความตื่นตูมของเพื่อสนิททั้งสองคน เขายังจำเรื่องผีกวางสิงในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของปรัศนีที่ทำเอาสองสาวตกใจเสียมากมายได้ และครั้งนี้เรื่องก็เริ่มจากโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ของปรัศนีอีกครั้ง

“ขอบใจที่เป็นห่วงพี่เบ็นนะ แล้วผมจะบอกให้” เขารับปากตามน้ำไป เพราะไม่อยากให้เสียความตั้งใจของคนห่วงใย

“อย่าลืมนะกร พี่เบ็นต้องมีเคราะห์แน่ๆ ที่ผ่านมาคนใกล้ตัวอาจรับเคราะห์แทน”

“รับเคราะห์แทนหรือ” วิกรมเลิกคิ้ว

“ก็คุณกวาง คุณสามารถ ยังไงละ ต่อไปจะเป็นใครละ ฉันไม่อยากคิด รีบพาพี่เบ็นไปสะเดาะเคราะห์เถอะก่อนคนใกล้ตัวจะเดือดร้อน”

“สาคิดยังงั้นจริงๆ หรือ” วิกรมถามยิ้มในใบหน้า

“อือ” มาริสาตอบแปลกใจเล็กน้อยกับรอยยิ้มในใบหน้าของคนถาม ที่ยิ้มกว้างขึ้นก่อนถามกลับ

“สาห่วงผมด้วยใช่มั้ย”

“เฮ้ย! อะไรของนาย” หล่อนตกใจกับคำถามจู่โจมแบบนี้ ทั้งที่ในใจก็คิดห่วงเขาอยู่ไม่น้อยเพราะเขาเองก็เป็นคนใกล้ตัวกบินทร์เช่นกัน

“ห่วงผมก็บอกมาเถอะ ก็ผมเป็นน้องพี่เบ็น เป็นคนใกล้ตัวพี่เบ็นเหมือนกัน” วิกรมบอกยิ้มๆ แล้วโดยไม่มีใครคาดคิดแม้แต่ตัวเขาเอง เขาโน้มคอมาริสาเข้ามาใกล้แล้วจูบแก้มหล่อนอย่างแรง

“ขอบใจนะ ราตรีสวัสดิ์ครับ” ก่อนจะปล่อยแล้วผละจากไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้คนถูกขโมยจูบยืนอึ้งริมกำแพง สักพักก็หยุดเพื่อแอบมองห่วงคนต้องยืนนอกบ้านคนเดียว เรื่องจะให้เขายืนอยู่ที่เดิมตรงนั้นก็ขัดเขินกับการกระทำของตนเอง เขายอมรับว่าทำลงไปแบบไม่รู้ตัว แต่เขาทำตามคำสั่งของหัวใจ

คนภายนอกอาจมองว่าเขาให้ความสนใจปรัศนีมากกว่ามาริสา บ่อยครั้งที่จิกกัดต่อปากต่อคำกับหล่อนจนดูเป็นคู่กัด แต่ที่ทำแบบนั้นคือการพยายามทำตัวให้สนิทสนมกับหล่อนโดยไม่เขินอาย และเขาเชื่อว่าผู้ชายส่วนหนึ่งอาจจะมากหรือน้อยไม่ทราบได้ที่ใช่วิธีการจิกกัดผู้หญิงที่สนใจแทนการป้อยอชื่นชมหรือจีบตรงๆ และเขาเป็นหนึ่งในนั้นเขาขอคิดแบบเข้าข้างตนเองว่ามาริสาเองก็พยายามปกปิดความรู้สึกที่มีต่อเขาด้วยท่าทีกวนประสาท จิกกัดเขาเนืองๆ แต่หล่อนก็แสดงออกว่าห่วงใยเขามากกว่าใครๆ

วิกรมซุ่มมองจนเห็นมาริสาเดินลูบแก้มเข้าบ้านไปแล้วจึงกลับเข้าบ้านบ้าง และต้องแปลกใจที่เห็นยายเล็กยืนมองเขาอยู่ในโถง วิกรมรีบปิดประตูลงกลอนแล้วเดินเข้าไปหาญาติผู้ใหญ่ทันที

“อ้าว! ยายเล็กยังไม่นอนหรือครับ หรือว่าหิว”

“หิวน้ำ” ยายเล็กบอกเสียงแหบเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆ

“ยายนั่งรอตรงนี้นะครับ กรไปเอาน้ำมาให้เอง” วิกรมประคองยายเล็กไปนั่งรอ แล้วเดินไปหยิบน้ำในครัวมาให้ แต่พอเขากลับมากลับไม่เห็นหญิงชรานั่งอยู่ที่เดิม

“อ้าว! ไปไหนเสียแล้ว สงสัยจะหลงๆ ลืมๆ แล้วยายเล็ก” เขาบ่นเบาๆ เมื่อเดินหาทั่วบ้านแล้วไม่เจอ จึงเดินมาดูที่ห้องแต่ไม่ได้เปิดเข้าไป เขาวางแก้วน้ำไว้ที่โต๊ะวางของประดับบ้านหน้าห้องนอนยายเล็กแล้วพูดลอยๆ

“กรวางแก้วน้ำไว้หน้าห้องนะครับ หิวก็ลุกมากิน กรไปนอนแล้วนะครับ” วิกรมบอกแล้วเดินจากไป

ประตูห้องนอนของยายเล็กเปิดออกช้าๆ ใบหน้าชรายื่นออกมานอกกรอบประตู มองตามหลังชายหนุ่มไปจนลับตา

 

นักแสดงหนุ่มแถวหน้าของเมืองไทยขับรถยนต์ส่วนตัวคันหรูมาจอดหน้าร้านขายต้นไม้ใกล้กับร้านข้าวแกง ที่เขาไม่จอดหน้าร้านข้าวแกงทั้งๆ ที่มีที่ว่างสำหรับจอดรถได้ เพราะหวังจะเปิดทางให้ลูกค้าคนอื่นจอดและให้คนเห็นหน้าร้านชัดเจน ส่วนร้านต้นไม้จะเปิดสายๆ เขาจึงเลือกจอดตรงนี้

กบินทร์เดินเข้าไปในบ้านอย่างเคยชิน ก่อนยิ้มรับเมื่อปรัศนีออกมาต้อนรับทักทายเขา

“เชิญค่ะ อาหารเช้าพร้อมแล้ว คุณเบ็นรับประทานไปก่อนนะคะ ฉันขอตัวขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”

“อ้าว! ไม่กินด้วยกันละ เดี๋ยวต้องออกพร้อมกันนะ”

“เดี๋ยวลงมาค่ะ หรือไม่ถ้าไม่ทันฉันก็เอาไปกินในรถได้ แต่ถ้าไม่เปลี่ยนเสื้อผ้ากลิ่นกระเทียมเจียวที่ติดตัวไปอาจรบกวนการทำงานของคุณและคนอื่นๆ ได้” หล่อนบอกใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วรีบวิ่งกลับขึ้นไปบนห้องนอน

กบินทร์มองอาหารเช้าบนโต๊ะที่ปรัศนีเตรียมไว้ วันนี้เป็นข้าวต้มทะเลที่ต้องมีเครื่องเคียงดับกลิ่นคาว และเพราะกระเทียมเจียวสีเหลืองทองดูกรอบสวยงามนี่เอง ที่ทำให้หล่อนต้องขึ้นไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า

การเปลี่ยนสถานที่ทำอาหารเช้าจากคอนโดฯเขามาเป็นที่บ้านหล่อน ทำให้ได้กินอาหารหลากหลายมากขึ้น เพราะแม่ของปรัศนีช่วยซื้อวัตถุดิบไว้ให้ตามที่ร้องขอ แต่เขาก็ไม่ได้มากินเปล่าๆ เขายินดีจ่ายค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของปรัศนี แต่พ่อแม่หล่อนปฏิเสธบอกว่าเขาไม่ต้องเกรงใจ ให้มารับประทานได้ทุกวัน ทั้งยังเสนออาหารค่ำหรือกลางวันด้วยหากเขาอยากกินข้าวราดแกงธรรมดาๆ แทนอาหารในร้านหรูๆ เรียกว่าครอบครัวนี้ไม่จนน้ำใจแม้จะเป็นคนค้าขายพออยู่พอกินเท่านั้น

เขายินดีรับไมตรีนี้ด้วยการรับประทานอาหารค่ำในบางวันที่มาส่งปรัศนีแล้วไม่ได้แวะรับประทานที่อื่น หรือซื้อกลับบ้านไปขึ้นโต๊ะให้พ่อกับแม่ที่บ้าน แต่การซื้อกลับไปนั้นเขาต้องสั่งคนงานในบ้านว่าห้ามบอกว่าเขาซื้อมา เขายอมมอบความดีความชอบนี้ให้แม่ครัวรับไป เพราะมารดาชมว่าอาหารรสชาติดีถูกปากกว่าทุกวัน รวมถึงซื้อไปเป็นอาหารกลางวันสำหรับคนในกองถ่ายเป็นครั้งคราว เป็นการผูกมิตรและเพิ่มลูกค้าให้ร้านไปโดยปริยาย เพราะเมื่อต่างรู้ว่าซื้อจากร้านของแม่ปรัศนี หลายคนก็ฝากให้ซื้อไปให้อีก เรียกว่ารับออเดอร์มาแทบจะทุกวัน

ชายหนุ่มละเลียดอาหารเช้าอย่างช้าๆ เพราะต้องการรอคนที่ขึ้นไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว เขาเงยหน้ามองตามเสียงวิ่งลงบันไดพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู ทว่าเมื่อเห็นเจ้าของฝีเท้ารอยยิ้มเขาก็สลายไปทันที เพราะคนที่ลงมาไม่ใช่ปรัศนีอย่างที่คาด

“สวัสดีค่ะพี่เบ็น หนูนานั่งด้วยคนนะคะ” ปารีณาดึงเก้าอี้มานั่งข้างๆ แล้วมองอาหารเช้าบนโต๊ะก่อนเบ้ปาก

“พี่หนูดีเตรียมไว้ให้พี่เบ็นแค่นี้เองหรือคะ”

“แค่นี้ก็พอแล้ว” เขาบอกยิ้มๆ เมื่อเห็นใบหน้าของน้องสาวปรัศนี นี่นับเป็นเช้าแรกที่ปารีณาลงมาร่วมโต๊ะอาหารเช้า

“ดีจังนะคะ พี่เบ็นดาราดังแต่กินของง่ายๆ แบบนี้ก็ได้” หล่อนชม้ายชายตา

“ดาราก็คนธรรมดานะครับ พี่กินง่ายอยู่ง่ายเป็นปกติมานานแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นทุกอย่างที่ได้ยินมาก็เป็นข่าวลือข่าวลวงสิคะ ใครนะต้องการดิสเครดิตพี่เบ็น แต่ถึงยังไงก็ไม่มีผลนี่คะ เพราะพี่เบ็นก็ยังโด่งดังยังเป็นเทพบุตรของสาวๆ” หล่อนหยุดพูด แล้วนั่งบิดนิ้วมือสื่อความนัย

“หรือครับ พี่ไม่ยักรู้”

“อะไรกันคะ ไม่รู้ตัวหรือว่าผู้หญิงทั้งโลกนะหลงใหลพี่เบ็นทั้งนั้น” หล่อนหลุบตาต่ำ เขี่ยข้าวต้มในชาม

“รวมผู้หญิงบ้านนี้ด้วยหรือเปล่าครับ” เขาถามตรงๆ เห็นหล่อนอายม้วนแต่ไม่ตอบ ยังเขี่ยข้าวต้มเล่น เขาจึงไม่พูดอะไรต่อตั้งหน้ากินบ้าง

ทว่าสักครู่หล่อนก็เป็นฝ่ายชวนคุยโน่นนี่ต่อจนปรัศนีมา

“อ้าว! หนูนาตื่นเช้าจัง” ปรัศนีทักทายน้องสาวอย่างแปลกใจ และยิ่งแปลกใจที่เห็นปารีณาดูสนิทสนมกับกบินทร์มากๆ

“วันนี้หนูนามีสัมภาษณ์งานค่ะ ต้องรีบออกจากบ้าน พี่หนูดีคงไม่ว่าอะไรนะที่หนูนาช่วยกินข้าวต้มนี่”

“กินไปสิของมีเยอะแยะ” หล่อนพูดสั้นๆ แล้วเดินไปชงกาแฟของตนเอง ก่อนกลับมานั่งร่วมโต๊ะอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันได้นั่ง น้องสาวก็ลุกขึ้นยืนพร้อมรั้งให้กบินทร์ยืนขึ้นด้วยแล้วหันมาบอก

“รีบไปเถอะพี่หนูดี พี่เบ็นใจดีจะไปส่งหนูนาก่อน”

“อ้าว! แล้วเราไม่สายหรือคุณ” หล่อนถามคนใจดีแต่น้องสาวกลับเป็นฝ่ายตอบเสียเอง

“ก็ถ้ารีบไปตอนนี้ ไม่เซ้าซี้ถาม ก็คงไม่สายหรอก ไปเถอะค่ะ” ปารีณากระตุกแขนกบินทร์ให้เดินออกจากโต๊ะอาหารทันที ปล่อยให้ปรัศนีมองตามตาค้าง แล้วก้มลงมองสิ่งที่สองคนทิ้งไว้บนโต๊ะ ทั้งชามข้าวต้มและแก้วกาแฟ ก่อนมองแก้วกาแฟในมืออย่างเสียดาย หากต้องเททิ้งเพราะไม่มีเวลากิน

“เร็วสิพี่หนูดี”

เสียงเร่งจากน้องสาวทำให้ปรัศนีต้องตัดสินใจเทกาแฟทิ้งอย่างเสียดาย แต่ไม่วายตะโกนบอกไป

“เดี๋ยวสิ เก็บชามไปล้างก่อน” หล่อนไม่รอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร เพราะไม่อาจทิ้งภาระนี้ไว้ให้แม่ได้

“เดี๋ยวก็สายพอดี เราไปรอที่รถก่อนดีกว่าค่ะ” ปารีณาพึมพำ พร้อมลากกบินทร์ให้เดินไปที่รถอย่างที่บอก

กบินทร์อดเหลียวกลับไปมองคนในบ้านไม่ได้ เขารู้ว่าปรัศนีจะไม่ยอมออกจากบ้านโดยทิ้งภาระเก็บล้างไว้ให้คนข้างหลังซึ่งไม่แคล้วเป็นพ่อแม่ ทุกครั้งหลังรับประทานเสร็จหล่อนจะรีบนำไปล้าง ก่อนออกจากบ้าน คราวนี้ก็เช่นกัน ต่างตรงที่หล่อนยังไม่ได้รับประทานอะไรเลย และเขาอยากบอกว่าเขาไม่ได้ยื่นข้อเสนอจะไปส่งปารีณาแต่อย่างใด แค่ปฏิเสธไม่ได้เมื่อหล่อนร้องขอ แต่คาดไม่ถึงว่าจะทำความลำบากให้ปรัศนีแทน

 

เมื่อรถจอดหน้าอาคารใหญ่แห่งหนึ่งตามที่ปารีณาบอก หญิงสาวที่นั่งคู่มากับกบินทร์ก็หันไปกราบลงบนอกเขาอย่างชดช้อย ก่อนเงยหน้ามองตาเชื่อมแล้วเอ่ยปากขอบคุณอีกครั้ง

“ขอบคุณนะคะ พี่เบ็น”

“ครับ” เขารอให้ปารีณาลงจากรถแล้วเหลือบมองกระจก เรียกคนที่นั่งไม่ยอมสบตาตรงเบาะหลัง

“ย้ายมานั่งด้านหน้านี่เร็วๆ ผมไม่ใช่คนขับรถนะ”

ไม่มีเสียงตอบจากคนนั่งด้านหลัง แต่อีกอึดใจเดียวหล่อนก็มานั่งคู่กับเขา หน้าตานิ่งเฉยคาดเดาความรู้สึกได้ยากนัก รู้แต่ว่าตลอดเวลาเดินทางจากบ้านมาถึงจุดนี้มีแต่ปารีณาเท่านั้นที่พูดเจื้อยแจ้วอยู่คนเดียว ส่วนปรัศนีไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว บางครั้งที่เขาลอบมองผ่านกระจกจะเห็นหล่อนทำหน้างอ แต่เมื่อรู้สึกตัวว่าถูกมองหล่อนก็เกลื่อนสีหน้าเป็นปกติ

กบินทร์จอดรถหน้าร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แล้วหันไปสบตาคนข้างๆ ที่หันมามองเขาอย่างสงสัยทันทีเช่นกัน เขาหยิบเงินส่งให้พร้อมคำสั่ง

“กาแฟร้อน แซนวิช ขนมจีบ ซาลาเปา”

“คุณกินหมดหรือคะ” ปรัศนีรับเงินมาอย่างรู้จุดประสงค์ แต่อดสงสัยไม่ได้ ทว่ากบินทร์กลับนิ่งเงียบไม่ยอมตอบและหล่อนก็รู้ว่าไม่ควรเซ้าซี้ถามต่อ จึงรีบลงจากรถไปซื้อของตามรายการที่เขาสั่งแต่เมื่อซื้อมาส่งให้กลับได้รับคำตอบที่ไม่คาดคิดมาก่อน

“กินซะ ผมรู้คุณหิวนั่งหน้างอมาตลอดทาง ไม่ดีต่อสุขภาพจิตผม” เขาไม่รับ แล้วออกรถอย่างนุ่มนวลเพราะกลัวกาแฟที่หญิงสาวถือจะหก

ปรัศนีมองหน้าเขาอย่างงุนงงเพียงครู่ก็หดมือที่ส่งแก้วกาแฟให้กลับ ช่วยไม่ได้ที่หล่อนจะรู้สึกอิ่มเอมใจขึ้นมาเพราะรู้ว่าเขาเป็นห่วงเป็นใยและใส่ใจเช่นกัน ทั้งที่เห็นเขาสนใจอือออกกับปารีณาตลอดทาง เมื่อนึกถึงปารีณาก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำตัวสนิทสนมกับกบินทร์มากเกินไปหรือเปล่า แล้วสองคนไปแอบทำความรู้จักคุ้นเคยกันตอนไหน ในเมื่อเจอกันไม่กี่ครั้งและโดยบังเอิญทั้งนั้น

“เอ้า! มัวคิดอะไรอยู่ รีบกินเข้าไปสิ ผมรู้ว่าคุณกินจุเลยสั่งซื้อเยอะ รีบกินซะ”

ปรัศนีสะดุ้งกับคำท้วงติง แล้วตวัดสายตามองเล็กน้อย ทั้งที่จริงอยากค้อนให้คอเคล็ดตาพลิกกันไปข้างหนึ่งที่เขาว่าหล่อนกินจุ แค่กินปกติตามที่ร่างกายต้องการเท่านั้น แต่เขาอาจนำไปเปรียบเทียบกับเหล่าดาราหรือคนดังที่ต้องระวังรูปร่าง แต่ละคนจึงกินเหมือนแมวดม

 

วันนี้ปรัศนีได้มุมเหมาะเรียกว่าติดขอบกองละครที่กำลังถ่ายฉากสำคัญ หล่อนชอบละครเรื่องนี้มากแม้จะรู้สึกกลัวอยู่บ้าง หรือบางคืนก็เก็บเอาไปนอนฝัน แต่ยิ่งดูบทบาทของตัวละครแต่ละตัวยิ่งชอบ โดยเฉพาะผีสาวที่ชื่อลำดวน ผีที่แสนอาภัพถูกใส่ความ ถูกลงทัณฑ์จนตาย แต่นอกจากจะสงสารผีลำดวนแล้วยังสงสารตัวละครที่กบินทร์สวมบทบาทด้วย

บทชายสูงศักดิ์ที่ต้องสั่งลงโทษเมียบ่าวที่รักมากจนตายคาหวาย หล่อนยังจำฉากที่กบินทร์เดินจากมาเพราะไม่อาจทนเห็นลำดวนถูกโบยได้ กบินทร์แสดงสีหน้าเจ็บปวดได้ดีมากจนพลอยเจ็บไปด้วย หล่อนแอบกรีดน้ำตาให้กับฉากนี้และอีกหลายๆ ฉาก ทั้งยังอดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นชีวิตจริงของใครสักคนคงน่าสงสารและเห็นใจไม่น้อย

วันนี้กำลังถ่ายฉากสำคัญที่วิญญาณลำดวนมาล่ำลาสามี เพราะถึงเวลาไปผุดไปเกิดเนื่องจากหมดห่วงหมดบ่วงกรรมแล้วเป็นฉากที่น่ายินดีไปกับทั้งคู่แต่หล่อนกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น ปรัศนีรู้สึกเศร้า กังวลและห่วงกบินทร์ หล่อนรู้สึกว่าเรื่องมันไม่จบลงแค่นี้ แม้ละครจะจบฉากและปิดกล้องลงแล้ว

ทั้งทีมงานและนักแสดงต่างส่งเสียงโห่ร้องแสดงความยินดี เอ่ยขอบคุณซึ่งกันและกัน เสียงผู้กำกับเสนอตัวเป็นเจ้ามืออาหารค่ำกับทีมงานและนักแสดงทุกคน ส่วนงานเลี้ยงฉลองปิดกล้องอย่างเป็นทางการนั้นเป็นหน้าที่ของผู้จัดละคร ซึ่งจะนัดกันทีหลัง

“ไปไหมคะ” ปรัศนีถามกบินทร์ระหว่างล้างเครื่องสำอางให้เขา

“อยากไปไหมละ”

“เอ่อ” เมื่อเขาถามกลับหล่อนถึงกับอึ้ง มันใช่หน้าที่หล่อนตัดสินใจที่ไหนละ แต่ยังไม่ทันตอบเสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเขาก็ดังขึ้น แค่ได้ยินเขาเอ่ยชื่อคนโทร.เข้ามาก็ทำให้อึ้งแล้ว

“ว่ายังไงครับ หนูนา”

เขาพูดคุยกับปารีณาอย่างสนิทสนมทั้งที่ปรัศนียังเช็ดเครื่องสำอางให้อยู่ แล้วยังสั่งเมื่อเช็ดเครื่องสำอางให้เสร็จแล้ว

“ไปบอกทีมงานว่าเรามีงาน ไปต่อด้วยไม่ได้ แล้วคุณก็รีบเก็บของให้เสร็จผมไปคอยที่รถ” เขาบอกแล้วเดินคุยโทรศัพท์ไปที่รถตามที่บอก ทิ้งให้คนถูกใช้มองตามหน้างอเล็กน้อย น้องสาวหล่อนมีความสำคัญขนาดต้องบอกปัดทีมงานเชียวหรือ

หรือหนูนาจะเป็นผู้หญิงคนต่อไปของพี่เบ็น ไม่ได้นะ พี่เบ็นกำลังมีเคราะห์คนใกล้ตัวต่างพากันเดือดร้อน ไม่ได้ๆ จะให้หนูนาใกล้ชิดพี่เบ็นไม่ได้

“เสียดายจังพี่เบ็นไม่ได้ไปด้วย ฝากให้พี่เบ็นด้วยนะคะละครปิดกล้องแล้วคงไม่ค่อยได้เจอกัน” ดาราสาวที่รับบทลำดวนส่งนามบัตรให้ปรัศนี ตอนที่มาบอกทีมงานว่าไปงานเลี้ยงไม่ได้

ปรัศนีมองนามบัตรแล้วสบตาคนส่งให้ ไม่คาดคิดว่าดาราสาวคนนี้ที่ตลอดเวลาที่ร่วมงานกับกบินทร์ ไม่เคยแสดงออกว่าหลงใหลได้ปลื้มเขาเป็นพิเศษ กลับฝากนามบัตรใช้ติดต่อเป็นการส่วนตัวไปให้เขา

“ไปนะคะทุกคน” ปรัศนีบอกลาทุกคนอีกครั้ง แล้วเดินแกมวิ่งไปหากบินทร์ที่รถ

ทีมงานต่างช่วยกันเก็บของ เคลียร์พื้นที่เพื่อโยกย้ายไปเลี้ยงฉลองเล็กๆ ตามประสาคนทำงานเสร็จ นักแสดงบางคนที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็มาช่วยเก็บของเท่าที่จะทำได้ รวมถึงดาราสาวคนดังกล่าว

“ผ้านี่เอาออกไหมพี่” หล่อนถามถึงผ้าที่ผูกไว้กับราวระเบียงบ้านยกพื้นสูง ซึ่งบางฉากใช้ผูกโยงทาสเพื่อเฆี่ยนตี

“เก็บ แต่น้องไม่ต้องหรอก เดี๋ยวพี่เก็บเอง”

“ไม่เป็นไรหนูช่วย” หล่อนเดินไปสาวชายผ้าขึ้นมา แล้วแก้ปมที่ผูกไว้กับราวระเบียง

จังหวะนั้นลมพัดมาวูบหนึ่งหอบกลิ่นดอกไม้หอมพาดผ่าน ปลายผ้าตวัดมาพันรอบลำคอระหง กระชากร่างสมส่วนข้ามระเบียงลงไปห้อยต่องแต่งเท้าลอยเหนือพื้น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องตกใจของเจ้าตัวและคนที่หันมาเห็นพอดี

“ว้าย ช่วยน้องพลอยเร็ว โอยทำยังไงนี่ จะผูกคอตายหรือยังไงกัน”

ต่างกรูกันมาช่วยคนรูปร่างใหญ่มีกำลังเยอะช่วยยกร่างให้สูงไว้เพื่อผ้าได้ไม่รัดตึงแต่กลับรู้สึกว่าเจ้าหล่อนช่างมีน้ำหนักมากเหลือเกินจนยกคนเดียวไม่ไหวต้องเรียกคนมาช่วยเพิ่ม อีกสองคนนำเก้าอี้มายืนเพื่อแก้ปลายผ้าที่ผูกปมรอบคอเหมือนตั้งใจ จนนำร่างหล่อนลงมายืนพื้นได้

“หนูไม่ได้ผูกคอตาย หนูลื่นล้ม โฮ หนูกลัว” คนเกือบตายร่ำไห้เปี่ยมจะขาดใจ ตกใจกลัวสุดชีวิต

“เข้าใจว่าไม่ตั้งใจ แต่ไปลดความอ้วนหน่อยก็ดีนะ หนักมาก” คนกล้ามโตลากเสียงยาวเมื่อบอก

“ไม่ต้องมาอำ หนูนี่นะหนัก” หล่อนปาดน้ำตาแล้วค้อนให้เพราะคิดว่าเขาอำเล่น สามคนที่ช่วยกันยกร่างหล่อนให้สูงต่างส่ายหน้าแล้วเบ้ปาก จนหล่อนความมั่นใจของหล่อนหายไป ก้มมองตนเองอีกครั้ง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

20 ความคิดเห็น