ตอนที่ 11 : บทที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 395
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    16 ม.ค. 61

บทที่๑๐

ปรัศนีที่นั่งสัปหงกหลังอดนอนมาทั้งคืนลืมตาขึ้นเพราะรู้สึกว่ากำลังถูกจ้องก่อนขยับนั่งยืดหลังตรงเพื่อขับไล่ความง่วงอีกครั้ง และเห็นมาริสาจ้องอย่างสงสัยอยู่จริงๆ เพื่อนสาวกำลังนั่งลงข้างๆ พร้อมคำถาม

“ไปอดหลับอดนอนมาจากไหน หนูดี”

“อดหลับอดนอนมาจากบ้านะสิ เพราะไอ้นี่” ปรัศนีหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนออกมาจากกระเป๋าแล้วยัดใส่มือมาริสาโดยเร็ว เพราะไม่อยากสัมผัสมันเลยแม้แต่น้อย

“ใครโทร.มากวนจนไม่ได้นอนหรือ” มาริสาถามยิ้มๆ

“แกเปิดดูสิ” ปรัศนีเอ่ยอนุญาต แล้วขยับออกห่างเล็กน้อย บอกตามตรงขยาดกับภาพและเสียงเรียกที่ได้ยินทั้งคืน แม้จะปิดเครื่องก็ยังโทร.เข้ามาได้ หวาดกลัวแต่ไม่รู้จะไปพึ่งใคร จะไปขอนอนกับแม่กับพ่อก็เกรงใจ จะไปนอนกับปารีณาน้องสาวก็ไม่อยู่บ้านแถมล็อกห้องเอาไว้เสียด้วย หล่อนจึงต้องนั่งเปิดไฟในห้องนอน มองโทรศัพท์มือถือเจ้ากรรมตาไม่กะพริบจนเผลอหลับไม่รู้ตัว

หล่อนสะดุ้งตื่นเพราะผีกวางโทรมาปลุก เพราะมีรูปกวางปรากฏชัดเต็มหน้าจอ ทั้งๆ ที่หล่อนไม่เคยบันทึกเบอร์โทรศัพท์และรูปของกวางไว้เลย อย่างนี้ไม่เรียกว่าเฮี้ยนแล้วจะเรียกอะไร

“เฮ้ย! อะไร” ปรัศนีสะดุ้งเมื่อมาริสาสะกิดแรงๆ

“เป็นอะไร เรียกไม่ขาน สะกิดเบาๆ ก็สะดุ้งสุดตัว แกหลอนอะไรของแกหนูดี”

“ก็แกดูหรือยัง” หล่อนชี้ไปที่เครื่องมือสื่อสารในมือเพื่อน

“ก็นี่ไงกำลังจะถามว่าให้ดูอะไร ไม่เห็นมีอะไรแปลกเลย”

“มีเบอร์คุณกวาง” ปรัศนีบอก กวาดตามองไปทั่วเหมือนกลัวเจ้าของชื่อจะมาปรากฏตัวเสียทันทีที่เอ่ย

“อ๋อ กลัวเบอร์คนตาย แล้วทำไมไม่ลบละ ได้เดี๋ยวฉันช่วยลบ แล้วต้องลบเบอร์คุณสมาร์ทด้วยหรือเปล่าแต่รายนั้นยังไม่ตายนะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น เบอร์คุณสมาร์ทฉันลบไปนานแล้ว แต่เบอร์คุณกวางฉันไม่เคยเมมไว้เลยนะ แต่เมื่อคืนโทรมาทั้งคืนเลย”

“เฮ้ย! จริงดิ” มาริสาตกใจพานสะบัดมือทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในมือร่วงตกพื้น ความบอบบางของตัวเครื่องราคาถูกเมื่อได้รับแรงกระแทกจึงแยกออกเป็นชิ้นๆ ทว่าจังหวะนั้นกลับส่งเสียงเรียกดังพร้อมหน้าจอสว่างปรากฏภาพถ่ายของกวางอย่างชัดเจน ทั้งที่แบตเตอร์รี่แยกออกจากตัวเครื่องไปแล้ว

“กรี๊ด!

สองสาวกรีดร้องประสานกันแล้วกอดกันกลม ต่างตัวสั่นขนพองสยองเกล้า ถ้าเป็นเหตุการณ์อื่นปรัศนีคงดีใจที่ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม แต่กับเรื่องนี้หล่อนไม่อยากมีตัวอย่างให้มาริสาเห็นเช่นนี้เลย

“ผีหลอกๆ” มาริสาตะโกนโวยวายแล้วลากปรัศนีวิ่งออกไปหน้าบ้าน ชนเข้ากับคนที่วิ่งสวนมาจนเกือบล้มทั้งสองฝ่าย

“มีอะไรกัน” วิกรมถาม หลังจากตั้งตัวได้มั่นคง

“กร” สองคนเรียกชื่อเขาเหมือนพระมาโปรด ต่างโผเข้ากอดแน่น

วิกรมชะงักค้างไปเล็กน้อยก่อนโอบเพื่อนสาวทั้งสองคนเอาไว้ในวงแขน มองเข้าไปในบ้านที่สองคนเพิ่งวิ่งออกมาพร้อมตะโกนว่าผีหลอก กลางวันแสกๆ ทั้งยังเป็นช่วงสายแดดจัดไม่อึมครึมครึ้มฟ้าครึ้มฝนชวนให้บรรยากาศน่าสะพรึงกลัวเสียที่ไหน

“เป็นอะไร”

วิกรมถามลูบหลังลูบไหล่สองคนไปพร้อมกัน และเป็นมาริสาที่เงยหน้าขึ้นแล้วดันตัวออกห่างใบหน้าม้านแดงอย่างเคอะเขิน แล้วตามมาด้วยปรัศนีที่ดันตัวออกแล้วขยับมาแอบด้านหลัง ปล่อยให้มาริสาเป็นคนบอกเขาเอง

“ผีหลอก” มาริสาบอกทั้งที่ยังก้มหน้างุด ชี้มือไปด้านหลังหวังให้วิกรมเห็นมือถือเจ้าปัญหา แต่เวลานี้มันหยุดส่งเสียงแล้ว

“มือถือใคร เละเลย” วิกรมสงสัยจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แต่ถูกปรัศนีดึงเสื้อเอาไว้ ส่วนมาริสาก็กางแขนกั้น พร้อมบอกเขาเสียงสั่นๆ

“อย่ากร มีผีในมือถือ”

“ฮ่าๆ” วิกรมระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที

มาริสาเงยหน้าขวับมองสบตาคนหัวเราะอย่างเคือง หล่อนรู้ว่าวิกรมไม่เชื่อจึงเห็นขัน

ส่วนปรัศนีที่ดึงเสื้อชายหนุ่มอยู่ก็รีบปล่อยทันที แม้ไม่เคืองที่เพื่อนหนุ่มหัวเราะดังลั่น แต่หมั่นไส้ไม่น้อยจึงยุส่ง

“กร ถ้านายไม่เชื่อก็เข้าไปดูสิ”

“เอ้ย! อย่านะ” อย่างไรเสียมาริสาก็ห่วงจึงรีบค้านแล้วดึงแขนเอาไว้

“อย่าเว่อสา ปล่อย ผมอยากพิสูจน์หน่อย ไหนมือถือของใครมีผีสิงด้วย” เขาปลดมือมาริสาออกอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าตัวไม่คิดจะยื้อ แล้วสาวเท้าเข้าไปในบ้าน หยุดลงตรงซากโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งแยกเป็นชิ้นๆ สภาพที่เขาเรียกว่าซากนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะยากที่จะนำมาใช้งานได้อีกต่อไป

“มือถือหนูดีหรือ ทำไมเละขนาดนี้ แล้วไหนผีมันสิงตรงไหน ชิ้นไหนละนี่ ผีๆ ออกมาหน่อยสิ อยากสัมภาษณ์ว่าคิดอะไรอยู่ถึงเข้าสิงมือถือ โอ๊ย!

วิกรมร้องโอยกับแรงกระแทกตรงไหล่ เมื่อหันไปมองก็เห็นมาริสายืนตาเขียวปัด ใบหน้าบึ้งตึง แล้วตวาดใส่เขา

“ไอ้บ้า เรียกออกมาทำไม”

“สานี่ทำไมชอบทำร้ายร่างกายผมจริง ก็ผมอยากพิสูจน์ไง ว่ามีผีจริงๆ หรือเปล่า ถามจริงๆ เถอะคุณสองคนเมาขี้ตากันหรือยังไงครับ ไม่เคยพบเคยเห็นผีสิงมือถือ” วิกรมส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วรวบรวมชิ้นส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่มาไว้ด้วยกัน

“จะให้เอาไปซ่อมไหมหนูดี”

“ไม่ต้อง” สองสาวพูดขึ้นพร้อมกัน

วิกรมไม่โต้แย้งอันใดแต่ลองประกอบเครื่องโทรศัพท์เข้าด้วยกัน เพื่อดูว่าจะใช้งานได้เหมือนเดิมหรือไม่ ก่อนจะลองกดเปิดเครื่องแล้วร้องอย่างยินดี

“ว้าว! ยังเปิดได้อยู่ แต่จะใช้ได้ดีเหมือนเดิมหรือเปล่าต้องลองดูก่อนนะหนูดี”

“ว้าย! อย่าเปิด” มาริสาโวยวายตรงเข้ามายื้อแย่งแต่ไม่ทานแรงวิกรม ซ้ำเขายังยืนขึ้นแล้วชูมือขึ้นสูง แม้มาริสาจะตามมายื้อแต่ไม่อาจห้ามการกระทำเขาได้

“กลัวผี แล้วเอารูปมาโชว์ไว้ทำไม” วิกรมหันไปถามปรัศนี พร้อมหันหน้าจอมือถือที่มีรูปขนาดใหญ่ของกวางแสดงอยู่ มาริสาชะเง้อมองแล้วทำหน้าตกใจรีบถอยไปยืนกอดปรัศนีวิกรมหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนจากในกระเป๋ากางเกงกดโทร.เข้าเลขหมายของปรัศนีเพื่อทดสอบและพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเรื่องเร้นลับ เสียงเรียกเข้าดังขึ้นพร้อมปรากฏรูปกวางเต็มหน้าจออีกครั้ง

“นี่มาสิดูๆ หนูดีตั้งค่าไว้เอง สายเข้าเมื่อไหร่ก็โชว์รูปนี้ทันที แล้วอย่างนี้จะไม่หลอนได้ยังไง” วิกรมเรียกสองสาวแต่ตนเองกลับเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเพราะรู้ดีว่าสองสาวจะไม่มาหาเขาแน่นอนมีแต่ก้าวถอยหนีจนเขาต้องรั้งไว้

“สองคนจะถอยทำไมครับ ผมไม่ใช่ผี แล้วมือถือหนูดีก็ไม่มีผี มันเป็นที่การตั้งค่าเอาไว้ ไม่เชื่อสาโทรเข้ามาสิ เดี๋ยวรูปนี้ก็โชว์อีก”

“จริงเหรอ” มาริสาถามย้ำ กล้าๆกลัวๆ ที่จะทำตามชายหนุ่มบอก แต่เพื่อพิสูจน์ให้รู้ความจริงหล่อนจึงลากปรัศนีให้เดินเข้าไปในบ้านด้วยกัน เพื่อหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งวางไว้บนโต๊ะในบ้าน ก่อนจะโวยวายขึ้นมาเมื่อเสียงเรียกสายจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของปรัศนีดังขึ้นเสียก่อน

“นั่นไงๆ ไม่มีผีสิงได้ยังไง ฉันยังไม่ได้โทร.มันก็ดังขึ้นมาเอง”

“พี่เบ็นโทร.มา” วิกรมหันมายิ้ม แล้วยื่นเครื่องมือสื่อสารให้สองสาวดู “นี่เบอร์พี่เบ็นโทร.มา แล้วเห็นไหมรูปกวางโชว์หราอีกแล้ว ทีนี้เชื่อหรือยังว่าไม่ใช่ผี แต่เพราะหนูดีเซฟรูปนี้ไว้”

“แต่ฉันไม่เคยเซฟรูปไว้นะ ปกติฉันไม่ใช่คนกลัวผีแต่เจอแบบนี้มันหลอนนะ” หล่อนปฏิเสธทันควัน

“ใช่ ใครที่ไหนจะบ้าเซฟรูปคนอื่นให้โชว์ตอนสายเข้า มีแต่ใส่รูปตัวเองหรือคนพิเศษเท่านั้น” มาริสาช่วยเถียง

“จะยังไงก็ช่าง หนูดีมารับสายพี่เบ็นก่อน” วิกรมส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เจ้าของที่ยังทำหน้าไม่อยากแตะต้อง แต่สุดท้ายปรัศนีก็ยื่นมือสั่นๆ ออกมารับไปจนได้

“ฮัลโหล”

“ผมโทร.มากวนหรือเปล่า ทำไมรับสายช้า”

“ไม่กวนค่ะ ฮัลโหล ฮัลโหล อ้าว” ปรัศนีมองโทรศัพท์ในมืออย่างงงงัน

“ตายแล้ว จอดับสนิท”

“อ้าว ไหนดูสิ” วิกรมรับมาดู พยายามเปิดเครื่องใหม่อีกครั้งทว่าไร้ผล

“สงสัยพังจริงๆ แล้ว แต่ก็นะมันเละเสียขนาดนี้ ว่าแต่พี่เบ็นมีธุระอะไรหรือเปล่า หนูดีเอาโทรศัพท์ผมโทร.กลับไปสิ” วิกรมแสดงความมีน้ำใจ พร้อมยื่นโทรศัพท์ส่วนตัวให้

ปรัศนีรีบรับไปอย่างไม่รีรอ เพราะคิดว่ากบินทร์ต้องมีธุระ ไม่อย่างนั้นคงไม่โทร.มาหาในวันหยุดของหล่อนเช่นนี้ ทันทีที่กบินทร์รับสายก็นึกว่าหล่อนคือเจ้าของเครื่อง

“ว่ายังไงนายกร”

“ฉันเองค่ะ หนูดี” เมื่อหล่อนบอกไป รู้สึกเหมือนปลายสายจะเงียบไปช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนเขากรอกเสียงกลับมา

“ทำไมเป็นคุณ นายกรไปหาหรือ” เสียงปลายสายขึ้นจมูกเล็กน้อย บอกถึงความไม่พอใจของเจ้าตัว แต่ปรัศนีไม่ทันจับสังเกต

“เปล่าค่ะ เราอยู่บ้านสา บังเอิญว่ามือถือฉันเจ๊งพอดี กรเลยให้ยืมมือถือมาโทรเผื่อคุณมีธุระสำคัญ”

“ไม่มีอะไรสำคัญหรอก แค่อยากชวนไปเก็บของที่คอนโดฯ แต่ถ้านายกรอยู่ ขอคุยกับนายกรหน่อย บางทีอาจให้นายกรมาช่วยแทน”

“ฉันไปช่วยเองค่ะ จะย้ายไปที่ไหนคะ” หล่อนรู้สาเหตุที่เขาจะให้ช่วยเก็บข้าวของเพื่อย้ายออกจากคอนโดฯ แต่ไม่แน่ใจว่าเขาบอกเรื่องน่าสยองกับคนอื่นหรือไม่ เพราะไม่เคยได้ยินวิกรมเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย

วิกรมที่อยู่ไม่ไกลนักได้ยินปรัศนีถามพี่ชายตนเช่นนั้น จึงหันไปมองอย่างสนใจจนปรัศนียื่นโทรศัพท์มือถือมาให้ เขารับไปพูดทันที

“ครับ พี่เบ็น”

“พี่จะย้ายไปอยู่กับแม่ จะให้หนูดีมาช่วยเก็บของที่คอนโดฯ นายว่างพอจะมาส่งเค้าได้มั้ย”

“ได้ครับ เดี๋ยวผมไปช่วยด้วย อ้อ เอาสาไปช่วยอีกคนพี่เบ็นจะว่าอะไรมั้ย”

“จะว่าอะไรล่ะ คนจะมาช่วยทำงานทั้งที ดีเลย รีบมากันนะ เสร็จแล้วพี่พาไปเลี้ยงข้าว นายอยากนั่งร้านหรูๆ ในกรุงเทพฯนี่ พี่จำได้”

“ลาภปากแท้ๆ งั้นเดี๋ยวรีบไปเลยครับ” วิกรมลูบปากเมื่อหันไปยิ้มกับสองสาวก่อนวางสายแล้วบอกทั้งคู่ “ไปช่วยพี่เบ็นเก็บของย้ายบ้านกัน สาด้วยนะ”

“ฉันด้วยหรือ อือๆ ก็ได้ขอเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแป๊บ” มาริสาบอกแล้วเดิน แต่ชะงักเมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ในมือดังขึ้น หล่อนมองหน้าจอแล้วหันไปมองเจ้าของเบอร์

“จะโทรมาทำไมยะ” พร้อมกดปฏิเสธ

วิกรมยิ้มหน้ากวน แล้วส่ายหน้า

“ท่าจะบ้า” มาริสาค้อนแล้วเดินต่อ จึงไม่เห็นวิกรมยิ้มภูมิใจ

“รู้นะว่ายิ้มทำไม” ปรัศนีกระซิบข้างหูวิกรม ทำเอาเจ้าตัวหัวเราะเบาๆ ตามด้วยยิ้มเขิน

“แล้วกรละ เซฟรูปตัวเองหรือรูปคนพิเศษ ขอดูหน่อยสิ”

“มั่วละๆ ผมไม่เคยเซฟรูปใคร” วิกรมเดินหนี เหมือนมีความลับ

ปรัศนีอยากมีเวทมนต์เสกให้โทรศัพท์มือถือใช้งานได้ จะได้ลองโทร.ดู หล่อนรู้ว่าวิกรมตั้งใจโทร.เข้าเครื่องของมาริสาเพื่อจะดูบันทึกรูปใครเอาไว้ ซึ่งหล่อนไม่แปลกใจเลยเพราะเคยเห็นมาบ้าง อยากบอกวิกรมให้ดีใจอีกหลายเท่าเหลือเกินว่า ไม่ว่าเบอร์ไหนๆ โทรเข้ามาก็จะปรากฏรูปของเขาทุกครั้งและเป็นแบบนี้มานานแล้ว เพียงแต่ไมมีใครสังเกตเท่านั้น

 

อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาทั้งหมดก็เดินทางมาถึงที่พักของกบินทร์ วิกรมและมาริสาแสดงสีหน้าแปลกใจที่กบินทร์นั่งรออยู่ในรถตรงลานจอด แทนที่จะอยู่บนห้องของตนเอง คงมีแต่ปรัศนีเท่านั้นที่ทราบดีว่าทำไมจึงแก้ต่างให้เขาโดยการทักทาย

“เพิ่งถึงหรือไปไหนมาคะ” เพราะทุกคนรู้ว่ากบินทร์ไม่ได้ค้างที่คอนโดมาตั้งแต่เกิดเรื่องสูญเสียคนรัก

“อืม เพิ่งถึงแต่นึกได้ว่าในตู้เย็นไม่มีของกินกำลังจะออกไปซื้อ แต่เปลี่ยนใจแล้วเสร็จงานก่อนค่อยไปกินทีเดียวดีกว่า ว่าแต่กินอะไรกันมาหรือยัง” กบินทร์รับมุกทันที

“เก็บท้องไว้กินมื้อใหญ่ดีกว่าครับ” วิกรมบอกพร้อมรอยยิ้ม ก่อนสลายมันไปจากใบหน้าแล้วพูด

“เสียใจด้วยอีกครั้งนะครับพี่เบ็น”

“มันผ่านไปแล้ว ลืมมันเถอะ” กบินทร์บอก

“ครับๆ ลืมมันก็ดีครับ ผมแค่กลัวพี่เบ็นคิดมากไม่สบายใจ” วิกรมบอก แล้วเดินเข้าไปโอบไหล่ที่พี่ชาย ชวนกันเดินเข้าไปในคอนโดฯ สองสาวจึงรีบเดินตามไป

เมื่อสบโอกาสที่วิกรมและมาริสาอาสาขนของบางส่วนไปเก็บในรถของวิกรมก่อน ปรัศนีจึงถามเขาเพื่อความกระจ่าง

“คุณไม่กล้าขึ้นมารอบนนี้คนเดียวใช่ไหมคะ”

“อืม” แม้เขาจะตอบสั้นๆ แต่ปรัศนีก็ยังมีเรื่องถามต่อ

“เมื่อคืนฝันร้ายหรือมีอะไรแปลกๆ มั้ยคะ”

“ไม่มีนี่ ถามแบบนี้แสดงว่าคุณมีใช่หรือเปล่า เกิดอะไรขึ้น” กบินทร์หันมาถามอย่างสนใจทันที และจ้องตาชนิดที่อีกฝ่ายไม่มีทางหลบหน้าหลบตาหรือพูดปดได้เลย

“คือเมื่อคืนมือถือฉันดังทั้งคืน พอมือถือดังรูปคุณกวางก็โชว์หน้าจอ ทั้งที่ฉันไม่ได้เซฟรูปเอาไว้ เบอร์ที่โทรเข้าก็น่าจะเป็นเบอร์ของคุณกวาง ทำเอาฉันไม่ได้นอนทั้งคืน แต่”

“แต่อะไร” กบินทร์รีบถามทันที

“แต่เมื่อกี้ กรบอกว่าที่เป็นแบบนั้นเพราะฉันเซฟรูปคุณกวางเอาไว้ เวลามีสายเข้ารูปเลยโชว์ กรยังลองโทร.ให้ดู คือมันก็จริงอย่างกรว่า ตอนคุณโทร.เข้ามารูปคุณกวางก็โชว์จริงๆ แต่ฉันสาบานไม่เคยทำหรือคิดจะทำแบบนั้นเลย”

“คุณคิดว่าถูกผีหลอก” เขาถามสั้นๆ เพราะคิดว่าเข้าใจตรงกัน

“ค่ะ แต่ตอนนี้คงไม่มีอะไรแล้วเพราะมือถือเจ๊งไปแล้ว ว่าแต่คุณเถอะค่ะกลับไปอยู่บ้านแบบนี้ แสดงว่าคุณเล่าให้พ่อแม่ฟังแล้วหรือคะ”

“ผมไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลย แม้กระทั่งนายกร”

คำบอกสั้นๆ ของเขาทำให้ปรัศนีรู้สึกเหมือนตนเองเป็นคนสำคัญขึ้นมาทันที หญิงสาวภูมิใจและยิ้มย่องในใจ แต่ก็ยังมีข้อสงสัย

“แล้วพ่อแม่คุณไม่สงสัยหรือคะว่าทำไมถึงย้ายกลับไปอยู่บ้าน”

“คงไม่หรอก อย่างน้อยอาจคิดว่าผมไม่อยากอยู่คนเดียวเพราะกลัวคิดมากเรื่องกวางอีกอย่างแม่ขอร้องให้ผมกลับไปอยู่ที่บ้านบ่อยๆ เพียงแต่ผมชอบอยู่คนเดียวมันสะดวกสบายดี แต่ต่อจากนี้สิเราคงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานกันแล้ว” เขาพูดแล้วทำท่าครุ่นคิด

ใช่แล้ว ต่อไปจะเริ่มงานกันยังไง เขากลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ มีคนปลุก มีคนทำอาหารเช้าให้ คงไม่ต้องพึ่งหล่อนในเรื่องพวกนี้แล้ว แล้วเวลาเดินทางไปทำงานละ หล่อนต้องไปขึ้นรถที่บ้านเขา หรือนัดไปเจอกันที่งานถ้าเป็นผู้จัดการกับดาราคนอื่นที่เคยเห็น ผู้จัดการส่วนตัวจะขับรถไปรับหรือนั่งไปกับรถอาจจะเช่าหรือซื้อขาดมาแต่จ้างคนขับรถแล้วไปรับดาราที่บ้าน แต่กบินทร์ชอบขับรถเองขนาดหล่อนอาสาขับให้เพราะเห็นว่าเขาเหนื่อยกับงานมาทั้งวัน เขายังไม่ยอม

ปรัศนีคิดไม่ตก แล้วกบินทร์ก็เอ่ยถึงเรื่องนี้ที่เป็นการตัดสินใจของเขาฝ่ายเดียว

“ต่อไปก็โทร.มาปลุกผมเร็วกว่าปกติ เผื่อเวลาให้ผมขับรถไปรับคุณที่บ้านด้วย”

“ยังต้องให้ฉันโทร.ปลุก” ปรัศนีทำคิ้วเป็นเครื่องหมายคำถาม

“ก็ใช่สิ คุณไม่ปลุกผมก็ตื่นสาย ไปทำงานสาย เสียประวัติหมด” เขาบอกหน้าตาเฉย

“เฮ้อ...อย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่คุณไม่ต้องมารับฉันหรอกค่ะ เราไปเจอกันที่งานก็ได้ หรือจะให้ฉันนั่งรถไปหาคุณที่บ้านก็ได้”

“ไม่ละ ลำบาก ถ้าคุณสายผมก็เสียเวลาไปด้วย ผมไปรับคุณนะดีแล้ว แต่คุณทำอาหารเช้าไว้รอผมด้วยนะ”

“คะ?” ปรัศนีเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่แน่ใจ แต่คำตอบที่ได้คือการพยักหน้าสำทับคำพูดอีกครั้ง พร้อมอธิบายเพิ่มเติม

“ใช่ ทำอาหารเช้าเผื่อ ผมจ่ายค่าอาหารเช้าเต็มราคา”

“คือไม่ใช่...”

ปรัศนีหยุดคำพูดเอาไว้ เพราะประตูห้องเปิดพร้อมสองคนที่ลงไปด้านลงเดินเข้ามา และคนที่เข้ามาใหม่ก็มีเรื่องบอกเล่าพี่ชายตนเองทันที

“ลงไปข้างล่างเมื่อกี้ มีคนถามว่าย้ายออกทำไม สนใจจะขายห้องให้เขาไหม เขาสนใจอยากซื้อเพราะเพื่อนเขาอยู่ในคอนโดฯ นี้หลายคน ผมเลยขอเบอร์โทร.ไว้เล่นๆ”

“ดี นายจัดการขายให้พี่ด้วย”

“อ้าว! ตกลงพี่เบ็นจะขายจริงๆ หรือครับ เสียดายนะ ทำเลก็ดี เพื่อนบ้านก็ดี น่าจะเก็บเอาไว้ เผื่อว่าทนฟังเสียงแม่บ่นไม่ไหวจะได้ย้ายกลับมา”

วิกรมใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อพาดพิงแม่ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่นี้ด้วย เพราะต่างรู้นิสัยใจคอของแม่ที่ชอบพร่ำบ่นและเจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตของลูกๆ การที่กบินทร์แยกมาอยู่ตามลำพังนั้นมารดาไม่เห็นพ้องตั้งแต่ต้น แต่ไม่กล้าขัดใจลูกชายคนโปรด กบินทร์จึงได้มาอยู่อย่างอิสระ ส่วนตัวเขาอาสาอยู่บ้านเก่าเป็นเพื่อนยายเล็กโดยแม่ไม่ได้ห้ามแม้แต่น้อย หากเขาเป็นคนคิดมากและขี้น้อยใจก็คงมีเรื่องให้น้อยใจมาตั้งแต่เล็กจนโต เพราะสัมผัสได้ว่าแม่รักพี่ชายมากกว่า

แต่วิกรมสามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่เคยอิจฉาพี่ชายแม้แต่น้อย เพราะเขารักพี่ชายมากเช่นเดียวกับทุกคนในบ้าน และพี่เบ็นก็ทำตัวน่ารักสมกับที่ทุกคนรัก แม้มีชื่อเสียงโด่งดังมีเงินทองมากมายก็ยังเจือจุนคนทั้งบ้าน พี่เบ็นไม่เคยปฏิเสธความต้องการของทุกคนในบ้านยกเว้นเรื่องอยู่ร่วมชายคาเท่านั้นเอง

แต่ครั้งนี้พี่ชายทำให้เขาแปลกใจที่ยอมย้ายไปอยู่ที่บ้าน ซึ่งเขาก็พอจะเข้าใจคนเพิ่งสูญเสียคนรักไป คงเหงาที่ต้องอยู่ตามลำพัง ซ้ำกวางยังมาตายหน้าคอนโดนี่อีก คงยากแก่การตัดใจหากยังอยู่ที่เดิม การกลับไปอยู่กับครอบครัวจึงเป็นเรื่องดีที่สุด

“แต่ขายไปก็ดีแล้วครับจะได้ลืมเรื่องเก่าๆ ให้สาช่วยจัดการก็แล้วกัน พี่เบ็นจะขายเท่าไหร่ยังไง ให้รายละเอียดไว้ที่สาเลยนะครับ” วิกรมโยนหน้าที่ให้มาริสาทำโดยเจ้าตัวไม่รู้ล่วงหน้า จึงหันขวับมามองเขาหน้าตาเอาเรื่อง ชายหนุ่มจึงพูดเย้า

“ดูทำหน้าเข้า วางใจเถอะสา พี่เบ็นให้ค่านายหน้าแน่นอนไม่ต้องกลัวทำงานฟรีหรอก”

“ไอ้บ้า ฉันไม่ได้งกขนาดนั้น” มาริสาตวาดใส่วิกรม ก่อนหันไปทางกบินทร์

“สาไม่เคยเป็นนายหน้า กลัวทำลูกค้าหลุดมือ”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แค่เราบอกราคา ใครสนใจ รับไหวก็ขายไปแค่นั้น ไม่ได้รีบร้อนอะไร” กบินทร์พูดเหมือนเป็นเรื่องง่ายแม้จะไม่เคยซื้อขายพวกอาคารบ้านเรือนเอง ที่ผ่านมาสามารถเป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง ซึ่งดูเป็นเรื่องง่ายไปหมดสำหรับสามารถ ทั้งการมองหาทำเล มองหาแบบบ้านที่เขาสร้างให้ครอบครัวขยับขยายออกมาจากบ้านเก่าหลังที่มีความสยองสำหรับเขา ทั้งการซื้อห้องชุดในคอนโดมิเนียมหรูหรา

เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็อดนึกถึงสามารถไม่ได้จนป่านนี้สามารถยังไม่ฟื้นหลายเสียงนินทาลับหลังว่า สามารถคงไม่อยากฟื้นขึ้นมาในเร็ววันแน่ เพราะสิ่งที่รอเขาอยู่คือคุก

กบินทร์ถอนหายใจเบาๆ ปัดความคิดทิ้ง แล้วลงมือเก็บของต่อเพื่อย้ายออกไปอย่างถาวรแต่ไม่คิดเลยว่าปรัศนีก็คิดตรงกับเขาหล่อนจึงเอ่ยขึ้น

“ถ้าคุณสามารถยังเป็นผู้จัดการให้คุณเบ็น คงจะจัดการเรื่องนี้ได้ง่ายๆ ดูแกกว้างขวาง คงขายได้เร็วขึ้น”

“เออนะ ป่านนี้แกเป็นยังไงบ้าง ไม่ได้ไปเยี่ยมเลย รู้แค่ยังไม่ฟื้น” วิกรมพูด

“เก็บของเสร็จ ไปเยี่ยมคุณสมาร์ทกันก่อนก็แล้วกัน” กบินทร์พูด ไม่ได้ชวนเพื่อขอความเห็น แต่เป็นการตัดสินใจของเขาเสร็จสรรพ และไม่มีใครคัดค้านเช่นเคย

 

ช่วยด้วย ช่วยผมด้วย ไปให้พ้นนะ ไป! ช่วยด้วย!

หากใครสักคนจะมีหูทิพย์ตาทิพย์คงได้ยินคำร้องขอจากร่างที่นอนหลับตานิ่งๆ ไม่ไหวติงบนเตียงขนาดไม่กว้างมาก ภายในห้องที่สะอาดสะอ้านมีกลิ่นจำเพาะบางอย่างให้รู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาล แต่ไม่ว่าจะร่ำร้องหรือพยายามลืมตาและขยับส่วนของร่างกายเพียงใด ก็เป็นแค่ความพยายามที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ร่างบางเบาที่คนมักเรียกว่าวิญญาณอยู่ภายในกายหยาบได้แต่พยายามแล้วพยายามอีก พร้อมขับไล่ความรู้สึกหนัก แน่น หายใจติดขัด เหมือนถูกของหนักทับไว้ทั้งตัว

คุณเป็นใคร ทับผมทำไม ผมหนัก ออกไป ช่วยด้วย เอามันออกไปที

ร่างดำเป็นตอตะโกที่นั่งยองๆ กอดเข่าอยู่บนหน้าอกสามารถเผยเสียงหัวเราะหวีดแหลมที่คนถูกทับได้ยินแค่คนเดียวออกมา ก่อนจะหันไปทางประตูที่ถูกเปิดออก ลำแสงสาดเข้ามาจนต้องยกแขนขึ้นบังตา แล้วค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับสามารถได้กลิ่นดอกไม้หอม เขาหันไปมองดีใจเหมือนพระมาโปรด วิ่งเข้าไปกอดกบินทร์ที่เข้ามาในห้องทำให้วิญญาณที่รังแกเขาหายไปพร้อมความรู้สึกอึดอัดทอนลงจนเหมือนจะหายไปหมดสิ้น

ขอบคุณนะเบ็นที่มา ขอบคุณจริงๆ

“น่าสงสารจัง นอนเหมือนคนนอนหลับธรรมดาเลย ไม่รู้แกจะเจ็บปวดตรงไหนหรือเปล่านะคะ” ปรัศนีพูดเมื่อชะโงกหน้ามองคนบนเตียงใกล้ๆ

มาริสาเดินเข้ามาใกล้ มองสำรวจจากหัวจรดปลายเท้าที่มีผ้าห่มคลุมไว้ตั้งแต่เอวลงไป

“แผลหัวแตกหายสนิทแล้วนี่ ร่างกายคงไม่เจ็บปวดแล้ว ก็หมอบอกว่าไม่มีกระดูกหักหรือแตกร้าวตรงไหน แต่ทำไมไม่ยอมฟื้น คุณสมาร์ทคะ พวกเรามาเยี่ยม” มาริสาก้มลงกระซิบใกล้หู

จะบ้าหรือไงผมอยู่นี่ สามารถมองทุกคนที่เดินผ่านเขาไปอย่างงุนงง แม้แต่กบินทร์ที่เขากอดอยู่ยังเดินผ่านไปได้

อะไรกัน อดีตผู้จัดการหันตามไป ก่อนผงะเมื่อเห็นร่างของตนนอนหลับตาอยู่บนเตียง และทุกคนกำลังแสดงความสมเพชเวทนา

ไม่จริง ผมยังไม่ตาย ผมอยู่นี่

ฉับพลันนั้นเองก็เหมือนถูกผลักจนคะมำไปที่เตียง แล้วกดให้จมลงไปในร่างที่นอนแน่นิ่ง มีเสียงกรอกหูดังไม่ขาด

กลับเข้าไป เข้าร่างของมึง อยู่ในร่างของมึง อย่าได้ออกมาอีกถ้ายังไม่อยากตาย

สามารถไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร รับรู้แค่เวลานี้ตนเองนอนอยู่บนเตียง ได้ยินเสียงพูดคุยของกบินทร์และพวกที่มาเยี่ยม แต่ไม่สามารถลืมตามองหรือขยับตัวตอบสนองใดๆ เสียงสนทนาของกบินทร์และพวกบอกชัดว่าเขากลายเป็นเจ้าชายนิทราไปแล้ว

ไม่ใช่ ผมยังมีความรู้สึก ผมไม่ได้เป็นเจ้าชายนิทรา แต่มีใครบางคนไม่ยอมให้ผมขยับตัว ช่วยด้วย ไม่ว่าเขาจะพยามยามสื่อสาร พยายามขยับตัวหรือกะพริบตาก็ไม่เป็นผล แต่ภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทเขากลับมองเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังกบินทร์ ชายคนนั้นมองด้วยสายตาดุดัน สามารถรู้ด้วยสัญชาตญาณทันทีว่าเขาคือคนที่สั่งให้เขาเข้าร่างและห้ามออกไปอีกหากไม่อยากตาย

เวลานี้เขาไม่ใช่ไม่อยากออกไป แต่เขาออกไปไม่ได้ ทั้งที่อึดอัดแน่นหน้าอกไปหมดแล้ว

 

ปรัศนีนั่งมองเครื่องมือสื่อสารในมืออย่างสุขใจ ลูบคลำอย่างหวงแหนและทะนุถนอม หล่อนไม่ได้เห่อของใหม่ ของแพง แต่มีความสุขและหวงแหนเพราะโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงเครื่องนี้ผู้ชายในฝันให้มา เขาไม่ได้ซื้อใหม่ให้แต่เป็นของที่ได้มาเป็นสินน้ำใจจากการทำงานและไม่ได้ใช้งาน เมื่อเห็นว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของหล่อนพังเขาจึงยกให้ ทีแรกก็ไม่อยากรับไว้ แต่ทนแรงคะยั้นคะยอจากเพื่อนทั้งสองและกบินทร์ไม่ไหว อีกอย่างเขาก็ให้เหตุผลเพื่อความสะดวกในการที่เขาจะติดต่อกับหล่อน เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเบอร์โทร.ที่ไว้ใช้ติดต่องาน หล่อนจึงไม่มีทางปฏิเสธแถมได้ยินมาจากวิกรมว่าหากสามารถยังทำงานกับกบินทร์ ของขวัญพวกนี้ก็เข้าพกเข้าห่อสามารถอยู่แล้วเพราะพี่ชายเขาไม่ใยดี

“มีแอพเยอะแยะ แต่ไม่มีคนแชทด้วย จะโหลดมาให้ทำไมนะยายสา” หล่อนบ่นพึมถึงเพื่อนที่เจ้ากี้เจ้าการจัดการทุกอย่างให้ ก่อนสะดุ้งโหยงกับไฟที่สว่างขึ้นบนหน้าจอและเสียงสัญญาณแปลกๆ เพราะเป็นการโทรผ่านโปรแกรมสนทนาปรัศนีหยิบมันขึ้นมาอย่างตื่นเต้นแม้ไม่เคยใช้งานแต่ก็เคยเห็นมาริสาใช้ และรู้ว่าการสนทนาชนิดนี้ทำให้เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย เสมือนนั่งสนทนากันต่อหน้า และที่ตื่นเต้นมากเพราะคนที่โทร.มาคือกบินทร์นั่นเอง

ปรัศนีวิ่งไปหน้ากระจกเพื่อดูสภาพของตนเองว่าดูดีพอจะเปิดเผยใบหน้าต่อใครหรือยัง เมื่อคิดว่าตนเองไม่ได้โป๊เปลือย ไม่ได้หน้ามันย่องจนอีกฝ่ายอาจตกใจได้ จึงรับสายทันที

ภาพหน้าจอค่อยๆ ปรากฏขึ้นจนเห็นใบหน้ากบินทร์ชัดเจน ปรัศนีตื่นเต้นมากจนพนมมือไหว้เก้ๆ กังๆ เพราะถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง กบินทร์ยิ้มเล็กน้อยคงจะขันในการกระทำของหล่อน ก่อนมีเสียงทักทาย

“เป็นยังไง เห็นหน้าผมชัดดีมั้ย”

“ชัดค่ะ” ตอบกลับไปตามด้วยยิ้มเขิน เขาก็คงเห็นหน้าเปลือยของหล่อนชัดเช่นกัน จนอดคิดไม่ได้ว่า หากรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะวิดีโอคอลมาแบบนี้ หล่อนจะแต่งหน้าบางๆ เพื่อไม่ให้ดูหน้าซีดเซียวเกินไป

“คุณมีอะไรหรือคะ” ถามแต่ไม่กล้าสบตา

“พรุ่งนี้กองถ่ายนัดกี่โมงนะ”

“อ๋อ สักครู่นะคะ” หล่อนวางโทรศัพท์ลงบนเตียง ดูคิวงานที่บันทึกไว้อีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เพียงไม่กี่วินาทีหล่อนก็หันมาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อจะสนทนากับกบินทร์ต่อ ทว่าสิ่งที่เห็นบนหน้าจอกลับทำให้หมดแรง มือถือใหม่เอี่ยมร่วงลงบนเตียง พร้อมขนในกายลุกชัน

“ปรัศนีเป็นอะไร หนูดี หนูดี” เสียงกบินทร์ยังดังอยู่สักพัก ก่อนจะเงียบไป

ปรัศนีหน้าซีดเผือด กอดแขนลูบไร้เส้นขนที่ลุกชันขึ้นมากับภาพที่เห็น แล้วสะดุ้งเมื่อมีสายเรียกมาอีกครั้ง หล่อนก้มลงมองก็เห็นรูปและชื่อกบินทร์ชัดเจน เกิดอาการลังเลเล็กน้อยว่าจะรับสายดีหรือไม่ ถ้าหากรับแล้วใบหน้าที่เห็นยังไม่ใช่กบินทร์เล่าหล่อนจะทำอย่างไร แต่ถ้าไม่รับแล้วกบินทร์รอสายนานเขาก็ต้องโกรธและตำหนิอีกทั้งยังคุยธุระกันไม่เสร็จ ปรัศนียกมือไหว้ท่วมหัวอธิฐานพึมพำก่อนกดรับสาย

“คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองหนูดีด้วย อย่าเห็นอีกเลย” 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #12 fsn (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:46
    มีผู้ชายด้วย
    #12
    0