Path of The Death (เส้นทางแห่งความตาย)

ตอนที่ 11 : HOPE AND IRE

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    2 พ.ย. 62

ความหวังและความแค้น


                         มาโคโตะที่กวาดสายตาไปก็มองไปเห็นชายคนหนึ่ง ซึ่งสวมฮูทกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างในตรอกข้างๆร้านมา 

 
                         มาโคโตะที่เห็นจึงพยามตะโกนเรียกชายคนนั้น "นี่!!! มาหลังร้านเร็วเข้า!! เดี๋ยวฉันจะไปเปิดประตูให้!!" ชายคนนั้นก็มองไปที่มาโคโตะแต่กลับไม่พูดอะไรแล้ววิ่งต่อไป 
 
                         แต่ในขณะนั้นที่เขาวิ่งไปอยู่นั่นเองจู่ๆก็หยุดแล้วหันกลับมาพูดกับพวกมาโคโตะ "พวกมันกำลังมา อย่าให้พวกมันเห็น!! ถ้าไม่อยากตาย....."
 
                    มาโคโตะและโทระโอะที่ได้ยินจึงทั้งงงและตกใจ โทระโอะที่เหมือนกับข้องใจก็กลับตะโกนกลับไป "พวกซอมบี้มันอยู่ที่ถนนเต็มไปหมด!! ไม่มีทางรอดหรอก รีบเข้ามาเร็วเข้า!!เจ้าบ้า!!" 
 
                    ผู้ชายคนนั้นก็มองมาแล้วพูดต่อก่อนจะวิ่งต่อไป "ฉันเตือนแล้วนะ!!" แต่ในขณะนั้นเองชายคนนั้นก็วิ่งไปที่ถนนซึ่งมีผีดิบอยู่เต็มไปหมดโดยไม่มีท่าทีหวั่นเกรงใดๆ มาโคโตะและโทระจึงตกใจ 
 
                    มาโคโตะจึงพูด "เห้ยๆนั่นจะทำบ้าอะไรน่ะคิดจะตายรึไง!!!" แต่ชายคนนั้นกลับดูไม่มีท่าทีใดๆที่จะฟังและมุ่งหน้าต่อไป 
 
                    ทันใดนั้นเองจังหวะที่ชายคนนั้นจะเดินปะทะเข้ากับผีดิบที่อยู่เต็มถนนนั้นอยู่นั้นเอง แล้วเป็นอย่างปกติที่เมื่อพวกมันได้ยินเสียงหรืออยู่ใกล้ๆคนพวกมันจะรู้ตัว พวกมันทั้งหมดหันมาที่ชายคนนั้นทันที 
 
                    มันทำให้มาโคโตะและโทระโอะที่เห็นถึงกับถอดสีหน้า แต่ในจังหวะนั้นเองเขากลับก้าวเท้าเดินเข้าไปในกลางกลุ่มผีดิบดื้อๆสะงั้น และซึ่งพวกมันก็กลับไม่ทำอะไรผู้ชายคนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว มันทำให้ทั้งสองคนยิ่งตกใจเข้าไปอีก 
 
                    โทระโอะจึงพูดพร้อมอาการตกใจ "เห้ยนั่นเป็นไปได้เหรอฟะ!!" 
                    มาโคโตะจึงพูดต่อ "บ้าน่ะไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง!!!" แล้วพูดชายคนนั้นก็เดินตรงไปเรื่อยๆจนหายไปจากสายตาทั้งสองคนในหมู่เหล่าผีดิบ ทั้งสองคนยังคงอึ้งและยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น 
                    มาโคโตะจึงคิดในใจ "ตั้งแต่เกิดเรื่อง ก็มีเหตุการณ์นับไม่ถ้วนเกิดขึ้น แต่ฉันก็ยังไม่ชินกับมันสักนิดเดียว บ้าไปแล้ว!! มีแต่เรื่องบ้าๆ ไม่เข้าใจเต็มไปหมด..." 
                    แต่แล้วจู่ๆขณะที่ทั้งสองมัวแต่เหม่ออยู่นั้นเอง 
 
                    ทันใดก็มีเสียงดังขึ้น "กร้ากกกก แอ้กก~~~!!!!!" เป็นเสียงดังกังวานมาแต่ไกล คล้ายกับเสียงสัตว์ป่า อสูรกายหรืออะไรสักอย่างร้องคำราม ทั้งคู่จึงตกใจขึ้นไปอีก 
                    แต่ทันใดมาโคโตะที่ดึงสติได้ ก็จับกดโทระโอะให้หมอบนอนแนบลงไปกับพื้นด่านฟ้า 
                    โทระโอะจึงพูดขึ้นมาด้วยความตื่นตกใจ "นายจะทำอะไรฟะ!!" 
                    มาโคโตะจึงพูดแบบกระซิบ "นี่นายไม่ได้ยินเสียงมะกี้รึไง" 
                    โทระโอะจึงเหมือนพยามคิดสักพักแล้วพูด "อะเอ่อๆฉันได้ยินๆ" 
                    มาโคโตะจึงพูดต่อ "ฉันก็ไม่รู้หรอกนะมันเสียงตัวอะไร แต่ทำตามผู้ชายคนนั้นบอกก่อนเถอะ" จังหวะนั้นเองทั้งสองก็นอนเหลือบตาไปมาและแง่หูฟังเสียงที่กำลังใกล้เข้ามา "ตึกๆๆๆๆ กร๊อบๆๆ" ปรากฏเป็นคล้ายเสียงฝีเท้าหลายเท้าวิ่งในตรอกระหว่างตึกข้างๆร้านสะดวกซื้อซึ่งเป็นทางที่ชายคนนั้นได้วิ่งผ่านมา ทันใดเสียงก็เข้ามาใกล้เรื่อยๆใกล้เรื่อยๆ จนเหมือนจะมาผ่านข้างๆร้านที่พวกมาโคโตะอยู่เสียงดังขึ้น "เป๋ง....ฟุบๆๆตุ้บๆๆ เป๋ง เป๋ง....." เสียงเป็นฝีเท้าที่ดูมีน้ำหนักแล้วไปเหยียบกับโลหะซึ่งน่าจะเป็นฝาท่อระบายน้ำในตรอกทำให้เกิดเสียงแบบนั้น
 
                    แต่แล้วจู่ๆเสียงก็มาหยุดข้างๆร้านสะดวกซื้อนั่นเอง เป็นคล้ายเสียงพวกมันกำลังสูดดมหา
กลิ่นอะไรบางอย่าง .."ฟุด~~ฟิด~~ ฟีดๆๆ" มาโคโตะกับโทระโอะจึงตกใจตัวสั่น แล้วนอนมองหน้ากันและถึงกับเหงื่อตก แล้วสักพักพวกมันก็กู่ร้องคำรามอีกครั้ง "กร้ากกกก!!!!" เสียงดังสนั่นหวั่นไหว.......
 
                    แต่แล้วจู่ๆก็มีเสียง "ต็อบๆๆๆ เป๋งๆๆๆ"  ดูเหมือนพวกมันก็วิ่งต่อไปแต่ไม่รู้ได้ว่าเป็นทิศทางไหน ทั้งคู่จึงมองหน้ากันแล้วก่อนสักพักจะค่อยๆลุกกลับขึ้นไปมองข้างๆร้าน ก็ปรากฏว่าพวกมันได้ไปแล้ว ทั้งสองคนจึงโล่งอกไป
 
               มาโคโตะที่เหงื่อตกและยังคงตกใจจึงถามโทรโอะ "มันตัวอะไรฟะมะกี้ พวกซอมบี้มันวิ่งได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ เสียงที่ได้ยินมะกี้มันดูอย่างกับพวกเสือหรือตัวอะไรสักอย่างที่วิ่งเร็วๆ" 
 
               โทระโอะจึงตอบกลับไปด้วยสีหน้าที่หวั่นใจเหมือนกัน "ไม่ๆๆ ฉันว่าไม่ใช่พวกมัน มะกี้เราได้ยินเสียงเหมือนมันดมหากลิ่น จากที่ฉันสังเกตุพวกมันทั่วๆไป สามารถรับรู้พวกเราได้จากเสียงเท่านั้น" 
               มาโคโตะจึงพูด "งั้นเหรอฉันก็พึ่งรู้นะเนี่ย ว่าแต่นายรู้ได้ยังไงเหรอ?" 
               โทระโอะจึงตอบ "ก็ฉันหนีออกมาจากบ้านหลังเกิดเรื่อง ตอนนั้นพวกพ่อบ้านพยามใช้ปืนยิงสกัดพวกมันจากด้านใน ฉันที่อยู่ชั้นบนบ้าน ก็เหมือนว่าพวกมันอยู่กันข้างนอกแล้ว จู่ๆก็มีเด็กมัธยมกลุ่มหนึ่งมั้งอยู่ใกล้ๆพวกมันข้างนอก แล้วมันก็กำลังจะเล่นงานพวกนั้นแต่จู่ๆ พวกมันก็เปลี่ยนทิศมาทางบ้านฉันเฉยเลย แล้วไม่ใช่แค่ตรงนั้นนะ ซอมบี้ทั้งหมดข้างนอกมันก็กรูกันเข้ามา ฉันเลยคิดได้อย่างเดียวว่าเสียงน่ะ คือสิ่งประสาทสัมผัสเดียวที่พวกมันยังเหลืออยู่ แล้วฉันก็เลยเอารถหนีออกมาทั้งแบบนั้นเลย" 
                    มาโคโตะจึงพูดต่อ "อ่อๆฉันว่าละ ก่อนเจอกับนาย ฉันก็หนีพวกมันแทบแย่ในสนามบาสข้างๆร้านที่เจอนาย ฉันก็ว่าอยู่มันมีซอมบี้ตัวหนึ่งไปกระแทกเข้ากับตะข่ายสนามบาส แล้วจู่ๆพวกมันข้างนอกก็กรูกันไปตรงนั้นแล้วถล่มลูกกรง 
อย่างงี้นี่เอง" 
 
                    โทระโอะจึงพูด "ไวพริบและการสังเกตุก็เป็นสิ่งสำคัญนะเฟ้ย!! ฉันก็ไม่ได้รู้ทั้งหมดหรอกก็ต้องพยามสังเกตุไปเรื่อยๆเหมือนกันนั่นแหละ" 
                    มาโคโตะจึงพูด "ยังไงฉันจะจำไว้ละกัน ขอบใจมากๆ ป่ะไปกันเถอะพวกยูกิคงรอแย่แล้วละ" แล้วทั้งสองก็เดินกลับลงไปในร้าน
 
                    โทระโอะคิดบางอยู่ในใจขณะที่ลงไป "มันมีตัวประหลาดอะไรนอกจาก พวกมันอีกนะแค่นี้ก็ลำบากจะแย่ละ อย่าได้เจอพวกมันอีกเลย....เห้อออ" แล้วทั้งสองก็ลงกลับเข้ามาคืน ทันใดที่ทั้งสองคนลงมา ยูกิก็อยู่กับมาริและมายูมิ ทุกคนดูจะรอการที่ทั้งสองจะกลับลงมา มาริและมายูมิกอดกันแล้วมีถ้าทีที่กลัว 
                    แล้วทันใดยูกิก็ถามขึ้นด้วยสีหน้าที่จริงจังว่า "มะกี้ข้างนอกมันเสียงอะไรเหรอ!!??" 
                    มาโคโตะมีสีหน้าเหมือนไม่มั่นใจว่าจะเล่ายังไงดี แต่แล้วมาโคโตะก็ไปเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกคนฟัง ซึ่งทุกคนก็กลับมานั่งฟังภายในร้านเหมือนเดิม จนมาโคโตะเล่าทุกอย่างจบ สถานการณ์ยิ่งทำให้ทุกคนต้องครุ่นคิดไปใหญ่ 
 
                    ยูกิจึงพูดขึ้น "ฉันที่เป็นแบบนี้ ต้องไปเป็นภาระให้กับทุกคนแน่ๆเลย" มาโคโตะได้ยินแบบนั้นก็เลยมีสีหน้าไม่สบายใจ
                    แต่ทันใดโทระโอะจึงพูดขึ้นแทน "อย่าพูดแบบนั้นสิยูกิจัง เราไม่ทิ้งใครไว้ที่นี่หรอกนะเราต้องไปด้วยกันสิอุส่าห์รอดมาด้วยกันถึงขนาดนี้แล้วน้าา" 
                    มายูมิจึงเสริมก่อนกระโดกอดยูกิ "ช่ายๆๆ พี่ยูกิต้องไปกับหนูนะ ไม่งั้นหนูจะอยู่กับพี่ยูกิที่นี่แหละแล้วก็มีพี่มาริแล้วก็พี่มาโคโตะแล้วให้ตาลุงโทระโอะออกไปคนเดียวฮิๆๆ" ยูกิจึงยิ้มเหมือนดีใจที่ได้ยินมายูมิพูดแบบนั้น 
                    โทระโอะที่ได้ยินโมโหแล้วพูด "นี่ยัยบ้า!! ฉันออกไปคนเดียวก็มีแต่ตายสิฟะ!! ไม่มีฉัน ใครจะปกป้องเลดี้ทั้งสองละฟะ!! มานี่เลยนะยัยบ๊อง" แล้วทั้งคู่ก็ทะเลาะกัดกันตามเคย 
                    มาโคโตะจึงพูดต่อก่อนที่โทระโอะและมายูมิจะหยุดเล่นแล้วตั้งใจฟัง "เราจะยังไม่ไปไหนทั้งนั้นในตอนนี้ ถึงมันจะอันตรายที่มาอยู่ในที่แบบนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าที่นี่จะซ้ำรอยเดิม แล้วถูกทำลายแบบมิคาโดะไหม แต่ถึงไงยังเราก็ยังปักใจไม่ได้ เพราะที่สำคัญถึงเราออกไปตอนนี้เราแทบจะไม่ทางรอดเลย ไม่มีรถ ไม่อาวุธ แล้วนอกจากจำนวนพวกมันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆยังมีตัวประหลาดอะไรก็ไม่รู้ยังวนเวียนอยู่แถวๆนี้อีก ฉันคิดว่าทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้คืออยู่ที่นี่ไปก่อน เพราะยังไงเราก็ยังมีอาหารเพียบสำหรับมีชีวิตรอดเป็นเดือนๆนะ" ทุกคนก็มองหน้ากันสักพักก็พากันยิ้มมาที่มาโคโตะ 
 
                    มาริจึงพูดขึ้น "ฉันเห็นด้วยค่ะ" 
                    มายูมิพูด "หนูเห็นด้วย!!" 
                    โทระโอะก็พูด "อืมฉันเห็นด้วย" 
 
                     แต่ยูกิกลับไม่พูดอะไรแล้วก้มหน้า ทุกคนจึงมองที่ยูกิเหมือนกำลังคิดว่าเธอเป็นอะไรรึเปล่า
 
                    มาโคโตะที่เห็นแบบนั้นจึงพูดขึ้น "เป็นอะไรรึเปล่ายูกิ?"                          
                    ก่อนเธอจะเงยหน้ามาแล้วยิ้ม "ฉะฉันก็ต้องเห็นด้วยอยูแล้วแฮะๆ พอดีมะกี้ยุงกัดขาน่ะโทษทีแฮะๆ" มาโคโตะที่เหมือนมะกี้จะหวั่นใจนิดๆก็ยิ้มขึ้นมาแล้วโล่งใจ ทุกคนที่รอเหมือนคิดว่าจะมีอะไรก็พากันหลุดขำ 
                    มาโคโตะก็ยิ้ม....สุขใจแล้วมีแววตาที่มุ่งมั่น ยูกิจึงคิดในใจและมองที่มาโคโตะ "มาโคโตะ นายเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย...แต่ฉัน........" 
 
                         แล้วเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปหลายวัน ทุกคนไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้ภายนอกกำลังเกิดอะไรขึ้น 
 
                         ภาพตัดไปยังศูนย์อพยพที่สถานีรถไฟ มีเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือบริเวณนั้น ปรากฏเป็นประธาณาธิบดีอยู่บนนั้นแล้วเขากลับมีสีหน้าที่ตึงเครียด ในขณะที่ส่องกล้องลงมาที่พื้น ก่อนจะถือสายโทระศัพท์แล้วพูดขึ้น "การอพยพเมืองพลเมืองใกล้เคียงไปถึงไหนแล้ว อืมดีแล้วล่ะแค่นี้นะ ....."     

                          .."ตึดด..."เสียงตัดสาย ตัดภาพมายังภาคพื้นด้านล่าง ณ ศูนย์อพยพหน้าสถานีรถไฟ เต็มไปด้วยผู้คนที่วิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากพวกผีดิบ ศูนย์แตกกระเจิง ทหารพยามยิงสกัดพวกมัน แต่จำนวนพวกมันเยอะมากเหลือเกิน ที่จะเอาอยู่ ผู้คนถูกกัด ฉีกกระชากร่างกาย ล้มตายกันอย่างทรมาณ ผู้คนวิ่งชนกันสับสนวุ่นวาย คนที่ล้มจะถูกเหยียบ เพราะวินาทีนั้นทุกคนต่างห่วงชีวิตของตัวเองไม่มีใครสนใจใคร
                    ภาพไปยังชายคนหนึ่งในศูนย์นั้น เขาจับคนอื่นแล้วพยามนำมาเป็นตัวถ่วงเวลาให้ตัวเอง โดยพลักพวกเขาให้พวกผีดิบกัดกิน เพื่อให้ตัวเองวิ่งหนีไปได้ 
 
                    ภาพไปยังหมอคนที่ห้ามมาริไม่ให้ไป ก็นั่งกอดเข่าอยู่ในมุมของเต้นท์ เขากุมขมับคล้ายกับสติแตกแล้วพูดกับตัวเอง "ไม่ๆๆๆ มันไม่จริง!!! บอกฉันทีว่าไม่จริง!!" ก่อนเหล่าผีดิบจะรุมกระชากร่างกายของเขาอย่างโหดร้าย!! 
                    ก็ตัดภาพออกไปข้างนอกอีก ปรากฏเป็นเจ้ามุจิเมะที่วิ่งหนีเอาเป็นตายสุดท้ายก็ล้มลงไป เพราะเหนื่อยและอ้วนทำให้วิ่งได้ช้า ก่อนจะล้มลงไป มุจิเมะก็กระอักกระอ่วนพูดก่อนจะถูกกัดกินร่างตาย "ม่ายยยย!! ฉันไม่อยากตายย อ้ากกก!!.....ฉัน อั้กกกก อึ้กกก" 
 
                         เลือดที่ไหลนองเปลี่ยนพื้นดินเป็นสีแดงฉาน ศพที่นอนเกลือนกลาดระเนระนาด จากผู้อพยพจำนวนมากของสองเมือง สักพักศพที่ถูกกัดก็เริ่มลุกขึ้นมาแล้วไล่ล่าคนที่ยังรอดต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งทวีคูณจำนวนของพวกมันเข้าไปอีกเรื่อยๆ
 
                     ประธาณาธิบดีที่มองเห็นภาพสถานการณ์ดังกล่าวแล้วมีสีหน้าหนักใจและเครียด ก่อนเฮลิคอปเตอร์จะมุ่งหน้าออกไปจากเมือง แล้วตัดภาพมายังสภาแห่งหนึ่งซึ่งประธาณาธิบดีได้ลงจากเฮลิคอปเตอร์แล้วเดินมุ่งหน้าเดินเข้าไปพร้อมกับกลุ่มผู้ดูมีวุฒิ 
 
                    ตัดภาพไปยังห้องภาพในนั้นทันใดวาระประชุมก็เริ่มขึ้น มีคนประมาณสิบกว่าคนนั่งร่วมโต๊ะกันเพื่อหารือประชุมบางอย่าง ทุกคนนั่งลงที่เก้าอี้โดยมีสีหน้าที่ตึงเครียด ประธาณาธิบดีนั่งลงคนสุดท้ายที่หัวโต๊ะเขากุมมือขึ้นวางบนโต๊ะ 
                    ทันใดชายคนแก่หนึ่งที่สวมชุดคล้ายทหารคนหนึ่งก็พูดขึ้น "เราใช้ได้เปิดใช้กฏหมายนั่นแล้ว พวกเรารอเพียงคำสั่งจากทันนะครับ ถ้าขีปนาวุธไม่เป็นผล ผมเสนอว่าเราควรใช้ระเบิดนิวเคลียร์เพื่อยับยั้งสถานการณ์ก่อนมันจะลุกลามไปไกลกว่านี้ครับ!!! เรามามัวมารออะไรไม่ได้แล้วครับท่าน!!" 
                    แต่ทันใดก็มีผู้หญิงที่สวมแว่นคล้ายเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็กล่าว "ท่านพลเอกคะ ท่านเสียสติไปรึไงค่ะ!! แค่เมืองมิคาโดะที่ถูกทำลายด้วยขีปวาวุธก็ส่งผลกับสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นมากแล้ว และยังรวมถึงสภาพความเป็นอยู่ที่นั่นอีกต่างหาก!! ระเบิดนิวเคลียร์มีอนุภาพความรุนแรงเท่ากับระเบิดTNT 1.2 ล้านตันนะคะและสารกำมันตะรังสี มันจะติดคาอยู่ที่นั่นเป็นหลายปีนะคะท่าน!! จะพูดอะไรกรุณาคิดดีๆก่อนนะคะ" 
                    ชายที่ดูเหมือนนักธุรกิจก็พูดเสริมขึ้น "ใช่คุณผู้หญิงพูดถูก มันไม่ใช่แค่นั้น มันส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจไปกี่ล้านล้านคุณรู้ตัวไหม!! แล้วค่าเสียหายใครจะรับผิดชอบ จะทำอะไรก็กรุณาคิดดีๆก่อน" 
                     แล้วทันใดก็มีพวกคล้ายเอเจนซี่ของพวกบริษัทเอกชนในประเทศมาโวยวายถึงพวกจำนวนค่าเสียหายที่เกิด 
                    แต่แล้วท่านใดพลเอกก็สวนขึ้น "พวกคุณมันก็เห็นแต่ผลประโยชน์!! อย่าลืมมติที่เราใช้ร่วมกันสิ!! ต้องรักษาชีวิตคนหมู่มากไว้!! ถ้ามันไม่จบลงที่ประเทศของเราละ เพราะคนทั้งโลกต้องเป็นอันตราย!!! แล้วคิดเหรอว่าข่าวลวงปลอบใจประชาชนที่ปล่อยออกไปจะใช้ได้นาน พวกมันอยู่ที่นากาโนะแล้ว!! ต่อไปก็คิบะ ต่อไปทากะแล้วก็ไปทั่วประเทศแล้วก็ทั้งโลก แล้วสิ่งที่พวกผู้นำต่างประเทศทำก็จะเหมือนสิ่งที่ผมคิดในตอนนี้!! พวกคุณอยากให้คนทั้งประเทศต้องตายหรือเสียเมืองไปเพียงไม่กี่เมืองคิดเอา!!" ทันใดทุกคนก็เงียบแล้วพลเอกก็พูดต่อ "มันขึ้นอยู่กับท่านแล้วละครับท่านประธาณาธิบดี!!" 
 
                    ทุกคนมองไปยังประธาณาธิบดีที่นั่งหัวโต๊ะ แล้วเขาก็พูดขึ้น "ทุกคนใจเย็นสะก่อน ผมจะแนะนำให้ทุกท่านรู้จักคน คนหนึ่ง เอ้าเข้ามาได้แล้ว" จากนั้นก็มีชายสวมชุดทหารแดงขาวเดินเข้ามาในห้องกับผู้ทหารหญิงอีกคน (ซึ่งทั้งสองเป็นคนเดียวกันกับที่ไล่ล่าเรย์ที่เล็กๆเกาะข้างๆเมืองมิคาโดะ) 
 
                    ประธานาธิบดีก็พูดต่อ "นี่คือผู้นำของหน่วย CTST ที่ผมแต่งตั้งขึ้นมา พวกเขาจะจัดการเรื่องพวกนี้เอง" ทันใดทั้งห้องประชุมก็เต็มไปด้วยเสียงซุกซิบ 
                    "นี่งั้นเรอะ!! หน่วยลับรัฐบาลเก่า!!"
                    "เคยได้ยินแต่ในนามไม่น่าเชื่อ!!"
                    "หน่วยที่ถล่มได้แม้แต่กลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ไม่มีใครทำอะไรพวกมันได้มาเป็น สิบๆปี"
                    "หรือว่าหายนะในครั้งนี้จะมีความหวังแล้ว!!!"
 
                    จากนั้นชายคนนั้นก็ยืนกลางห้องประชุมแล้วเขาก็พูดขึ้น "ผมขออนุญาติแนะนำตัวนะครับ ผมชื่อมาลอส!! แล้วสุภาพสตรีข้างๆผมคนนี่เป็นรองชื่ออลิซ (อลิซก็ก้มทำความเคารพทุกคนในที่ประชุม) เราจะไม่ใช้นิวเคลียร์!! เพราะมันไม่ได้ฆ่าพวกมัน!! หน่วยสำรวจเมืองมิคาโดะรายงานผลกลับมาเมื่อเช้าวันนี้ นับจากเหตุการณ์วันแรกวันนี่คือวันที่ 5 ขีปวุธที่ใช้ยิงลงไปก็สามารถกำจัดพวกมันได้จำนวนไม่น้อย แต่แล้วก็กำจัดพวกมันไม่หมด เพราะพวกมันกลับลงไปใช้ทางท่อส่งน้ำใต้เมืองจากนั้นมุ่งหน้าไปยังเมืองข้างๆ" ทุกคนจึงถึงกับตกใจเมื่อได้ยิน จากนั้นเขาก็พูดต่อ "คนที่ติดเชื้อที่ขาดสติคลุ้มคลั่ง ดูไร้สติปัญญาและขาดดุลยพินิจ ทำไมจู่ๆถึงสามารถหลบหนีแล้วใช้เส้นทางท่อน้ำใต้ดินของเมืองที่สลับซับซ้อนแล้วมาโผล่มายังเมืองข้างๆได้ ดังนั้นพวกมันน่ากลัวกว่าที่เราจะคาดคิดไว้ ดังนั้นอาวุธทางอากาศจึงไม่เป็นประโยชน์ครับเพราะมันทำลายแค่พวกมันในภาคพื้นดิน แต่พวกที่อยู่ใต้ดินยังรอด แล้วไม่รู้พวกมันจะมุ่งหน้าไปโผล่ที่เมืองไหนอีก ดังนั้น!!! ผมมีแผนที่จะกำจัดพวกมันไว้แล้ว!!!" 
 
                    ทุกคนถึงกับตกใจในสิ่งที่มาลอสกล่าว "ผมจะใช้น้ำทะเลปล่อยลงไปในท่อระบายน้ำ ในเต็มทางเดินน้ำในท่อ เท่านี้พวกมันก็จะเหมือนมดที่อยู่รังในยามฝนตกแล้วละ!!!ให้พวกมันเน่าตายให้หมดในนั้น ส่วนพวกมันบนพื้นที่เหลือก็ค่อยกองกำลัง CTST และทหารในกองทัพเต็มอัดตราทั้งหมดไปเก็บกวาดในรวดเดียวไม่ให้พวกมันเหลือ!!" 

                         เมื่อทุกคนได้ฟังก็ดูมีความหวังแล้วหารือกันใหญ่ใบหน้าของประธานาธิบดีดูมีความหวังและมั่นใจอย่างมาก มาลอสจึงยิ้มมาที่ประธาณาธิบดี 
 
                         ตัดภาพกลับไปยังพวกมาโคโตะมาโคโตะที่นั่งเล่นเหม่อลอยไปเรื่อยในขณะที่ทุกคนก็นั่งคุยกันสนุกสนาน 
 
                    โทระโอะก็เดินมานั่งข้างๆแล้วพูด "นี่ก็ผ่านมาตั้งสี่วันนินะที่เรามาอยู่ที่นี่ เห้อออ มันก็หวั่นใจตลอดนะเฟ้ยว่ารัฐบาลจะทำกับที่นี่เหมือนเมืองเราไหมนะแต่นี่ก็นานมากแล้วนะเฟ้ย แต่ก็ยังหวั่นๆใจอยู่ไม่หายสะที" โทระโอะดูเป็นกังวล 
                    มาโคโตะจึงตอบกลับไป "นั่นสินะฉันเองก็เหมือนกัน อย่าคิดมากเลยยังไงเป็นแบบนี้ตลอดก็ดีแล้วละยูกิจะได้พักฟื้นด้วย เอะว่าแต่นั่นนายถืออะไรน่ะ" มาโคโตะเห็นโทะโอะถือบางอย่างไว้ในมือ
                     โทระโอะจึงตอบ "ออๆ โทรศัพท์ยูกิจังน่ะ ฉันหยิบมาก่อนออกจากที่บ้านเธอ มะกี้ฉันไปถามว่าเธอจะเก็บไว้ไหม เธอก็บอกฉันว่ายังไงก็อยากเก็บมันไว้น่ะเหมือนมันเป็นอีกสิ่งที่ช่วยชีวิตเธอไว้ แต่มันดันโดนทั้งน้ำทั้งอะไรต่อมิอะไรมันก็เลยพังสะแล้วล่ะ ฉันก็เลยจะพยามซ่อมให้เธอก่อนแต่มันดันไม่มีอุปกรณ์นี่สิ" 
                    มาโคโตะจึงคิดได้ว่าตัวเองก็มีโทรศัพท์แต่เมื่อหยิบออกมาสภาพมันก็เละเกินจะเยียวยามาโคโตะเลยทิ้งไป  ก่อนจะพูดกับโทระโอะ "งั้นฉันขอดูโทรศัพท์ยูกิหน่อยได้ไหม" โทระโอะจึงแปลกใจแต่ก็ยื่นให้มาโคโตะ มาโคโตะจึงคิดในใจ "มันเป็นสิ่งเดียวที่แม่ของเธอจะช่วยเธอได้สินะ และมันก็เป็นสิ่งเดียวที่ช่วยเธอได้ในตอนนั้นเท่านั้น" 
                    มาโคโตะก็นึกถึงความหลัง ก่อนจะไปพูดกับโทระโอะ "แม่ฉันเคยบอกว่าถ้าเอาไปแช่ในข้าวสารดิบไว้สักสองสามชั่วโมงมันก็จะกลับมาใช้ได้นะ" 
                    โทระโอะจึงพูด "เห้ยๆนั่นมันตรรกะคนแก่ๆ ที่เหมือนเวลาเครื่องใช้ไฟฟ้ามีปัญหาแล้วไปทุบแรงๆมันก็จะกลับมาติดใช้ได้ไม่ใช่เหรอ มันจะได้ผลจริงเหรอฟะ" 
                    มาโคโตะจึงพูด "น่าๆมันก็ไม่เสียหายอะไรนิ" แล้วมาโคโตะก็ไปหยิบถุงข้าวสารจากชั้นวางมาใส่ถังแล้วเอาโทรศัพท์ฝังลงไป มาโคโตะยิ้มดูมีหวังแต่โทระโอะกลับมีสีหน้าไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่ 
                    แล้วเวลาผ่านไป
                    มาโคโตจึงไปหยิบโทระศัพท์แล้วเอาออกมาดูว่าใช้ได้หรือไม่ ปรากฏว่าเครื่องสามารถเปิดได้และใช้งานได้ปกติอีกด้วยโทระโอะจึงมีสีหน้าที่งงและตกใจ แล้วมาโคโตะก็เอาไปคืนให้ยูกิ ยูกิที่เห็นจึงพูดพร้อมดีใจ "ใช้ได้แล้วงั้นหรอก ทำได้ไงงะ ขอบใจมากๆนะ" มาโคโตะก็ได้แต่ยิ้มเขิน "แฮะๆ"
 
                    แต่ทันใดก็มีเสียงดังลั่นมาจากข้างนอกดัง "ตู้ม!!!!!!" ลั่นสนั่นพื้น มาริและมายูมิจึงกรี๊ด "ว้ายยย!! กรี๊ด!!!" 
                    ยูกิที่ตกใจจึงพูด "เกิดอะไรขึ้นน่ะ!" 
                    มาโคโตะและโทระโอะก็ต่างรู้สิ่งควรทำแล้วรีบวิ่งขึ้นไปบนด่านฟ้าเพื่อไปดูสถาณการณ์ข้างนอก มาโคโตะและโทระโอะมองไปยังพื้นถนนด้วยท่าทีที่ตกใจ จู่ๆก็มีมิซไซย์ยิงถล่มกลางฝูงเหล่าผีดิบที่อยู่เต็มถนนที่หน้าร้าน "บู้ม!!!" ร่างพวกมันกระเด็นกระจุยกระจาย 
 
                    ทั้งสองจึงเห็นปรากฏเป็นกองกำลังทหารจำนวนมากกำลังกวาดล้างเหล่าผีดิบ พวกเขามีชุดกันกระสุนและสวมหมวกป้องกันอย่างแน่นหนา มีทั้งรถหุ้มเกราะติดอาวุธ ทหารแนวหน้ากระหนั่มจู่โจมพวกผีดิบด้วยปืน อาวุธหนักและระเบิด การตั้งขบวณที่มั่นคงทำให้เหล่าผีดิบจะกลับไปโต้ตอบยากเพราะมีหน่วยโล่กำบังอยู่แนวหน้ามาโคโตะและโทระก็มีหลายความรู้สึกในขณะนั้นทั้งดีใจตกใจปะปนกัน 
                    มาโคโตะจึงพูดพร้อมมีความหวัง "รัฐบาลเลือกที่จะรักษาเมืองนี้ไว้สินะเห้ออ พวกยูกิต้องดีใจแน่ๆเลย" 
                    โทระโอะจึงพูดพร้อมน้ำตา "ฮือๆเจ้าบ้าในที่สุดเราจะได้ปลอดภัยจริงๆสะที ฮือๆ" 
                    มาโคโตะจึงพูด "เรารีบไปบอกพวกเธอกันเถอะ!!"
 
                    ทั้งคู่มีความหวังแล้วรีบวิ่งกลับลงไป โทระโอะก็กำลังจะเปิดประตูจากหลังร้านไปยังร้านโทระโอะเดินเข้าไปด้วยรอยยิ้มที่ปลาบปลื้มเป็นอย่างที่สุด 
.
.
.
.
.
.
                    แต่เมื่อเปิดเข้าไปเขากลับถูกใครบางคนถีบที่หน้าอกอย่างเต็มแรง "ปั้ก!!!"  .. "อั้ก!!" แล้วล้มกระเด็นวูบลงไป พร้อมร้องเพราะจุก "อ้ากกก อึกก..." มาโคโตะที่อยู่ด้านหลังเห็นโทระโอะกระเด็นมาจึงตกใจ คิดในใจชั่วพริบตานั้น "อะไรกัน!!!" 
 
                    ทันใดมาโคโตะก็เห็นว่าเป็นกลุ่มทหารจากข้างนอกนั่นได้ พังเข้าร้านมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มาอยู่ในร้าน มาโคโตะจึงมองไปก็พบว่าพวกนี้มีสัญลักษณ์ที่แขนเป็นหน่วยของ CTST แล้วเมื่อมองผ่านหลังทหารที่ถีบโทระโอคนนั้นเข้าไปในร้านก็ปรากฏเป็นพวกยูกิ มาริและมายูมิถูกจ่อปืน ให้ยกมือเหนือหัว ทุกคนโดนจับและคุกเข่าอยู่กับพื้น 
 
                    มาโคโตะที่ฟิวล์ขาดก็พูดขึ้น "นี่จะทำบ้า!!อะไรกับพวกเราน่ะ" 
                    โทระโอะที่พยามลุกขึ้นมาก็จับเท้าชายคนที่ถีบนั้นไว้แล้วพูด "เจ้าบ้า!! ทำบ้าๆกับฉันได้แต่ลองแตะเพื่อนฉันและเลดี้ดูสิฟะ!!!" ทหารคนนั้นมองโทระโอะที่จับขาอยู่แล้วสักพักก็เอาเท้ายันเข้าที่หน้าโทระโอะเข้าเต็มๆ "ฟุ้บ!! ปั้ก!! อั้กอึ้ก" จนเลือดกระอักปากโทระโอะ แล้วชายคนนั้นก็กำลังจะเอาปืนจะยิงที่โทระโอะซ้ำ 


                    แต่ทันใดภาพก็หยุดเวลาให้ช้าลง โดยมาโคโตะที่มองเห็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดแล้ว คิดในที่ใจ "ไม่ๆมันจะเป็นแบบนี้ไม่ได้!! อุส่าห์รอดมาด้วยกันถึงขนาดนี้!! โทระโอะ!! ยูกิ!! มายูมิจัง!! มาริซัง!! ฉันน่ะ!! ฉันจะไม่ยอมเสียคนสำคัญไปอีกแล้ว!!!!" ขณะที่ทุกอย่างกำลังจะเกิดขึ้นนั้นเอง


                    มาโคโตะที่เห็นแบบนั้นก็โกรธสุดขีดจนคุมสติไม่ได้แล้ววิ่งเข้าไปพุ่งเข้าถีบผู้ชายที่จ่อปืนที่
โทระโอะคนนั้นเข้าอย่างเต็มแรง!!! .."ฟุ้บ!!ตุบ!!!!" "ฟิ้ว!!!! เพล้ง ตุกๆๆ" ร่างชายคนนั้นก็กระเด็นไปไกลอย่างไม่น่าเชื่อ จนทหารคนอื่นบริเวณนั้นตกใจในสิ่งเห็นเพราะเพียงการถีบครั้งเดียวทำให้ชายนั้นกระเด็นจากประตูหลังไปกระแทกอัดกับประตูหน้าร้านซึ่งห่างกันมากพอสมควร นอนล้มไปอย่างนั้น 
 
                    ใบหน้ามาโคโตะโกรธเกรี้ยวดุดันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนแล้วมาโคโตะก็มุ่งไปในร้านซึ่งมีอีกประมาณสามคนที่ยังอยู่ในนั้น ทหารคนแรกจึงหยิบกระบองออกมา แล้วเตรียมง้างที่จะฟาดมาโคโตะทหารคนนั้นวิ่งเข้าไปใส่ แต่หมัดมาโคโตะที่เร็วมากก็ต่อยอัดเข้าอย่างจังที่หมวกชายคนนั้นอย่างรุนแรง!!! หมวกที่น่าจะกันได้แม้กระทั่งกระสุนมันกลับบุบลงเพราะแรงต่อย ถึงกับทำให้ผู้ชายคนนั้นตัวหมุนสบัดกลางอากาศแล้วฟุบลงไป 
 
                    เมื่อเห็นท่าไม่ดีทันใดอีกสองคนก็ชักปืนออกมาอย่างไม่รอช้าแล้วเล็งไปที่มาโคโตะเพื่อจะยิง แต่มาโคโตะกลับดูไม่มีท่าทีที่จะกลัวใดๆ ในแววตาตอนนั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและเกรี้ยวกราดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทันใดที่ชายสองคนนั้นก็กำลังจะยิง 
 
                    แต่ทันใดก็มีเสียงดังขึ้น "ปั้ง!!!" พวกเขาถูกยิงสกัดเข้าที่ข้างหลังจากนั้นคนแรกก็ล้มลงไป จากนั้นอีกคนก็รู้สึกตัวก็จึงหันหลังดู ก็พบว่าปืนนั้นถูกปืนจ่อประชิดอยู่หลังตัวเองแล้ว จากนั้นก็ถูกยิงเข้าไปอีก  "ปั้ง!!" ซึ่งปรากฏเป็นโทระโอะที่ลอบไปหยิบปืนคนแรกที่กระเด็นไปหน้าร้านแล้วใช้ยิงเพื่อช่วยมาโคโตะ 
 
                    ยูกิ มาริและมายูมิมัวแต่ตกใจกับสถานะการณ์ที่เร็วมากก็เงยหน้าขึ้นมา จนยูกิก็มองไปที่ทั้งสองคนแล้วพูด "พะพวกนายปลอดภัยดีใช่ไหม" ทุกคนค้างกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่มาก
 
                    โทระโอจึงพูด "เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว!! ต้องไปแล้วละ!! มาริซัง!!กับมายูมิไปเอาของจำเป็น มาโคโตะรีบแบกยูกิไปรอประตูทางออกหลังร้านเลย!! อื้ก!! เร็วเข้า!!" 
 
                    มาโคโตะที่กลับมาได้สติก็เห็นหน้าโทระโอะที่ยับเยินก็ถามโทระโอะไป .."นายไหวไหมโทระโอะ!!" 
                    โทระโอะจึงพูด "เจ้าบ้าแค่นี้เอง!! ไปเร็วเข้า!! ไม่ใช่เวลามาเป็นห่วงกันนะเฟ้ย!!" มาโคโตะก็แบกตัวยูกิส่วนมาริและมายูกิเก็บกระเป๋าและข้าวของจำเป็นไป แล้วทุกคนก็รีบเตรียมที่จะออกไป โทระโอะที่อยู่หลังสุดก่อนจะออกจากร้านก็พูด "เกือบแย่สะแล้ว" 
 
                    ขณะที่จะปิดประตูนั่นเองก็มีเสียงดังขึ้น.."ปั้ง!!!" ........  "อื้ก....." โทระโอะล้มลงไปกับพื้น พร้อมภาพที่ช้าลงอีกครั้ง มาโคโตะที่อุ้มยูกิอยู่หน้าสุดก็หันกลับมาก็เห็นมาริและมายูมิตกใจ ปรากฏเป็นโทระโอะถูกยิงเข้าที่ท้องจากข้างหลังแล้วนอนเลือดไหลกองอยู่ที่พื้น และคนที่ยิงคือทหารคนแรกที่กระเด็นไปกระแทกหน้าร้าน 
               มาโคโตะเริ่มจะฟิวล์ขาดอีกครั้ง แต่ยูกิก็พูดขึ้น "อย่านะมาโคโตะ!! รีบไปแบกโทระโอะคุงมาเร็วเข้า!!!! ฉันเดินเองได้!!! เราต้องไปแล้ว!!
 
               จังหวะนั้นมาโคโตะสับสนแล้วกำลังจะตัดสินใจว่าจะเลือกอะไร สถานการณ์รอบๆมันกดดันเขาสุดๆ แต่ในที่สุดมาโคโตะก็เลือกที่จะไปแบกโทระโอะมา ทหารคนนั้นนอนหมดสภาพถอดหมวกปรากฏเป็นชายมีผมสีแดงหน้าตาดุและโหดเหี้ยม แล้วเขาวางปืนลง แล้วมองไปยังมาโคโตะก่อนจะหัวเราะ "อะเหอะๆๆๆ!! พวกแกหนีไปไหนไม่รอดหรอก!! ถุย!!" เขาถมเลือดออกมาเหยียดหยามมาโคโตะ 
 
               ก่อนมาโคโตะมองไปที่ชายคนนั้นด้วยความแค้นแต่เขาก็ต้องช่วยโทระโอะก่อน แล้วทุกคนก็หนีออกไปในตรอกหลังร้าน โดยมาโคโตะวิ่งนำและแบกโทระโอะไว้ที่ข้างหลัง มาริและมายูมิช่วยดูแลยูกิ การรักษาและพักผ่อนทำให้ยูกิแม้จะวิ่งปกติไม่ได้ แต่เธอก็ใช้ไม้ค้ำและประคองตัวเองไปได้ด้วยตัวเองโดยไม่เดือดร้อนใคร ทุกคนวิ่งผ่านตรอกซอกซอยต่างๆ ซึ่งผีดิบบริเวณก็เยอะพอสมควรพวกมันบางส่วนเริ่มไล่ตามทุกคน มันยิ่งกดดันพวกเขาไปใหญ่ ทุกคนต้องวิ่งหลบออกจากซอยที่พวกมันอยู่เยอะ ทำให้ต้องวิ่งกลับไปกลับมาเพื่อหาทางหนีออกไป นอกจากหนีพวกผีดิบยังต้องระวังตัวไม่ให้ทหารพวกนั้นเห็นตัวอีกด้วย มันยิ่งเป็นการยาก มันทำให้ทุกคนลำบากเป็นอย่างที่สุด 

                    ในขณะที่วิ่งไปมาโคโตะก็คิดในใจ "ฉันไม่ยอมให้เป็นแบบนี้หรอก!!! อย่าพึ่งตายนะเฟ้ยโทระโอะ!!" โทระโอะที่เสียเลือดมากก็หน้าซีดสลบหมดสติไป ในขณะที่พวกผีดิบอยู่ทุกที่เต็มไปหมด............ 


.....................................................................................................................................................

TO BE CONTINUE
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น

  1. #3 YaiBue (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 08:17
    อ่านไปลุ้นไป สนุกมากค่ะ
    #3
    2
    • #3-1 zagem(จากตอนที่ 11)
      1 มิถุนายน 2562 / 10:20
      ขอบคุณมากๆคราบ
      #3-1