[SJ] ด้วยรัก ... และความตาย [KangHae, Kyumin] (จบแล้ว))

ตอนที่ 9 : Chapter 8 ความลับของชินดง และท่าทีของจองซู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 66
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 เม.ย. 59

Chapter 8  ความลับของชินดง  และท่าทีของจองซู

 

 

            ถัดจากคิมคิบอม  ก็เป็นเรียวอุค  เลขาส่วนตัวของคังอิน

 

            เรียวอุคเป็นชายร่างเล็กบาง  ถึงเยซองจะเป็นคนตัวเล็กแล้ว  เรียวอุคก็ยังเล็กกว่า  ส่วนสูงไม่เกินร้อยหกสิบเจ็ดเซนติเมตร  บวกกับลำตัวไม่หนาเหมือนคนอื่นและหน้าตาที่ดูน่าเอ็นดู  ยิ่งทำให้ร่างนั้นดูราวกับเด็กที่เพิ่งโต  ทั้งที่อายุจริงปาเข้าไปยี่สิบแปดปีแล้ว  เขาเพิ่งมาทำงานให้คังอินในช่วงที่คังอินซื้อคฤหาสน์หลังนี้

 

            “คุณมาถึงที่นี่เมื่อไหร่นะ”  สารวัตรเริ่มต้นหลังจากแนะนำตัวกันเรียบร้อย

 

            “เมื่อวันศุกร์ครับ  ผมขับรถพาคุณดงเฮกับคุณฮยอกแจมาส่ง  หลังจากกินอาหารเย็นก็ขับรถกลับโซลเพื่อไปรับคุณคังอิน”

 

            “แล้วเมื่อวันศุกร์คุณออกจากที่นี่กี่โมง”

 

            “ราวห้าโมงเย็นครับ  เพราะผมต้องไปรับคุณคังอินตอนสี่ทุ่มครึ่ง”

 

            เยซองเลิกคิ้ว 

 

            “คุณคงได้ยินแล้วว่าช่วงที่คุณอยู่ที่นี่  มีชายแขนเดียวมาที่นี่”  เยซองถาม

 

            “ครับ”

 

            “ตอนนั้นคุณทำอะไรอยู่ที่ไหน”

 

            “ผมรอรับคำสั่งเรื่องธุระของคุณดงเฮที่โซล  คุณฮยอกแจก็บอกให้ผมเอาของใช้ที่ลืมไว้มาให้”

           

            หลังจากนั้นเรียวอุคเล่าเรื่องตั้งแต่หลังอาหารเที่ยงวันนี้  ซึ่งไม่ผิดไปจากที่ฮยอกแจและคิบอมเล่าให้ฟัง

 

            “ได้ยินว่าพวกคุณเก็บไฟแช็กของคุณคังอินได้ในทางลับ  คุณทราบไหมว่าคุณคังอินลงไปในทางลับเมื่อไหร่”  สารวัตรถามอย่างมุ่งมั่น

 

            “อะไรนะครับ”  เรียวอุคทำตาโต

 

            “คุณคิดหรือเปล่าว่าเขาอาจลงไปตอนเย็นวันศุกร์”  สารวัตรพูดราวกับพ่นไฟ

 

            “เดี๋ยวนะครับ!  คุณคิดว่าชายแขนเดียวคือคุณคังอินหรือครับ”  เรียวอุคทำตาโต  หัวเราะพรืดอย่างขบขัน  “เป็นไปไม่ได้แน่นอน  ท่านไม่ได้มีฝีมือในการแสดงละครขนาดนั้น  อีกอย่าง  ผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่คุณคังอินใช้ไฟแช็กนั่น  คือตอนที่เขาเพิ่งมาถึงคฤหาสน์ตอนเช้า  เขายืนสูบบุหรี่อยู่หน้าบ้านพักหนึ่ง”

 

            สารวัตรทำหน้าไม่เชื่อถือ  ขณะถามถึงธุรกิจที่คังอินมีแผนจะทำร่วมกับซีวอน  ซึ่งเรียวอุคปฏิเสธอย่างสุภาพว่าบอกไม่ได้

 

            “เอ่อ  ที่จริง  พวกผมอยากถามเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองคนน่ะครับ”  เยซองแก้ให้

 

            “อ้อ  ถ้าอย่างนั้นผมก็บอกได้  สองท่านไม่มีปัญหาอะไรกันเลยครับ  คุณคังอินก็ดูกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือคุณซีวอนมาก  เพราะยังรู้สึกผิดเรื่องคฤหาสน์นี้แล้วก็เรื่องคุณดงเฮอยู่  คุณคังอินคงอยากชดใช้ให้คุณซีวอนน่ะครับ  เห็นท่านเป็นคนแบบนั้น  ความจริงคุณคังอินเป็นคนใจดีมากนะครับ”

 

            หลังจากนั้น  สารวัตรถามเรื่องไม้เท้า แต่เรียวอุคบอกว่าเคยเห็นมันวางประดับอยู่ในห้องทำงานของคังอิน  แล้วเขาก็ไม่ได้สนใจมันอีก  จึงไม่ทราบว่าหลังๆ นี้  คังอินยังเก็บไม้เท้าไว้ที่เดิมหรือไม่  แต่หลังจากที่สารวัตรเฉลยว่าเขาพบมันในที่เกิดเหตุ  เรียวอุคก็พูดน้อยลงทันที

 

            “คุณเรียวอุค  ผมขอถามคำถามสุดท้าย  คุณรู้จักเด็กที่ชื่อซองมินหรือเปล่า”  เยซองถาม

 

            “อ้อ  ซองมิน  เด็กรับใช้ที่เคยอยู่บ้านคุณคังอิน  แต่ตอนนี้มาทำงานที่นี่แทน  ทำไมหรือครับ”

 

            “เด็กคนนั้นสายตาสั้นขนาดหนัก  เคยใส่คอนแทคเลนส์ตอนอยู่บ้านใหญ่  แต่พอมาที่นี่ก็ลืมเอามาด้วย”

 

            “อ้อ  ครับ  ผมก็ว่าทำไมซองมินถึงหรี่ตามองผมแปลกๆ  ความจริงจะฝากผมเอาคอนแทคเลนส์ให้ก็ได้นะ  ผมไม่ถือหรอก  สงสัยจะเกรงใจน่ะสิ”  เรียวอุคหัวเราะ

 

 

 

 

 

            ถัดจากเรียวอุคคือชินดงฮี  ทายาทตระกูลขุนนาง  เขาเป็นอาแท้ๆ ของซีวอน  จึงถือได้ว่ามีสัมพันธ์กับตระกูลชเวและคฤหาสน์นี้อย่างลึกซึ้ง

 

            ชินดงเป็นชายร่างอ้วนกลม  ใบหน้าสดใส  แต่งตัวดีสมกับชาติตระกูล  แต่ดวงตาดูหลุกหลิกเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้ใจ  ชินดงมาถึงคฤหาสน์ตอนสี่โมงเย็นของเมื่อวานพร้อมกับคิบอม  และได้ฟังเรื่องชายแขนเดียวจากจองซูตอนอาหารเย็น  แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ

 

            “ทั้งๆ ที่คุณรู้เรื่องคดีเมื่อยี่สิบปีก่อน  และรู้ว่าชายแขนเดียวหายตัวไป  แต่คุณก็ยังไม่สนใจแม้จะมีคนมาบอกว่า  ชายแขนเดียวกลับมาเร็วๆ นี้น่ะหรือ”   สารวัตรถามอย่างหงุดหงิด

 

            “ก็เรื่องมันผ่านไปนานแล้วนี่ครับ  สมมติว่านายฮันกยองที่ถูกฟันแขนขาดยังมีชีวิตอยู่จริงๆ  แถมเขายังสาบานว่าจะแก้แค้นซีวอนที่มีส่วนทำให้เขาเป็นแบบนั้นล่ะก็  ทำไมเขาต้องรอมาถึงยี่สิบปีล่ะครับ  ที่ผ่านมาซีวอนก็อยู่ที่นี่  เขามีโอกาสตั้งมากมายที่จะฆ่า  คิดแบบนี้ผมเลยไม่ได้ใส่ใจอีก”

 

            “แต่ในเมื่อคุณซีวอนเพิ่งถูกฆ่าตาย  คุณคงไม่ใส่ใจไม่ได้แล้วสินะครับ”

 

            “ก็อาจใช่  แต่มันไม่เกี่ยวกับผมเลยนี่”  ชินดงยักไหล่

 

            “ถ้าอย่างนั้น  กรุณาเล่าเรื่องบ่ายวันนี้ให้ฟังหน่อยครับ”

 

            “หลังกินอาหารเที่ยงเสร็จ  เด็กที่ชื่อฮยอกแจกับเลขาเรียวอุคก็เดินออกไป  ตามด้วยคิบอม  บนโต๊ะเลยเหลือแค่สามคน  คือผม  ซีวอน  แล้วก็คังอิน”  เรื่องที่ชินดงเล่าตรงกับทุกคนก่อนหน้านี้  “ผมมีเรื่องอยากคุยกับคังอิน  ก็เลยรอจะพูดด้วยหลังกินข้าว  แต่พอดีซีวอนก็มีเรื่องอยากพูดเหมือนกัน  ผมเลยออกไปก่อนตอนบ่ายโมงครึ่งเพื่อให้ซีวอนได้คุยตามลำพัง  คังอินบอกให้ผมกลับมาใหม่ตอนบ่ายสองครึ่ง  ผมเลยเดินเล่นอยู่แถวนั้น  บ่ายสองครึ่งก็กลับไป  ในห้องเหลือคังอินรอผมอยู่คนเดียว”

 

            “คุณทราบไหมว่าซีวอนออกไปตอนไหน”

 

            “คังอินบอกผมว่าคุยกับซีวอนเสร็จเมื่อห้านาทีก่อน  กำลังจะให้คนไปตามผมพอดี”

 

            “คุณคุยกับคุณคังอินถึงกี่โมงครับ”

 

            “ถึงสามโมง  ตอนสามโมงผมก็ขอตัว  ผมเข้าห้องพักไปนอนเล่น  ห้องผมอยู่ชั้นสองครับ  ชื่อไฮยาซินท์  ตอนกำลังเคลิ้มใกล้หลับถึงได้ยินเสียงร้อง  เลยออกมาดู  ปรากฏว่าเป็นเสียงฮยอกแจ”

 

            “แปลว่าหนึ่งชั่วโมงนั้นคุณอยู่คนเดียว ไม่มีใครเป็นพยานให้ว่าคุณอยู่ในห้อง”

 

            “คิดว่าไม่มีนะครับ  แต่คุณตำรวจ  คุณสงสัยผมหรือ  ผมกับซีวอนไม่ได้มีเรื่องราวอะไรกันเลยนะครับ  ฆ่าเจ้านั่นไปแล้วผมจะได้อะไรล่ะ”

 

            “เรื่องนั้นผมสืบแน่  ว่าแต่คุณคุยอะไรกับคุณคังอิน”

 

            “ไม่เกี่ยวนี่ครับ”

 

            “แต่ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากให้คุณเล่านะครับ  คร่าวๆ ก็ได้”  เยซองไกล่เกลี่ย

 

            ชินดงหน้าแดงอย่างคนไม่พอใจ  เขาพูดกระแทกเสียง   “เรื่องค้าขายน่ะสิ”

 

            “ขายอะไรครับ”

 

            “ของเก่า  วัตถุโบราณ”  ชินดงคำราม  พยายามปกปิดความอับอายบนใบหน้า

 

            เยซองมองชินดงอย่างเห็นใจ  ดูเหมือนว่าทายาทตระกูลผู้ดีเก่าคนนี้จะตกอับถึงขั้นต้องขายสมบัติเพื่อประทังชีวิต

 

            “ขอโทษด้วยครับ”  สารวัตรขอโทษจากใจจริง

 

            “ถ้าอย่างนั้น  คุณทราบไหมว่าคุณซีวอนกับคุณคังอินคุยอะไรกัน”

 

            “ลองถามคังอินเองสิ”

 

            “เราอยากถามคุณด้วยเพื่อความแน่ใจ”

 

            “ธุรกิจของเจ้าซีวอน  ที่คังอินตัดสินใจจะสนับสนุน  ไม่มีเรื่องอื่นหรอก”  ชินดงยอมตอบในที่สุด

 

            “แล้วคุณทราบไหมว่าคุณคังอินกับคุณดงเฮมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า”

 

            “สำหรับคังอิน  ผมคิดว่าไม่มีนะ  แต่ดงเฮ  ผมไม่รู้”  ชินดงทำท่าครุ่นคิด  “ดงเฮเป็นคนเข้าใจยาก”

 

            “ยังไงครับ”  เยซองถามอย่างสุภาพ

 

            “ใครๆ ก็รู้  เดิมดงเฮหมั้นกับคิบอม  ถึงขั้นกำลังจะแต่งงานกัน  แต่สุดท้ายก็หักอกเจ้าคิบอมแล้วไปแต่งงานกับซีวอน  ถ้าเป็นคนทั่วไปคงไม่กล้าสู้หน้าคิบอมได้อีก  แต่ดงเฮกลับไม่รู้สึกรู้สา  เวลาเจอเจ้าคิบอมในงานครบรอบวันตายหรืองานไหนๆ  ดงเฮก็ได้ทำหน้านิ่งๆ  ไม่สะทกสะท้าน  ทำเหมือนคิบอมไม่มีตัวตน”

 

            “แล้วทางคุณคิบอมล่ะครับ  เขามีท่าทียังไงต่อคุณดงเฮบ้าง”

 

            “ไม่รู้สิ”  ชินดงเขี่ยกระดุมเสื้อกั๊กตัวเองเล่น  “ผมไม่แน่ใจ  เจ้าคิบอมก็พอกัน  เท่าที่คุยกันบนรถไฟ  เห็นบอกว่ายังโสด  สงสัยจะยังอกหักไม่หาย”

 

            “คุณเยซองมีอะไรจะถามอีกมั้ย”  สารวัตรมองมาเยซองที่นั่งพิงพนักเก้าอี้  เขายืดตัวตรงขึ้นมาทันที

 

            “ครับ  ผมอยากทราบว่า  ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงระหว่างบ่ายโมงครึ่งถึงบ่ายสองครึ่ง  คุณทำอะไรอยู่ทีไหน”

 

            ชินดงทำหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

 

            “เสียดายว่าผมไม่มีหลักฐานอ้างที่อยู่” ชินดงปรายตามา  “เพราะผมไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุฆาตกรรมในบ้านนี้  อาจมีคนรับใช้เห็นผมบ้างก็ได้”  เขาเงียบไปก่อนพูดต่อ  “อ้อ  จริงสิ  ผมได้คุยกับดงเฮครู่หนึ่ง  สักห้านาที”

 

            ทุกคนมองตากัน

 

            “ไม่ทราบว่าคุยอะไรกันครับ”

 

            “ก็แค่ถามว่าที่ไม่สบายน่ะเป็นไงบ้าง  ประมาณนั้น  ดงเฮกำลังปักผ้าอยู่ตรงระเบียง  เห็นว่าทำแก้เบื่อ  ผมยืนคุยอยู่ข้างนอก  ไม่ได้เข้าไปในห้องหรอก  คุณรู้ไหม  ผมไม่ได้ตั้งใจจะไปตรงนั้นเลย  แต่ทุกอย่างในบ้านนี้เหมือนเขาวงกต  ผมเดินไปเดินมาก็ไปอยู่หน้าห้องดงเฮได้ไงก็ไม่รู้”

 

            “แล้วคุณพบคนอื่นอีกหรือเปล่า”

 

            “อ้อ  ตอนแยกจากดงเฮ  ผมก็หลงทางอีกและเห็นใครคนหนึ่งนอนอยู่ในห้องโบราณ  พอดีบานเลื่อนเปิดไว้เลยเห็นน่ะ  ผมแอบดูเลยพบว่าเป็นคุณจองซู”

 

            “ช่วงหนึ่งชั่วโมงนั้นคุณไปที่โกดังหรือเปล่า”

 

            “ไม่ได้ไปครับ”

 

            “คุณรู้เรื่องทางลับหรือเปล่า”

 

            “แค่รู้ว่ามีครับ  แต่ไม่ได้สนใจ  ทางลับนั่นก็เหมือนของเด็กเล่นนั่นแหละ”  ชินดงพูดท่าทางไม่ยี่หระ

 

            เมื่อชินดงออกไปแล้ว  คณะก็หันมาพูดคุยกัน

 

            “นายนั่นต้องพยายามปิดบังอะไรพวกเราอยู่”  สารวัตรว่า  ซึ่งทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย

 

            “เขาอาจแค่ทำงานไม่ค่อยสุจริตมั้งครับ  เช่น  หักค่านายหน้าขายของเก่าสักเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์”  แทมินพูดอย่างไม่แน่ใจ

 

            “ไม่หรอกแทมิน  ผมว่าเจ้านั่นต้องรู้อะไรเกี่ยวกับคดีนี้แน่นอน ระหว่างหนึ่งชั่วโมงที่เขาอ้างว่าเดินเล่นต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น  ถึงได้พยายามเน้นว่าตัวเองหลงทางอยู่เรื่อย”  สารวัตรดงยอพตั้งข้อสังเกต

 

 

 

 

 

            คนถัดจากชินดงคือจองซู  เขานั่งหลังตรงบนเก้าอี้  มือประสานกันที่หน้าตัก  ยิ้มแย้มให้คณะสืบสวนจนเห็นลักยิ้มที่ข้างแก้ม

 

            “เชิญเลยครับ  ได้ยินว่ามีเรื่องจะถาม  ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก”  น้ำเสียงนั้นสดใส  ตาของจองซูก็ยังไม่ฝ้าขุ่นไปเหมือนคนวัยเดียวกัน  มันจึงเป็นประกายระยิบระยับบ่งบอกว่าเขามีสุขภาพดี

 

            “คุณจองซูท่าทางแข็งแรงดีนะ  ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วครับ”

 

            จองซูปิดปากหัวเราะ  “อย่าถามเรื่องอายุสิครับ”

 

            “ตกลงครับ”  สารวัตรดงยอพหัวเราะตาม  เมื่อสัมผัสท่าทีที่ไม่ถือตัวของจองซูก็ทำให้เขาสบายใจขึ้น

 

            “เรื่องแรกที่เราอยากถาม  คือเมื่อเย็นวันศุกร์  ได้ยินว่ามีชายแขนเดียวมาที่นี่แล้วหายตัวไป”

 

            “ใช่ครับ”  จองซูเบนสายตาจับทีละใบหน้าอย่างสนใจ  “เรื่องนี้ซองมินคงเล่าคุณตำรวจฟังแล้ว”

 

            “ครับ”  สารวัตรรับคำ

 

            “เรื่องนี้  จะว่าไปผมก็มีส่วนผิด  ถ้าผมเอะใจสักนิดแล้วโทรศัพท์ถามคุณคังอินก่อน  เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้”  จองซูพูดชัดถ้อยชัดคำ  “อีกอย่าง  ถ้าซองมินบอกผมแต่แรกว่าแขกคือชายแขนเดียว  ผมก็คงไปต้อนรับด้วยตัวเองแล้ว”

 

            “แต่คุณจองซู  คุณก็ทราบว่าห้องดาเลียมีทางลับ  แล้วทำไมถึงสั่งให้ซองมินพาแขกแปลกๆ  ไปพักห้องนั้นล่ะครับ”  สารวัตรยิงคำถามอีก

 

            “ขอโทษครับ  แต่ตอนนั้นผมคิดว่าเขาคือเพื่อนสนิทคุณคังอิน  เหมือนที่บอกมาทางโทรศัพท์นั่น  ซ้ำเขายังถือนามบัตรคุณคังอินมาด้วย  อีกอย่าง  เสียงที่ผมคิดว่าเป็นคุณคังอินในโทรศัพท์  ก็สั่งผมชัดเจนให้พาแขกเข้าพักในห้องดาเลีย”

 

            ทีมสืบสวนสะดุ้งหันมองหน้ากัน  แปลว่าโทรศัพท์จากที่ไหนก็ไม่รู้  สั่งให้แขกพักในห้องที่มีทางลับอย่างนั้นหรือ

 

            “คุณไม่เอะใจเลยหรือ”

 

            “ไม่หรอกครับ  คุณตำรวจ  คนแก่เท่าผมก็หลงๆ ลืมๆ เป็นธรรมดา  ตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงทางลับด้วยซ้ำเพราะมัวแต่ยุ่งๆ เรื่องจัดสวน  พอได้รับโทรศัพท์ก็ทำตามคำสั่งไปอย่างนั้นเอง”

 

            แทมินจ้องใบหน้านั้นเขม็ง  ราวกับพยายามจะหาร่องรอยของการโกหกปิดบัง  แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเขาไม่เจออะไรเลย

 

            “แล้วคุณทราบได้อย่างไรว่าแขกหายไป”

 

            “ตอนเช้าผมจะไปทักทายแขก  แต่ปรากฏว่าเคาะเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเปิด  ประตูก็ล็อกแน่นหนา  ใส่กุญแจเรียบร้อย  ผมชักตกใจ  เลยเอากุญแจสำรองไขเข้าไปดู”  จองซูเล่าเรื่อยๆ  เหมือนไม่มีอะไรตื่นเต้น

 

            “แล้วคุณก็เจอกุญแจวางอยู่ในห้อง”  เยซองต่อให้

 

            “ครับ”

 

            “ตอนนั้นคุณได้ลองเข้าไปดูในทางลับหรือเปล่า”

 

            “ไม่ครับ  ผมอายุปูนนี้แล้ว  ขาแข้งก็ไม่ค่อยจะดี  ขนาดถนนธรรมดายังเดินลำบาก  กลัวจะหกล้ม  ผมจะไม่เข้าไปในทางลับเด็ดขาด”

 

            “คุณได้เล่าเรื่องนี้ให้คุณดงเฮฟังหรือเปล่า”

 

            “ไม่ได้เล่าครับ  คุณดงเฮน่าสงสารออก  อีกอย่าง เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับคุณดงเฮด้วย”

 

            “แต่คุณบอกคุณคังอิน”

 

            “ครับ  ก็เป็นบ้านของท่านนี่ครับ”

 

            “แล้วเขาทำยังไงต่อ”

 

            “คุณคังอินดูตกใจมาก หลังได้รับโทรศัพท์ไม่นานเขาก็มาถึงแล้วก็ซักผมเรื่องนี้ยกใหญ่    ตอนนั้นคุณดงเฮก็อยู่ข้างกัน  ทุกคนตกใจกันใหญ่  ซองมินก็ถูกเรียกมาถามทันทีเลย”

 

            “แล้วคุณคังอินได้เข้าไปในทางลับไหมครับ”

 

            “คุณคังอินไม่ได้พูดอะไรนะครับ  แต่ผมคิดว่าคงเข้าไป”

 

            “ถ้าอย่างนั้น  คุณช่วยเล่าเรื่องตอนบ่ายนี้ให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ”

 

            “ครับ  ตอนบ่ายสองถึงบ่ายสาม  ผมนอนกลางวัน  อันที่จริงก็นอนเป็นประจำ  ไม่อย่างนั้นก็ตื่นไม่ถึงตอนกลางคืน”  จองซูตอบแววตาสดใส

 

            “อ้อ  คุณชินดงเล่าว่าเดินผ่านห้องตอนคุณกำลังหลับ”

 

            จองซูทำตาโต  “จริงหรือครับ  ผมไม่รู้ตัวเลย  ปกติผมจะห้ามไม่ให้คนเดินผ่านในสวนตอนผมนอน  แต่  ทำไมเขาถึงไปเดินแถวนั้นได้ล่ะครับ”

 

            “เขาบอกว่าหลงทางน่ะครับ  แล้วจากนั้น  คุณทำอะไรต่อ”

 

            “พอบ่ายสามผมก็ตื่น  แล้วก็ไปอาบน้ำ  แล้วสาวใช้ก็มาบอกว่าคุณเยซองมาถึงแล้ว  ผมก็เลยไปพบในห้องรับรองแขก  ตอนนั้นน่าจะประมาณสี่โมงใช่ไหมครับ”

 

            “ครับ”  เยซองตอบรับ

 

            “หลังจากนั้นเรื่องก็เป็นตามที่พวกคุณทราบ”

 

            หลังจากนั้นสารวัตรก็ซักถามเรื่องฆาตกรที่ฆ่าซีวอน  จองซูก็ปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น  ถึงจะพลิกแพลงคำถามอย่างไร  จองซูก็ไม่หลุดอะไรออกมาเลยจนสารวัตรเริ่มท้อ

 

            “คุณจองซูครับ  ได้ยินว่า  บางครั้งก็มีคนเห็นชายแขนเดียวอยู่แถวคฤหาสน์  คุณคิดว่าอย่างไร”

 

            “เรื่องนั้น  คงเชื่อถือได้นะครับเพราะแต่ละคนที่เห็นก็เรียนสูงๆ กันทั้งนั้น  ทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย  ทั้งหมอฟัน  บางคนก็เชื่อว่าเขาเป็นวิญญาณเลยตามจับตัวไม่ได้สักที  แต่เอาจริงๆ คงไม่มีใครกล้าไล่ตามเขาหรอกครับ”

 

            “แล้วคุณเคยเห็นกับเขาบ้างหรือเปล่า”  สารวัตรซัก

 

            “แหม  ผมน่ะอยากเห็นเขามากเลย  เพราะจะว่าไปเขาก็เหมือนเป็นคนเก่าคนแก่ของคฤหาสน์  แต่ไม่ยักเห็นสักที  แม้แต่ตอนที่ซองมินมาบอกว่าพบชายแขนเดียว  เขาก็หนีไปแล้ว”

 

            “ถ้าอย่างนั้น  คุณคิดว่าเขาคือฮันกยองจริงหรือเปล่า”

 

            “อย่างที่บอกไป  ถ้าเป็นเขาได้จะดีมาก  แต่เรื่องนี้ผมก็บอกไม่ได้  เพราะไม่เคยพบเลย”  จองซูพูดสบายๆ  ดูไม่ออกว่าพูดเรื่องจริงหรือเปล่า  ก่อนพูดต่อ  “ผมรู้นะว่าใครๆ ก็คิดว่าผมซ่อนตัวฮันกยองไว้  คุณตำรวจก็ด้วย  แต่ผมคงต้องทำให้ทุกท่านผิดหวังอีกครั้ง เพราะผมไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ”

 

            สารวัตรมองดูการยืนกระต่ายขาเดียวนั้นแล้วถอนใจ

 

            “ว่าแต่  คุณจองซู  คุณคังอินกับคุณดงเฮรักกันดีอยู่ไหม”

 

            “ครับ  รักกันมากเลย” จองซูก้มหน้าหัวเราะลงไปที่อก  “คุณคังอินน่ะรักคุณดงเฮมาก  ส่วนคุณดงเฮ  ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งได้เคยรู้จักกับผู้ชายที่สมเป็นผู้ชายจริงๆ”  จองซูอมยิ้มแล้วพูดต่อ  “คุณดงเฮดูเป็นคนเย็นชาเมื่ออยู่กับคนอื่น  แต่เวลาอยู่สองต่อสองกับคุณคังอิน  เธอน่ารักมาก  ทั้งอ่อนโยนแล้วก็อบอุ่น”

 

            “ถ้าอย่างนั้น  คุณก็รู้จักคุณดงเฮตั้งแต่ตอนเป็นภรรยาคุณซีวอนแล้วสิ”

 

            “ครับ  แต่ตอนนั้นผมไม่ได้พบบ่อยนักหรอก”

 

            “ได้ยินว่าคุณคิบอมมาที่นี่บ่อยๆ”

 

            “ครับ  คุณคิบอมเป็นคนน่าสงสาร เขารักพี่ชายของเขามากเลยเหมือนถูกผูกติดไว้กับที่นี่”

 

            “แล้วคุณรู้เรื่องคุณคิบอมกับคุณดงเฮใช่ไหม”

 

            จองซูทำท่าเหมือนรำคาญ  “นี่คุณสารวัตร  คงไม่คิดว่าคุณคิบอมฆ่าคุณซีวอนเพราะว่าเขาใส่ร้ายพี่ชายตัวเอง  แล้วยังแย่งคุณดงเฮไปหรอกนะ  เขาไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก”

 

            “ครับ  ผมก็ไม่คิดว่าอย่างนั้น”  สารวัตรรับคำ  ทำให้สายตาของจองซูผ่อนลงบ้าง

 

            “เอ้อ  คุณจองซู  คุณรู้หรือเปล่าว่าในโกดังมีกระสอบทรายขนาดใหญ่”  เยซองถามขึ้น

 

            “มันยังอยู่อีกหรือครับ”  จองซูทำหน้าประหลาดใจ  พอดีว่าเมื่อเดือนก่อนไต้ฝุ่นเข้า  ตลิ่งทำท่าจะพังลงมา  ผมเลยต้องทำกระสอบทรายไว้กั้นน้ำ  ...ทำร่วมกับชาวบ้านแถบนี้น่ะครับ...”

 

            “อ้อ”  เยซองรับคำ

 

            “กระสอบนั่นมีอะไรหรือครับ”  จองซูถามอย่างสงสัย

 

            “เปล่าครับ  ขอบคุณมากที่ให้ความร่วมมือ”










ป้าทึกเปิดเผยร่าง.....

ตอนแรกกะจะเรียกแทนป้าว่าชายชรา  แต่คิดไปคิดมาก็สงสาร 555

สรุปจากตอนนี้


ก่อนเกิดเหตุ  ซีวอนกับคังอินคุยกันอยู่ในห้องจัดเลี้ยงประมาณชั่วโมงหนึ่ง (บ่ายโมงครึ่งถึงบ่ายสองครึ่ง)

ตอนนั้นชินดงเดินเล่นในสวน  เจอดงเฮกำลังปักผ้า เจอทึกกำลังนอน

หลังจากนั้น ชินดงก็คุยกับคังอินถึงบ่ายสาม  ซีวอนหายไปตั้งแต่บ่ายสองครึ่ง

และตอนบ่ายสองห้าสิบห้า เยซองกับคยูก็เห็นคนที่น่าจะเป็นซีวอนอยู่ในป่า

หลังจากนั้น  ซีวอนกับคนร้ายสู้กัน  แล้วซีวอนก็ถูกฆ่าตาย  รอยต่อสู้เลยไปอยู่ใต้รถม้าที่คยูเอามาจอดทับไว้พอดีตอนบ่ายสามสิบนาที


ดังนั้น ตอนที่ซีวอนถูกฆ่า  ชินดงอาจกำลังคุยกับคังอิน หรือคุยเสร็จแล้วก็ได้

ป้าทึกอาจจะกำลังนอน ไม่มีใครเห็น



หลักฐานชิ้นที่ห้า กระสอบทรายหนักแปดสิบกิโล


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น

  1. #45 kob kerojang (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 09:41
    ทุกคนน่าสงสัยอะ ดูมีความลับกันหมด เดายากมากเรยอะ
    #45
    0
  2. #15 vincentmarcus137 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 18:28
    ทึกนี่น่ากลัวจริงๆ  เป็นคนที่มีชั้นเชิงมาก ดูเนียนมาก แถมยังแบบ อารมร์เหมือนคนแก่เจ้าเล่ห์อ่ะ (เอ้า ก็บทเค้า)
    ดูยืนกระต่ายขาเดียวจริงๆตอนอ่าน  พี่ชินดง รู้เห็นอะไรบอกตำรวจจิ  ถ้าไม่รู้เห็นด้วย ไม่แน่นี่คงเป็นเหยื่อรายต่อไป รึปล่าว?
    พี่เย่  ดูมีอะไรกับกระสอบทรายมาก ตอนแรกเรางงมาก ว่าพี่เย่ มีปัญหาอะไรกับกระสอบ แต่พออ่านตอนนี้ เริ่มเข้าใจนิดๆล่ะ
    ว่ากระสอบเกี่ยวอะไร   ตอนนี้หลักฐานว่า เป็นพี่หมีเยอะมาก  ส่วนทำตัวน่าสงสัยคือ ป้าทึก  กะทงเฮ (สงสัยเอง รึไม่ก็ไรเตอร์นี่ล่ะ เขียนให้เราสงสัย) คนที่ดูรู้อะไรคือพี่ชินดง  หลักฐานที่สำคัญดูจะเป็น ไม้เท้านะ น่าจะจับไปตรวจลายนิ้วมือ   กับซองมินที่เจอคิมชินโจ แต่ซองมิน ก็ไม่ 100 เปอร์ เพราะมองไม่เห็นซะงั้น   ตามต่อ  อัพบ่อยๆนะไรเตอร์ เค้าสนุก  เค้าชอบหาฆาตกร 5555


    #15
    0
  3. #14 vincentmarcus137 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 18:27
    ทึกนี่น่ากลัวจริงๆ  เป็นคนที่มีชั้นเชิงมาก ดูเนียนมาก แถมยังแบบ อารมร์เหมือนคนแก่เจ้าเล่ห์อ่ะ (เอ้า ก็บทเค้า)
    ดูยืนกระต่ายขาเดียวจริงๆตอนอ่าน  พี่ชินดง รู้เห็นอะไรบอกตำรวจจิ  ถ้าไม่รู้เห็นด้วย ไม่แน่นี่คงเป็นเหยื่อรายต่อไป รึปล่าว?
    พี่เย่  ดูมีอะไรกับกระสอบทรายมาก ตอนแรกเรางงมาก ว่าพี่เย่ มีปัญหาอะไรกับกระสอบ แต่พออ่านตอนนี้ เริ่มเข้าใจนิดๆล่ะ
    ว่ากระสอบเกี่ยวอะไร   ตอนนี้หลักฐานว่า เป็นพี่หมีเยอะมาก  ส่วนทำตัวน่าสงสัยคือ ป้าทึก  กะทงเฮ (สงสัยเอง รึไม่ก็ไรเตอร์นี่ล่ะ เขียนให้เราสงสัย) คนที่ดูรู้อะไรคือพี่ชินดง  หลักฐานที่สำคัญดูจะเป็น ไม้เท้านะ น่าจะจับไปตรวจลายนิ้วมือ   กับซองมินที่เจอคิมชินโจ แต่ซองมิน ก็ไม่ 100 เปอร์ เพราะมองไม่เห็นซะงั้น   ตามต่อ  อัพบ่อยๆนะไรเตอร์ เค้าสนุก  เค้าชอบหาฆาตกร 5555


    #14
    0