[SJ] ด้วยรัก ... และความตาย [KangHae, Kyumin] (จบแล้ว))

ตอนที่ 6 : Chapter 5 ความลับของเด็กหนุ่มในคอกม้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 77
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    18 เม.ย. 59

Chapter 5  ความลับของเด็กหนุ่มในคอกม้า

 

            ใต้รถม้าคันงามมีร่องรอยการต่อสู้หลงเหลืออยู่  โชคดีว่าร่องรอยนั้นไม่ได้ถูกเหยียบย่ำเสียหายเพราะรถม้าช่วยรักษาไว้  แสดงว่าเหตุเกิดก่อนที่รถม้าจะเข้ามาจอด สำหรับบริเวณอื่นนั้นถูกเหยียบย่ำเสียหายไปแล้วจากสมาชิกในคฤหาสน์ที่พากันมามุงดูเมื่อครู่

 

            จากหลักฐานที่หลงเหลือ  พอจะสันนิษฐานได้ว่า คนร้ายกับซีวอนได้ต่อสู้กัน  แต่ซีวอนพลาดท่าถูกคนร้ายใช้ไม้เท้าโลหะฟาดท้ายทอยจนหมดสติ  หลังจากนั้นรัดคอเขาจนเสียชีวิต  แต่รถม้ากลับเข้ามาพอดี  คนร้ายจึงต้องนำตัวเองและศพไปซ่อนตัว  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาสักมุมหนึ่งในโกดังรกๆ นี้ซ่อนตัว  ซึ่งแม้ตำรวจไม่พบรอยเท้าของคนร้าย  แต่ก็พบร่องรอยการเกลี่ยฝุ่นตรงมุมโกดังซึ่งน่าจะเป็นที่ซ่อนตัวของคนร้ายในเวลาดังกล่าว  การจัดการกับหลักฐานจนไม่สามารถตรวจพบรอยเท้าที่อาจนำไปสู่การระบุตัวคนร้าย  แสดงให้เห็นว่าคนร้ายไม่ใช่คนที่จะประมาทได้

 

            สำหรับคยูฮยอนที่เข้ามาขัดจังหวะอาชญากรรม  หลังจากเขานำรถเข้าเก็บ  เช็ดถูรถม้าอยู่ครู่หนึ่งจนสะอาดเอี่ยมเหมือนเดิม  ก็ปลดม้าออกจากคาน  แล้วจูงมันไปที่คอกม้าซึ่งอยู่ห่างออกไปมาก

 

            เมื่อคยูฮยอนกับม้าตัวสวยจากไป  คนร้ายก็แบกศพออกจากที่ซ่อน  นำศพขึ้นวางบนรถม้าแล้วหนีไปได้ในที่สุด

 

            แต่  สิ่งที่ค้างคาใจคือ  ทำไมมันต้องอุตส่าห์แบกศพซีวอนขึ้นไปบนรถม้าด้วย  แล้วถ้ารถม้าไม่กลับเข้ามา  มันจะทำอย่างไรกับศพของซีวอน

 

            จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า  เด็กขับรถม้ากลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในคดีนี้

 

 

 

 

            “เจ้าเด็กขับรถม้านั่น  น่าสงสัยจริงๆ  ว่าไหมครับหัวหน้า”  แทมินนั่งลงบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามกับชินดงยอพที่ว่างอยู่  ในห้องโถงกว้างขวางห้องหนึ่งของคฤหาสน์ที่คังอินยกให้เป็นกองบัญชาการชั่วคราว

 

            “นายคิดว่าเจ้าเด็กนั่นเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดหรือ”  ชินดงยอพเอ่ยถาม  ดวงตาก็เหลือบมาทางเยซองนิดหนึ่ง  กับชื่อของสำนักงานนักสืบที่เยซองสังกัดอยู่ ดงยอพก็พอคุ้นอยู่บ้าง...เล็กน้อย  อย่างน้อยที่สุดเขาก็วางใจได้ว่าเยซองเป็นคนของสำนักงานตัวจริง

 

            “มันต้องมีส่วนในเรื่องนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”  แทมินทุบโต๊ะปังจนน้ำชาในถ้วยใบหรูกระฉอกออกมา  หน้าตาฉายแววมุ่งมั่นในการทำคดี  เขาจะไม่ยอมแพ้ให้กับนักสืบโนเนมที่ชื่อเยซองเด็ดขาด

 

            “ถ้าอย่างนั้น  เราเริ่มสอบสวนกันเถอะ”  ชินดงยอพพูดอย่างกระปรี้กระเปร่า

 

            “ก่อนอื่น  ผมมีเรื่องสำคัญมากๆ จะเล่าให้คุณฟัง”  เยซองคว้าเก้าอี้มาหนึ่งตัวแล้วลงนั่งเบื้องหน้าสารวัตรชินดงยอพ

 

            “อย่างที่คุณทราบ ผมเดินทางมาที่นี่เนื่องจากคุณคังอินขอให้ผมมาสืบเรื่องชายแขนเดียวที่หายตัวไปเมื่อวันศุกร์” 

 

            ชินดงยอพตั้งอกตั้งใจฟัง  สารวัตรประสานมือไว้บนโต๊ะ ขณะที่แทมินนั่งกอดอกด้วยสีหน้าดื้อดึง  จนชินดงยอพต้องหันไปพยักหน้าเพื่อให้แทมินจดข้อความจากเยซอง

 

            “ระหว่างที่เดินทางจากสถานีรถไฟมาที่นี่  ผมเห็นชายคนหนึ่ง  แต่งตัวเหมือนกับที่ผู้ตายสวม  วิ่งผ่านรถม้าไปในป่า”

 

            คำบอกเล่าของเยซองทำให้สารวัตรดงยอพขยับกายเข้ามาใกล้เขามากขึ้น

 

            “ตอนนั้นสักกี่โมงครับ”

 

            “อีกห้านาทีจะบ่ายสามครับ  ผมสะดุดใจเพราะแขนเสื้อข้างซ้ายมันปลิวสะบัดแปลกๆ”

 

            “ตอนนั้นมีใครเห็นเหมือนคุณอีกไหม  คุณมาด้วยรถม้า  ก็คือรถม้าคันเดียวกับที่บรรทุกศพคุณซีวอนหรือ”

 

            “ครับ  คยูฮยอน  เอ่อ  เด็กที่ขับรถม้าให้ผมก็น่าจะเห็นเหมือนกันครับ  เพราะเห็นเขาตกใจจนกระชากรถหยุดกะทันหัน  ถ้าอย่างไรลองถามเขาดูอีกครั้งระหว่างสอบปากคำ”

 

            “แล้วมีใครในบ้านนี้ทราบบ้างว่าคุณจะมา”  ถึงตอนนี้  แทมิน  นายตำรวจร่างเล็กเลิกวางท่า  กลับท่าทีเป็นตั้งอกตั้งใจทำงานเต็มที่

 

            “ไม่ทราบสิครับ  นอกจากคุณคังอินแล้ว  ก็ไม่ทราบว่ามีคนอื่นอีกไหม”

 

            “ขอบคุณมากครับ  เอ้อ  แล้วคุณพอทราบไหมว่าไม้เท้านี่”  สารวัตรขยับไม้เท้าที่เต็มไปด้วยผงสีเทาดำสำหรับตรวจหาลายนิ้วมือเข้ามาใกล้  “กับกล่องบุหรี่อันนี้เป็นของใคร”

 

            เยซองตอบคำถามสารวัตรโดยการเปิดสมุดบันทึกที่มีรูปถ่ายคังอินกับไม้เท้า  แล้วยื่นข้ามโต๊ะไปให้ดงยอพตรวจสอบ  “ผมไม่ทราบว่าเป็นไม้อันเดียวกันหรือไม่นะครับ  ส่วนกล่องบุหรี่ ผมไม่เคยเห็นมันมาก่อน”

 

            “อืม  คนที่สูบบุหรี่มีไม่กี่คนหรอก  ก่อนอื่นเลยก็คือคุณคังอิน  คุณชินดงฮี  และก็  เอ้อ  แทมิน” สารวัตรหันไปถามตำรวจร่างเล็กที่นั่งจดบันทึกอย่างตั้งอกตั้งใจ  “นักเป่าฟลุตคนนั้นก็สูบบุหรี่เหมือนกันใช่ไหม”

 

            “นักเป่าฟลุตหรือครับ”  เยซองเอ่ยถามอย่างสงสัย

 

            “ครับ  คุณคิมคิบอมคนนั้นเป็นนักเป่าฟลุตที่มีชื่อเสียงมาก  แล้วก็ติดบุหรี่เอามากๆ ด้วย”  แทมินตอบอย่างกระตือรือร้น

 

            “ดูเหมือนมันจะตกอยู่ก่อนรถม้าจะเข้ามานะครับ”  แทมินเอ่ยเมื่อมองดูความบุบเบี้ยวของมัน

 

            “ถ้ากล่องบุหรี่นี่เป็นของคนร้ายจริง  มันจะไม่แปลกไปหน่อยหรือครับที่มันทิ้งหลักฐานมัดตัวเอาไว้  ทั้งที่อุตส่าห์เกลี่ยรอยเท้าตัวเองเสียเรียบร้อย”  เยซองตั้งข้อสังเกต

 

            “ถ้าอย่างนั้น  ในกรณีของไม้เท้าซ่อนดาบล่ะครับ  มันจะทิ้งไว้ทำไม  เราจะใช้เหตุผลเดียวกันเพื่อตัดคุณคังอินออกไปได้หรือครับ”  แทมินถามอย่างคนใจร้อน  แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบแก่นายตำรวจร่างเล็ก  ตอนนี้แทมินแทบจะปักใจเชื่อเสียแล้วว่าคิมคังอินนี่ละอยู่เบื้องหลังทุกอย่าง  เพราะคนคนนี้เป็นคนเดียวที่จะจัดฉากละครลวงโลกครั้งใหญ่ได้  เป็นเจ้าของบ้าน  เจ้าของอาวุธสังหาร  แถมยังมีข้ารับใช้มากมายในบ้านที่พร้อมจะทำตามคำสั่ง

 

 

 

            หนึ่งทุ่มตรง  หลังจากทีมสืบสวนกินอาหารเย็นที่จองซูเป็นธุระจัดหาให้อย่างเต็มที่  การสอบปากคำก็เริ่มขึ้น   รายแรกที่ถูกเรียกตัวมาสอบปากคำคือเด็กขับรถม้า  โจคยูฮยอน

 

            เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีไม่ได้สวมเสื้อกล้ามตัวเดียวแล้ว  ดูเหมือนเขารู้ล่วงหน้าว่าจะถูกเรียกมาสอบปากคำ  จึงแต่งตัวเป็นทางการเรียบร้อย  คือสวมเสื้อสีแดงสดกระดุมทองประจำตำแหน่ง  สีของมันเจิดจ้าจนสารวัตรดงยอพผู้สอบปากคำต้องหรี่ตามอง

 

            ข้อมูลช่วงแรกที่ได้จากคยูฮยอนตรงกับที่เยซองได้บอกเล่าไปแล้ว  เขาพบชายแขนเดียววิ่งผ่านไปในป่าโปร่งใกล้คฤหาสน์  เวลาบ่ายสองห้าสิบห้านาที  คยูฮยอนบอกเวลาได้แน่ชัดเนื่องจากเขามาถึงหน้าเรือนเล็กตอนบ่ายสามโมงตรง  ซึ่งปกติแล้วจากจุดนั้นมาถึงหน้าเรือนเล็กจะใช้เวลาห้านาทีพอดี

 

            “ทำไมตอนที่เห็นชายแขนเดียว  เธอต้องตกใจขนาดนั้นด้วยล่ะ”  สารวัตรยิงคำถาม

 

            คยูฮยอนตอบมาราวกับเตรียมคำตอบเอาไว้แล้ว  “ก็มีชายแขนเดียวมาวิ่งแถวนั้นมันน่าแปลกนี่ครับ  อีกอย่าง  ผมเคยได้ยินเรื่องชายแขนเดียวจากซองมิน  ซองมินบอกว่าคุณจองซูดุเขาใหญ่เรื่องนี้”

 

            “ซองมิน  ใช่เด็กรับใช้ที่ถูกส่งไปดูแลคิมชินโจหรือเปล่า”

 

            “ครับ  ซองมินเป็นเด็กรับใช้ที่เพิ่งย้ายมาอยู่ไม่นาน  คุณจองซูตั้งใจจะให้ดูแลเรื่องรับรองแขกของโรงแรม  เป็นเด็กน่ารักมาก  แล้วก็เป็นคนโปรดของคุณจองซูด้วย”

 

            “ที่ว่าน่ารักนี่  น่ารักตรงไหนหรือ”  สารวัตรถามคำถามที่ดูไม่เข้ากับสถานการณ์  จนเด็กหนุ่มตรงหน้าเอียงคอเล็กน้อยคล้ายสงสัย  แต่ก็ตอบคำถามต่อ

 

            “หน้าตาน่ารักครับ  ตากลมโต  แก้มป่อง  ตัวเล็กๆ  นิสัยก็ใสซื่อเหมือนเด็ก”  คยูฮยอนตอบไม่ติดขัด

 

            “แล้วทำไมเขาถึงเล่าเรื่องที่ถูกคุณจองซูดุให้เธอฟังล่ะ”

 

            “เราสองคนสนิทกันมากครับ”  เด็กหนุ่มตอบซื่อๆ  แทมินหันมาลอบยิ้มยิงฟันให้เยซอง  รูปร่างหน้าตาแบบคยูฮยอน  คงจะสนิทกับใครๆ ได้ไม่ยากเย็น

 

            หลังจากส่งเยซองที่หน้าห้องพักเรือนเล็ก  คยูฮยอนก็พูดคุยกับเยซองตามประสาคนเคยรู้จักกันอีกครู่หนึ่ง  แล้วเขาก็ขอตัวกลับเพื่อเอารถม้าไปเก็บที่โกดัง  รถม้าไปถึงโกดังตอนบ่ายสามสิบนาทีพอดี 

 

            “แปลว่า  ระหว่างที่เห็นชายแขนเดียววิ่งในป่า จนเธอไปถึงโกดัง  ใช้เวลาสิบห้านาทีพอดีใช่ไหม”  สารวัตรถามย้ำ  คยูฮยอนตอบรับอย่างมั่นใจ

 

            “แล้วพอเธอกลับถึงโกดัง  เธอก็เห็นคุณซีวอนอยู่ในนั้นพอดี  เลยฆ่าเขา  แล้วจัดการมัดแขนศพเอาขึ้นไปวางไว้บนรถม้าใช่ไหม” 

 

            สารวัตรยิงคำถามอย่างโหดร้าย  คยูฮยอนผงะแทบตกเก้าอี้  หน้าซีดเผือดจนแทมินต้องลุกขึ้นไปยึดตัวเขาไว้

 

            “ผมจะทำอย่างนั้นไปทำไม  ผมไม่เคยเจอคุณซีวอนด้วยซ้ำ”  คยูฮยอนพูดอย่างหมดเรี่ยวแรง  มองหน้าสารวัตรดงยอพที  เยซองทีอย่างขอความช่วยเหลือ

 

            “เอาละ  ถ้าเธอไม่ได้ทำ  ก็เล่ามาให้ละเอียดเชียวว่าระหว่างนั้นเธอทำอะไรบ้าง”

 

            “ไม่เห็นต้องขู่ผมขนาดนี้เลยนะ” 

 

            คยูฮยอนประท้วงเสียงเบา  ท่าทางโล่งอกลงเล็กน้อย  เด็กหนุ่มยกแขนขึ้นซับเหงื่อบนหน้าผากที่ออกเยอะผิดปกติ  ไม่แน่ว่าเขาอาจแค่ตกใจกับคำถามเมื่อครู่  หรืออาจจะมีอะไรปิดบังอยู่จริงๆ ก็ได้

 

            ระหว่างนำรถม้าเข้าเก็บ  มีคนสามคนเดินสวนออกมาจากโกดัง  ซึ่งก็คือฮยอกแจ  เรียวอุค  และคิบอม 

 

            “แล้วเธอรู้หรือเปล่าว่าพวกเขาเข้าไปทำอะไรในโกดัง”

 

            “ไม่ทราบสิครับ  อาจจะแค่เดินผ่านเลยแวะดู”

 

            “แล้วตอนนั้นเธอได้พูดกับใครในกลุ่มนั้นบ้างหรือเปล่า”

 

            “พูดกับคุณฮยอกแจครับ  เขาถามผมว่าแขกที่คุณพ่อให้ไปรับมาถึงแล้วหรือ  ผมก็ตอบว่าเรียบร้อยแล้ว  คุณฮยอกแจก็ไม่ได้สนใจผมอีก” 

 

            หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็เอารถม้าเข้าโกดัง  รู้สึกได้ว่าล้อรถเหยียบเข้ากับอะไรบางอย่าง  พอก้มดูก็พบว่าเป็นกล่องบุหรี่สีทองด้านถูกล้อรถบดจนบุบบี้  เขาคิดว่าอาจเป็นของใครคนใดคนหนึ่งในสามคนนั้น  จึงตั้งใจว่าจะเก็บขึ้นมาหลังจากทำความสะอาดรถเสร็จ  แต่แล้วก็ลืมไป  ระหว่างทำความสะอาดรถ  เด็กหนุ่มไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ เลย  หลังจากนั้นก็ปลดม้าออกจากคานแล้วจูงไปที่คอกม้า

 

            “แล้วจากนั้นเธอทำอะไรอีก”

 

            “ผมก็ดูแลเจ้าสเวน  ชื่อม้าน่ะครับ  เอาน้ำให้กิน  เช็ดเหงื่อให้มัน  สักพักผมก็เอามันใส่อานม้าแล้วออกไปขี่ม้าเล่น”

 

            “เธอขี่ม้าทุกวันหรือเปล่า”

 

            “ครับ  มันเป็นงานของผมที่ต้องดูแลเจ้าสเวน  ต้องให้มันได้ไปออกกำลังกายบ้างอย่างน้อยวันละครั้ง  ไม่อย่างนั้นมันคงเบื่อแย่”

 

            คยูฮยอนขี่ม้าประมาณสามสิบนาที  เขากลับมาถึงคฤหาสน์ประมาณสามโมงห้าสิบนาที  เหตุฆาตกรรมถูกพบเมื่อราวๆ สี่โมงยี่สิบนาที  ตอนที่เยซองถลันเข้าไปในโกดัง  คยูฮยอนไม่ได้อยู่ด้วย  เขาตามมาทีหลังในสภาพสวมเสื้อกล้ามตัวเดียว  มาพร้อมกับเด็กรับใช้ที่น่าจะชื่อลีซองมิน

 

            “ถ้าอย่างนั้น  ตั้งแต่สามโมงห้าสิบ  ถึงสี่โมงยี่สิบ  ครึ่งชั่วโมงนั้นเธอไปอยู่ไหน”

 

            คยูฮยอนดูกระสับกระส่าย  “เอ่อ  ระหว่างนั้น  ซองมินถือเหยือกเบียร์มาให้ที่คอกม้า”

 

            “บริการดีขนาดนั้นเชียวเรอะ เกิดเป็นนายนี่ดีจริง”  แทมินทำตาโตขณะเอ่ยปากแซว

 

            “แล้วยังไงต่อ”

 

            “ผมกับซองมินก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระ”  คยูฮยอนเริ่มเสียงแผ่วลงเรื่อยๆ

 

            “เหรอ  คุยเรื่องอะไรบ้างล่ะ  คุยอยู่ครึ่งชั่วโมงเลยหรือ”  สารวัตรถามเรื่อยๆ

 

            “โธ่  สารวัตร  มันไม่เห็นเกี่ยวกับคดีตรงไหนเลย  เอาเป็นว่าผมกับซองมินไม่เห็นอะไรแปลกๆ ทั้งนั้นแหละ”  เด็กหนุ่มโอดครวญ

 

            “หึหึ”  สารวัตรหัวเราะชั่วร้ายในลำคอ  “เจ้าหนู  แกคงคิดไม่ถึงว่าเมื่อครู่ฉันได้ตรวจดูในคอกม้าแล้ว  มันสร้างไว้มิดชิดเชียวล่ะ”

 

            คยูฮยอนพยายามทำหน้าตาใสซื่อจ้องสารวัตรกลับอย่างยังไม่ยอมจำนน

 

            “แล้วเกี่ยวอะไรกับคดีครับ”

 

            “ก็ไม่เกี่ยวเท่าไหร่หรอก  พอดีฉันเหลือบไปเห็นชั้นวางของขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมด้านหลังลึกๆ  มันปูหญ้าแห้งไว้ด้วย  หน้าตาเหมือนเตียงสองชั้นไม่มีผิด  ฉันสงสัยเลยเข้าไปดู  เห็นหญ้าแห้งมีรอยบุ๋มเหมือนเพิ่งมีคนลงไปนอน  เศษหญ้ากระจัดกระจายได้ที่เชียวละ  ฉันเลยสงสัยว่าใครกันเพิ่งมานอนบนนี้  แล้วก็ได้เจอของไม่คาดฝัน”

 

            สารวัตรดงยอพแบมือออกยื่นไปตรงหน้าเด็กหนุ่ม  บนฝ่ามือนั้นมีต่างหูเงินข้างหนึ่ง  เป็นแบบมีติ้งห้อยยาวลงมา  ประดับด้วยคริสตัลเรียงเป็นแถวสวยงาม

 

            “อ๊ะ”  คยูฮยอนทำท่าจะกระโจนคว้าต่างหู  แต่สารวัตรผู้มากชั้นเชิงชักมือกลับ

 

            “ว่าไง  ไอ้หนู  แกคงไม่ใช้ของแบบนี้หรอกนะ  ฉันแอบดูหูแกอยู่ตั้งนาน  ไม่ยักมีรอยเจาะ”

           

            แทมินที่เพิ่งเข้าใจเรื่องหัวเราะขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่

 

            “โธ่เอ๋ย  หัวหน้า  ปล่อยไปบ้างก็ได้  สงสารเด็กมัน”

 

            เด็กหนุ่มดูจนมุม  นั่งหน้าแดงก่ำลามถึงใบหู  แต่ก็เพียงครู่เดียวที่แววตานั้นเปลี่ยนเป็นท้าทาย

 

            “แล้วไงครับ  ผมไม่ได้ทำอะไรผิดนี่  อีกอย่าง  คุณจองซูก็สั่งให้ซองมินดูแลผมเป็นพิเศษอยู่แล้ว  เรื่องนี้เด็กนั่นก็เต็มใจ  แถมยังติดใจจนต้องมาขออีกเรื่อยๆ  ผมก็เลยตามใจมาตลอด”

 

            เมื่อเรื่องรักวัยรุ่นถูกเปิดเผย  ก็แทบจะเป็นการเฉลยว่าคยูฮยอนไม่ใช่คนร้าย  เพราะเด็กหนุ่มไม่อาจหาญพอจะไปทำเรื่องอย่างว่าอย่างสบายใจ  หลังจากเพิ่งก่อคดีฆาตกรรมเสร็จใหม่ๆ หรอก

 

            “แล้วเรียบร้อยดีไหมล่ะ”  สารวัตรยังเย้าแหย่ไม่เลิก

 

            “ครับ  เรียบร้อยดี  กำลังเคลิ้มอยู่เชียวตอนที่มีเสียงเอะอะขึ้นในโกดัง”

           

            “ว่าแต่  เธอเห็นศพแล้ว  คิดว่าคนที่เธอเจอในป่าเป็นซีวอนหรือเปล่า”

 

            “ผมคิดว่าใช่นะ  เพราะเหมือนกันทุกอย่างตั้งแต่รูปร่าง  การแต่งตัว”

 

            “แล้วเธอรู้หรือเปล่าว่าวันนี้คุณเยซองจะมา”

 

            “เพิ่งทราบตอนเห็นคุณเยซองเดินลงมาจากขบวนรถนี่แหละครับ”  คยูฮยอนตอบติดกวนเล็กน้อย  คงเป็นการแก้หน้าหลังจากถูกเปิดโปงเรื่องส่วนตัวไป

 

            “ขอบใจมาก  งั้นคำถามสุดท้าย  เธอเคยเห็นไม้เท้านี่ไหม”  ดงยอพดึงเอาไม้เท้าซ่อนดาบสีเงินออกจากใต้โต๊ะ  คยูฮยอนทำตาโต

 

            “ไม้เท้าของคุณคังอินนี่ครับ  มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”  เด็กหนุ่มพลั้งปาก  ต่อมาก็กัดริมฝีปากแน่นเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว

 

            “เป็นไปไม่ได้  ผมไม่เชื่อเด็ดขาด !!  คยูฮยอนโวยวายหลังจากเริ่มตระหนักได้ถึงความหมายของมัน  เด็กหนุ่มจ้องมองคราบเปรอะเปื้อนบนไม้เท้าตาถลน  ใบหน้าหล่อเหลาดูบิดเบี้ยวด้วยอารมณ์รุนแรง

 

            “เอาล่ะ  ไม่เป็นไร  ขอบใจมากคยูฮยอน”

 

            เยซองมองตามแผ่นหลังกว้างของเด็กหนุ่มที่ดูห่อเหี่ยว  ท่าเดินดูราวกับคนไม่มีเรี่ยวแรงขัดกับวัย  แผ่นหลังนั้นค่อยๆ ลับหายไปจากสายตา

 

            “หมอนั่นคงรักเจ้านายเอามากๆ”  ดงยอพรำพึงอย่างสงสาร

 

 








#ฉากต้องห้ามของคยูมินในคอกม้า   คือชื่อตอนที่แท้จริง หึหึ

ทุกคนทำตัวน่าสงสัย แต่ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว !!



หลักฐานชิ้นที่สาม  ต่างหูข้างหนึ่งของซองมินนั่นเอง เย้




ตอนหน้ามาฟังเรื่องของซองมินกันบ้างนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น

  1. #43 kob kerojang (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 09:37
    มีคยูมินเล็กน้อยให้ชื้นใจ แร้วเค้าก้อคู่กันจิงๆ อิอิไรท์น่ารักมาก
    #43
    0
  2. #9 vincentmarcus137 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 03:12
    เราขอเม๊นรวดนะ  อ่านเพลินมาก ตอนต่อไปเราจะเม๊นเป็นตอนๆให้ค่ะ

    โอ้ยยย ไรเตอร์ สนุกมากอ่ะ  คือเรื่องมันลุ้นมาก  ทุกคนทำตัวน่าสงสัยหมด 
    คยูมิน ว่าล่ะเชียว ต้องแต่คยูใส่เสื้อกล้าม  กะล่ะๆ น้องมินยังเด็กอยู่เลย  อย่างเอาแต่ใจมากนะพี่ท่าน
    ตอนนี้ คนที่ดูน่าสงสัย  คังอิน กับคิบอม แต่ก็ดูจะง่ายไปถ้าเป็นสองคนนี้ หรือจะเป็นสองคนนี้ 
    แต่เอาจริง ชายแขนเดียวนี่สยองมากนะ  ถ้าเป็นเราไม่มาทำงานในที่แบบนี้แน่ ถือว่าพี่เย่สตรองมากจริงๆ 
    ที่สำคัญฉลาดด้วยนะ  ซีวอนมาเร็วไปเร็วมาก ยังไม่ทันมีฉากพูดเลย  
    แต่เราชอบนะ  ลุ้นมาก   จริงๆทุกคนดูทำตัวน่าสงสัยหมด ป้าทึกก็น่าสงสัยนะ  ตั้งแต่แรกเค้าก็สนิทกับป๋า 

    ตอนนี้สำหรับเราน่าสงสัยก็  คิมคิ พี่หมี (สงสัยเพราะไม่เท้า แต่ไม่ได้ทำตัวน่าสงสัยเท่าไหร่)  ป้าทึก (มีหลายๆอย่างที่ทำให้สงสัย)  ตามต่อๆ

    ตอนหน้ารอเด็กรับใช้คนน่ารัก (บุคคลเหนือเมนยังไงก็ต้องรัก)  หวังว่าบุคคลเหนือเมน และเมน(ที่ก็เป็นบริกร) จะรอดนะ 555555
    #9
    0