[SJ] ด้วยรัก ... และความตาย [KangHae, Kyumin] (จบแล้ว))

ตอนที่ 4 : Chapter 3 คิมชินโจผู้หายตัวไปจากทางลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 90
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    15 เม.ย. 59

Chapter 3  คิมชินโจผู้หายตัวไปจากทางลับ

 

            คฤหาสน์ถ้ำปีศาจที่อยู่ต่อหน้าเยซอง  ยังคงความหรูหราโอ่อ่าไม่เปลี่ยนแปลงจากรูปเก่าๆ  ที่เยซองค้นเจอในหน้าหนังสือพิมพ์  จะแตกต่างก็ตรงที่  ไร่ส้มรอบคฤหาสน์ไม่ใช่สมบัติของคฤหาสน์อีกต่อไป  กำแพงหนาทึบถูกสร้างเพื่อกั้นบริเวณคฤหาสน์ออกจากไร่ส้มโดยรอบ  เรือนแถวยาวที่เคยเป็นที่พำนักของบรรดาภรรยาน้อยทั้งเจ็ดของชเวซึงฮวานถูกดัดแปลงเป็นห้องพักหรูหรา  ซึ่งหนึ่งในนั้นถูกจัดให้เป็นห้องพักของเยซอง  ลักษณะห้องเป็นแบบโบราณ  นอกหน้าต่างมองเห็นภูเขาที่มีต้นไม้ร่มรื่น

 

            เยซองบอกลาคยูฮยอนที่หน้าห้องพัก สักครู่หนึ่ง  หญิงรับใช้วัยกลางคนก็เข้ามา แจ้งว่าคังอินขอพบเขาเวลาสี่โมงเย็น  เยซองจึงตัดสินใจอาบน้ำให้สดชื่นเสียก่อน

 

            โรงแรมนี้ถูกแบ่งเป็นสองส่วน  คือส่วนห้องพักแบบตะวันตก กับส่วนที่พักแบบโบราณ  ส่วนที่เยซองอยู่นี้มีลักษณะเป็นแบบเกาหลีโบราณ  ที่นอนปูบนพื้นไม้ขัดมันวับ  ใต้พื้นมีท่อน้ำร้อนไหลผ่านให้ความอบอุ่นได้ดีในฤดูหนาว  ห้องของเขาจัดเป็นห้องชั้นหนึ่งมีห้องน้ำในตัว  แต่เยซองหมายมั่นเอาไว้ว่าจะต้องหาโอกาสไปใช้ห้องอาบน้ำรวมให้จงได้  เพราะเคยได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่า  คังอินตกแต่งห้องอาบน้ำรวมอย่างหรูหรา  ไม่มีโรงแรมใดเทียบได้ 

 

            เยซองเดินไปแง้มบานประตูเลื่อนที่เปิดออกสู่นอกชานเพื่อรับลมเย็นๆ จากสวน  เขายืนสูดกลิ่นสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าครู่หนึ่งแล้วจึงกลับมาจัดการกับกระเป๋าเดินทาง  เริ่มจากการล้วงเอารายละเอียดสั้นๆ  เกี่ยวกับงานในครั้งนี้ออกมา  มันเป็นข้อความที่คิมเรียวอุค  เลขานุการของคิมคังอินส่งมาให้เขาทางอีเมล์  ซึ่งเยซองจัดการปรินท์เพื่อเก็บติดตัว  ในกรณีที่ระบบอินเตอร์เน็ตขัดข้อง  ซึ่งเยซองก็รู้ตัวว่าคิดถูกแล้วเมื่อมาถึงคฤหาสน์แล้วพบว่า  ที่นี่ยังไม่มีระบบอินเตอร์เน็ต  สัญญาณโทรศัพท์ก็ติดๆ ดับๆ

 

            นักสืบร่างเล็กหยิบเอากระดาษใบสำคัญมาคลี่ออกอ่านอีกครั้ง  เนื้อความในจดหมายบอกเขาว่า  เร็วๆ นี้  มีแขกคนหนึ่งถือจดหมายแนะนำจากคิมคังอินเพื่อเข้าพักในห้องพักตะวันตก  โดยที่ก่อนหน้านั้นสองชั่วโมง  มีโทรศัพท์จากโซล  อ้างตัวว่าเป็นคิมคังอิน  โทรมาบอกทางคฤหาสน์ว่าอีกสักครู่จะมีแขกชื่อคิมชินโจเข้าพัก  ขอให้รับรองให้ดีด้วย แม้โรงแรมจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์  ปาร์คจองซูก็อนุญาตให้แขกพักได้ตามสบายเนื่องจากเกรงใจคิมคังอิน  แขกดังกล่าวลงชื่อในสมุดว่า  คิมชินโจ

 

            หลังจากพักหนึ่งคืน  แขกดังกล่าวก็หายตัวไป  โดยทิ้งสัมภาระคือกระเป๋าเดินทางเก่าๆ หนึ่งใบ  ภายในมีเสื้อเชิ้ตขาวหนึ่งตัวกับกางเกงชั้นในผู้ชายสองสามตัว  ไม่มีหลักฐานแสดงตัวตนอื่นหลงเหลือ 

 

            จุดที่น่าสงสัยที่สุดคือห้องนั้นถูกล็อกจากข้างใน  กุญแจก็ยังวางอยู่ในห้องบนหิ้งเหนือเตาผิง  ปาร์คจองซูผู้ถือกุญแจสำรองของทุกห้องก็ยืนกรานว่าตนเก็บกุญแจไว้กับตัวตลอดเวลา  ไม่มีทางที่ผู้ใดจะเอาไปได้เด็ดขาด

 

            หลังจากเกิดเรื่อง  ปาร์คจองซูติดต่อคิมคังอินทันทีเพื่อแจ้งข่าว  แต่สิ่งที่น่าตื่นตกใจยิ่งกว่าคือคิมคังอินปฏิเสธว่าตนไม่เคยเขียนจดหมายแนะนำให้ใครไปพักที่โรงแรมเลย  ซึ่งเมื่อนำจดหมายแนะนำที่ถูกเขียนบนด้านหลังนามบัตรของคังอินมาตรวจสอบดูภายหลัง  ก็พบบางจุดที่ลายมือในจดหมายนั้นไม่ตรงกับของคังอิน  ซึ่งในเรื่องนี้  ปาร์คจองซูได้แสดงความเสียใจที่ทำงานสะเพร่า  เพียงแค่โทรศัพท์เพื่อตรวจสอบกับคังอินก่อนให้แขกเข้าพัก  เหตุการณ์ดังกล่าวคงไม่เกิดขึ้น

 

            หลังจากนั้นไม่กี่วัน  สิ่งที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าก็หลุดออกจากปากของเด็กรับใช้ชื่อ  ลีซองมิน

 

            ระหว่างที่ลีซองมินถูกจองซูสอบสวนอย่างหนักเกี่ยวกับรูปพรรณสัณฐานของแขกผู้น่าสงสัย  เนื่องจากซองมินเป็นเด็กที่ถูกส่งไปดูแลคิมชินโจ  แต่ในระหว่างสอบสวน  ลีซองมินก็ปล่อยโฮ  สะอึกสะอื้นเนื้อตัวสั่นเทา  แล้วบอกจองซูว่า คิมชินโจไม่มีแขนข้างซ้าย  เพราะระหว่างที่คุยกัน  คิมชินโจขยับแขนขวาเพื่อยกชาขึ้นดื่มบ้าง  ขยับผ้าปิดหน้าบ้าง  แต่แขนเสื้อสีดำข้างซ้ายนั้นตกห้อย  ไม่มีปลายนิ้วโผล่ออกมา  ซ้ำยังแกว่งไปมาตามแรงลมเบาๆ  ดูน่าสยดสยอง

 

            เกี่ยวกับเรื่องนี้  ปาร์คจองซูเล่าว่า  ตัวเขาไม่ได้ลงมาต้อนรับแขกรายนี้ด้วยตนเอง  เพราะขณะนั้นกำลังวุ่นวายอยู่กับการปรับปรุงสวนรอบอาคารตะวันตกอยู่  แต่จากปากคำของพนักงานต้อนรับและเด็กรับใช้หลายๆ คนก็พูดตรงกันว่า  ไม่มีใครเห็นใบหน้าของคิมชินโจสักคน  ทราบแต่เพียงว่าเขาเป็นชายร่างสูงใหญ่  ลำตัวหนาดูบึกบึน  คะเนอายุไม่ได้  สวมหมวกหลุบหน้า  คาดผ้าปิดปากสีดำสนิทตลอดเวลา  สวมเสื้อนอกสีดำทับเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าสีเทา  และกางเกงขายาวสีดำ

 

            เหตุที่ซองมินเพิ่งสารภาพเรื่องนี้กับจองซู  เนื่องจากลีซองมินเพิ่งมาอยู่ใหม่  ยังไม่ทราบเรื่องชายแขนเดียวที่ป้วนเปี้ยนแถวคฤหาสน์มาก่อน  จึงไม่ได้เอะใจ  แม้จะแอบหวาดหวั่นกับแขกผู้ไม่มีแขนซ้ายอยู่ก็ตาม

 

            จากนั้น คิมคังอินได้ตรวจสอบที่อยู่ของคิมชินโจที่ลงไว้ในสมุด  ก็พบว่าเป็นที่อยู่ปลอม บ้านเลขที่นั้นไม่มีจริง  และชื่อ  คิมชินโจ  ก็ไม่อยู่ในรายชื่อคนรู้จักของเขาเลย สรุปได้ว่าชายแขนเดียวลึกลับปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า  และก็หายตัวไปในความว่างเปล่าเช่นเดียวกัน

 

 

            เยซองพับจดหมายลงสอดไว้ในสมุดบันทึก  ดวงตาเล็กเลื่อนลอยไปไกล  และขณะแช่อยู่ในอ่างอาบน้ำ  เขาก็ยังครุ่นคิดถึงแขกปริศนาผู้นั้น

 

            แทบไม่ต้องสงสัยแล้วว่า  แขกลึกลับที่ใช้ชื่อคิมชินโจ  ก็คือฮันกยอง  อดีตคนสวนที่หายสาบสูญไปหลังก่อคดีฆาตกรรมเจ้าของบ้านคนเก่า  แต่จุดประสงค์ที่เขาปรากฏตัวคืออะไรกันแน่  ชายแขนเดียวในชุดสีดำ  ดูเป็นเครื่องหมายของลางร้ายที่น่าขยะแขยงบอกไม่ถูก

 

            และคำถามสำคัญคือ  ฮันกยองมีชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในป่ามาถึงยี่สิบปีได้อย่างไร

 

            ขณะจมดิ่งลงในห้วงความคิดของตน  เยซองก็ถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงดนตรีจากที่ไกลๆ  เสียงนั้นฟังดูเศร้าสร้อย  เป่าเป็นเพลงหนึ่งที่เยซองเคยรู้จัก

 

            นักสืบร่างเล็กเงี่ยหูฟังอย่างสนใจ  ดูเหมือนจะเป็นเสียงฟลุต  มันลอยมาจากตึกใหญ่ที่เป็นที่ตั้งของห้องพักแบบตะวันตก  แล้วเขาก็คิดออก  เสียงนั้นกำลังเป่าเป็นเพลง Hungarian Pastorale Fantasy  ของ Doppler

 

            แล้วเยซองก็สงสัย  ใครกันหนอเป็นผู้เป่าฟลุต  มันลื่นไหลไม่มีติดขัด  บ่งบอกว่าผู้เป่านั้นช่ำชองในการเป่าฟลุตเพียงใด  เยซองนับนิ้วเพื่อไล่รายชื่อแขกในบ้านหลังนี้ที่น่าจะมีฝีมือในการเป่าฟลุตราวกับมืออาชีพ  ไล่ตั้งแต่ชเวซีวอน  แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าชเวซีวอนชอบเป่าฟลุต  ยิ่งทายาทตระกูลผู้ดีเก่าอย่างชินดงฮี  น้องชายของอดีตภรรยาของชเวดองวอน  ก็เป็นไปได้น้อยกว่าซีวอนเสียอีกว่าชายร่างอ้วนผู้ละโมบนั้นจะสนใจในสิ่งละมุนละไมอย่างดนตรี   ถ้าอย่างนั้นจะเป็นใครได้อีก  เยซองก็ยังนึกไม่ออก

 

            สักครู่เยซองก็ก้าวออกจากอ่าง  เสียงฟลุตเงียบไปแล้ว  แต่ขณะเขากำลังแปรงฟัน  เสียงเพลงใหม่ก็ดังขึ้นอีก  คราวนี้เล่นเพลงที่เขาไม่รู้จัก  เยซองรีบเร่งแปรงฟันเนื่องจากใกล้เวลาสี่โมงเย็นแล้ว

 

 

 

 

 

 

            สี่โมงเย็น  เยซองก้าวเข้าอาคารตะวันตกอย่างร้อนใจ  เขามาตรงเวลาเกินไปทั้งที่ตั้งใจจะมาก่อนเวลาสักเล็กน้อย  เนื่องจากระยะทางที่เขากะตอนนั่งรถม้าคันหรูหราที่คยูฮยอนขับดูใกล้กว่าความเป็นจริงมาก  เขาจึงกะเวลาผิดจนต้องกระหืดกระหอบมาพบผู้จ้างวานในสภาพนี้

 

            หญิงรับใช้วัยกลางคนรออยู่แล้ว  เธอเดินนำเขาไปที่ห้องหนึ่ง  ซึ่งในอดีต  ชเวซึงฮวานเคยใช้ต้อนรับแขก  เมื่อก้าวเข้าไปเขาถึงกับชะงักตรึงอยู่กับที่เมื่อเสียงทรงอำนาจร้องทักมาจากด้านบน

 

            “เข้ามาใกล้ๆ สิคุณเยซอง”

 

            เสียงคังอินนั่นเอง  เยซองมองหาต้นเสียง  แล้วก็พบว่าคังอินกำลังนั่งวางท่าสง่าอยู่บนชั้นลอย  มีลูกกรงกั้นระหว่างชั้นลอยกับชั้นล่างที่เขายืนอยู่นี้  ข้างๆ ตัวคังอินมีทั้งลีดงเฮภรรยารัก  และปาร์คจองซูนั่งอยู่ขนาบซ้ายขวา  เยซองโค้งศีรษะทักทายทั้งสาม  คังอินหัวเราะอย่างมีเลศนัย  ขณะที่จองซูอมยิ้มขัน  มีเพียงลีดงเฮเท่านั้นที่ทำหน้านิ่งได้ราวกับรูปปั้นเทพีสักองค์หนึ่ง

 

            “ผมตกใจหมดเลยครับคุณคังอิน”  เยซองลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ห้องชั้นล่างขณะแหงนหน้าคุยกับเจ้าบ้านทั้งสาม  “สมัยก่อน  เวลามีคนมาเยี่ยมชมบารมีท่านซึงฮวาน  ก็คงถูกสั่งให้เข้ามาใกล้ๆ แบบนี้สินะครับ”

 

            “ฮ่าๆ  ถูกแล้วละคุณเยซอง  เป็นไง  ผมนั่งวางท่าอยู่บนนี้พอจะมีบารมีกับเขาบ้างไหม”   คังอินยกมือลูบท้ายทอย  ใบหน้าแดงก่ำแลดูเขินอายก่อนกล่าวต่อ

 

            “ครั้งแรกที่ผมได้มาชมคฤหาสน์หลังนี้  ความคิดแรกของผมเลยคือ  ชเวซึงฮวานท่าจะหวาดระแวงหนักกว่าที่ชาวบ้านร่ำลือกันเสียอีก  ฮ่าๆๆ”

 

            จองซูยกมือฟาดแขนหนาหนั่นของคังอิน  แล้วค้อนด้วยจริตที่ดูไม่สมวัย  “แหม  คุณคังอินก็  ผมยังอยู่ตรงนี้ทั้งคนนะครับ”

 

            คังอินไม่สนใจท่าทางนั้น  เขาหันมาพูดต่ออย่างรื่นเริง  “อย่างที่คุณเห็น  บ้านหลังนี้มีอะไรที่เราคาดไม่ถึงกันอีกมาก  เพราะทันทีที่สร้างคฤหาสน์เสร็จ  คุณชเวซึงฮวานก็เผาแบบแปลนคฤหาสน์ทิ้ง  แม้แต่คุณชเวดองวอนกับชเวซีวอน  ทายาทแท้ๆ  ของคุณซึงฮวานยังไม่รู้เส้นทางทั้งหมด  คนเดียวที่กุมความลับทั้ไว้ไม่ยอมคายออกมาเสียทีก็คือคุณจองซูคนนี้  ผมจึงต้องเลี้ยงไว้  ให้ค่อยๆ คายความลับออกมาทีละเรื่อง”

 

            ลีดงเฮมีสีหน้าเย็นชายิ่งขึ้น  เยซองมองลีดงเฮผู้งดงามอย่างฉงนใจ  ลีดงเฮในวัยสามสิบกว่ายังดูอ่อนเยาว์ราวกับอายุเพียงยี่สิบปลายๆ  ท่าทางสง่าเยือกเย็นจนเย็นชา  ร่างเล็กดูบอบบางเหมือนตุ๊กตากระเบื้องที่เพียงจับแรงๆ ก็แตกร้าวคามือได้  ยิ่งนั่งเคียงคู่อยู่กับคังอินที่ร่างใหญ่หนาดูบึกบึน แล้วยังมีท่าทางดิบเถื่อนติดตัวมาอย่างแก้ไม่หาย  วันนี้คังอินยังแต่งกายไม่เรียบร้อยนัก  เสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่ปลดกระดุมลงมาเกินควร  เห็นหน้าอกหนาด้วยกล้ามเนื้อกับขนหน้าอกดกดำ  เยซองยิ่งสงสัยว่าจะเป็นอย่างไรหากสองคนนี้อยู่ด้วยกันตามลำพัง  แต่แล้วเขาก็ต้องรีบหยุดความคิดอกุศลเมื่อจองซูหัวเราะร่าเริง

 

            “ความจริงแล้ว  ผมขอให้คุณคังอินซื้อผมไว้พร้อมคฤหาสน์หลังนี้ต่างหากล่ะ  คนแก่ไม่มีที่ไปแถมยังไร้ประโยชน์  ก็ต้องทำแบบนี้ละ”  จองซูอธิบายด้วยเสียงสดใส  ทั้งที่อยู่ในวัยเฉียดเจ็ดสิบ  อดีตภรรยาน้อยของนักการเมืองผู้โด่งดังนี้ยังพูดจาคล่องแคล่ว  นั่งหลังตรง  ดวงตาสดใสเป็นประกายบอกความเฉลียวฉลาด  ซึ่งพ่วงมาด้วยความเจ้าเล่ห์ลึกลับที่เป็นของแถมมากับวัยด้วย  แม้จะนั่งประจันหน้ากันอย่างนี้  เยซองยังเดาไม่ถูกว่าจองซูกำลังรู้สึกอย่างไร  หรือคิดอะไรอยู่กันแน่

 

            “อ่า  คุณรู้จักคุณลีดงเฮ  ภรรยาของผมแล้วใช่ไหม”  ลีดงเฮค้อมศีรษะทักทาย  ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อเมื่อได้รับการแนะนำจากสามี

 

            “ครับ  เคยพบกันหนหนึ่งในงานเลี้ยง” เยซองหมายถึงตอนที่ลีดงเฮยังเป็นเลขานุการของคังอินอยู่  แต่เป็นช่วงที่เริ่มมีข่าวเสียหายกับคังอินแล้ว  เขาจึงไม่กล้าพูดยาวกว่านี้  ซึ่งดงเฮเองก็มีท่าทีอับอายเช่นกัน

 

            “ว่าแต่  คุณเดินทางมาสะดวกดีหรือ”  คังอินเริ่มเอ่ยถามเมื่อสาวใช้วัยกลางคนนำชามาเสิร์ฟ

 

            “สะดวกดีครับ  นั่งรถไฟมาจากโซลแค่ชั่วโมงกว่าเท่านั้น  มาถึงก็เจอคยูฮยอนกับรถม้าของเขามาคอยอยู่แล้ว”

 

            “ฮ่าๆๆ  รถม้านั่นเป็นอย่างไรบ้าง  ผมซื้อต่อมาจากตระกูลขุนนางเชียวนะ  ยังไม่เคยได้นั่งเลย”  คังอินเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี

 

            “โธ่  คุณคังอิน  ผมเกร็งแทบตายตอนนั่งมาบนรถม้า  คนที่สถานีรถไฟเอาแต่ซุบซิบกันอยู่นั่น  เจ้าเด็กคยูฮยอนนั่นก็เหลือเกิน ไม่ได้รู้สึกรู้สมอะไรทั้งสิ้น”  เยซองโอดครวญ

 

            “อย่างนั้นเหรอ  ผมว่าจะให้รถม้าเป็นกิมมิคพิเศษของโรงแรมเราเสียหน่อย  สำหรับแขกวีไอพีไง  ว่าจะเขียนคำโปรยลงในโฆษณาว่า  รถม้าสุดหรู  โบราณวัตถุจากสมัยราชวงศ์  พร้อมคนขับรูปงามดั่งเทพนิยาย  พร้อมพาคุณเดินทางสู่สวนสวรรค์  เพียงสมัครสมาชิกโรงแรมในราคาพิเศษ”

 

            จองซูหัวเราะหึหึ  ตีแขนคังอินอีกเพียะหนึ่ง

 

            “คุณคังอินก็พูดเป็นเล่นอยู่เรื่อย”

 

            “อ้อ  คุณคังอินให้เจ้าเด็กนั่นมาอยู่ด้วยเพราะอย่างนี้นี่เอง”  เยซองเริ่มหัวเราะตาม

 

            “ก็แหงสิ  เจ้าเด็กลูกครึ่งนั่น  เก็บไว้ทำงานก่อสร้างน่าเสียดายออก”  คังอินหัวเราะร่วน  แม้แต่จองซูยังยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะ  มีเพียงลีดงเฮเท่านั้นที่ยังปั้นหน้าเป็นรูปปั้นลึกลับอยู่ 

 

 

            “เรามาคุยธุระกันดีกว่าคุณเยซอง”  คังอินตัดบท  เขาขยับกายนั่งตัวตรง  “คุณคงทราบแล้วว่ามีแขกที่ใช้ชื่อ คิมชินโจ  มาขอเข้าพักที่โรงแรมนี้แล้วหายตัวไป...”

 

            “ครับ  ผมได้รับรายละเอียดคร่าวๆ  จากคุณเรียวอุคแล้ว”

 

            “แล้วคุณรู้เรื่องคดีเมื่อยี่สิบปีก่อนหรือเปล่า”

 

             “เอ่อ  ผมเคยได้ยินมาบ้าง”

 

            “เรื่องมันเกี่ยวพันกันอีรุงตุงนังเลยละ  เรื่องมันเริ่มจาก  เมื่อยี่สิบปีก่อนตอนเกิดเหตุ  มีชายคนหนึ่งหายตัวไป”

 

            “ทราบครับ  คนนั้นชื่อฮันกยอง  เห็นว่าเขาฆ่าตัวตายโดยกระโดดลงบ่อน้ำในถ้ำ  แต่ไม่มีใครกล้าลงไปสำรวจก้นบ่อ”

 

            “ปรากฏว่า  เราเคยได้สำรวจถึงก้นบ่อแล้วละ แต่ไม่พบศพเลย  เรื่องนี้ทำตอนคุณชเวซีวอนขึ้นเป็นเจ้าของบ้าน  เรื่องนี้คุณดงเฮก็ทราบดีเพราะทำหลังจากเธอแต่งงานกับซีวอนแล้ว”

 

            ลีดงเฮพยักหน้าแข็งๆ  ใบหน้าเกร็งทื่อเช่นเคย

 

            “คุณคิดว่าฮันกยองยังมีชีวิตอยู่แน่ๆ หรือครับ”  เยซองถาม

 

            “เรื่องนี้ผมไม่ขอฟันธง  แต่ผมมีข้อมูลใหม่ที่เพิ่งเค้นจากคุณจองซูได้อีกเรื่อง”  คังอินหยุดพูดเพื่อจิบชาร้อนหอมกรุ่น  แล้วจึงพูดต่อ  “ห้องที่คิมชินโจเข้าพักเป็นห้องแบบตะวันตกอยู่ชั้นสองชื่อห้องดาเลีย  ในห้องนั้นมีเตาผิงใหญ่แต่ไม่ได้ใช้งานแล้ว  หลังเตาผิงนั้นมีทางลับลงไปใต้ดิน”

 

            เยซองขยับนั่งตัวตรง  ขยับปากกาจดข้อมูลสำคัญลงในสมุดบันทึก

 

            “แล้วทางลับนั้นออกไปที่ไหนครับ  ใช่ถ้ำปีศาจหรือเปล่า”  เยซองถามอย่างสนใจ

 

            “ไม่ถึงถ้ำหรอก  มันทะลุออกที่ศาลเจ้าหลังโรงแรมนี้เอง”  คังอินว่าแล้วหัวเราะหึหึ  “ผมลงไปสำรวจแล้วละ  หยากไย่เต็มไปหมดจนแทบหายใจไม่ออก  แต่ไม่พบทางแยกที่จะออกไปที่อื่นได้เลย”

 

            “ถ้าฮันกยองยังอยู่  เขาควรจะมีอายุเท่าไหร่ครับ”

 

            “สี่สิบปีได้”  ผู้ตอบคือคังอินเช่นเคย  จองซูกล่าวเสริมว่า  “คุณเยซองครับ  ตั้งแต่คุณซีวอนสั่งให้สำรวจบ่อน้ำแล้วไม่พบศพใคร  ฮันกยองก็กลายเป็นฝันร้ายคอยหลอกหลอนคนในตระกูลชเว  ทุกคนกลัวว่าฮันกยองจะกลับมาพร้อมดาบเปื้อนเลือดเพื่อล้างแค้น”  จองซูพูดด้วยเจตนาที่เยซองเดาไม่ออก

 

            “คนในตระกูลชเวคนไหนหรือเครับที่กลัวเรื่องนี้”  เยซองถามอย่างสงสัย  เพราะคนที่มีเรื่องมีราวกับฮันกยองในตอนนั้น  ก็คงมีแค่ชเวดองวอน  ซึ่งก็ได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น

 

            “ก็คุณซีวอนน่ะสิครับ”  จองซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย  “ที่คุณซีวอนสั่งให้ค้นในบ่อน้ำก็เพราะกลัวฮันกยองจนหัวหด  พอได้รู้ว่าไม่มีศพ  ถึงได้ทุกข์ร้อนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาตลอด”

 

            “เอ่อ  คุณจองซูครับ  แล้วทำไมคุณซีวอนต้องกลัวคุณฮันกยองขนาดนั้น”

 

            “ไม่ทราบซิครับ”  ถึงตอนนี้จองซูเลิกทำเสียงชั่วร้าย  กลับตอบด้วยเสียงสดใสไร้เดียงสา

 

            “แล้วคุณดงเฮทราบไหมครับว่าทำไม”  เยซองหันไปถามดงเฮ  ซึ่งสะดุ้งเล็กน้อยก่อนตอบ

 

            “เอ่อ  คงเพราะเขามีนิสัยขี้ระแวงมาตั้งแต่เกิดนะครับ”  ดงเฮเอียงคอตอบอย่างไม่แน่ใจนัก  เห็นดังนั้นคังอินจึงขยับเข้ามาปกป้องภรรยา

 

            “ผมว่านะคุณเยซอง  ไม่ว่าใคร  ถ้าเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นในครอบครัว  ก็คงไม่แปลกหรอกถ้าเรื่องนั้นจะกลายเป็นฝันร้ายให้หวาดผวาไปทั้งชีวิต”

 

            “ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นครับ”  เยซองยอมรับคำ  แต่ยังคงจดบันทึกข้อความบางอย่างลงสมุดเล่มเล็ก

 

            “พูดถึงคุณดองวอนกับคุณฮีชอล  ซึ่งจะพูดไปแล้วก็คือคุณพ่อแท้ๆ กับแม่เลี้ยงของคุณซีวอน  วันมะรืนนี้ก็จะเป็นวันครบรอบวันตายของทั้งสองคนแล้ว  ขณะเรากำลังคุยกันเรื่องจัดงานครบรอบวันตาย  ก็กลับเกิดเรื่องประหลาดขึ้น  คุณจองซูเลยกังวลเป็นพิเศษน่ะ”

 

            ขณะนั้นเอง  เยซองเห็นกิริยาประหลาดของดงเฮผู้นั่งนิ่งดุจรูปปั้นมาตลอด  เสี้ยวหน้างดงามนั้นจ้องมองสามีอย่างหวาดกลัวชั่วขณะ  ซึ่งภาพนั้นได้ติดตาเยซองไปอีกแสนนาน

 

            หลังจากนั้นเกิดความเงียบน่าอึดอัดขึ้นในห้อง  ไม่มีใครพูดคุยหรือแม้จะยกชาขึ้นดื่ม  เยซองเหลือบดูนาฬิกาข้อมือ  มันชี้บอกเวลาสี่โมงยี่สิบนาที

 

            ทันใดนั้นเองก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นสองสามครั้งจากความเงียบสงบ  เสียงนั้นค่อยๆ  ใกล้เข้ามา  ทุกคนในห้องพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก  ในที่สุดเสียงฝีเท้าก็หยุดลงตรงทางเดินหน้าห้อง

 

            “คุณพ่อ!

 

            ประตูเปิดออก  เป็นฮยอกแจในชุดกีฬาเรียบง่ายยืนเท้ากรอบประตูท่าทางตื่นตกใจ  ใบหน้าเครียดเกร็งน่ากลัว

 

            “ฮยอกแจ  เป็นอะไรไป  ทำไมร้องเสียงดังขนาดนี้”  คังอินลุกจากเก้าอี้บนชั้นลอย  ทำท่าจะถลาลงมาคว้าตัวลูกชายสู่อ้อมกอด

 

            “คุณพ่อครับ  มีคนตาย  มีคนถูกฆ่าตาย  รีบไปดูเถอะ!

 

            เสียงเก้าอี้ลั่นครืดคราด

 

            “อะไรนะ!

 

            “ใครกัน”

 

            “คุณลุงซีวอน  คุณลุงซีวอนตายแล้วครับ”

 

            คังอินรีบกระโจนพรวดพราดลงจากชั้นลอยทั้งยังแต่งกายไม่เรียบร้อย  วินาทีนั้นเองดงเฮมองตามสามีอย่างสงสัยและหวาดระแวง  ก่อนจะรีบร้อนวิ่งตามไป









สวัสดีหลังจากหายไปนาน  หุหุ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์มากเลยค่ะ  นักอ่านน่ารักมาก 

ตอนนี้  ก็เฉลยปริศนา (เหรอ?) เพิ่มเติมละนะคะ

ตัวละครออกครบแล้ว  (บางคนก็ออกแต่ชื่อ  แต่จะได้เจอหน้าเร็วๆ นี้ละค่ะ)

เลยทำสรุปผังตัวละครมาให้ดูอีกทีนะ


เรื่องนี้ใช้ตัวละครเปลืองมากจริงๆ


กราบสวัสดี






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น

  1. #41 kob kerojang (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 09:33
    ศพแรกมาแร้ว ไม่นึกว่าจะเป็นซีวอนนะเนี่ยะ ใครฆ่า??
    #41
    0
  2. #8 pungsj13 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2559 / 17:37
    ซีวอนตายอีกแล้ว
    #8
    0