[SJ] ด้วยรัก ... และความตาย [KangHae, Kyumin] (จบแล้ว))

ตอนที่ 20 : Chapter 19 ความจริง (ทั้งหมด) (จบ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 83
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    23 ส.ค. 59

Chapter 19 ความจริง (ทั้งหมด)

 

            หลังคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในคฤหาสน์ถ้ำปีศาจจบลง  หนึ่งเดือนต่อมาเยซองก็ได้รับเชิญไปร่วมงานเปิดหลุมฝังศพของเหล่าผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา  รวมถึงหลุมศพของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วย

 

            จดหมายเชิญสีขาว-ดำรูปลักษณ์เก๋ไก๋หากก็ไม่รื่นเริงจนขาดความสำรวมถูกส่งมาให้เยซองที่สำนักงานนักสืบของเขา  หน้าซองระบุชื่อผู้เชื้อเชิญชัดเจน  คิมคังอินแห่งคฤหาสน์ถ้ำปีศาจนั่นเอง

 

            หลังปิดคดี  เยซองได้ข่าวว่าคังอินต้องเก็บตัวเงียบอยู่ในคฤหาสน์  แม้ว่าคดีจะคลี่คลายลงแล้วและคังอินรอดพ้นจากข้อสงสัยทั้งหลาย  แต่เขาก็เสื่อมเสียชื่อเสียงไปไม่น้อย  เมื่อผนวกกับความโด่งดังของคดีเมื่อยี่สิบปีก่อน  ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของคังอินตกต่ำ  ซ้ำบาดแผลถูกยิงของเขาทำให้เขาต้องเลี่ยงการออกกำลังกายสักพัก  แพทย์แนะนำให้คังอินพักผ่อนอยู่แต่ในคฤหาสน์

 

            แต่เยซองเชื่อเหลือเกินว่าสักวันหนึ่ง  คังอินจะต้องกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง  ด้วยความเป็นนักสู้และจิตใจเข้มแข็งกล้าได้กล้าเสีย  ไม่มีทางที่ชายผู้นี้จะตกต่ำไปตลอด  เพียงแต่ช่วงนี้อาจต้องอดทนรอให้กระแสสังคมจางลงสักพัก

 

            ศพของฮันกยองถูกขุดขึ้นจากหลุมในถ้ำลึก  แม้จะเหลือแต่โครงกระดูกกระจัดกระจายไม่เป็นรูปเป็นร่าง  ทว่าทุกส่วนยังอยู่ครบถ้วนยกเว้นแขนซ้าย  ไม่ว่าใครที่ได้รับทราบเรื่องราวความเป็นไปของเขาล้วนแต่ต้องสงสารในความโชคร้ายของฮันกยอง  นอกจากเขาจะถูกซีวอนใส่ร้ายด้วยเรื่องโกหกว่าเขาเป็นชู้กับฮีชอลทั้งที่ทั้งคู่คบกันด้วยใจบริสุทธิ์แล้ว  เขายังถูกดองวอนผู้เป็นพ่อฟันแขนจนขาดด้วยความหึงหวง  และยังถูกตราหน้าว่าเป็นคนฆ่าเจ้านายตัวเองจนต้องหลบหนีเข้าถ้ำ  และตายจากไปอย่างไร้ค่าในที่สุด

 

            ผู้คนโดยรอบกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า  คดีนี้คงเกิดแรงอาฆาตของฮันกยอง  ซึ่งหากพิจารณาถึงแก่นแท้ของคดี  ก็ไม่อาจพูดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแค่เรื่องโกหก

 

            เมื่อเยซองไปถึงบริเวณหลุมศพที่คังอินจัดเตรียมไว้  เขาก็พบว่ามันตั้งอยู่บนหน้าผาของถ้ำปีศาจ  ต้นไม้บริเวณนั้นถูกตัดออกจนความรกทึบหายไปกลายเป็นป่าโปร่งบรรยากาศโล่งสบาย  สุสานของเหล่าผู้เสียชีวิตตั้งอยู่ตรงนั้น  คือฮันกยอง  คิบอม  และซองมิน  ตรงกลางระหว่างหลุมศพทั้งสามมีแท่งหินสีดำตั้งตระหง่าน  สลักชื่อของผู้เสียชีวิตทั้งสามรวมทั้งเล่าประวัติความเป็นมาอย่างละเอียดไว้ด้านล่าง  เยซองมองออกว่าคังอินอาจมีความคิดจะพัฒนาให้บริเวณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของโรงแรมในภายหลัง

 

            ผู้มาร่วมงานได้แก่  คังอิน  จองซู  ฮยอกแจ  และเรียวอุค  แม้ว่าฮยอกแจจะยังไม่แข็งแรงนักจากเหตุการณ์ถูกตีท้ายทอยอย่างแรง  แต่ยังมีสีหน้าสดใส  หลังเหตุการณ์นั้นฮยอกแจยังสามารถไปเรียนได้ตามปกติ  บ่งบอกถึงจิตใจเข้มแข็งที่ส่งต่อมาจากผู้เป็นพ่อ

 

            ฮยอกแจให้ปากคำกับตำรวจหลังฟื้นดังนี้

 

            ฮยอกแจรู้ว่าในอุโมงค์มีทางเดินเชื่อมต่อสู้ห้องนอนใหญ่ของพ่อกับแม่เลี้ยง  ที่จริงฮยอกแจไม่แน่ใจนัก  แต่คาดการณ์ว่าจุดเชื่อมต่ออยู่ระหว่างหลุมหนูกับห้องดาเลีย 

 

            วันอาทิตย์ขณะเข้าไปในอุโมงค์พร้อมเรียวอุค  ฮยอกแจสะดุดก้อนอิฐเล็กๆ  จึงเซจนต้องใช้มือยันฝาผนัง  ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกว่าผนังตรงนั้นขยับ  แต่อิฐสี่ห้าก้อนร่วงจากเพดานพอดี  เขาจึงกระโดดหนีแล้วเดินต่อไปพร้อมเรียวอุคด้วยสีหน้าปกติ 

 

            หลังจากชินดงถูกฆ่าตาย  ซองมินก็หายตัวไป  ซ้ำห้องที่ชินดงถูกฆ่ายังเหมือนเป็นห้องปิดตาย  ฮยอกแจจึงเริ่มคิดว่าซองมินอาจถูกขังไว้ในอุโมงค์ใต้ดิน  ดังนั้นอุโมงค์จึงน่าจะมีทางเข้าอีกแห่งที่ไม่มีใครรู้  แต่ฮยอกแจไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับเรียวอุค  เนื่องจากมีคนคนหนึ่งอยู่ในข่ายน่าสงสัยสำหรับฮยอกแจแล้ว  หลังจากนั้นฮยอกแจจึงเก็บตัวในห้องเพื่อลองวาดแบบแปลนคฤหาสน์คร่าวๆ  และลากเส้นตรงจากห้องดาเลียไปศาลเจ้า   แม้อุโมงค์จะคดเคี้ยวแต่ฮยอกแจคิดว่าพอจะให้มันเป็นเส้นตรงได้  เมื่อลองกากบาทจุดที่สงสัยโดยกะประมาณระยะเท่าที่พอนึกออก  ฮยอกแจก็ต้องตกใจว่ามันตรงกับตำแหน่งห้องนอนของพ่อพอดิบพอดี

 

            ฮยอกแจจ้องมองแปลนที่เขียนอย่างไม่เชื่อสายตา  เขาอยากไปสำรวจจุดที่กากบาทไว้สักครั้ง  แต่ไม่กล้าเล่าให้เรียวอุคฟัง  จึงตัดสินใจไปคนเดียว  โดยแกล้งเดินผ่านไปห้องดาเลีย  แต่ก็พบว่ามีตำรวจเฝ้าอยู่  จึงเปลี่ยนใจไปทางศาลเจ้า  โชคดีว่าไม่มีใครเฝ้า  แต่ประตูกลไม่สามารถเปิดจากด้านนอก  ฮยอกแจจึงตรงไปห้องเก็บของเพื่อนำขวานผ่าฟืนออกมา

 

            ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น  ฮยอกแจจามแผ่นไม้หลังรูปปั้นจนเกิดรอยแยกพอมุดเข้าไปได้  และเริ่มเดินไปหาจุดต้องสงสัยโดยอาศัยเพียงแสงจากไฟฉาย  ขณะกำลังจะข้ามแผ่นไม้พาดผ่านหลุมหนู  ฮยอกแจก็สังเกตเห็นฝูงหนูจำนวนมหาศาลอยู่ในหลุม  ซ้ำพวกมันดูเหมือนกำลังรุมแทะอะไรบางอย่างอยู่  ฮยอกแจฉายไฟดู  แต่ก็ต้องเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อรู้ว่าเหยื่อเป็นใคร

 

            แม้อยากหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไป  แต่ความโกรธแค้นที่พุ่งขึ้นมาก็ทำให้ฮยอกแจรวบรวมความกล้าก้าวต่อไป  เพราะตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าใครเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมดนี้  ซึ่งไม่มีทางเป็นใครอื่อน  นอกจากคนที่รู้จักทางเข้าอุโมงค์อีกแห่ง

 

            ฮยอกแจจำได้ว่าคราวก่อนใช้มือซ้ายยันผนัง  พอเดินต่อมาสักพักก็ถึงหลุมหนู  ดังนั้นหากเดินจากศาลเจ้า  ผนังต้องอยู่ทางขวา  ฮยอกแจจึงเริ่มใช้มือคลำผนัง  บางครั้งก็ลองเคาะทดสอบเสียงสะท้อนระหว่างก้าวเดิน

 

            เจอแล้ว!

 

            จุดนั้นมีอิฐสี่ห้าก้อนตกลงมาแตกกระจาย  ฮยอกแจฉายไฟสำรวจมันทันที  ผนังโดยรอบบริเวณนี้ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำกับพืชบางอย่าง  บางส่วนถูกทับแบน  ลักษณะเหมือนถูกถอนบ้าง  ถูกหนีบกับผนังบ้าง  เมื่อไล่ลำไฟฉายไปเรื่อยๆ  ก็พบว่ามันเป็นประตูรูปโค้งที่ซ่อนอยู่ในหินเหล่านี้  รอยต่อระหว่างประตูกับพื้นมีช่องว่างเล็กน้อย  กลางประตูมีเหล็กแท่งใหญ่สอดอยู่  เหมือนทำหน้าที่เป็นแกนให้ประตูหินหมุนเปิด

 

            ฮยอกแจลองผลักประตู  รวมทั้งใช้ทั้งร่างกระแทก  แต่มันก็ไม่ขยับเขยื้อน  ฮยอกแจเดาได้ทันทีว่ามันคงมีกลไกให้เปิดปิดได้จากในคฤหาสน์เท่านั้น

 

            แต่เพียงเท่านี้ฮยอกแจก็พอใจแล้ว  เพราะเขาค้นพบทางเข้าออกแห่งที่สามซึ่งแม้แต่ทีมสืบสวนยังไม่รู้  ซ้ำลักษณะเหมือนเพิ่งถูกเปิดและปิดไปเมื่อไม่นานมานี้  เขาตั้งใจจะไปรายงานทีมสืบสวน  ฮยอกแจหมุนตัวกลับออกมา  แต่ขณะนั้นเองกลับต้องหยุดนิ่ง

 

            มีเสียงกุกกักแผ่วเบาจากอีกด้านของประตู  ฮยอกแจตกใจถอยหลัง  ส่องไฟฉายดูเพื่อเตรียมรับสถานการณ์  เสียงกรุ๊งกริ๊งเหมือนโลหะกระทุบกันดังมาจากอีกด้านของบานประตูจริงๆ

 

            ประตูค่อยๆ หมุนเปิดออก  ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าด

 

            ฮยอกแจภาวนาให้มันเป็นเพียงภาพลวงตา

 

            แต่แล้วเขาก็ต้องยอมรับว่ามีใครบางคนกำลังเปิดประตูนี้อยู่อีกด้านแน่นอน  และเขาก็แน่ใจว่าคนนั้นคือใคร  ฮยอกแจกลับไม่กลัว  เพราะมั่นใจว่าตนมีกำลังเหนือกว่าอีกฝ่ายหากต้องต่อสู้กันจริงๆ  แต่ฮยอกแจคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายมีอาวุธติดมือ

 

            ประตูหินส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด  และหยุดนิ่งเมื่อมันตั้งฉากกับผนัง  ฮยอกแจฉายไฟไปตรงหน้าทันที  ด้านหลังประตูก็เป็นอุโมงค์  ยาวประมาณสามเมตรก่อนถึงบันได

 

            แม้ฮยอกแจจะส่องไฟฉายไปรอบๆ  แต่ได้เห็นเพียงหลังบานประตูกับอุโมงค์ใต้ดินทอดต่อไปยังบันไดด้านใน  ไม่มีแม้เงาคน

 

            ฮยอกแจลองขยับไปทางซ้ายหนึ่งก้าว  แล้วส่องไฟฉายไปข้างในประตู  แต่ภาพที่เห็นก็เป็นเพียงอุโมงค์ชื้นกับบันไดก่อด้วยอิฐ

 

            นอกรัศมีของแสงไฟฉายมีเพียงความมืดมิดน่าประหวั่น

 

            “ใครน่ะ  ใครอยู่ตรงนั้น”

 

            ฮยอกแจร้องถาม  น่าแค้นใจว่าเสียงเขาสั่นเครือเกินความควบคุม

 

            “ถึงจะไม่ส่งเสียง  ฉันก็รู้นะว่าแกยืนอยู่ตรงนั้น  ก็ได้  มาประจันหน้ากันเลย  เพราะอีกเดี๋ยวตำรวจจากห้องดาเลียจะมาถึงแล้ว”

 

            ฮยอกแจขยับไฟฉาย  แต่อีกฝ่ายยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ  ไม่มีร่างคนปรากฏให้เห็น

 

            ฮยอกแจมั่นใจว่าตรงนั้นมีคนยืนอยู่แน่นอน  ซ้ำน่าจะเป็นคนที่ฮยอกแจคาดเดาไว้  แต่เมื่ออีกนิ่งเงียบ  ฮยอกแจก็ยิ่งกดดันและทรมาน  อยากจบเกมวัดใจในความมืดนี้เสียที

 

            ฮยอกแจขยับตัวเล็กน้อยเข้าไปใกล้บานประตู  อีกฝ่ายยังไม่โต้ตอบ  เขาจึงเข้าไปอีกก้าว  โดยไม่ทันคิดว่าแสงจากไฟฉายจะทำให้ศัตรูจับความเคลื่อนไหวได้

 

            ในที่สุดเขาก็มาถึงทางขวาของประตู  เขาก้าวเข้าไปข้างในหนึ่งก้าว

 

            จังหวะนั้นเองที่เขาถูกตีท้ายทอยอย่างแรงด้วยแท่งโลหะจนตาพร่า  เขาเดาว่ามันคงเป็นด้ามปืน  หากฮยอกแจหน้าคว่ำลงข้างในบานประตู  เขาคงจบชีวิตไปแล้วและอาจกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปของฝูงหนูก็ได้

 

            แต่ดูเหมือนว่าฮยอกแจเตรียมพร้อมจะถอยหลังได้ทุกเมื่อ  เขาโน้มไปข้างหน้าแต่แล้วก็ผงะถอยจนหลังชนผนังอีกฝั่งอุโมงค์อย่างแรง  มีอิฐร่วงลงมา  เขาร้องลั่น  ไฟฉายหลุดจากมือขณะที่ถูกตี  มันกลิ้งเข้าไปด้านในประตูทั้งที่ไฟยังสว่าง  วินาทีต่อมาประตูก็เริ่มหมุนมาบดบังลำแสงนั้น  เมื่อประตูปิดสนิทรอบบริเวณจึงมืดมิด  ฮยอกแจส่งเสียงร้องอีกครั้งตอนนั้นเอง

 

            จากนั้นฮยอกแจจำอะไรไม่ได้แน่ชัดนัก  เขาแทบต้องคลานกลับทางเดิมที่จำได้รางเลือน 

 

            ทั้งที่ศัตรูมีอาวุธร้ายแรงอย่างปืนพก  ทำไมถึงไม่ใช้  แล้วทำไมถึงไม่เข้ามาซ้ำหลังตีฮยอกแจครั้งแรก  นั่นอาจเป็นเพราะคำขู่ของเขาได้ผล

 

            อีกเดี๋ยวตำรวจจากห้องดาเลียก็จะมาถึงแล้ว..

 

            เมื่อถึงหลุมหนู  ฮยอกแจคลานอย่างระมัดระวัง  ได้ยินเสียงสัตว์พวกนั้นวิ่งพล่านกัดแทะบางอย่างน่าขนลุก  ฮยอกแจรวบรวมกำลังไต่ข้ามแผ่นไม้ไปทั้งที่ยังมึนงงเคว้งคว้าง

 

            จังหวะที่ไต่ข้ามไป หนูตัวหนึ่งไต่ขึ้นมาบนขาซ้าย

 

            ฮยอกแจส่งเสียงร้องอีกครั้งขณะสะบัดมันออกอย่างแรงจนร่างเซไปข้างหน้า  โชคดีว่าเขาล้มลงบนแผ่นไม้  จึงตะเกียกตะกายข้ามต่อไปจนถึงศาลเจ้า  และมุดรอยแยกที่ใช้ขวานจามเมื่อครู่จนลอดมาได้ครึ่งตัว  เขาเห็นหน้าเรียวอุค  จึงร้องว่า

 

            “คุณพ่อ..  คุณพ่อ...”

 

            เขาต้องการบอกว่าพ่อกำลังมีอันตราย  แต่เขาพูดได้เพียงเท่านั้นก็หมดสติไป

 

 

 

            ผู้มาร่วมพิธีเปิดผ้าคลุมหลุมศพประกอบด้วยคนในคฤหาสน์  บรรดาตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดี  รวมไปถึงเหล่าบุคคลสำคัญในท้องถิ่นและพวกอยากรู้อยากเห็นอีกจำนวนหนึ่ง

 

            ผู้ทำพิธีเปิดผ้าคลุมคือฮยอกแจ  หลังจากนั้นมีการสวดศพส่งวิญญาณผู้ตาย  ฮันกยองคงได้ไปสู่สุคติเสียที

 

            หลังพิธี  คังอินจัดงานเลี้ยงขึ้นในคฤหาสน์  คนที่อยู่ร่วมมีเพียงคังอิน  เยซอง  ฮยอกแจ  เรียวอุค  และจองซู

 

            “คุณคังอินคงสบายใจขึ้นมาก  จะว่าไปคุณดูหล่อขึ้นและขาวขึ้นนะครับ”

 

            “ว่าไงนะครับ”  คังอินทำเสียงเหมือนไม่พอใจกับคำทักของเยซอง

 

            ฮยอกแจหัวเราะ  “คุณจะบอกว่าที่ผ่านมาคุณพ่อไม่หล่อหรือครับ”

 

            “โอ๊ะ  ไม่ใช่  เปล่าครับ  ผมหมายความว่าคุณคังอินหล่อขึ้นจากที่เคยต่างหาก”

 

            “ถ้าอย่างนั้นผมยกโทษให้ครับ”

 

            “ขอบคุณครับ  ว่าแต่คุณฮยอกแจ  คุณเรียวอุค  วันนี้ผมมีเรื่องอยากเจรจากับคุณคังอิน  ขอโทษนะครับ  พวกคุณกรุณาออกไปสักพักได้ไหม”

 

            “อ้าว”  ฮยอกแจมองหน้าพ่ออย่างกังวลใจ

 

            “ไปเถอะลูก  เรียวอุคด้วยนะ”

 

            “ครับ”  ฮยอกแจยอมลุกขึ้นโดยดึงเรียวอุคไปด้วย  “เราไปกันเถอะครับ  อย่ารังแกคุณพ่อมากนะครับคุณเยซอง”

 

            หลังฮยอกแจกับเรียวอุคออกไป  จองซูทำท่าจะลุกขึ้นด้วย  แต่เยซองหยุดร่างชรานั้นไว้ด้วยคำพูดเรียบๆ  ไม่ทิ้งความสุภาพนุ่มนวล

 

            “คุณจองซูอยู่ก่อนเถอะครับ”

 

            “ทำไมหรือครับ”

 

            จองซูมองหน้าคังอินอย่างสงสัย  คังอินจึงหันมองเยซองคล้ายต้องการค้นหาสิ่งที่ซ่อนในสีหน้ายิ้มละไมนั้น  จากนั้นจึงตัดใจพูดว่า  “ทำตามที่คุณเยซองสั่งเถอะ  ถ้าเขาหมายตาใครไว้  ยังไงก็ไม่มีทางหนีรอดหรอก”

 

            “คุณหมายความว่าคดียังไม่คลี่คลายอย่างสมบูรณ์หรือครับ”  จองซูเอียงคอถาม

 

            “คุณเข้าใจเรื่องได้เร็วมากครับ  ใช่ครับ  จริงอย่างที่คุณพูด”

 

            “โอ  น่ากลัวดีแท้  อย่ารุนแรงมากนะครับ  ประเดี๋ยวคุณจองซูจะช็อกตายเสียก่อน”  คังอินเย้า

 

            “ไม่รุนแรงไม่ได้หรอกครับ  วันนี้ผมต้องขอให้คุณสารภาพความจริงทุกอย่าง  แต่ผมไม่ได้หมายถึงคุณคังอินนะครับ  หมายถึงคุณจองซูต่างหาก”

 

            “คุณจองซูน่ะหรือ ว่าไง  ยังปิดบังอะไรคุณเยซองอยู่อีกล่ะ”

 

            “แหม  ทุกท่านอย่าทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นสิครับ”  จองซูตีหน้าเฉไฉ  ริมฝีปากเหี่ยวย่นแย้มหัวเราะไร้เดียงสา

 

            เยซองสีหน้ากังวล  ก่อนเอ่ยน้ำเสียงเรียบว่า  “คุณคังอินครับ  คนอาชีพแบบผมมักมีนิสัยอยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่อง  ถ้ามีเรื่องไม่เข้าใจก็จะต้องค้นหาความจริงให้ได้  ไม่ว่าต้องเที่ยวซอกแซกแค่ไหนก็ตาม  ไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่เป็นสุข”

 

            “ไม่แปลกหรอกครับ  แสดงว่าคุณยังสงสัยเกี่ยวกับคดีนี้อยู่อีกหรือ”

 

            “ครับ  เหลืออีกเรื่องเดียว”

 

            “ครับ”

 

            “คำสารภาพของคุณคิบอมครับ”  เยซองส่งสายตาปวดร้าวไปยังจองซู  “พอเขารับสารภาพ  พวกเราได้ลองสันนิษฐานและทดลองบางอย่าง  เรื่องที่เขาเล่า  เขาบอกว่าขณะเดินออกจากอุโมงค์มาทางศาลเจ้า  คุณคิบอมรู้สึกเหมือนในโกดังมีคนอยู่  เขาจึงเข้าไปดูด้วยความแปลกใจ  และเห็นกระสอบทรายห้อยติดลงจากเพดาน  โดยมีคุณซีวอนคอยหมุนลูกรอก  หนำซ้ำคุณซีวอนยังมัดแขนซ้ายติดกับลำตัว  ปลอมตัวเป็นชายแขนเดียวเสียอีก  คุณคิบอมเข้าไปต่อว่า  อีกฝ่ายจึงเปลี่ยนมาจับไม้เท้าซ่อนดาบด้วยมืออีกข้าง  ตรงรี่เข้ามาทันที”

 

            “หลังต่อสู้กันพักหนึ่ง  คุณคิบอมก็แย่งไม้เท้ามาได้  จึงตีคุณซีวอน  และพลั้งมือตีถูกท้ายทอยจนเขาหมดสติ  คุณคิบอมตกตะลึงอยู่ครู่ใหญ่  ระหว่างนั้นเขาเริ่มเข้าใจรางๆ  ว่าคุณซีวอนกำลังทำอะไร  ซึ่งก็คือกำลังซ้อมดูว่าคนเรี่ยวแรงน้อยอย่างแชนเดียว  หากใช้ลูกรอกจะฆ่าคนร่างกายสูงใหญ่  ซึ่งหมายถึงคุณน่ะครับ  คุณคังอิน  แล้วดึงขึ้นไปห้อยไว้กลางอากาศได้หรือเปล่า...”

 

            “อืม  แล้วยังไงต่อครับ”

 

            จริงอยู่ว่าคังอินเคยได้ยินเรื่องนี้  แต่เมื่อได้ฟังเยซองเล่ารายละเอียด  เขาก็หวาดกลัวจนเหงื่อเปียกชุ่มหน้าผาก  ส่วนจองซูยังทำท่าไร้เดียงสาเหมือนเด็ก  แต่ไม่รู้ในใจคิดอะไรอยู่

 

            “คุณคิบอมเล่าว่า  ระหว่างตกตะลึงอยู่นั้น  เขาได้ยินเสียงคนดังมาจากทางศาลเจ้า  ซึ่งก็คือเสียงหัวเราะคุยกันของคุณฮยอกแจกับคุณเรียวอุคขณะออกมาจากอุโมงค์น่ะครับ  เขาจึงรีบเอากระสอบทรายลงมายัดไว้ใต้กองเชือกพร้อมไม้เท้าซ่อนดาบ  แล้วใช้เชือกรัดคอคุณซีวอนซึ่งหมดสติอยู่  ลากศพไปซ่อนหลังกองของเก่า  ก่อนจะรีบออกจากโกดัง  เดินอยู่แถวนอกประตูหลังด้วยสีหน้าปกติ  จนได้พบคุณฮยอกแจและคุณเรียวอุค  จึงแกล้งชวนมาโกดังเพื่อให้เห็นว่าไม่มีสิ่งผิดสังเกต  จากนั้นทั้งสามก็กลับคฤหาสน์  อ้อ  ตอนกำลังจะออกจากโกดัง  คยูฮยอนก็ขับรถม้าเข้ามาพอดี  คุณคิบอมเล่าไว้อย่างนี้ใช่ไหมครับ”

 

            “ครับ  ผมเคยฟังเรื่องนี้แล้ว  มีอะไรน่าสงสัยหรือครับ”

 

            “เปล่าครับ  ถึงตอนนี้ก็พอใช้ได้  ผมหมายถึงถ้าจะคิดว่าน่าสงสัย  เรื่องนี้ก็ชวนให้สงสัยได้หลายจุด  แต่หากคิดไปตามลำดับเวลา  เขาอาจพูดความจริงก็ได้  แต่สิ่งที่ผมบอกว่าน่าสงสัยมาก  คือคำสารภาพในส่วนหลังต่างหาก”

 

            “คุณหมายความว่ายังไง”

 

            “คุณคิบอมเล่าว่าระหว่างเดินกลับคฤหาสน์  คุณฮยอกแจกับคุณเรียวอุคขอให้เขาเป่าฟลุตให้ฟัง  ทั้งสองจึงกลับห้องไปอาบน้ำ  ซึ่งต้องกินเวลาหลายนาที  ตัวเขาเองก็กลับห้อง  แต่แค่ล้างมือล้างหน้า  จากนั้นย้อนกลับไปที่โกดังอีก  เขาเอาห่วงตรงปลายเชือกสวมเข้ากับคอคุณซีวอน  แล้วใช้ลูกรอกดึงศพขึ้น  พอจัดแจงให้ศพนั่งบนรถม้าได้  เขาก็รีบกลับคฤหาสน์ทันที  ขณะกำลังเป่าฟลุต  คุณฮยอกแจกับคุณเรียวอุคก็ตามมา  จากนั้นเขาเป่าฟลุตเพลงฮังกาเรียน พาสเทอรัล แฟนตาซี  ของดอปป์เลอร์ตามคำขอ  เขาเล่าแบบนี้ใช่ไหมครับ”

 

            “เรื่องนี้มีอะไรน่าสงสัยครับ”

 

            “พวกตำรวจพอใจกับคำสารภาพนี้  แต่ผมไม่พอหรอกครับ  ที่บอกว่าสงสัยก็เป็นเพราะ...”

 

            “อะไรครับ”

 

            “ขณะอยู่ในห้องอาบน้ำ  ผมได้ยินเพลงฮังกาเรียน  พาสเทอรัล  แฟนตาซีถึงสองครั้ง”

 

            “หมายความว่ายังไงครับ”

 

            เยซองเล่าเรื่องตั้งแต่เขามาถึงคฤหาสน์  “เพลงฟลุตที่ได้ยินคือการซ้อมเป่าฮังกาเรียน พาสเทอรัล แฟนตาซีครับ  เพราะเสียงเพลงดังอยู่ท่อนเดียวซ้ำไปมา  สักพักจึงเป่าตลอดเพลง”

 

            “แต่พอผมลองถามคุณคิบอมภายหลัง  เขาบอกว่าเพลงนี้  หากเป่าทั้งเพลงจะกินเวลาสิบเอ็ดสิบสองนาที  ซึ่งเพลงช่วงแรกที่ผมได้ยินก็กินเวลาหลายนาทีอยู่เหมือนกัน”

 

            คังอินเบิกตากว้าง  ท่าทางเขาเข้าใจแล้วว่าเยซองต้องการบอกอะไร

 

            “คุณเยซอง  คุณต้องการบอกว่า  คุณคิบอมไม่มีเวลาย้อนกลับไปโกดังงั้นหรือ”

 

            “ใช่แล้วครับ  จริงอยู่ว่าเขาอาจไม่ทันได้อาบน้ำ  แค่ล้างหน้าล้างมือแล้วมาที่ห้องนันทนาการเลย  แต่เขาก็ซ้อมเป่าเพลงอยู่ในนั้นโดยไมได้ย้อนกลับไปโกดังหรอกครับ  อย่างน้อยก็หลายนาที...”

 

            “งั้นหมายความว่า... คดีนี้มีผู้สมรู้ร่วมคิด...”

 

            เยซองทำท่ากังวล  จากนั้นก็หันไปทางจองซูแล้วพูดว่า  “คุณจองซู  กรุณาสารภาพเถอะครับ”

 

            “สารภาพอะไรหรือครับ”

 

            “งั้นช่วยตอบตามตรงด้วย”

 

            “แหม  ผมตอบตามจริงทุกครั้งนี่ครับ  เพราะเกลียดการพูดโกหกมาตั้งแต่เด็กแล้ว”

 

            “จริงหรือครับ  งั้นดีเลย  ผมขอถามว่าวันที่คุณซีวอนถูกฆ่า ตอนบ่ายคุณจองซูบอกว่านอนกลางวันตามปกติ  ซึ่งคุณฮยอกแจกับคุณเรียวอุคเล่าว่าได้ไปแอบดูถึงสองครั้ง  คุณไม่รู้ตัวเลยหรือครับ”

 

            “อ๋อ เรื่องนั้นหรือครับ”  จองซูยิ้ม “ก่อนตอบคำถามนี้  ผมมีเรื่องอยากเรียนให้ทราบ  ผมได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดจากท่านชเวซึงฮวานจนเป็นนิสัยว่า  ถ้าเรื่องไหนไม่ถูกถามก็จะไม่ตอบ  และจะไม่พูดถึงเรื่องไม่จำเป็นเด็ดขาด  สำหรับคำถามนี้ เมื่อถูกถาม  ผมก็จะขอตอบตามตรงว่ารู้ตัวครับ  เพราะคนแก่มักหูตาไว  ซ้ำสองคนนั่นยังแอบมาดูตั้งสองครั้ง  ผมรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วละ”

 

            “แล้วคุณทำยังไงครับ”

 

            “ไม่ทำอะไรครับ  เพราะรู้อยู่ว่าคุณฮยอกแจซุกซน  จึงชักชวนคุณเรียวอุคแอบเข้าไปในทางลับแน่ๆ  ผมคิดว่าจะไปจับเด็กซนให้ได้คาหนังคาเขาตอนทั้งสองออกจากศาลเจ้า  เลยหอบสังขารเดินกระย่องกระแย่งไปดักรอ”

 

            “หา!  คังอินอุทาน  เขาจ้องหน้าจองซูเหมือนเห็นผี  แต่จองซูทำท่าเหมือนทองไม่รู้ร้อน

 

            “คุณผู้ชาย  เมื่อครู่ผมบอกแล้วว่า  ถ้าถูกถามก็จะตอบไปโดยไม่ปิดบัง  แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครถามเรื่องนี้นี่ครับ”

 

            “ครับ  ตอนนั้นคุณแวะเข้าไปดูในโกดังหรือเปล่า”

 

            “แวะสิครับ  แหม  เสียงดังเอะอะขนาดนั้น  ผมสงสัยว่าเป็นใครแน่  เลยกระย่องกระแย่งเข้าไป  แล้ว...”

 

            “สภาพในโกดังตอนนั้นเป็นยังไงบ้างครับ”

 

            “ผมเห็นกระสอบทรายห้อยกลางอากาศ  แล้วก็เห็นคุณซีวอนล้มอยู่กับพื้น  โดยมีคุณคิบอมยืนตะลึงอยู่ข้างกัน  ในมือถือไม้เท้าของคุณผู้ชายด้วย”

 

            “แล้วคุณจองซูจัดการยังไงครับ”

 

            “พอได้ฟังคุณคิบอมเล่าเรื่องคร่าวๆ  ผมก็เดาแผนของคุณซีวอนออก  ถึงผมจะแก่แล้ว  แต่สมองยังไวอยู่  อีกอย่าง  ผมรู้นิสัยคุณซีวอนดี  แค่ได้ยินว่าเขามัดแขนข้างหนึ่งไว้  แล้วใช้รอกดึงกระสอบทรายหนักพอๆ กับคุณผู้ชายขึ้นไปแขวนกลางอากาศ  ผมก็เข้าใจแผนการได้หมด  ตอนนั้นผมโกรธจนระงับไม่อยู่  ขณะเดียวกันก็เกิดความคิดว่าตอนนี้เป็นโอกาสเหมาะจะแก้แค้นให้คุณฮีชอลกับฮันกยองมากที่สุด  เพราะพวกเขาต้องตายอย่างน่าสงสารเมื่อยี่สิบปีก่อน”

 

            “แต่ผมไม่อยากให้คุณคิบอมต้องมาพัวพันด้วย  จึงคิดจะใช้ประโยชน์จากที่ว่าอีกเดี๋ยวคุณฮยอกแจกับคุณเรียวอุคจะออกมาจากศาลเจ้า  เลยแกล้งดุคุณคิบอม  แล้วก็  ตอนนั้นคุณซีวอนยังไม่ตายนะครับ  ให้คุณคิบอมลากคุณซีวอนไปซ่อนไว้หลังกองข้าวของ  แล้วดึงกระสอบทรายลงมาซ่อนไว้ใต้กองเชือกพร้อมไม้เท้า เสร็จแล้วก็ไล่เขาออกไปนอกโกดัง  ตอนนั้นคุณคิบอมก็คงไม่คิดเหมือนกันว่าผมคิดจะฆ่าคุณซีวอน”

 

            จองซูเล่าเรื่องทั้งยังคงรอยยิ้มไร้เดียงสาไว้บนหน้า  น้ำเสียงราบเรียบบอกให้รู้ว่าได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว  แววตาของคังอินดูหวาดหวั่นในใจ

 

            “งั้นตอนคุณคิบอมพาคุณฮยอกแจกับคุณเรียวอุคเข้ามาในโกดัง  คุณจองซูยังซ่อนอยู่หลังกองข้าวของใช่ไหม”

 

            “ใช่ครับ  ผมเป็นคนเกลี้ยกล่อมให้คุณคิบอมทำแบบนั้น”

 

            “แล้วคยูฮยอนก็ขับรถม้าเข้ามา”

 

            “ครับ  คุณคิบอมไม่รู้เรื่องรถม้า  แต่ผมคิดเผื่อไว้แล้ว  เพราะอยากให้มีพยานรู้เห็นยิ่งมากยิ่งดี  ว่าตอนนั้นยังไม่มีศพในโกดัง”

 

            “จากนั้นคุณรอจนคยูฮยอนปลดม้าแล้วพาออกไป  ถึงได้ลงมือฆ่าเขา”

 

            “ใช้แล้วครับ” จองซูเล่ายิ้มแย้ม

 

            “คุณซีวอนนั่นแหละที่เป็นคนใช้กระสอบทรายให้ผมรู้  ว่าต่อให้เป็นคนแก่อย่างผม  หากใช้รอกช่วยก็สามารถดึงศพขึ้นไปห้องกลางอากาศได้สบาย  ผมแค่ทำตามที่ได้รู้ได้เห็น  คือดึงเชือกจากลูกรอก  โดยนำปลายห่วงไปสวมเข้ากับคอคุณซีวอน  ดึงให้พันกันแน่นหนา  ตอนนั้นเขายังไม่ตายหรอกครับ  ยังหายใจ  ตัวก็ยังอุ่น  จากนั้นผมก็ออกมาหมุนรอก  ด้วยแรงแค้นที่สั่งสมมายี่สิบปี  เพราะต้องการแก้แค้นให้คุณฮีชอลกับฮันกยอง  ผมหมุนรอกไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย  ไม่กลัวว่าแขนจะหัก”

 

            “ตอนถูกดึงไปห้อยกลางอากาศ  ซีวอนดิ้นรนมือเท้าป่ายเปะปะ  นัยน์ตาเบิกโพลง  ท่าทางเขารู้แล้วว่ากำลังอยู่ในสภาพไหน  ผมได้แต่พูดว่าไปตายเสียเถอะ  ตายไปเลย  คนอย่างแก  ตายไปโลกจะได้สูงขึ้น  ผมหมุนรอกไม่หยุดด้วยความปลอดโปร่ง  ดึงขึ้นๆ  ลงๆ  ฟังเสียงครอกแครกจากคอของมันอย่างเพลิดเพลินจนเงียบหายไป  จนแน่ใจว่ามันจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก  จากนั้นถึงได้วางศพบนรถม้า  เพราะตอนนั้นนึกสงสาร  ทีแรกว่าจะปล่อยให้ห้อยค้างกลางอากาศ  แต่มาคิดก็นึกได้ว่าถ้าให้หลานได้ไปนรกด้วยรถม้าที่ปู่ของมันเคยนั่ง  ก็คงเหมาะสมกับคนขี้เก๊กอย่างมัน  เป็นน้ำใจจากผมน่ะครับ”

 

            พอเล่าจบ  จองซูกำมือบนตักแน่น  ยิ้มราวกับว่าได้เตรียมใจมาแล้ว  สีหน้าสดชื่นทั้งที่คำสารภาพโหดร้ายทารุณ

 

            เกิดความเงียบงันทั่วห้อง  ก่อนที่คังอินจะเอ่ยถาม  “คุณเยซองจะทำยังไงกับคุณจองซูครับ”

 

            เยซองจ้องหน้าแก่ชรานั้น  ในที่สุดก็ยิ้มแล้วยื่นมือไปให้

 

            “คุณจองซูครับ  ขอของในมือให้ผมเถอะครับ”

 

            “อะไรนะ”  จองซูสะดุ้ง  กำมือแน่นพลางจ้องหน้าอีกฝ่าย

 

            “นะครับ  ขอให้ผม  ของนั่นไม่จำเป็นสำหรับคุณหรอก เอาละ ส่งมาเถอะครับ”

 

            จองซูครางเบา  ร่างสั่นเทาเล็กน้อย  แต่แล้วก็ทำท่าเขินเหมือนเด็กซุกซนเพิ่งถูกผู้ใหญ่จับได้  ค่อยๆ  ยื่นของในมือให้เยซอง  มันคือขวดแก้วใบเล็กขวดหนึ่งบรรจุของเหลวไม่มีสี

 

            “ไซยาไนด์ใช่ไหมครับ”

 

            คังอินสะดุ้งและโน้มตัวไปข้างหน้า

 

            “คุณจองซูครับ  คุณเข้าใจผมผิดแล้ว”

 

            “เรื่องอะไรครับ”

 

            “ผมไม่ใช่ตำรวจนะครับ  ผมมาสืบคดีนี้เพราะคุณคังอินเป็นคนขอร้อง  ค่าจ้างก็ได้มากมาย  ในฐานะคนอาชีพนี้ ผมได้ให้ความช่วยเหลือตำรวจมาพอแล้ว  นอกเหนือจากนี้  ต่อให้ผมไปซักไซ้ไล่เลียงจนรู้เรื่องราวเพิ่มอีก  ผมก็ไม่มีหน้าที่ต้องรายงานตำรวจ  ดังนั้นผมขอเก็บของนี่ไว้เองนะครับ”

 

            เยซองหย่อนขวดแก้วลงกระเป๋าหนัง

 

            “แต่ผมอยากจะขอสักอย่างจากคุณเป็นข้อแลกเปลี่ยน”

 

            “อะไรครับ”  จองซูปรับสีหน้าเป็นปกติได้แล้วเอ่ยถาม

 

            “คุณคังอินน่ะเก่งกาจเรื่องธุรกิจไม่เป็นรองใคร  มองเห็นลู่ทางอยู่เสมอ  แต่เรื่องคู่ชีวิต  น่าเสียดายที่ต้องบอกว่าเขาสอบตก  คุณคังอินยังอายุไม่มาก  เขาต้องมีภรรยาใหม่อีกแน่  ดังนั้นครั้งต่อไปที่เขาจะเลือกภรรยก  คุณจองซูช่วยเลือกให้เขาหน่อยนะครับ”

 

            “คุณเยซอง!

 

            “งั้นผมขอตัวแค่นี้ก่อนดีกว่า”

 

            เยซองลุกจากที่นั่ง  ไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งคู่อีก  จึงไม่รู้ว่าคังอินนั่งตัวเกร็งจากคำพูดของเขา  ส่วนจองซูได้แต่เช็ดน้ำตาป้อยๆ  ด้วยร่างสั่นเทา

 

            คยูฮยอนรอเขาอยู่แล้วพร้อมเจ้าสเวนกับรถม้าคันงาม  เยซองก้าวขึ้นนั่ง  ระหว่างทางไปสถานีรถไฟ  คยูฮยอนก็ชวนคุย

 

            “คุณเยซองไม่กลัวหรือครับ”

 

            “กลัวอะไรหรือ”

 

            “ก็รถม้าคันนี้เคยมีคนตายนะครับ”

 

            “ฉันไม่เคยกลัวเรื่องพวกนี้หรอกนะ  อีกอย่างรถยนต์นั่งเมื่อไหร่ก็ได้  แต่รถม้าหรูหราแบบนี้หานั่งไม่ได้ง่ายหรอก  ยิ่งมีหนุ่มหล่ออย่างเธอขับให้ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่มาก”

 

            “พูดอะไรอย่างนั้นครับ”  น้ำเสียงเด็กหนุ่มเรียบนิ่ง

 

            เยซองนิ่งมองแผ่นหลังนั้นครู่หนึ่ง  ก่อนเอ่ยถามต่อ  “ว่าแต่  มีเด็กรับใช้ใหม่มาแทนที่ซองมินแล้วใช่ไหม”

 

            คยูฮยอนใช้เวลานานกว่าจะเอ่ยตอบ  “ครับ”

 

            “เด็กนั่นเป็นยังไงบ้างล่ะ”

 

            “ดีครับ  เสียแต่ยังทำงานไม่เรียบร้อยถูกใจคุณจองซูเท่าไหร่”

 

            “เหรอ  แล้วรายนี้หลงกลนายบ้างหรือยัง”

 

            “คุณเยซอง!  จู่ๆ  น้ำเสียงของคยูฮยอนก็เปลี่ยนไป  “ผมน่ะ...”

 

            “ผมน่ะ  อะไรหรือ  นายจะพูดประโยคทำนองว่า  ยังรักใครไม่ได้อีกอย่างนั้นเหรอ”

 

            “ไม่  ผมไม่รู้”  คยูฮยอนดูสับสน  “แต่ผมไม่อยากให้ใครต้องเป็นแบบซองมินอีก”

 

            “ดีแล้วล่ะ  จนกว่านายจะพร้อม  อย่าเพิ่งยุ่งกับใครจนกว่านายจะมั่นใจได้จริงๆ  ว่าพร้อมจะดูแลใครอีกคน”

 

            “ครับ  คุณเยซอง”





จบแล้วจ้า

ตอนพิเศษยังไม่ได้แต่ง  แต่แพลนไว้บ่ดาย

แค่คิดก็ร้องไห้ล่วงหน้าละจ้า

บาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น

  1. #56 kob kerojang (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 09:58
    พี่เย่มองออกหมดแร้วว จองซูก้อน่ากัวอยู่ดีปะ ไม่รุ้จะทำกับใครอีกถ้าไม่พอใจขึ้นมา
    #56
    0
  2. #36 engsungelf (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 / 00:31
    ทำไมสนุกขนาดนี้อะ ทำไมเราพลาดฟิคดีๆเพิ่งมาเจอเอาป่านนี้นะนะ ขอเม้นท์รวบนะคะ เยซองเป็นนักสืบที่ฉลาดบนหน้าตาดูไม่น่าเชื่อใช่ไหม โดนทีมตำรวจค่อนแคะตลอดเวลา เราเข้าใจคุณตำรวจนะ เห้อ ความสัมพันธ์อันน่ากลัวนี่ .... สงสารซองมินมาก สงสารคยูด้วย แอบน้ำตาซึม เรื่องจบที่คังทึก ? เป็นคังอินจะกล้าไว้ใจทึกอีกไหม ดูน่ากลัว แต่ก็น่าถ้าเด็กกว่านี้จะนึกว่าหลงรักคังอินจริงๆ เยซองนี่ออกแนวเห็นใจคังอินสุดๆ ไม่เคยเกลียดหนูเท่านี้มาก่อนเลย นึกภาพแล้ว...... ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆนะคะ
    #36
    0
  3. #35 Lee Liew Kim (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 22:01
    สนุกมากกกกก!!!
    เสียน้ำตาฉากเดียว ฉากที่คยูเจอมิน แบบไม่ไหวแล้ว จุกมาก55555555
    ฮยอกเก่งอ่ะ เก่งจริงๆนะ เข้มแข็งมากๆด้วย ยอมใจฮยอกเลยจริงๆ
    ป้าทึกคือแบบ โหดดี5555555
    ชอบอ่านแนวนี้กับแนวแฟนตาซีมากๆๆๆๆๆๆๆๆ มันมีปมเยอะดี ยิ่งอ่านยิ่งอยากรู้ ชอบมากกกกกกกกกจริงๆ
    แต่อ่านแล้วก็หลอนนะเอาจริงๆ5555555
    #35
    0
  4. #29 ฟูจินางะ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 กันยายน 2559 / 18:07
    สามีเราเก่ง5555 ถ้าพี่เย่เป็นนักสืบจริง คงเป็นนักสืบที่หน้ามึนและต๊องที่สุดในโลกแน่55555 เรื่องนี้เสียดายอยู่อย่าง เสียดายที่เรามาช้าไป ไม่งั้นคงได้ไขคดีไปพร้อมๆพี่เย่แล้ว^^ สนุก แต่ก็ทำเรามึนไปเยอะเลย ปกติเราจะหาตัวคนร้ายได้นะ แต่เรื่องนี้ทายผิดตลอด หวังว่าจะมีคดีอะไรที่น่าสนใจอีกน้า~ ขอบคุณมากๆค่ะ
    #29
    0
  5. #28 pungsj13 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2559 / 19:39
    พี่เย่เก่งจังเลย รู้ทันหมด
    #28
    0
  6. #27 OommY JunG (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2559 / 06:45
    โอ้โห ตาแก่จองซู ช็อคไปสิ แต่เยซองก็รู้ทันอยู่ดี ถ้านี่เป็นคังอินจะระแวงจองซูไปนานเลย ไรต์แต่งได้สนุกมากเลยนะคะ ^^
    #27
    0