[SJ] ด้วยรัก ... และความตาย [KangHae, Kyumin] (จบแล้ว))

ตอนที่ 16 : Chapter 15 ซองมิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 75
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 พ.ค. 59

Chapter 15 ซองมิน

 

            ทางฝั่งของนายตำรวจที่เข้าทางลับจากห้องดาเลีย  ประกอบด้วยนายตำรวจอาวุโส ยูแจซอก  นอกจากนั้นก็มีอนยู  และนายตำรวจกำลังเสริมอีกสิบคน

 

            จองซูเป็นผู้มาส่งคณะถึงเตาผิงเหมือนเคย  สำหรับเจ้าบ้าน  คังอินกับดงเฮกลับไม่มาด้วย  ทั้งคู่ต่างเก็บตัวอยู่ในห้องของตนเอง  เหมือนกับว่าเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นจะก่อรอยร้าวในความสัมพันธ์ของสองสามีภรรยา  ทั้งสองพยายามหลบหน้ากัน  โดยเฉพาะดงเฮที่ดูหวาดกลัวว่าสามีอาจก่อเรื่องไม่คาดฝันได้

 

            “คุณตำรวจ  ต่อให้ซองมินอยู่ในทางลับนั่นจริง  จะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าครับ  หรือว่า...”  จองซูดูกระสับกระส่าย  หมดสิ้นสีหน้าเฉไฉที่เคยแกล้งทำด้วยความเป็นห่วงในความปลอดภัยของซองมิน

 

            “อย่าเพิ่งห่วงไปเลยครับ  ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าซองมินอยู่ในทางลับ  เป็นไปได้ว่าเด็กนั่นเจอเรื่องร้ายๆ ที่เกิดต่อเนื่อง  เลยกลัวขึ้นมาแล้วหนีไปจากคฤหาสน์แล้วก็ได้นะครับ”  แจซอกพูดอย่างสุภาพ  ทั้งที่เขาก็ไม่มั่นใจในคำพูดของตัวเองนัก

 

            “ไม่มีทาง  ซองมินไม่มีที่ไปหรอก  อีกอย่าง  เด็กคนนั้นก็ไม่มีทางทิ้งคยูฮยอนไปด้วย...”

 

            “ทำใจให้สงบก่อนดีกว่าครับ  อีกสักครู่เราก็ได้รู้ความจริงกันแล้ว  อันที่จริงเราสำรวจทางลับคราวนี้เพื่อตรวจสอบคำพูดของคุณคิบอมต่างหาก  ไม่ต้องห่วงหรอกครับ  เรื่องซองมินน่ะ  เดี๋ยวก็โผล่มาเอง”  นายตำรวจพยายามปลอบใจจองซู

 

            “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีสิครับ”

 

            “ไปละนะครับ”

 

            นายตำรวจแจซอกเป็นผู้นำทาง  ในบรรดาคณะสำรวจเหล่านี้ยังไม่เคยมีใครลงไปในอุโมงค์  แต่ก็ได้รับคำบอกเล่าจากสารวัตรมามากพอดู  แจซอกใช้มือหนึ่งถือไฟฉาย  อีกมือกับขาข้างหนึ่งเกี่ยวบันได  เขาค่อยๆ  ปีนลงทีละขั้นตามช่องทางมืดมิด  ไม่ช้าก็ถึงบริเวณที่เป็นห้องนั่งเล่นที่คังอินเก็บตัวอยู่  เขาหยุดเงี่ยหูฟังเสียงจากอีกฟาก  แต่ในห้องก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีคนอยู่

 

            แจซอกละความสนใจจากห้องของคังอิน  เขาก้าวลงมาอีกสามขั้น

 

            แต่แล้ว  ร่างของแจซอกกลับหล่นหายไปอย่างรวดเร็ว  จุดนั้นห่างจากพื้นมากกว่าห้าเมตร  ในความมืดสนิทได้ยินเสียงของหนักๆ  ตกลงพื้นดิน  ตามด้วยเสียงโลหะกระทบกันดังก้อง  อนยู  นายตำรวจที่ตามลงมาเป็นคนที่สองหยุดชะงักอยู่ระหว่างบันได

 

            “เกิดอะไรขึ้น  เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

 

            ไม่มีเสียงตอบจากเบื้องล่าง

 

            “เกิดอะไรขึ้นครับ  ลุงแจซอกเป็นอะไรไป”  นายตำรวจที่ตามลงมาเป็นคนที่สามร้องถามอย่างหวาดหวั่น

 

            “ดูเหมือนแกจะเหยียบพลาดจนตกบันได  คุณอยู่ตรงนั้นก่อนนะ  ผมจะปีนลงไปเอง”

 

            แต่แล้วอนยูก็ต้องตกตะลึงเมื่อปีนลงมา  เขาพยายามใช้เท้าควานหาขั้นบันไดในความมืด  แต่ไม่ว่าจะควานเท่าไหร่ก็ไม่พบ  เขาจึงลองส่องไฟฉาย  และพบว่าบันไดเหล็กขาดหายไปตรงใต้จุดที่เขายืนอยู่พอดี

 

            “แย่แล้ว  บันไดหัก”

 

            จากนั้นมีเสียงครางดังมาจากพื้นเบื้องล่าง

 

            “ลุงแจซอก  เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

 

            “เออๆ  ไม่เป็นไร”  เสียงนั้นแผ่วเบาต่างจากปกติ

 

            “บันไดเหล็กหัก  คุณเลยร่วงลงไปน่ะ”

 

            “เรื่องนั้นฉันรู้แล้ว  ว่าแต่ฉันหมดสติไปนานไหม”

 

            “พักเดียวเองครับ  บาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า”

 

            “ไม่เป็นไร  เจ็บนิดหน่อยเดี๋ยวก็หาย  ว่าแต่ที่เหลือไม่มีใครเป็นอะไรใช่ไหม”

 

            “พวกเราปลอดภัยดีครับ  จะทำยังไงกันต่อดีล่ะ”

 

            “เดี๋ยวนะ”  มีเสียงกุกกักดังมาจากความมืด  “ปัดโธ่  ไฟฉายพัง  เอาอย่างนี้นะ  แกส่งใครก็ได้กลับขึ้นไปข้างบน  ขอยืมเชือกจากคุณจองซูมาหน่อย  เอาแบบเหนียวที่สุดเลยนะ  แล้วก็ขอไฟฉายมาด้วย”

 

            “ได้ครับ”  อนยูตะโกนสั่งการตามที่แจซอกบอก  อีกสักครู่หนึ่งนายตำรวจคนสุดท้ายก็กลับมาพร้อมเชือกกับไฟฉาย

 

            “อนยู  ถ้าอย่างนั้นแกเอาไฟฉายผูกปลายเชือกแล้วหย่อนลงมาเลย  เปิดไฟฉายไว้ด้วย”  เมื่ออนยูทำตามสั่ง  เขาก็พูดต่อ  “เอาปลายเชือกผูกขั้นบันไดเลย  อ้อ  ตรวจดูให้ดีก่อนด้วยว่ามีตะไบติดอยู่ขั้นบันไดหรือเปล่า”

 

            “มีคนเอาตะไบมาติดกับขั้นบันไดหรือครับ”  อนยูตื่นตกใจ

 

            “ยังไม่รู้  ถึงต้องตรวจดูให้ดีก่อนไง”

 

            หลังจากผูกเสร็จเรียบร้อย  อนยูก็ใช้สองมือจับเชือกไต่ลงมาจนสุด  เมื่อนายตำรวจที่ตามหลังอนยูมาอีกคนไต่ลงมาเรียบร้อย  แจซอกก็ส่องไฟฉายไปที่บันได  พบตะไบเหล็กติดอยู่กับขั้นบันไดจริงดังคาด

 

            “เดี๋ยวก่อนนะ  ถ้าบันไดแค่หักตรงนี้  ส่วนที่เหลือก็น่าจะยาว  แล้วในโพรงแคบแบบนี้  บันไดที่หล่นลงมาจะต้องเอียงไปกระทบผนังข้างใดข้างหนึ่ง  ไม่มีทางดิ่งลงมาตรงๆ  แบบนี้แน่”  แจซอกว่าพลางส่องไฟฉายไปรอบตัว  “นั่นไง  มีบันไดถูกตัดออกวางอยู่ตรงนั้น!

 

            บันไดที่ถูกตัดออกยาวประมาณห้าเมตร  ขอบที่ถูกตัดดูออกว่าถูกตัดด้วยเลื่อย

 

            “หมายความว่ามันถูกเลื่อยสองจุดหรือครับ”  อนยูร้องถามเสียงสั่น  คนร้ายในคดีนี้ชักจะฉลาดเฉลียวเกินไปแล้ว

 

            “ใช่  เพราะถ้าตัดบันไดส่วนบนจุดเดียว  มันก็จะเอียงลงมา  คนร้ายเลยต้องตัดด้านล่างออกก่อน  แล้วค่อยเลื่อยด้านบนให้เหลือเหล็กบางๆ  ทันทีที่ฉันทิ้งน้ำหนักตัวลงมา  รอยที่เลื่อยไว้กับตะไบที่ถูด้วยแรงสั่นสะเทือนก็แสดงผล  ฉันเลยหล่นตุ้บลงมาพร้อมบันไดส่วนสั้นไงล่ะ”

 

            “ถ้าพลาดไปล่ะก็  ถึงตายได้เลยนะครับ”

 

            “ว่าแต่...  ใครทำแบบนี้กัน”

 

            แจซอกหัวเราะหึ  “มีเยอะแยะที่จะทำแบบนี้ได้  ในคฤหาสน์นี้มีปีศาจสิงอยู่ทุกซอกทุกมุม  แต่ไม่รู้ว่าตัวที่ทำแบบนี้มีหลายตัวหรือตัวเดียว  แถมมันยังฉลาดเป็นกรด  ดูจากการที่มันตั้งใจเล่นงานพวกเรา  แสดงว่าคนร้ายอยู่ในภาวะวิกฤตแล้ว  พูดได้ว่ากำลังจนตรอก  ดังนั้นพวกเราต้องระวังกันหน่อยนะ”

 

            “แล้วมันมาเลื่อยไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ  เมื่อคืนก็มีคนปีนบันไดนี่ลงมาไม่ใช่หรือ”

 

            “ก็ต้องเป็นหลังจากที่ทุกคนลงมาแล้วน่ะสิ  น่าจะเป็นกลางดึกเมื่อคืน  ตอนที่พวกเราหลับกันหมดแล้ว..”

 

            ทุกคนใบหน้าซีดขาว  ตัวสั่นสะท้านด้วยความเย็นเยือกที่แผ่ไปทั่วร่าง  ไม่ว่าบันไดหักนี้จะเป็นฝีมือใคร  มันก็เปรียบได้เป็นเงาร้ายที่คืบคลานอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน  แม้คฤหาสน์จะถูกตำรวจรายล้อม  แต่มันก็ยังเล็ดลอดสายตาเฝ้าระวังได้

 

            “จะเป็นคังอินหรือเปล่าครับ  เพราะว่าข้างบนเป็นทางเชื่อมต่อจากห้องเขาพอดี”

 

            แจซอกรู้สึกไม่ชอบใจที่เงื่อนไขดูลงตัวไปหมด  ทุกอย่างชี้ว่าคังอินเป็นคนร้าย  ซึ่งจากประสบการณ์ของเขาแล้ว  กรณีแบบนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ

 

            “เอาเถอะ  มันจะเป็นใครก็ช่าง  สักวันฉันต้องจับให้ได้ว่าเจ้าปีศาจที่สิงอยู่ในนี้มันเป็นใครกันแน่”

 

            แจซอกออกเดินนำอย่างกล้าหาญ แต่แล้วเขาก็หยุดชะงัก  “โอ๊ย!!

 

            “ลุงเป็นอะไรไป”

 

            “ไม่มีอะไร  ข้อเท้ากระแทกพื้นตอนตกลงมาน่ะ  เลยเคล็ดนิดหน่อย”

 

            แต่ดูจากเสียงแล้วท่าทางจะไม่เล็กน้อยอย่างที่ปากว่า

 

            “ถ้าอย่างนั้นผมนำหน้าเอง”  อนยูอาสาอย่างกล้าหาญ

 

            “หึหึ  แกนี่กล้าดีนะ  เอาล่ะ  คนเดินสุดท้ายต้องระวังตัวหน่อย  เพราะไม่รู้เจ้าปีศาจนั่นจะโผล่มาข้างหลังเมื่อไหร่”  แจซอกกระซิบด้วยกลัวว่าเสียงดังจะทำให้อิฐร่วงหล่นลงมาแบบที่ทีมเมื่อคืนเจอ

 

            “อะไร  ลุงว่าเจ้านั่นยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้เหรอ”  น้ำเสียงหวาดหวั่นดังมาจากท้ายแถว  แต่แล้วจุดนั้นก็มีอิฐสองก้อนร่วงลงมา

 

            “นั่นไง  ระวังหน่อยสิ  แกอยากถูกฝังในนี้หรือไง”

 

            หลังจากนั้นทั้งขบวนจึงเคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ  ทุกคนใช้ไฟฉายส่องตามพื้นอย่างระมัดระวัง  จู่ๆ  อนยูที่หัวขบวนก็ชะงัก

 

            “อะไรอีกล่ะ”

 

            “ลุง”  อนยูส่องไฟฉายไปที่หลุมโคลนตื้นๆ  ตรงหน้า  บริเวณที่เขายืนอยู่เต็มไปด้วยแอ่งโคลนมากมาย  “ตรงนี้มันรอยลากอะไรกัน”

 

            “สารวัตรบอกหรือเปล่าว่าเมื่อคืนมีรอยลากตรงนี้”

 

            “ไม่  ไม่มีหรอก  ถ้ามีสารวัตรก็ต้องเห็นแล้วสิ”

 

            “รอยนี่ต้องเป็นรอยลากของบางอย่างมาจากโพรงเมื่อกี้แน่  นี่ไง  แอ่งน้ำฝั่งนี้ไม่มีรอย  แต่ฝั่งโน้นมีรอยลากสองเส้น...”  อนยูชี้ให้เห็นรอยลากสองรอยขนานกัน  ขนาดพอกับระยะห่างของขาสองข้างพอดี

 

            “ก  แกว่ารอยลากอะไรล่ะ”  ฟันของผู้พูดกระทบกันเสียงกึกกัก

 

            “ผมว่า  น่าจะเป็นรอยลากคนนะ”

 

            นายตำรวจต่างมองหน้ากันเงียบๆ

 

            “มีรอยเลือดหรือเปล่า”

 

            ไฟฉายถูกสาดไปทั่วอีกครั้ง  แต่ก็ไม่พบรอยเลือดให้เห็นสักหยด

 

            “ดีละ”  แจซอกทำเสียงฮึกเหิม  “ถ้าอย่างนั้นเราตามรอยเลือดนี่ไปกันเถอะ  อ้อ  ก่อนอื่น  อนยู  แกลองตะโกนสิ  ไม่รู้พวกที่เข้าไปทางถ้ำปีศาจไปถึงไหนกันแล้ว”

 

            อนยูพยักหน้า  เขาก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว  เอามือป้องปาก  สูดหายใจเข้าลึก...

 

            ทันใดนั้นอนยูก็หยุดชะงัก  เอียงคอมองในความมืดที่ว่างเปล่าอย่างสงสัย

 

            “เกิดอะไรขึ้น  ทำไม...”

 

            อนยูทำท่าจุ๊ปาก  “ลุง  ได้ยินเสียงนั่นไหม  เสียงเหมือนใครร้องตะโกน...”

 

            “อะไร  ในกลุ่มนั้นไม่น่ามีใครร้องตะโกนเสียงแบบนี้นะ...”

 

            พอนายตำรวจทั้งหมดเงี่ยหูฟัง  ก็ได้ยินเสียงชัดขึ้น  เสียงนั้นกรีดร้องโหยหวน สะท้อนผนังหลายตลบในความมืด  เมื่อเสียงสุดท้ายหายไปก็กลับดังขึ้นมาอีก

 

            “ลุง  เสียงนั่นกำลังขอความช่วยเหลือ!!

 

            “ซองมินใช่ไหม!  ซองมินยังมีชีวิตอยู่!

 

            แจซอกกระโจนไปข้างหน้า  แต่แล้วเขาก็โงนเงนบนข้อเท้าข้างที่เจ็บ  อนยูจึงรุดหน้าไปก่อน  “ลุงค่อยๆ  ตามมานะครับ  ผมจะล่วงหน้าไปก่อน”  แล้วอนยูกับนายตำรวจอีกคนก็ล่วงหน้าไป

 

            เสียงกรีดร้องห่างออกไป  ฟังดูเหมือนเจ้าของเสียงกำลังล้มลุกคลุกคลานด้วยความตื่นตระหนก

 

            “ใครน่ะ!  หยุดนะ!  อนยูตะโกนไปข้างหน้า  แต่แล้ววินาทีถัดมาอิฐก้อนหนึ่งก็ร่วงใส่บ่า

 

            “เป็นอะไรหรือเปล่า”  นายตำรวจอีกรายวิ่งตามมาทัน

 

            “อุโมงค์นี่ใกล้พังเต็มทีแล้ว” อนยูเสียงสั่น  หน้าซีดขาวเครียดเกร็ง

 

            “ใช่แล้ว เรารีบไปกันเถอะ  แต่ห้ามวิ่งเด็ดขาด  ไม่อย่างนั้นอุโมงค์นี่อาจจะพังลงมาก็ได้”

 

            เสียงกรีดร้องเงียบไปแล้ว  ความมืดมิดรอบกายจึงยิ่งวังเวง

 

            มีใครสักคนลากศพอยูในอุโมงค์...  ว่าแต่เสียงกรีดร้องเมื่อครู่เป็นของใครกันล่ะ

 

            ตำรวจทั้งสองนายออกเดินต่ออย่างระมัดระวัง  ดูเวลาได้บ่ายสองครึ่ง  พวกเขาน่าจะมาได้ครึ่งทางพอดี  ไม่รู้ว่าอีกกลุ่มที่สำรวจถ้ำจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

            จู่ๆ  อนยูก็หยุดนิ่ง  คว้าแขนเพื่อนอย่างตกใจ

 

            “อะไร”

 

            อนยูส่องไฟฉายไปด้านล่างผนังด้านขวา  ตรงนั้นเป็นโค้งหักศอก  มองเห็นก้นอิฐถูกแซะลงมาทีละสองสามก้อน

 

            “นั่นใครน่ะ!  ส่งเสียงด้วย!  ไม่งั้นยิงนะ!

 

            “อาจเป็นพวกเราอีกกลุ่มก็ได้”

 

            ผนังอิฐถูกแซะออกกว้างพอที่คนจะลอดออกมาได้  แล้วกลุ่มผมสีเข้มของใครสักคนก็โผล่ออกมา

 

            “ใครน่ะ!  ไม่ตอบจะยิงแล้วนะ!

 

            “อย่ายิง!  สารวัตรตามมาข้างหลัง”

 

            คยูฮยอนนั่นเอง  ร่างโปร่งนั้นคลานออกมาจากโพรง  ทั้งตัวเลอะไปด้วยโคลน

 

            “คุณตำรวจ  ซองมินล่ะ  ซองมินอยู่ไหน!

 

            “อ้อ  ซองมิน”  อนยูรีบรวบรวมสติ  “เสียงที่ร้องเมื่อครู่ใช่ไหม  ท่าจะหนีไปทางโน้นแล้ว”

 

            คยูฮยอนเช็ดมือกับกางเกง  หยิบไฟฉายออกจากกระเป๋าแล้ววิ่งตรงไปทางที่อนยูชี้ให้ทันที

 

            หลังจากนั้นสองสามนาที  เยซองจึงคลานตามออกมา  ตามด้วยสารวัตรดงยอพ  ตำรวจนอกเครื่องแบบ  ปิดท้ายด้วยคิบอม

 

            “อ้าว  อนยู  แล้วแจซอกล่ะ”

 

            “ลุงตามมาข้างหลังครับ”

 

            “แล้วคยูฮยอนล่ะ”  เยซองถาม

 

            “เด็กนั่นวิ่งไปทางโน้นแล้วครับ  ตามเสียงร้องเมื่อครู่ไป”

            “ไปกันเถอะครับสารวัตร”  เยซองหันไปเร่งสารวัตรดงยอพ

 

            “เดี๋ยวครับ”  อนยูรีบร้องห้าม “ตรงนี้มีรอย  น่าจะรอยลากศพ  สองรอยนี้น่าจะเป็นรอยเท้าคน...”

 

            ทุกคนก้มลงมาตามแสงไฟฉาย  ตรงนั้นเป็นโคลนแฉะๆ  มีรอยสองรอยชัดเจนบนพื้น  ยาวต่อเนื่องไปถึงทางเลี้ยวโค้ง  มีรอยรองเท้าบูตยางคู่ใหญ่อยู่ด้วย  มันฝังลึกลงในดิน  แปลว่าเจ้าของรอยเท้านี้กำลังลากอะไรที่มีน้ำหนักมาก

 

            “รอยนี้เริ่มจากทางด้านโน้นครับ”

 

            ทุกคนตามไปดู  เห็นรอยต่อเนื่องไปไกล

 

            ครู่ถัดมาก็มีเสียงตะโกนเรียกชื่อซองมิน  ดูเหมือนจะเป็นเสียงคยูฮยอน

 

            “สงสัย  เจ้าเด็กนั่นคงจะพบอะไรเข้าให้แล้ว”  เยซองเลียริมฝีปากแห้งผาก  ใจเต้นรัวอย่างหวาดหวั่น  ทุกคนเร่งฝีเท้าตามเสียงนั้นไป  ได้ยินเสียงของคยูฮยอนดังเป็นระยะ  เยซองจับได้ถึงความรู้สึกรวดร้าวในน้ำเสียงนั้น  จนเยซองรู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วย  แข้งขาของเขาอ่อนเปลี้ยด้วยแรงอารมณ์จนแทบก้าวต่อไม่ไหว

 

            โธ่  ซองมิน....

 

            จากน้ำเสียงนั้น  เยซองภาวนาให้ตนเองคิดผิด

 

            พอทุกคนเลี้ยวโค้งสุดท้าย  ก็เห็นคยูฮยอนยืนนิ่งในหลุมหนูที่สารวัตรตกลงไปเมื่อคืน  ลำแสงไฟฉายที่คยูฮยอนถือมาด้วยวางอยู่ข้างกัน  ส่งให้เห็นว่าเขาอุ้มร่างใครคนหนึ่งไว้  เมื่อทุกคนวิ่งไปถึง  ฝูงหนูมกมายก็พากันวิ่งกรูออกมาจากหลุมทันที

 

            “คุณเยซอง!  คยูฮยอนมองขึ้นมาจากหลุมด้วยสายตาราวกับบ้าคลั่ง

 

            “เรามาช้าไป  มีคนใช้ผ้ารัดคอซองมิน  ซองมิน...ทำใจดีๆ  ไว้นะ”

 

            เยซองรีบส่องไฟฉายไปยังผ้าที่ใช้รัดคอ  แต่แล้วเขาก็ตกใจ  รีบคลายแถบผ้าออก  “สารวัตรครับ  นี่มันสายรัดเอว...”

 

            “สายรัด...  เสื้อคลุมของคุณชินดงนี่นา”

 

            เหล่านายตำรวจมองหน้ากัน  สายรัดไม่มีรอยถูกเลาะตะเข็บ  ทฤษฏีเรื่องของมีค่าที่ชินดงซ่อนไว้ในสายรัดจึงเป็นอันตกไป  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันต้องการค้นหาของบางอย่าง

 

            “คยูฮยอน  ส่งซองมินมาทางนี้ก่อนเถอะ”

 

            “ไม่!  ผมไม่ยกซองมินให้ใครทั้งนั้น!

 

            “คุณเยซองครับ”  คิบอมกระซิบ  “เด็กคนนั้นถูกหนูแทะร่างไปเยอะแล้วนะครับ”  เสียงของคิบอมแหบแห้ง

 

            “ใช่  ผมกำลังจะเดินข้ามไม้กระดาน  แต่ได้ยินเสียงหนูร้องจี๊ดๆ  อยู่ข้างล่าง  เลยก้มมอง  แล้วก็เห็นมันกำลังรุมของบางอย่าง  ถึงได้รู้ว่าเป็นซองมิน...  คุณเยซอง ดูหน้าซองมินสิครับ”

 

            คยูฮยอนร้องไห้โฮ  ยื่นร่างของซองมินออกมาให้คนอื่นเห็น  วินาทีนั้นทุกคนอดเบือนหน้าหนีไม่ได้

 

            ใบหน้านั้นไม่มีชิ้นดี  ไม่ใช่เพียงหน้า  ทั้งร่างของซองมินถูกหนูแทะ  หากปล่อยทิ้งไว้อีกไม่นานคงเหลือแต่กระดูก  หนูจำนวนมหาศาลที่รุมแทะร่างนั้นยังเบียดเสียดกันอยู่ในหลุม

 

            คิบอมยืนตัวสั่นสะท้านเหมือนใบไม้ต้องลม  นัยน์ตาใต้กรอบแว่นแดงก่ำ

 

            คยูฮยอนยังยืนร้องไห้อยู่หลุมหนู  มือพยายามเขย่าร่างของซองมินให้ฟื้นคืนมา...

 

            เยซองคะเนสภาพศพ  เขาคิดว่าซองมินน่าจะถูกนำมาทิ้งไว้นานพอสมควรแล้ว  ถ้าอย่างนั้น  เสียงกรีดร้องเมื่อครู่เป็นของใครกัน...

 

            อนยูมองใบหน้าน่าสงสารนั้นแวบหนึ่ง แล้วรีบเดินข้ามไม้กระดาน  ข้ามปากหลุม  ก่อนจะหายตัวไปในทางโค้งมืดมิดเบื้องหน้า

 

            “คยูฮยอน  ขึ้นมาข้างบนก่อนเถอะ  ขืนยังอยู่ในนั้น  เธอจะโดนหนูแทะไปด้วยอีกคน”  เยซองกล่าวกับเด็กหนุ่มอย่างนุ่มนวล

 

            “คุณเยซอง  ใครทำกับซองมินได้ขนาดนี้ครับ  ใครปล่อยให้ซองมินกลายเป็นเหยื่อหนู!  คุณเยซอง  คุณตำรวจ  ช่วยแก้แค้นให้ซองมินด้วย.. แก้แค้นให้ด้วย!

 

            “ตกลง  ฉันรับปาก แต่ตอนนี้เธอขึ้นมาก่อนเถอะ  เราต้องจัดการศพของซองมินให้เรียบร้อยนะ”

 

            “ครับ”  คยูฮยอนยังร้องไห้  สายตาฉายแววโกรธแค้น  แต่ก็ยอมอุ้มร่างของซองมินขึ้นมาข้างบนแต่โดยดี  ที่ก้นหลุมยังมีหนูคลานยั้วเยี้ย...

 

            แล้วอนยูก็วิ่งเหยาะๆ  กลับมา

 

            “สารวัตรครับ  รีบมาทางนี้เร็ว  ทางนี้ก็มีอีกคน...”  เสียงนั้นตื่นเต้น  สะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ

 

            “ใครกัน”  สารวัตรร้องถาม

 

            “สารวัตรรู้จักเลขาเรียวอุคใช่ไหมครับ”

 

            “เขาเป็นอะไรหรือ”

 

            “คุณเรียวอุคไม่เป็นอะไร  แต่เขาบอกว่าคนคนนั้นคือคุณฮยอกแจครับ  คุณฮยอกแจลูกเจ้าของคฤหาสน์”

 

            “คุณฮยอกแจตายแล้วรึ!

 

            “เปล่าครับ  ยังไม่ตาย  แต่ถูกตีท้ายทอยอย่างแรง  อาการสาหัสครับ”

 

            ขณะนั้นแจซอกเพิ่งขโยกเขยกตามมาทัน  เยซองเห็นสภาพนั้นก็ร้องถามอย่างตกใจ

 

            “คุณแจซอกเป็นอะไรไปครับ”

 

            “ไม่มีอะไรหรอก  นิดหน่อย  ได้ข่าวว่าเจอซองมินแล้วใช่ไหม”  แล้วเขาก็เหลือบเห็นใบหน้าของซองมิน  “น่ากลัวเหลือเกิน...”

 

            “คุณแจซอกมาพอดี  ค่อยๆ  เดินตามพวกเรามาแล้วกันนะครับ  ทางด้านโน้นก็เกิดเรื่องแล้ว”

 

            แล้วกลุ่มของสารวัตรก็หายไปในความมืด

 

            ฐานไม้หมุนได้หลังศาลเจ้ามีกลไกบังคับให้เปิดได้จากทางอุโมงค์เท่านั้น  แต่มีใครบางคนใช้ขวานฟันแผ่นไม้ประกบด้านหลังรูปปั้นซึ่งหันหลังชนกัน  เพราะมีขวานตัดฟืนเล่มใหญ่หล่นอยู่ในศาลเจ้า

 

            หลังจากมาถึงศาล  เลขาเรียวอุคพบร่างของฮยอกแจโผล่จากรอยแยกของแผ่นไม้มาครึ่งตัว  สลบไสลไม่ได้สติ  ดูเหมือนเขาถูกตีอย่างแรงด้วยโลหะแข็งที่ท้ายทอย  มีเลือดไหลจากบริเวณนั้นซึมติดหลังเสื้อที่สวมอยู่

 

            “บอกแล้วไงว่าคฤหาสน์นี้มีปีศาจสิงอยู่”  แจซอกพึมพำ






RIP เด็กรับใช้ผู้อาภัพ

ไม่ขอพูดอะไร

มุดหนีลงโพรง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น

  1. #52 kob kerojang (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 09:53
    จบเรยยย เซ็งงง แต่คยูเสียใจหนักมาก จองซูก้อดูกังวลนะ 2คนนี้ไม่ฆ่ามินแน่ ใครอะ มินไปเห็นอะไรชัว เรยโดนเก็บ ซวยจิงๆเรยทำไมต้องเปงมินด้วยยย
    #52
    0
  2. #31 Lee Liew Kim (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 20:16
    ไม่ใช่คังอินแล้วแหละ ใครทำอ่ะ ทำไมมินต้องตาย ฮือออออออ
    ไรเตอร์อ่าาา ฆ่ามินเค้าาาTT
    #31
    0
  3. #24 toeyeye (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 12:25
    ฮรือออ ทำไมซองมินต้องตายด้วย ใครมันเป็นคนทำเรื่องแบบนี้ !!!
    #24
    0