[SJ] ด้วยรัก ... และความตาย [KangHae, Kyumin] (จบแล้ว))

ตอนที่ 14 : Chapter 13 กุญแจห้องปิดตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 เม.ย. 59



Chapter 13 กุญแจห้องปิดตาย

 

            “น้ำนี่กลิ่นหอมดีนะครับ  สีสวยด้วย”  เยซองเอ่ยขณะยืนพิจารณาร่างของชินดงในอ่างอาบน้ำ

 

            “อ๋อ  กลิ่นของไอ้นั่นไง”  สารวัตรดงยอพชี้ไปทางอ่างล้างหน้าริมผนังห้อง  เหนืออ่างติดกระจกรูปวงรีเอาไว้  ต่ำกว่ากระจกเล็กน้อยเป็นหิ้งสีขาวสำหรับวางของใช้ในห้องน้ำ  บนนั้นมีมีดโกนหนวด  ครีมโกนหนวด  โฟมล้างหน้าสำหรับผู้ชาย  หวี  แปรงสีฟัน  และข้าวของกระจุกกระจิกอีกเล็กน้อย  แต่มีของอย่างหนึ่งที่เยซองขมวดคิ้วเมื่อได้เห็น  มันคือกระปุกโลหะสีชมพูหวานขนาดเหมาะมือ  มีลวดลายลูกไม้สีขาววาดไว้ตามขอบกระปุกอย่างสวยงาม  ลักษณะไม่น่าเป็นของใช้ส่วนตัวของชินดง  เยซองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ  มันมีตัวอักษรเขียนอยู่ข้างกระปุกว่า spa salt

 

            ฝากระปุกเปิดอยู่  ข้างในเป็นผงสีเขียวสดใสอัดแน่น  มีช้อนพลาสติกเล็กๆ วางอยู่ด้านบน  บนหิ้งมีผงสีเขียวกระจายเลอะอยู่เล็กน้อย

 

            “มันคืออะไรครับ”

 

            “ผงสำหรับโรยน้ำอาบน่ะ”  สารวัตรตอบ

 

            “งั้นหรือครับ  คุณชินดงพกของแบบนี้มาด้วยหรือ”  เยซองขมวดคิ้ว

 

            “เปล่าครับ  ของคุณจองซูน่ะ  เห็นว่าเอามาให้เมื่อคืน  อ้อ  คุณจองซูบอกว่าเดี๋ยวมีเรื่องจะเล่าเกี่ยวกับผงนี่ด้วย  ว่าแต่  คุณเยซองช่วยมาดูตรงนี้หน่อยได้ไหม  ผมว่าแขนซ้ายเขาแปลกๆ”

 

            เยซองสะดุ้ง  แขนซ้ายอีกแล้วหรือ?

 

            สารวัตรชี้ให้ดูแขนซ้ายของศพที่จมอยู่ใต้น้ำ  มันถูกพันด้วยผ้าขนหนู  อันที่จริงแล้วเวลาแช่น้ำ  เยซองไม่เคยเห็นใครเอาผ้ามาพันแขนแบบนี้เลย

 

            “ผ้าขนหนูนั่นมีอะไรหรือครับ”

 

            สารวัตรล้วงมือลงอ่าง  ขยับผ้าขนหนูออก

 

            ใต้ผ้าขนหนูคือนาฬิกาข้อมือ  เป็นแบบที่สายเป็นโลหะยืดได้

 

            นาฬิกานั้นเลื่อนสูงขึ้นไปจากตำแหน่งปกติ  มันอยู่เกือบถึงข้อศอก  เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาสิบเอ็ดโมงสี่สิบห้านาที  ตอนนี้เป็นเวลาเก้าโมงสี่สิบนาที  แปลว่านาฬิกาเรือนนี้หยุดเดินตอนชี้บอกเวลาห้าทุ่มสี่สิบห้าของเมื่อคืนนี้

 

            เวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่เยซองและนายตำรวจอยู่ในทางลับนั่นเอง  ไม่แน่ว่ามันอาจเป็นเวลาเดียวกับที่ชินดงเสียชีวิต

 

            “อะไรกันนี่  มีศพอีกแล้วหรือ”  เสียงผู้ชายดังขึ้นที่ประตูห้องน้ำ  หมอดงวุคนั่นเอง

 

            “คุณหมอ  ช่วยดูแขนซ้ายของศพได้ไหมครับ”  สารวัตรพูดกับนายแพทย์นิติเวช

 

            “โอ๊ะ”  หมอดงวุคอุทาน

 

            “ผมอยากขอให้คุณหมอช่วยตรวจสอบสาเหตุการตายให้แน่ชัดด้วยนะครับ  ว่าเขาตายเพราะจมน้ำ  หรือว่า...”

 

            “ครับ  แน่นอนอยู่แล้ว”

 

            จากนั้นสารวัตรจึงชวนเยซองออกไปข้างนอก  เพื่อไปพูดกับจองซู

 

            “อ้อ  เดี๋ยวช่วยถ่ายรูปกุญแจห้องให้หน่อยนะ  มันอยู่ในถาดบนหิ้งเหนือเตาผิง  เสร็จแล้วก็ปิดฝักบัวได้เลย”  สารวัตรหันไปสั่งงานกับลูกน้องก่อนออกมา

 

            เยซองมองอ่างล้างหน้า  ลองกะปริมาตรของอ่างดูเล่นๆ  หากมีน้ำเต็มมันจะมีน้ำสักเท่าไหร่  แต่เมื่อเขามองไปที่หิ้งใต้กระจก  ก็ต้องประหลาดใจ

 

            “มีอะไรหรือครับ”  สารวัตรย้อนกลับมา

 

            “ลองดูบนชั้นนี่สิครับ  มันเคยเปียกมาก่อน  แล้วตอนที่มันเปียกคงมีคนวางของไว้  ยังเห็นรอยจางๆ อยู่  ไม่รู้ว่าเป็นรอยวางอะไร”

 

            สารวัตรพิจารณารอยนั้น  แล้วก็หันไปสั่งงานเพิ่มเติม  “เดี๋ยวพอถ่ายรูปเสร็จแล้ว  ช่วยถอดนาฬิกาข้อมือผู้ตายมาลองวางดูหน่อยนะว่าเทียบกันได้พอดีหรือเปล่า”

 

            ปรากฏว่ารอยนั้นกับนาฬิกาข้อมือของชินดงเข้ากันได้พอดี

 

            “แปลว่าคุณชินดงได้ถอดนาฬิกาข้อมือออกครั้งหนึ่งแล้วสินะ”

 

            “ใช่  เขาถอดนาฬิกาข้อมือวางบนชั้น จากนั้นก็เข้าไปแช่ตัวในอ่างน้ำ  หลังขึ้นจากอ่างเขาก็มาโกนหนวด  ต่อมาก็ใส่นาฬิกาข้อมือ  กำลังจะก้มลงล้างหน้า แต่รู้สึกว่านาฬิกาเกะกะ  จึงเลื่อนขึ้นไปทางข้อศอก”  สารวัตรค่อยๆ พูด  ก่อนจะมองไปทางอ่างล้างหน้า  เขาลองปิดจุกก้นอ่างแล้วเปิดก๊อกน้ำ  ครู่เดียวน้ำสะอาดก็เต็มอ่าง  เหล่านายตำรวจมองหน้ากันอย่างพรั่นพรึง  เพราะน้ำในอ่างมีปริมาณมากพอจะทำให้คนขาดอากาศหายใจตายได้

 

            เป็นไปได้ไหมว่า  ขณะชินดงกำลังล้างหน้า  มีใครคนหนึ่งแอบย่องมาข้างหลัง  แล้วกดศีรษะเขาลงในอ่างน้ำ

 

            “ตอนนั้นพอดีว่าผู้ตายพันผ้าขนหนูไว้กับแขนซ้าย  คนร้ายเลยไม่รู้ว่าเขาใส่นาฬิกาข้อมือ  เลยลากตัวเขาไปแช่ในอ่างโดยไม่ถอดนาฬิกาออกก่อน”

 

            เยซองรีบปราม  “ผลการชันสูตรคงพิสูจน์ได้ครับว่าผู้ตายเสียชีวิตจากน้ำในอ่างล้างหน้า  หรือน้ำในอ่างอาบน้ำ  แค่ดูว่าน้ำในปอดเขามีผงสีเขียวอยู่หรือเปล่าเท่านั้น”

 

            คำตอบนั้นปรากฏในตอนเย็น  ว่าน้ำในปอดของชินดงไม่มีผง salt spa 

 

            “ว่าแต่สารวัตรครับ  เรารู้สาเหตุการตายของคุณซีวอนหรือยัง”

 

            “อ้อ  ใช่ครับ  สถานีตำรวจติดต่อมาแล้ว  บอกว่าสาเหตุการตายคือถูกรัดคอจริงๆ  คนร้ายใช้ไม้เท้าซ่อนดาบนั่นฟาดท้ายทอยจนเขาสลบ  แล้วใช้เชือกแถวนั้นรัดคออีกที”

 

            “แสดงว่าคนร้ายต้องมีจิตใจโหดเหี้ยมมาก  หรือไม่ก็ต้องโกรธแค้นคุณซีวอนมากแน่”  นายตำรวจอีกคนหนึ่งว่า

 

            “อีกอย่างนะครับ  รายงานบอกว่าคอคุณซีวอนแทบหัก  แสดงว่าเจ้าคนร้ายต้องมีแรงเยอะทีเดียว”  สารวัตรเสริม

 

            เยซองจ้องมองตะกร้าใส่เสื้อผ้าในห้องน้ำ  ในนั้นมีเสื้อผ้ากองขยุ้ม  ดูท่าทางเป็นเสื้อผ้าใช้แล้ว  มีชุดนอน  กางเกงใน  เสื้อคลุมนอน  ใกล้กันมีรองเท้าสลิปเปอร์คู่หนึ่ง

 

            “ผมขอดูตะกร้านี้ได้ไหมครับ”

 

            “เชิยเลย  เมื่อครู่ผมตรวจแล้ว”

 

            เยซองจำได้ว่าเคยเห็นชินดงใช้เครื่องแต่งกายเหล่านี้  แต่เมื่อเขาหยิบเสื้อคลุมนอนขึ้นมาดู  ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่ากระเป๋าเสื้อคลุมถูกปลิ้นออกมาด้านนอก  นอกจากนี้เชือกที่ใช้รัดเอวยังหายไป  เยซองหันมองซ้ายขวา  แต่ก็หาสายรัดเอวนั้นไม่เจอ

 

            “คุณตำรวจได้ปลิ้นกระเป๋าเสื้อคลุมออกมาหรือเปล่าครับ”

 

            “เปล่า  ผมแค่นับเสื้อผ้าว่ามีกี่ชิ้นเท่านั้น”

 

            “แล้วตอนคุณชินดงสวมเสื้อคลุมตัวนี้มาที่ห้องดาเลียเมื่อคืน  กระเป๋าเสื้อนี่ปลิ้นออกมาแบบนี้หรือเปล่าครับ”

 

            “ไม่นะครับ  ถ้าเขาแต่งตัวไม่เรียบร้อยผมก็ต้องเห็นสิ”

 

            “แปลว่าคนร้ายต้องการขโมยสมบัติตาอ้วนนี่หรือครับ”  นายตำรวจหนุ่มคนเดิมว่า  เยซองมาทราบทีหลังว่าเขาชื่ออนยู

 

            เมื่อพูดจบอนยูก็ออกไปค้นในห้องนอน  ข้างเตียงนอนมีตะกร้าใส่เสื้อผ้าวางอยู่  ในนั้นมีชุดชั้นในกับถุงเท้าวางพับไว้เรียบร้อย  เขาเปิดตู้เสื้อผ้าดู  พบเสื้อเชิ้ตสีฟ้าตัวหนึ่ง  เสื้อกั๊กสีน้ำตาลลายสก็อตอีกตัวอยู่บนไม้แขวน  ตรงพื้นตู้มีกระเป๋าเดินทางมีอักษรย่อ SD  ซึ่งคงเป็นตัวย่อจากชื่อเต็มของเขา

 

            ในกระเป๋ามีเสื้อเชิ้ตอีกสองตัว  เนกไท  เสื้อกั๊กมีกระดุมสองเม็ด  ชุดนอนครบชุด  กระเป๋าพลาสติกดูเหมือนเอาไว้ใส่ของใช้ในห้องน้ำ  ถุงเท้า  ผ้าขนหนู  ผ้าเช็ดหน้า  กระดาษทิชชูหนึ่งห่อ  ทิชชูเปียกอีกห่อ  ทุกอย่างวางอยู่อย่างเรียบร้อย  บ่งบอกนิสัยรักสะอาดและเจ้าระเบียบของผู้ตายได้ดี

 

            ในกระเป๋าเสื้อกั๊กมีกระเป๋าเงินทำจากหนัง  ในนั้นมีธนบัตรเพียงสองสามใบกับนามบัตรส่วนตัว  โทรศัพท์มือถือไม่ได้ชาร์ตแบต  ดูเหมือนชินดงจะไม่เห็นความจำเป็นของมันในที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์แบบนี้  ในกระเป๋าเงินยังมีบัตรรถไฟแบบรายเดือนด้วย

 

            “คุณรู้สึกอะไรบ้างหรือเปล่า”

 

            “ผมเดานะครับ  ว่าต้องมีคนมาค้นของในตะกร้านี้  กระเป๋าเสื้อกั๊กก็ถูกปลิ้นออกมาครึ่งหนึ่ง”  อนยูเสนอ

 

            “จริงด้วย  ดูท่าทางไม่น่าใช่ฝีมือคุณชินดง  ดูจากว่าเขาจัดข้าวของเป็นระเบียบขนาดนี้”  เยซองเห็นด้วย

 

            “ของในกระเป๋าก็ดูเหมือนถูกค้นเหมือนกันนะครับ”

 

            ลิ้นชักตู้เสื้อผ้าว่างเปล่า  ลิ้นชักหนึ่งดูเหมือนถูกกระชากออกมาอย่างแรงจนตกร่อง  จนป่านนี้ก็ยังไม่ลงร่องจึงดึงออกมาได้อย่างลำบาก

 

            “นี่แสดงว่า คนร้ายไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตคุณชินดง  แต่ยังต้องการสมบัติของเขาอีกหรือ”

 

            “แล้วของที่คนร้ายอยากได้คืออะไรกัน”  สารวัตรย้อนถามนายตำรวจ  ซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบ  อนยูมองเยซองอย่างขอความเห็น

 

            “ผมก็ไม่ทราบครับ  เดาไม่ออกด้วย แต่ถ้ามันควานหาในกระเป๋าเสื้อ  ก็คงไม่ใช่ของชิ้นใหญ่”

 

            “จริงสิ  ของนั่นต้องถูกเย็บไว้กับสายรัดเสื้อคลุมแน่นอน  คนร้ายรู้เข้าเลยขโมยไปทั้งสาย”  อนยูพูดอย่างตื่นเต้น

 

            เยซองยิ้ม  ชินดงเป็นผู้ดีตกยาก  ทุกวันนี้หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนายหน้าขายของเก่า  เป็นไปไม่ได้ว่าจะมีของมีค่าขนาดนั้น

 

            หมอดงวุคเดินออกมาพอดี

 

            “เดี๋ยวช่วยขนศพไปที่เดิมหน่อยนะ  ผมจะทำให้เสร็จภายในเย็นนี้ละ”  นายแพทย์พูดกับสารวัตรอย่างง่ายๆ

 

            “อ้อ  นายช่วยถ่ายรูปหล่อสำริดนี่ด้วยได้ไหม  ที่ปลายเท้ารูปนั่นมีกุญแจวางอยู่”  สารวัตรออกคำสั่งเพิ่ม

 

            เยซองเริ่มสำรวจหิ้งหินอ่อนเหนือเตาผิงที่มีกุญแจห้องวางอยู่  มันมีหน้าตาเหมือนในห้องดาเลียทุกประการ  เพียงแต่ว่าบนนั้นมีของที่ไม่มีบนหิ้งในห้องดาเลีย  ก็คือถาดไม้แกะสลักเป็นรูปมังกรจีน  ที่มีกุญแจห้องกับรูปหล่อสำริดวางอยู่

 

            รูปหล่อนั้นทำเป็นรูปหญิงแต่งกายแบบกรีก-โรมัน  ผ้าผ่อนจึงดูหลุดลุ่ย  นั่งชันเข่าปล่อยผมยาวไปด้านหลัง  เห็นเรียวขาสองข้างชัดเจน  ที่ปลายเท้ารูปนั้นมีกุญแจห้องวางอยู่

 

            “แปลกนะครับ”  สารวัตรว่าเมื่อเห็นเยซองจ้องของสามอย่างนั้นอย่างสนใจ  “คุณจองซูเล่าว่าเมื่อเช้า  ประตูห้องใส่กุญแจเรียบร้อย  แต่ร้องเรียกอย่างไรก็ไม่มีเสียงตอบ  แถมยังได้ยินเสียงน้ำจากฝักบัวด้วย  คุณจองซูนึกขึ้นได้ว่าเสียงมันดังมาตั้งแต่เมื่อคืน  เลยเลื่อนโต๊ะวางแจกันตรงโถงทางเดินมาไว้หน้าห้องแล้วปีนขึ้นไป  เปิดหน้าต่างเหนือประตูดู  ก็เห็นกุญแจวางอยู่”

 

            “อะไรนะ  ประตูล็อกอยู่หรือครับ”

 

            “คุณจองซูบอกอย่างนั้น”

 

            “โดยที่กุญแจวางอยู่ตรงนี้หรือครับ”

 

            “ครับ  เขาก็เลยเอะใจ  เลยไปรายงานให้คุณคังอินที่อยู่ในห้องชั้นล่างทราบ  หยิบกุญแจสำรองจากคลังสมบัติของแกแล้วก็ไขเข้ามา  ก็เจอสภาพที่เห็นอยู่นี่แหละครับ  ตอนนั้นคุณคังอินตรวจหน้าต่างทุกบาน  พบว่ามันลงกลอนจากข้างใน”

 

            “ในห้องไม่มีคนร้ายด้วย?”

 

            “ครับ  ได้ยินว่าคุณจองซูลงทุนก้มหาใต้เตียงเชียว  แต่ก็ไม่พบอะไรเลย  คุณจะไขปริศนานี้ว่ายังไง”

 

            “ในห้องนี้มีทางลับหรือเปล่าครับ”

 

            “ไม่มีหรอกครับ  คุณจองซูสาบานหนักแน่นว่าห้องนี้ไม่มีทางลับแน่นอน  แต่เอาเข้าจริงคำพูดของคุณจองซูก็ใช่จะเชื่อถือได้  ผมว่าเราลองตรวจสอบให้ละเอียดดีกว่า แต่ถ้าห้องนี้ไม่มีทางลับจริง  คุณจะว่ายังไง”

 

            “ก็แปลว่า  มันเป็นฆาตกรรมในห้องปิดตายสิครับ”

 

            “ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น” สารวัตรสรุปอย่างอ่อนใจ

 

            “แล้ว  จะเป็นไปได้ไหมครับว่า  คนร้ายแอบทำกุญแจสำรองทุกห้อง  ไม่ใช่เฉพาะห้องนี้”

 

            “มันจะทำไปเพื่ออะไร”

 

            “ก็...  เผื่อว่าอยากฆ่าใครขึ้นมาสักคน...”  เยซองว่า

 

            สารวัตรทำหน้าเหมือนถูกบังคับให้กลืนยาขมหม้อใหญ่

 

            “ฮ่าๆๆ  อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิครับสารวัตร  ผมยังสติดีอยู่  เอาเถอะ  อย่างนี้แปลว่านอกจากกุญแจสำรองที่คุณจองซูเก็บไว้  ไม่มีกุญแจอื่นอีกใช่ไหมครับ  แสดงว่านี่เป็นฆาตกรรมในห้องปิดตาย”  เยซองเหลือบดูหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่เหนือประตู  “ที่จริงก็ไม่ใช่ห้องปิดตายนี่ครับ”

 

            “คุณหมายถึงหน้าต่างนั่นน่ะหรือ  เอางี้  ถ้าคุณผ่านช่องนั้นได้ผมยอมให้ตัดหัวเลย”  สารวัตรกลอกตา

 

            “ผมไม่พนันดีกว่าครับ”  เยซองหัวเราะ  “คนร้ายไม่จำเป็นต้องเอาตัวมันผ่านช่องนั้นก็ได้นี่ครับ”

 

            “ถ้าอย่างนั้นมันทำได้ยังไงล่ะ  แสดงให้ดูสิ”

 

            “มันก็แค่ถือกุญแจเดินออกไปนอกห้อง  ล็อกจากด้านนอก  แล้วโยนกุญแจกลับเข้าไปในห้องผ่านหน้าต่าง  โดยเล็งไปที่หิ้งเหนือเตาผิง  ให้รูปหล่อสำริดเป็นเป้าไงครับ”

 

            “จะบ้าหรือคุณเยซอง  คนอะไรมันจะโยนแม่นได้ขนาดนั้นตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน”

 

            “ฮ่าๆ  ผมล้อเล่นครับสารวัตร  แค่อยากบอกว่าคดีนี้อาจไม่ใช่ฆาตกรรมในห้องปิดตายก็ได้”

 

            ขณะเดินลงบันไดเพื่อไปฟังคำให้การของจองซู  เยซองก็คิดขึ้นมากว่า นาฬิกาข้อมือของชินดงหยุดที่เวลาห้าทุ่มสี่สิบห้า  ถ้านั่นเป็นเวลาที่เขาเสียชีวิต  สรุปได้ว่าทุกคนไม่มีหลักฐานอ้างที่อยู่ในตอนนั้น  ยกเว้นชายแขนเดียวที่ปรากฏตัวในอุโมงค์ใต้ดิน  คนเดียวเท่านั้นที่มีหลักฐานอ้างที่อยู่สมบูรณ์  และเป็นคนเดียวที่ไม่มีโอกาสลงมือฆ่าชินดงเลย  แต่คงไม่มีใครกล้าแสดงตัวว่าเขาคือชายแขนเดียวหรอก

 

 

 

 

            จองซูถูกเรียกตัวมาที่ห้องโถงซึ่งอยู่ในช่วงตกแต่งเพื่อปรับปรุงให้เป็นล็อบบี้โรงแรม  ท่าทางดูเหนื่อยอ่อนหมดเรี่ยวหมดแรง  ดูท่าจะรู้สึกผิดว่าเหตุร้ายครั้งนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของตัวเอง

 

            “ประมาณหลังเที่ยงคืน  ผมไปดูคุณชินดงตามที่ทุกคนสั่งไว้  แต่ผมเรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบ  ได้ยินแต่เสียงน้ำจากฝักบัว  ความจริงผมน่าจะรู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้นว่ามันผิดปกติ”

 

            “ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกครับ  พวกเราเองก็น่าจะรู้สึกเหมือนกัน  เพราะดึกป่านนั้นคงไม่มีใครลุกมาอาบน้ำแล้ว”

 

            “ก็พวกคุณไม่รู้นี่ครับว่าคุณชินดงอาบน้ำไปก่อนหน้านั้นแล้ว  แต่ผมรู้”

 

            “ก่อนนั้นเขาอาบไปตอนกี่โมงล่ะครับ”

 

            “ตอนห้าทุ่มยี่สิบห้าที่พวกคุณลงไปในทางลับ  ผมไปดูคุณชินดงทันที”

 

            “เดี๋ยวนะครับ”  เยซองขัด  “แล้วปากทางลับกับประตูห้องดาเลียล่ะครับ”

 

            “ผมปล่อยไว้อย่างนั้นเอง  เพราะไม่รู้พวกคุณจะกลับมาเมื่อไร”  จู่ๆ  จองซูก็สะดุ้ง  “ถ้าอย่างนั้นทางลับไปห้องดาเลียก็ถูกเปิดทิ้งไว้น่ะสิ”

 

            ใต้ห้องดาเลียคือห้องนั่งเล่นของคังอิน  ซึ่งเมื่อคืนนี้เขาอยู่ในนั้นคนเดียวเสียด้วย  แต่ถึงมันปิดอยู่  ทางก็เปิดจากในอุโมงค์ได้  แปลว่าคังอินมีโอกาสเข้าห้องดาเลียได้ทุกเมื่อ  และหากห้องดาเลียไม่ได้ล็อกกุญแจ  เขาก็สามารถออกไปห้องของชินดงได้โดยไม่มีใครรู้

 

            “แต่”  จองซูละล่ำละลัก  ดูเขาจะรู้ทันความคิดของเหล่าตำรวจและเยซอง  “แต่คุณชินดงหวาดระแวงมาก  พอผมไปถึง  ปรากฏว่าห้องใส่กุญแจจากข้างใน  ผมเรียกอยู่หลายครั้ง  จนคุณชินดงแน่ใจว่าเป็นผมเลยยอมเปิดประตูให้  ตอนนั้นดูเหมือนเขากำลังตรวจในเตาผิง  เลยมีเขม่าติดปลายจมูกน่ะครับ”

 

            “แล้วคุณจองซูว่ายังไงครับพอเห็นอย่างนั้น”

 

            “ผมสงสาร  ก็เลยบอกว่าห้องนี้ไม่มีทางลับแน่นอน  ไม่ต้องกังวล  ผมบอกตั้งหลายครั้งแล้ว”

 

            “แล้วคุณชินดงดูสบายใจขึ้นมั้ย”

 

            “เขาหวาดระแวงมากครั้บ  เลยไม่ยอมเชื่อง่ายๆ  แต่ก็ทำท่าจะคล้อยตาม  ผมเลยบอกเขาว่ามีเขม่าติดปลายจมูก คุณชินดงก็ว่าไม่เป็นไร  เพราะอีกเดี๋ยวจะอาบน้ำแล้ว  ผมเลยบอกเขาว่ามีของดีจะให้  แล้วก็ลงไปหยิบกระปุก salt spa มาจากเคาน์เตอร์  แต่พอกลับมาถึงห้องคุณชินดงก็พบว่าเขาใส่กุญแจไว้อีกแล้ว”

 

            “ท่าทางเขาหวาดระแวงมากเลยนะครับ”

 

            “ครับ  ครั้งนี้ก็เหมือนเดิม  พอเขาแน่ใจว่าเป็นผมถึงยอมเปิดประตู  ผมเลยยื่นกระปุกให้แล้วอธิบายสรรพคุณกับวิธีใช้”

 

            “เขาคงชอบใจนะครับ”

 

            “เรื่องนี้แหละครับคุณเยซอง  ผมคิดว่าเขาเสียมารยาทมากเลย  คุณชินดงทำหน้าไม่เชื่อถือ  เหมือนผมเอาของไร้สาระมาให้”           

 

            “แต่ดูจากว่าเขาเอามันมาใช้  แปลว่าเขาคงดีใจอยู่บ้างนะครับ”

 

            “ไม่ทราบสิครับ”

 

            “แล้วหลังจากยื่นกระปุกให้  คุณจองซูก็ออกไปเลยหรือครับ”

 

            “ออกอะไรล่ะครับ  ตอนมาครั้งแรกคุณชินดงยอมให้ผมเข้าห้องก็จริง  แต่ครั้งที่สองเขาแค่ยืนพูดตรงหน้าประตู  พอรับกระปุกไปก็เอาแต่บอกว่าเข้าใจแล้วๆ  แล้วก็ดันผมออกไปข้างนอกแล้วใส่กุญแจจากในห้อง  เล่นเอาผมโกรธมาก”

 

            “เขาใส่กุญแจจากข้างในอีกหรือครับ”

 

            “ใช่สิครับ  ต่อให้กลัวแค่ไหนก็เถอะ  ทำแบบนั้นมันน่าเกลียดเกินไป”

 

            “เรื่องนี้เกิดประมาณกี่โมงครับ  คุณรู้เวลาแน่นอนหรือเปล่า”

 

            “ครับ ตอนนั้นห้าทุ่มครึ่งพอดี  ผมคิดว่าจะตื่นรอพวกคุณกลับมาจากทางลับ  เลยดูนาฬิกาน่ะครับ”

 

            แสดงว่าหลังจากจองซูผละมาเพียงสิบห้านาที  นาฬิกาข้อมือของชินดงก็หยุดเดิน  สิบห้านาทีดูเหมือนจะน้อย  แต่ถ้าใช้อย่างมีประโยชน์ก็ทำอะไรได้มากมาย

 

            แต่ถึงอย่างนั้น  คนร้ายใช้วิธีไหนเข้าและออกจากห้องของชินดงกัน  ถ้ามันไม่มีทางลับจริงๆ  แปลว่ามันต้องเข้าทางประตู  แต่จากที่จองซูบอก  ชินดงหวาดระแวงมาก  ประตูก็ไม่มีร่องรอยถูกทำลาย  หมายความว่า  ชินดงเป็นผู้อนุญาตให้คนร้ายเข้าห้องเองทั้งที่หวาดระแวงอยู่

 

            แสดงว่าอีกฝ่ายต้องเป็นคนที่ชินดงสนิทสนมคุ้นเคยด้วยมาก

 

            เยซองตัวสั่นด้วยความพรั่นพรึง  แล้วก็กลั้นใจถามจองซู  “ได้ยินว่า  ตอนคุณพบศพในห้องพร้อมคุณคังอิน  คุณมองหาแม้กระทั่งใต้เตียงด้วยหรือครับ  คุณคิดว่าคนร้ายจะยังซ่อนตัวอยู่ในห้องหรือครับ”

 

            “เปล่า...”  จองซูดูกระวนกระวายขึ้นมาเป็นครั้งแรก  และก็เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงความรู้สึกจริงๆ  ออกมา  “ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นหรอก...”

 

            “อ้าว  แล้วคุณทำแบบนั้นทำไม”

 

            “ซองมินน่ะสิครับคุณตำรวจ  ไม่รู้ซองมินหายไปไหน”  ร่างชรานั้นดูหวาดกลัวอย่างหนัก

 

            สารวัตรโน้มตัวไปถาม  “ซองมินเป็นอะไรไปหรือ”

 

            “คือ  ไม่มีใครเห็นซองมินมาแต่เช้าแล้ว  เมื่อคืนก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นด้วย”  เสียงนั้นสั่นและดูไม่มั่นใจ  ไม่เหมือนกับจองซูคนที่ตำรวจรับมือได้ยากลำบาก

 

            “เรื่องแปลกอะไรหรือครับ”

 

            “เมื่อหัวค่ำทุกคนถูกเรียกมาสอบปากคำใช่ไหมครับ  ซองมินเป็นคนแรกๆ เลยที่ถูกเรียกมา  หลังจากนั้นซองมินก็มาหาผม  บอกว่ามีเรื่องอยากบอกเกี่ยวกับคดี”

 

            “เด็กนั่นบอกว่าเกี่ยวกับคดีนี้อย่างนั้นหรือ”

 

            “มาลองนึกดูแล้ว  ท่าทางเด็กคนนั้นเหมือนมีอะไรในใจ  แต่ผมกำลังตกอกตกใจ  แล้วก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมาก  เลยไล่ให้กลับไปก่อน  บอกให้มาคุยวันหลัง  จากนั้นตั้งแต่เช้าก็ไม่เห็นซองมินอีกเลย  ผมไม่สบายใจชอบกล”

 

            “คุณเลยมองหาใต้เตียงหรือครับ”

           

            “อย่าหัวเราะเยาะผมนะ  คงเป็นความกังวลของคนแก่กระมัง  คุณชินดงกลายเป็นแบบนั้นไป  ผมเลยกลัวว่าซองมินอาจะ...  โอ๊ย  ไม่เอาแล้ว  เลิกคิดดีกว่า  น่ากลัวเหลือเกิน”

 

            “คุณคิดมากไปเองหรือเปล่า  ป่านนี้เด็กนั่นคงแอบไปหาเจ้าเด็กคอกม้าแล้วมั้ง  เห็นสนิทกันดีเหลือเกิน”

 

            “แต่  เมื่อครู่ตอนคยูฮยอนกลับมา  ผมเรียกมาถามแล้ว  เขาบอกว่าไม่เห็นซองมินเหมือนกัน  ได้ยินว่าไม่ได้เจอกันตั้งแต่แยกหน้าโกดังเมื่อวาน”

 

            เมื่อคืนตอนอยู่ในห้องอาบน้ำ  คยูฮยอนก็บอกแบบนั้นกับเขาเช่นกัน  เยซองพยายามสะกดความหวาดหวั่นลงไป

 

            “แปลว่า  ซองมินรู้อะไรบางอย่าง  มากกว่าที่ให้ปากคำกับตำรวจหรือ”

 

            “ใช่  ใช่ครับ ผมน่าจะให้เวลาพูดคุยกับซองมินมากกว่านี้..”

 

            “คุณเห็นซองมินครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ”

 

            “เรื่องนี้  ผมคิดหลายตลบแล้ว  ตอนนั้นน่าจะสี่ทุ่มครึ่ง  คุณดงเฮบอกว่าจะขอแยกห้องนอน  ผมเลยให้ซองมินไปช่วยดูแลความเรียบร้อย  ความจริงตอนนั้นผมควรจะไปจัดการเอง  แต่พวกคุณกำลังจะลงไปในทางลับ  ผมเลยให้ซองมินไปทำแทน  นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นซองมิน”

 

            คังอินก็เล่าว่าเขารอจนดงเฮหลับแล้วถึงได้ออกมานอกห้อง  และก็พบซองมินยืนคอยอยู่  บอกว่ามีเรื่องสำคัญอยากปรึกษา  ตอนนั้นห้าทุ่มยี่สิบนาที  เป็นไปได้ว่าหลังจากนั้นไม่มีใครเห็นซองมินอีกเลย

 

            สารวัตรจึงเรียกลูกน้องมา  ออกคำสั่งให้ตามหาซองมินทั่วคฤหาสน์  ทุกคนล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด

 

            “ผมมีเรื่องอยากถามคุณจองซูอีกหน่อย”

 

            “อะไรครับ”

 

            “เรื่องที่ว่า  คุณชินดงอาจมีสมบัติล้ำค่าที่จะถูกคนร้ายแย่งไป  อาจเป็นพวกเพชรพลอย  หรืออะไรที่เป็นชิ้นเล็กๆ น่ะครับ”

 

            “ไม่มีทางครับ  พักนี้คุณชินดงยากจนลงมาก ขนาดต้องขายของเก่ากิน  ได้ยินว่าเรื่องนี้ทำให้ภรรยาเขาขอหย่า"

 

 

            คังอินกับดงเฮที่ถูกเรียกตัวมาสอบปากคำภายหลังก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า  ชินดงไม่น่ามีของมีค่าขนาดนั้น  สำหรับเรื่องเวลาที่เขาถูกฆ่าตายนั้น  คังอินเล่าว่าเขาพบชินดงครั้งสุดท้ายตอนกินอาหารเย็น  ตอนนั้นมีคิบอม  เลขาเรียวอุค  และฮยอกแจอยู่ด้วย  แต่แทบไม่มีใครพูดกันเลย  จากนั้นเขากลับไปห้องนั่งเล่น  ต่อมาก็ถูกเรียกไปสอบปากคำ นอกจากนี้เขาเดาไม่ออกเลยว่าฆาตกรคือใคร  และอะไรคือแรงจูงใจให้ฆ่าชินดง

 

            สำหรับดงเฮ  เขากินอาหารเย็นในห้องส่วนตัว จึงได้พบชินดงครั้งเดียวคือตอนบ่ายสองขณะกำลังปักผ้าที่ระเบียง  หลังจากนั้นก็ไม่พบเลย  และนึกอะไรเกี่ยวกับเหตุผลที่เขาจะถูกฆ่าไม่ออก

 

            หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของซองมิน  ทั้งคู่ตกใจมากเมื่อได้ยินว่าไม่มีใครพบซองมินตั้งแต่เช้า

 

            “ซองมินหรือครับ”  ดงเฮให้ความเห็นอย่างหวาดกลัว  “ก็ซองมินเป็นแค่เด็กรับใช้  จริงอยู่ว่าเคยอยู่บ้านใหญ่มาก่อน  แต่ก็แค่ช่วงสั้นๆ  ได้แค่ทำงานในครัวเท่านั้น  ผมแทบจำหน้าซองมินไม่ได้ด้วยซ้ำ  ทำไมถึง...”  ถึงคำพูดของดงเฮจะนุ่มนวล  แต่ก็แสดงออกถึงการแบ่งชนชั้น  ไม่แปลกที่เหล่านายตำรวจจะไม่พอใจ

 

            “ถึงเด็กคนนั้นจะเป็นแค่เด็กรับใช้ในครัว  แต่เด็กนั่นก็เป็นคนนะ  ไม่ใช่หมาใช่แมว”  สารวัตรพูดอย่างไม่พอใจ

 

            “หมายความว่าไงครับ”

 

            “ดูท่าทางเด็กคนนั้นรู้เห็นบางอย่างเกี่ยวกับคดีนี้  ถ้าเป็นหมาหรือแมวคงไม่เป็นอันตรายเพราะรู้เห็นไปก็พูดไม่ได้  แต่เด็กนั่นเป็นคน  มีปากพูดได้  จึงไม่แปลกเลยหากคนร้ายคิดจะกำจัด  พวกเราถึงได้เป็นกังวลอยู่นี่ไง”  ตำรวจอีกนายหนึ่งว่า

 

            “แล้วเด็กคนนั้นพูดอะไรล่ะครับ”

 

            “ซองมินคงรู้เห็นบางอย่างจริงๆ  จึงพยายามจะเล่าให้คุณจองซูกับคุณคังอินฟัง  แต่บังเอิญว่าเขาเป็นแค่เด็กรับใช้ในโรงครัว”  แม้แต่สารวัตรยังอดประชดประชันไม่ได้  “ซ้ำอายุก็ยังน้อย  ทั้งสองกำลังยุ่งเลยไม่ได้ใส่ใจรับฟังน่ะครับ”

 

            “หมายความว่าเมื่อคืน  สามีผมได้พบซองมินหรือครับ”

 

            “คุณคังอินเล่าว่าหลังคุณนอนหลับ  เขาออกมานอกห้องและพบซองมินรออยู่  เด็กนั่นบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะเล่า  แต่คุณคังอินเหนื่อยมากเลยบอกให้ซองมินไปบอกคุณจองซูแทน  จากนั้นเขาก็กลับห้องส่วนตัวทันที  ตอนนั้นห้าทุ่มยี่สิบ   เราได้เรียกคนในคฤหาสน์มาสอบปากคำ  จึงได้รู้ว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นซองมิน  คุณพอจะรู้อะไรบ้างไหม”

 

            “ผมไม่ทราบครับ  ซองมินเป็นคนทำที่นอนให้เมื่อคืน  ตอนนั้นผมแค่ขอบใจเขา  แล้วก็กินกล่อมประสาทแล้วก็หลับไปตอนคุณคังอินเฝ้าอยู่  ผมกินไปตอนสี่ทุ่มห้าสิบ  ยาออกฤทธิ์ดี  จึงหลับสนิทรวดเดียวถึงเช้า”

 

            “แสดงว่าคนสุดท้ายที่พบซองมินก็คือสามีคุณ”

 

            ดงเฮเงียบ  จ้องหน้าตำรวจอย่างหวาดกลัวเห็นได้ชัด  “ถ้าอย่างนั้น  พวกคุณ  จะบอกว่าสามีผมทำอะไรซองมินหรือครับ  คุณคังอินบอกว่าไม่ได้คุยกัน  แต่ความจริงเด็กคนนั้นเล่าเรื่องให้ฟังแล้ว  ดังนั้น  เขาจึงปล่อยไว้ไม่ได้  จึงทำร้ายเด็กคนนั้นหรือครับ”

 

            ฟังดูแล้วเหมือนดงเฮกำลังบอกใบ้ทีมสืบสวน  คิดอีกทีก็เหมือนเขากำลังกล่าวหาสามีตัวเองต่อหน้าตำรวจ

 

            “คุณหมายความว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับซองมิน  คนที่ต้องรับผิดชอบคือสามีคุณงั้นหรือ”  นายตำรวจมีสีหน้าโกรธ

 

            “เปล่านะครับ  พวกคุณต่างหากที่พูด  จริงอยู่ว่าสามีผมอาจเคยทำเรื่องผิดกฎหมาย  แม้แต่ตอนนี้ก็อาจยังทำอยู่ก็ได้  แต่เขาไม่ใช่คนประมาทเลินเล่อ  ถึงขนาดปล่อยให้เด็กรับใช้อย่างซองมินรู้ความลับหรอกครับ  ผมมั่นใจในตัวสามี  มั่นใจมาก”

 

            หลังทิ้งท้ายด้วยคำพูดแปลกๆ  ดงเฮก็เดินโซเซออกไป  ปล่อยให้คนในห้องอ้าปากค้างอย่างงงงัน

 

            อย่างไรก็ตาม  จากคำให้การดงเฮ  พอสรุปได้ว่า  ชินดงเป็นคนที่เจ้าระเบียบและเคร่งครัดเรื่องเวลาอย่างมาก  กิจวัตรทุกอย่างของเขาจะเป็นไปตามนาฬิกาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  ดังนั้นเขาจึงเคยชินที่สวมนาฬิกาข้อมือไว้ตลอด  ยกเว้นแค่ตอนอาบน้ำ

 

            จึงพอสันนิษฐานเหตุการณ์เมื่อคืนได้ว่า

 

            หลังจากจองซูกลับไปไม่นาน  ชินดงก็อาบน้ำ  พอเช็ดตัวเสร็จเขาก็หยิบนาฬิกามาสวมข้อมือซ้ายตามปกติ ก่อนจะไปโกนหนวดหน้ากระจก  ขณะกำลังจะล้างหน้า  เขารู้สึกว่านาฬิกาข้อมือเกะกะ  จึงเลื่อนขึ้นไปทางข้อศอกซึ่งบังเอิญพาดผ้าขนหนูปิดไว้พอดี  ต่อมาเขาก้มลงจะล้างหน้า  คนร้ายที่กำลังย่องเข้ามาข้างหลังจึงสบจังหวะ  กดมือบนท้ายทอยจนใบหน้าของชินดงจมในอ่างน้ำ

 

            ชินดงคงต่อสู้ขัดขืนเต็มกำลัง  แต่ด้วยท่าทางที่เสียเปรียบบวกกับการไม่มีอากาศหายใจ  เขาจึงสลัดมือคนร้ายออกไม่ได้  หลังจากนั้นเขาก็เสียชีวิตด้วยน้ำในอ่างล้างหน้า

 

            ตอนนั้นชินดงคงใช้มือซ้ายยันไว้กับก้นอ่าง  นาฬิกาข้อมือจึงจมอยู่ใต้น้ำและหยุดเดินทันที  หรืออาจหลังจากนั้นเล็กน้อย  แสดงว่าเหตุฆาตกรรมนี้เกิดราวๆ  ห้าทุ่มสี่สิบ  แม้ว่าตำรวจสองนายกับเยซองจะยังอยู่ในทางลับ  แต่บริเวณอื่นของคฤหาสน์ก็ยังมีตำรวจเฝ้าอยู่ทั่ว

 

            การฆ่าคนในสถานการณ์แบบนี้นับว่าเสี่ยงมาก  แสดงว่ามันเข้าตาจนแล้วจริงๆ

 

            หลังจากฆ่าชินดง  คนร้ายก็ลากศพไปทิ้งในอ่างอาบน้ำ  มันคงไม่เห็นนาฬิกาข้อมือจึงไม่ได้แตะต้อง  หลังจากนั้นก็ไปเปิดผักบัวทิ้งไว้เพราะต้องการให้มีคนมาพบศพช้าลง  จองซูที่ไปเรียกชินดงหลังเที่ยงคืนจึงถูกคนร้ายหลอกเสียสนิท

 

            เยซองรู้สึกได้ว่าคนร้ายรายนี้มีสติปัญญาเฉียบแหลมผิดธรรมดา

 

            คนสุดท้ายที่มาให้ปากคำคือคิบอม  เขาพูดชัดเจนว่าพบชินดงครั้งสุดท้ายเมื่อวานตอนกินอาหารเย็น  เขาดูแปลกใจ  คิดไม่ถึงว่าคนไม่มีพิษภัยและไร้ประโยชน์อย่างชินดงจะถูกฆ่า  เขายังเล่าอีกว่าเคยได้ยินว่าชินดงมีปัญหาหนักเรื่องเงิน  จึงไม่น่ามีของมีค่าขนาดต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อรักษาไว้

 

            สำหรับเรื่องของซองมิน  คิบอมบอกว่าจำซองมินไม่ได้เลย  หากชินดงเสียชีวิตเวลาเดียวกับที่นาฬิกาหยุดเดิน  และเรื่องที่คิบอมไปสำรวจถ้ำเป็นความจริง  ก็แปลว่าเขามีหลักฐานอ้างที่อยู่โดยสมบูรณ์  ซึ่งก็นำมาอ้างในกรณีซองมินได้เช่นกัน

 

            ด้วยเหตุนี้  เวลาช่วงเช้าของวันจึงหมดไปกับการค้นหาซองมิน  แต่ก็ไม่พบ  ในตอนบ่ายจึงมีการสำรวจถ้ำปีศาจกับอุโมงค์ใต้ดินครั้งใหญ่  เพราะคิดว่าคงเป็นแห่งเดียวที่จะพบซองมินได้





ฮาย

ตอนหน้าไปตามหาซองมินน้อยกันเถอะ


ปอลิง  @vincentmarcus137 เม้นท์มาว่าอยากให้เอาฟิคไปโปรโมตในทวิต

เค้าขี้เกียจเล่นทวิตอ่า TwT

ปล่อยมันไว้งี้แหละ อิอิ

อีกอย่าง เรื่องนี้ไม่ได้แต่งเองด้วย แปลงมาจากคินดะอิจิจ้า

เพิ่งสอบNL เสร็จ อิอิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น

  1. #50 kob kerojang (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 09:50
    มินรุ้หรือเห็นอะไรมาาาา ทำไมไม่บอกๆใครไปสักคนเรยนะ รอทำไมถ้าเรื่องใหญ่ขนาดนั้นอะ
    #50
    0
  2. #30 Lee Liew Kim (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 19:19
    คังอินเป็นฆาตรกรป่ะ แล้วมินเห็นอะไรบางอย่างแต่ไม่รู้ว่าเป็นคังอิน แล้วเอามาเล่าให้คยูฟัง พอฟังแล้วคยูดันรู้ว่าคือคังอิน เลยเอาตัวมินไปแอบไว้ แล้วตอนที่อยู่ที่อาบน้ำกับเยซอง คยูก็พูดว่าคังอินโง่ ที่บอกว่าโง่นั่นเพราะพลาดสักอย่างแล้วมินเห็นป่าว แต่แค่มินไม่รู้ว่าคือคังอิน
    #30
    0
  3. #22 pungsj13 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 เมษายน 2559 / 23:19
    มินหายไปไหน
    #22
    0