[SJ] ด้วยรัก ... และความตาย [KangHae, Kyumin] (จบแล้ว))

ตอนที่ 11 : Chapter 10 ไล่ล่าชายแขนเดียวในทางลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 เม.ย. 59

Chapter 10 ไล่ล่าชายแขนเดียวในทางลับ

 

 

            กว่าจะสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องได้ครบถ้วน  ก็เป็นเวลาเกือบห้าทุ่ม

 

            หลังจากสอบปากคำภรรยาเจ้าของบ้านเรียบร้อย  คณะสืบสวนก็ยกขบวนตามคังอินไปตรวจสอบห้องเก็บของของคฤหาสน์  ที่ซึ่งคังอินบอกว่าเขาใช้มันเก็บไม้เท้าซ่อนดาบ  มันเป็นห้องเล็กๆ  ซ่อนตัวอยู่ในหลืบของอาคารชั้นล่าง  ไม่ได้ใส่กุญแจ  แน่นอนว่าทุกคนสามารถเข้าออกได้ตามใจ  ในนั้นมีตั้งหนังสือเก่าๆ  และข้าวของประดับจากยุคโบราณที่เจ้าบ้านเอามารวมกันไว้  ตรงมุมห้องมีตั่งไม้แกะสลักเตี้ยๆ  ลักษณะเป็นเสี้ยวหนึ่งของวงกลมวางเข้ามุมอยู่  คังอินชี้ให้คณะสืบสวนดูว่าไม้เท้าซ่อนดาบเคยวางอยู่บนนั้น  แน่นอนว่ามันไม่ได้อยู่ทีเดิม

 

            เมื่อสำรวจห้องเก็บของจนพอใจ  ก็เป็นหน้าที่ของจองซูที่จะพาคณะสืบสวนเข้าห้องดาเลียบนชั้นสอง  ซึ่งผังห้องของชั้นสองประกอบด้วยห้องต่างๆ  เรียงรายอยู่สองฟาก  ล้วนมีชื่อห้องเป็นดอกไม้ฝรั่งทั้งสิ้น  เช่น  ห้องไฮเดรนเยีย  ห้องลิลลี่  ห้องแกลดิโอลัส  มุมสุดทางเดินมีอีกสองห้องอยู่ติดกัน  ซึ่งก็คือห้องดาเลีย  และห้องไฮยาซินธ์

 

            ห้องดาเลียอยู่ทางด้านขวา  จองซูอธิบายว่าสองห้องดังกล่าวจัดวางผังเหมือนกัน  แต่สลับตำแหน่งซ้ายขวาเหมือนภาพในกระจกเงา  ขณะนี้ไม่มีใครพักที่ห้องเจ้าปัญหานั้น  เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบห้องนั่งเล่นหรูหรา  ผนังด้านในสุดของห้องนั่งเล่นเป็นเตาผิงขนาดใหญ่โตเกินจำเป็น  มันกินพื้นที่เต็มผนังด้านนั้น  ก่อขึ้นจากอิฐแดงดูสวยคลาสสิก  สูงประมาณหนึ่งเมตรกว่า  กว้างเกือบสองเมตร  ลึกถึงหนึ่งเมตร  แน่นอนว่ามันไม่ได้ถูกใช้งานในฐานะเตาผิงมาตั้งแต่ต้น

 

            ด้านขวาของห้องนั่งเล่นถูกกั้นเป็นห้องนอน  ภายในมีเตียงขนาดควีนไซส์  ที่ปลายเตียงมีตู้เสื้อผ้าติดผนัง  และด้านขวาของห้องนอนเป็นห้องน้ำในตัว  แบ่งโซนเปียกโซนแห้งชัดเจนตามแบบห้องน้ำฝรั่ง

 

            จองซูนำทีมสืบสวนตรงเข้าไปหาเตาผิง  พลางอธิบาย

 

            “ทางเข้าทางลับอยู่ในเตาผิงครับ  ตอนที่ผมมาดูห้องหลังคิมชินโจหายตัวไป  ก็พบกุญแจวางอยู่บนหิ้งนี้”  จองซูชี้มือไปที่หิ้งหินอ่อนเหนือเตาผิง  ก่อนจะก้มลงไปกดสวิตช์ที่ใต้หิ้ง

 

            แล้วเยซองและตำรวจอีกสองนายก็ต้องประหลาดใจ  เพราะทันทีที่จองซูกดสวิตช์  กลไกของพื้นเตาผิงก็ทำงาน  มันจมลงไปต่ำกว่าพื้นโดยรอบราวหนึ่งฟุต  ก่อนจะเลื่อนหายเข้าไปใต้พื้นด้านข้างอย่างเรียบร้อย  เปิดเผยให้เห็นช่องสี่เหลี่ยมมืดๆ  ที่กะความลึกไม่ถูกด้วยสายตา

 

            ทันใดนั้น  ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูทางเข้าห้องดาเลีย

 

            “อ้าว  นั่นคือปากทางลับที่พูดถึงกันอยู่หรอกหรือ”

 

            ชินดงฮีนั่นเอง  ชายร่างอ้วนกลมอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำ  เนื้อตัวแห้งสนิท  ในมือมีผ้าขนหนูผืนเล็กสีน้ำตาล  ดูท่าทางกำลังจะไปอาบน้ำ

 

            “อ้าว คุณชินดง”  เยซองร้องทัก

 

            “ผมได้ยินเสียงพวกคุณจากห้องติดกันนี้  เลยเดินมาดู”  เขาผลักนายตำรวจแทมินให้พ้นทางอย่างไม่เกรงใจขณะเคลื่อนร่างมาดูปากทางลับอย่างหวาดกลัว

 

            “ห้องผมอยู่ติดกันนี้เอง  ในนั้นก็มีหิ้งเหนือเตาผิงติดผนังแบบเดียวกันเปี๊ยบ  มันคงไม่ได้บังเอิญมีทางลับซ่อนอยู่เหมือนกันหรอกนะ”

 

            แทมินมองหน้าจองซูเขม็ง  จะว่าไปชินดงก็พูดมีเหตุผล  เนื่องจากถ้าดูตามแผนผังแล้ว  เตาผิงห้องดาเลียนี้กับเตาห้องไฮยาซินท์ของชินดงแทบจะอยู่ติดกัน  มีเพียงผนังห้องกั้นอยู่เท่านั้น

 

            “ว่าไงล่ะคุณจองซู  คุณได้จัดให้เขาอยู่ห้องที่มีทางลับไหม”  เป็นสารวัตรดงยอพที่ตั้งคำถามอย่างท้าทาย

 

            จองซูหัวเราะหึด้วยสำเนียงเหยียดหยาม

 

            “คุณชินดง  ถ้าห้องคุณมีทางลับอีกละก็  คฤหาสน์นี้คงพรุนไปหมดเหมือนรังผึ้งแล้วละ”

 

            “คุณกลัวว่าจะมีใครโผล่ออกจากทางลับมาทำร้ายคุณงั้นหรือ”  แทมินล้อเลียน  ก่อนจะพูดเหมือนนึกขึ้นได้  “หรือคุณจะรู้ว่าชายแขนเดียวคนนั้นเป็นใคร  แต่ที่แน่ๆ  คุณคงไม่ได้เป็นเขาเสียเองหรอกใช่ไหม  เพราะดูๆ ไปแล้ว  คิมชินโจหุ่นผอมเพรียวกว่านี้เยอะ  ฮ่าๆ”

 

            “แทมิน”  เสียงสารวัตรปรามลูกน้องที่ชักจะเล่นเกินขอบเขต  อย่างไรก็ตาม  ประโยคล้อเลียนของนายตำรวจร่างเล็กเมื่อครู่ทำให้ชินดงผลุนผลันออกไปจากห้องดาเลีย  ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

 

            “คุณชินดงครับ  ถ้าคุณไม่สบายใจ  ให้เราไปตรวจสอบเตาผิงในห้องคุณด้วยดีไหม”  สารวัตรไถ่โทษด้วยข้อเสนอนี้  แต่ชินดงปฏิเสธด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

 

            “เฮอะ  ไม่จำเป็นหรอก”

 

            มีเสียงประตูห้องติดกันปิดดังปึง 

 

            “คุณจองซูครับ  ข้างล่างห้องนี้เป็นห้องอะไร”  เยซองถามหลังจากชายร่างอ้วนกลมลับไปแล้ว

 

            “เอ่อ”  จองซูดูอึกอัก  “ห้องนั่งเล่นคุณคังอินครับ  ตอนนี้ท่านคงอยู่ในนั้น”

 

            จริงตามที่จองซูพูด  ด้านล่างห้องดาเลียเป็นส่วนนั่งเล่นของเจ้าของบ้าน  ส่วนด้านล่างห้องไฮยาซินธ์จึงเป็นห้องนอนของคังอินและดงเฮ

 

            “ถ้าอย่างนั้น  ห้องนั้นก็ต้องมีทางลับด้วยน่ะสิ”  แทมินตื่นเต้น  ดูท่าเขาจะไม่ได้รู้สึกผิดกับการยั่วอารมณ์ชินดงมากนัก

 

            “คงอย่างนั้นครับ”  จองซูตอบปัดๆ  “ดังนั้นเวลาลงไปในทางลับ  กรุณาระวังด้วยนะครับ  เพราะจะพบผนังก่ออิฐเหมือนกันเปี๊ยบ  แต่พอดีว่าห้องนั้นก็มีกลไกแบบเดียวกัน  มันจึงเปิดจากข้างนอกไม่ได้”

 

            คนแรกที่ปีนนำลงไปในช่องสี่เหลี่ยมแคบๆ  คือสารวัตรชินดงยอพ  ท่าทางของเขาคล่องแคล่วสมเป็นตำรวจมากประสบการณ์  ตามติดๆ  ด้วยตำรวจหนุ่มแทมินผู้กระตือรือร้น

 

            “ระวังนะครับ  คุณคังอินบอกว่าบันไดใกล้พังเต็มทีแล้ว”

 

            “รับทราบครับ”  แทมินยิ้มกว้างตอบกลับมา

 

            ก่อนที่เยซองจะปีนตามลงไป  เขามองหน้าจองซูที่ยืนนิ่งอยู่

 

            “คุณจองซูครับ  ผมขอรบกวนสักเรื่องหนึ่งได้ไหม”

 

            “เรื่องอะไรหรือครับ  ถ้าช่วยได้ผมก็ยินดี”

 

            “วันพรุ่งนี้จะมีรถไฟกลับโซลออกจากสถานีตอนเก้าโมงสิบห้า  คุณช่วยจัดการเรื่องตั๋วให้ผมทีนะครับ”

 

            เสียงของแทมินดังขึ้นมาจากปากปล่องดำมืด

 

            “คุณเยซองจะทิ้งคดีนี้หรือครับ”

 

            เยซองตะโกนกลับไป  ได้ยินเสียงสะท้อนแปลกๆ ชวนให้ใจหาย

 

            “พอดีว่าผมไม่คาดคิดว่าจะมีคดีฆาตกรรมน่ะครับ  เลยทิ้งงานทางโน้นไว้ยังจัดการไม่เรียบร้อย  ถ้าพวกคุณไม่รังเกียจ  ผมจะกลับมาช่วยสืบคดีนี้ต่อแน่นอน”

 

            “แล้วคุณจะกลับมาเมื่อไร”  เสียงแทมินสะท้อนขึ้นมาอีก

 

            “น่าจะภายในเย็นวันมะรืนครับ  แต่ไม่แน่นะครับ  พอผมกลับมาคดีนี้อาจจบแล้วก็ได้”

 

            “จริงๆ แล้วคุณตั้งใจจะไปสืบเรื่องที่โซลใช่ไหมล่ะ”  เสียงแทมินดูรื่นเริงขึ้น  ฟังดูเหมือนเขาหยุดปีนลง  และเกาะบันไดนิ่งๆ เพื่อพูดคุยกับเยซอง

 

            “ตกลงครับ  ผมจะจัดการเรื่องตั๋วให้เรียบร้อยก่อนคุณกลับขึ้นมา”  จองซูรับปาก

 

            “คุณเยซอง  ลงมาสักทีเถอะ”  เสียงสารวัตรดังมาจากที่ไกลๆ

 

            “ครับสารวัตร”  เยซองรับคำก่อนจะคลานเข้าไปในเตาผิง  ขณะเอามือจับขอบอิฐของปากปล่อง  เท้าสองข้างเหยียบบนบันไดเหล็ก  เขาก็เงยหน้าขึ้นมา  ทันเห็นรอยยิ้มมีเลศนัยของจองซูแวบหนึ่ง  เยซองรู้สึกใจหายวาบโดยไม่ทราบสาเหตุ

 

            “คุณจองซู”

 

            ทันทีที่เยซองเรียก  สีหน้าของจองซูก็กลับมาไม่รู้ไม่ชี้เหมือนเดิม

 

            “ครับ”

 

            “ผมฝากดูแลคุณชินดงด้วยนะครับ  รู้สึกเป็นห่วงเขาชอบกล”

 

            “ได้สิครับ  คุณชินดงดูท่าทางเครียดมาก  ถ้าอย่างนั้นผมจะไปช่วยเขาหาทางลับอีกแรงนะครับ”

 

            “ขอบคุณมากครับ”  เยซองกล่าวด้วยใจที่เบาขึ้นเล็กน้อย  ก่อนจะตั้งต้นปีนลงไป

 

            แม้โพรงนั้นจะมืดทึมและดูเหมือนจะมีอากาศไม่เพียงพอให้หายใจ  แต่โพรงก็กว้างพอจะให้ผู้ชายตัวโตๆ คนหนึ่งปีนลงไปได้อย่างสบาย  อันที่จริงแล้วเร็วๆ นี้เพิ่งมีคนห้าคนปีนลงไป  เริ่มจากชายแขนเดียวชื่อคิมชินโจ  จากนั้นก็เป็นคังอิน  ตามด้วยคิบอม  ปิดท้ายด้วยฮยอกแจกับเรียวอุค  แต่กระนั้นเยซองก็ไม่ได้รู้สึกไว้วางใจทางลับนี่ขึ้นมาเลย

 

            เมื่อปีนลงไปได้ครู่หนึ่ง  เขาก็ได้ยินเสียงแทมินร้องอย่างตื่นเต้น

 

            “ตรงนี้ไง  ปากทางลับของห้องคุณคังอิน”

 

            แล้วก็มีเสียงเคาะผนังตรงนั้นแรงๆ  แล้วก็เงียบไป  ดูเหมือนแทมินจะกำลังพยายามเงี่ยหูฟังเสียงในห้อง

 

            “ไม่ได้ยินอะไรสักอย่าง  หรือว่าคุณคังอินจะไม่ได้อยู่ในห้อง”  เสียงนั้นบ่นเหมือนขัดใจ  หลังจากนั้นเขาก็พยายามทั้งผลักทั้งดึงผนังนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

            “แทมิน  เมื่อกี้คุณจองซูก็บอกนี่ว่ามันเปิดจากข้างนอกไม่ได้”  สารวัตรเอ็ด  ทำให้แทมินจำต้องปีนต่อลงไปข้างล่าง

 

            เมื่อเยซองผ่านตรงผนังที่มีรอยเจาะ  เขาก็เงี่ยหูฟังในห้อง  ไม่ได้ยินอะไร  และไม่รู้สึกว่ามีคนอยู่ภายในเลย  สักพักเขาก็ปีนต่อลงไปด้านล่าง  จากตรงนั้นเพียงยี่สิบขั้นก็ถึงพื้นอุโมงค์  ถ้ากะประมาณระยะทางที่ปีนลงมาทั้งหมดประมาณสามเมตรกว่า

 

            เยซองกับนายตำรวจทั้งสองใช้ไฟฉายในมือส่องผนังและเพดานอุโมงค์  พบว่ามันก่อนด้วยอิฐ  ฉาบทับด้วยซีเมนต์  ความสูงประมาณสองเมตร  กว้างพอให้คนสองคนเดินคู่กันได้  บางจุดเห็นรอยซ่อมแซมใหม่ๆ  บ่งว่าคังอินคงเป็นผู้ซ่อมเมื่อเร็วๆ นี้

 

            “คุณคังอินก็เป็นคนอยากรู้อยากเห็นเหมือนกันนะครับ”  เยซองเอ่ยขณะยิ้มขันเมื่อเห็นหลักฐานของความเอาใจใส่ของคังอิน

 

            สักพักแทมินก็ออกเดินนำหน้าอย่างกล้าหาญ  แต่เสียงฝีเท้าดูไม่มั่นคงนัก  คนที่ตามหลังไปคือสารวัตรดงยอพ  ปิดท้ายด้วยเยซอง

 

            ภายในอุโมงค์อับชื้น  อากาศทึบไปด้วยฝุ่นละอองเก่าๆ  ทำให้หายใจไม่สะดวก  ยิ่งมีความมืดหนักๆ  คลุมทับยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัด  หลายจุดมีอิฐหักพังและน้ำรั่วซึม  บางครั้งก็หยดลงใส่ศีรษะและต้นคอของคณะสืบสวนให้ได้สะดุ้งเป็นพักๆ  บางแห่งก็มีอิฐร่วงลงมาด้วยแรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้า

 

            “อุมโมงค์นี้ไม่มีทางแยกแน่นะครับ”  เยซองถามขณะสาดไฟไปรอบๆ

 

            “ถ้ามี  ก็คงมีแต่คุณจองซูนั่นที่รู้”

 

            “ผมคิดว่าน่าจะมีทางแยกจากห้องนอนคุณคังอินอีกจุดนะครับ  ถ้าดูจากนิสัยขี้ระแวงของคุณชเวซึงฮวาน”  เยซองตั้งข้อสังเกต

 

            “ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า  ผนังนี้ส่วนหนึ่งเป็นประตูกลสินะ”  แทมินเอ่ยอย่างร่าเริง  เขาเคาะกำแพงด้านข้างเล่นแรงๆ  ทันใดนั้นอิฐห้าหกก้อนก็ร่วงลงมาจากด้านบน  เยซองกับสารวัตรร้องตะโกนอย่างตกใจแล้วพากันกระโดดหนี  แต่นั่นกลับทำให้อิฐร่วงลงมาอีก  จึงยิ่งแตกตื่นหนัก

 

            “โอ๊ย  สารวัตร  นี่มันแย่แล้วนะ  ไม่แน่ว่าผนังมันอาจจะร่วงลงมาฝัง....” แทมินพูดยงไม่ทันจบอิฐก็หล่นลงมาเพิ่ม  ร่างนั้นกระโดดโหยงอย่างเสียขวัญ

 

            “คุณแทมินระวังหน่อย”  เยซองปราม  “อย่าเสียงดังครับ  ผมว่าอิฐมันหล่นเพราะเสียงสะท้อนของคุณ”

 

            ได้ผล  คราวนี้ทุกคนยืนนิ่งไม่กล้าขยับตัว

 

            “ไม่มีอีกแล้ว  ฮ่าๆๆ”  แทมินร้องอย่างดีใจ  แต่วินาทีนั้นเองอิฐด้านบนก็ร่วงกราวลงมาอีก  ทุกคนจึงรีบอยู่นิ่งเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

            แล้วก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด

 

            ฮ่าๆๆ...

 

            เสียงนั้นแว่วมาแต่ไกล  สะท้อนอย่างเศร้าสร้อย

 

            ฮ่าๆๆ

 

            มันค่อยๆ แผ่วลงจนแทบไม่ได้ยิน

 

            “เสียงสะท้อนน่ะเอง”  สารวัตรกระซิบ  แล้วทุกคนก็เงี่ยหูฟังมันค่อยๆ แผ่วลงจนเสียงครั้งสุดท้ายหายไป

 

            ฮ่าๆๆ..

 

            จู่ๆ เสียงครั้งใหม่ก็แว่วมา  มันไม่ใช่เสียงสะท้อนแน่นอน

 

            ทุกคนยืนตัวแข็ง  ต้องมีใครสักคนหัวเราะอยู่ไกลออกไปในอุโมงค์ลับ

 

            ฮ่าๆๆ  ฮ่าๆๆ  ฮ่าๆๆ...

 

            มันดังมาเป็นระยะ  สะท้อนกลับไปกลับมาแล้วค่อยๆ เงียบหายไป

 

            “ใครน่ะ”  แทมินตะโกนก้อง         

 

            ใครน่ะ...  ใครน่ะ...  ใครน่ะ...  เสียงของเขาสะท้อนกลับมาแล้วค่อยๆ เงียบหายไป

 

            ใครอยู่ตรงนั้น...

 

            เสียงอื่นสะท้อนกลับมา

 

            ใครอยู่ตรงนั้น...  ใครอยู่ตรงนั้น...  ใครอยู่ตรงนั้น...  ใครอยู่ตรงนั้น... 

 

            “หนอย...”  แทมินกัดฟันกรอด  ตัวสั่นเทิ้ม  “ไอ้บ้านั่นมันท้าทายเรา”  ขาดคำเขาก็กระโจนพรวดออกไป  แต่ไม่ทันไรอิฐจากผนังซ้ายขวาที่เขาวิ่งผ่านก็ร่วงกราว

 

            “ระวังหน่อยแทมิน  นายอยากโดนฝังทั้งเป็นในนี้หรือไง”  สารวัตรเอ็ด  ทำให้ร่างนั้นหยุดวิ่งได้

 

            “เราค่อยๆ เดินไปเงียบๆ ดีกว่านะ  ถึงเจ้านั่นก็คงวิ่งไม่ได้เหมือนกับเรานี่แหละ”  สารวัตรเสนอ  ซึ่งทุกคนก็เห็นดีด้วย

 

            เยซองดูเวลา  พวกเขาลงมาในอุโมงค์ตอนห้าทุ่มยี่สิบสองนาที  ขณะนี้เป็นเวลาห้าทุ่มสามสิบสองนาที  แปลว่าพวกเขาเข้ามาได้สิบนาทีแล้ว  ตามที่ฮยอกแจบอก  ทางเดินนี้ใช้เวลายี่สิบนาทีจึงจะเจอทางออก แปลว่าพวกเขามากันได้ครึ่งทางแล้ว  เยซองหันไปบอกข้อมูลนี้กับนายตำรวจทั้งสอง

 

            “ถ้าอย่างนั้นเรารีบไปกันเถอะ”  สารวัตรออกเดินนำ

 

            ระหว่างทางที่เดินผ่านมีแต่ความมืดมิด  มีเพียงแสงจากไฟฉายเท่านั้นที่นำทางให้พวกเขา  สภาพของอุโมงค์ผุกร่อนจวนเจียนจะพัง  หลายแห่งมีแอ่งที่เกิดจากหินผุกร่อน  มีน้ำขังอยู่ตรงโน้นตรงนี้  ในแอ่งมีหนูตัวโตๆ  ว่ายน้ำ  บ้างก็วิ่งพล่านไปมาดูน่าขนลุก  ยิ่งเดินลึกขึ้นอากาศก็ยิ่งน้อยลง  บางจุดมีน้ำไหลจากรอยแตกของอิฐเหมือนน้ำตก  บางจุดน้ำก็ขังจนซึมเข้ารองเท้า

 

            “คุณเยซอง  ทำไมเรายังไม่เจอเจ้าหมอนั่นเสียทีล่ะ”  สารวัตรหยุดเดินแล้วถามเยซอง

 

            “ผมก็คิดอยู่เหมือนกัน”  เยซองตอบอย่างครุ่นคิด  ก่อนจะหันไปทางแทมิน “คุณช่วยตะโกนอีกทีสิ”

 

            “ได้ครับ”  แม้แทมินจะดูหวาดหวั่น  แต่ก็สูดหายใจเข้าปอดลึกแล้วตะโกนออกไป

 

            “มีใครอยู่ไหม”

 

            มีใครอยู่ไหม...  มีใครอยู่ไหม...  มีใครอยู่ไหม...  มีใครอยู่ไหม... 

 

            เสียงของแทมินแผ่วลงจนหายไป  เยซองเงี่ยหูรอฟัง  ไม่นานนักก็มีเสียงสะท้อนกลับมา

 

            มีใครอยู่ไหม... 

 

            มีใครอยู่ไหม...  มีใครอยู่ไหม...  มีใครอยู่ไหม... 

 

            “ผมรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเรากับเจ้านั่นไม่ต่างจากครั้งก่อนเท่าไหร่”  เยซองพูดอย่างครุ่นคิด  “เป็นไปได้ไหมว่าเจ้านั่นก็กำลังเดินไปทางเดียวกับเรา  ด้วยความเร็วเท่ากับพวกเรา”

 

            แทมินจ้องหน้าเยซอง

 

            “ดังนั้นเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากมุ่งหน้าต่อไปใช่ไหม”  สารวัตรสรุป  “งั้นผมเดินนำเอง”

 

            หลังจากออกเดินต่อมาได้อีกพักใหญ่  จู่ๆ  สารวัตรก็หยุดชะงัก

 

            “ใคร  ใครอยู่ตรงนั้น”

 

            เขาสาดไฟฉายไปตรงหน้าทันที  แล้วเยซองก็เห็น

 

            ...ชายลึกลับสวมหมวกสีดำหลุบหน้า  แว่นดำอันโต  คาดผ้าปิดปากสีดำสนิทจนมองไม่เห็นใบหน้า  สวมเสื้อนอกสีดำทับเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าสีเทา  แขนเสื้อข้างซ้ายโบกสะบัดเหมือนไม่มีอะไรอยู่ภายใน...

 

            ร่างนั้นอยู่ห่างจากสารวัตรไปประมาณห้าเมตร  เขากำลังก้มตัวทำอะไรสักอย่างอยู่บนพื้น  วินาทีที่สารวัตรสาดไฟฉายใส่เขาก็เงยหน้าขึ้น

 

            “อย่าหนีนะ!!

 

            สารวัตรดงยอพกระโจนแผล็วเข้าใส่ชายแขนเดียว  ดูจะลืมไปว่าอุโมงค์นี้พร้อมจะถล่มลงมาใส่เขาได้ทุกเมื่อ  ขณะกำลังจะถึงตัวชายแขนเดียว  จู่ๆ  ร่างของสารวัตรก็หายวับไป  มีเสียงสั่นสะเทือน  แล้วอิฐจากผนังก็พากันร่วงกราวเสียงดังสนั่น  ฝุ่นสีแดงฟุ้งตลบไปทั่ว

 

            ชายแขนเดียวค่อยๆ ลุกขึ้นยืน  แล้วหันหลังขวับเดินจากไปด้วยท่าค้อมหลัง  เยซองกะประมาณสายตาได้ว่าส่วนสูงนั้น...  พอๆ กับคิมคิบอม  หรืออาจจะสูงกว่า

 

            เยซองกับแทมินร้องเรียกสารวัตร  มีเสียงแหบโหยครางแผ่วเบาตอบมาจากใต้พื้น  แทมินค่อยๆ  เข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง  แล้วก็พบหลุมกว้างที่กินที่เต็มพื้นอุโมงค์  ลึกประมาณเมตรกว่า  กว้างเกือบสองเมตร  ก้นหลุมมีน้ำขังเฉอะแฉะ  มีกองอิฐถล่มกองย่อมๆ  ทับตัวสารวัตรอยู่  ที่อีกฝั่งหนึ่งของหลุมมีไม้กว้างสำหรับเดินข้ามหลุมหล่นอยู่

 

            ดูเหมือนเมื่อครู่ชายแขนเดียวจะนั่งยองๆ  เพื่อจับแผ่นไม้นี้  พอสารวัตรกระโจนเข้าใส่เขาจึงดึงแผ่นไม้ออก  สารวัตรจึงร่วงลงก้นหลุมอย่างง่ายดาย

 

            สารวัตรกะโผลกกะเผลกไปหยิบแผ่นไม้มาวางพาดตามตำแหน่งที่ควรจะเป็น  และปีนขึ้นจากหลุมด้วยความช่วยเหลือของเยซองและแทมิน 

 

            “ผมจะไล่ตามมันเอง”  แทมินอาสา  ก่อนจะเดินเร็วๆ ข้ามสะพานไม้ไล่ตามชายลึกลับไป  ทิ้งให้เยซองกับสารวัตรเดินช้าๆ ตามหลัง

 

            “ไอ้บ้านั่น”  สารวัตรก่นขณะยกมือลูบบั้นเอวตัวเอง  เขาไม่ได้บาดเจ็บมากนัก  เพียงแต่ตามตัวมีรอยถลอก “ถ้าผมตายที่นี่คงได้เป็นเหยื่อหนู  ถูกพวกมันแทะเนื้อจนเหลือแต่กระดูกแน่”

 

            เยซองเหลือบดูก้นหลุมขณะเดินข้าม  จริงตามที่สารวัตรพูด  ในหลุมมีหนูกว่าสิบตัววิ่งพล่านอยู่ในแอ่งน้ำ  บางตัวเห็นแต่หางโล้นเลี่ยนโผล่จากใต้กองอิฐ  มันคงถูกอิฐทับตายเมื่อครู่นี้

 

            เยซองขนลุก  รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว

 

            “สารวัตร  เจ้านั่นพูดอะไรกับสารวัตรหรือเปล่า”

 

            “ไม่ได้พูด  ตอนผมตกลงไป  มันก้มหน้ามามองผมเฉยๆ  เอียงคอดูจนเห็นผมขยับตัว  แล้วมันก็หนีไป  หน้าก็มองไม่เห็น”

 

            หลังจากข้ามแผ่นไม้มาอากาศก็เริ่มแห้ง  น้ำซึมน้อยลง  อากาศดูมากขึ้นเล็กน้อย  อีกสักพักทางก็ลาดชันขึ้น  คงใกล้ถึงทางออกแล้ว

 

            “ไม่รู้ว่ามันมาทำอะไรที่นี่นะ”  สารวัตรบ่นกับเยซอง

 

            “ผมก็นึกไม่ออก  หรือว่าจะมีอะไรอยู่ในอุโมงค์”  เยซองก้มหน้าเดินต่อไป  อีกสักพักก็เงยหน้าขึ้นมา  “แต่ผมสงสัยว่าเขาจะเป็นคนที่อยู่ในคฤหาสน์ตอนนี้”

 

            “ถ้าอย่างนั้น  พอเรากลับไปถึง  ก็ต้องสอบปากคำทุกคนอีกรอบ”  สารวัตรพูดง่ายๆ  น้ำเสียงไม่มีวี่แววความสนุกสนานหลงเหลือ

 

            “แต่...”

 

            “แต่อะไรครับ”

 

            “ทุกคนอาจไม่มีหลักฐานอ้างที่อยู่  หรือไม่  ก็มีหลักฐานอ้างที่อยู่กันครบทุกคน”  เยซองว่าอย่างเหนื่อยหน่าย

 

            “ผมก็ว่าอย่างนั้น”  สารวัตรงึมงำตอบ

 

            แล้วพวกเขาก็มาเจอกับแทมิน  นายตำรวจร่างเล็กท่าทางผิดหวัง  “ผมหาหมอนั่นไม่เจอ”

 

            “ไม่เป็นไรหรอก  ทางออกอีกไกลไหม”  สารวัตรถาม

 

            “เกือบถึงแล้วครับ  พอเลี้ยวโค้งนั่นก็จะเห็นบันได”

 

            บันไดที่แทมินพูดถึงเป็นบันไดอิฐฉาบปูนเก่าๆ  ดูเหมือนว่าเคยมีราวจับแต่ตอนนี้มันอันตรธานไปแล้ว  สารวัตรเดินนำขึ้นบันไดไปถึงชานพัก  จู่ๆ  ก็ชะงัก

 

            “นั่น  นั่นใครน่ะ”

 

            เงาตะคุ่มรูปร่างเหมือนคนอยู่ที่ชานพักบันได  มันไม่ขยับเขยื้อน

 

            “ขอโทษครับสารวัตร  มันเป็นหุ่นไม้แกะสลัก”  แทมินตะโกนขึ้นมา

 

            เมื่อเยซองปีนขึ้นมาถึงก็พบหุ่นไม้ดังกล่าว  มันแกะสลักเป็นรูปเทพเจ้าจากนิยายจีนสักเรื่องหนึ่ง  เยซองส่องไฟลงไปที่ฐานแล้วพบว่า  รูปปั้นยืนอยู่บนฐานไม้รูปครึ่งวงกลม  บนฐานไม้หน้ารูปปั้นมีรอยเท้าเปียกๆ คู่หนึ่ง  ดูเหมือนเป็นรองเท้าบูทยาง

 

            “อ๊ะ  สารวัตร  ดูเหมือนมันจะเป็นทางออกนะครับ”  เยซองชี้ให้ดูรอยเท้านั้น

 

            “แปลว่าชายแขนเดียวนั่นหนีออกไปทางนี้เหมือนกันหรือ”  สารวัตรมองตาม

 

            แทมินรับคำ  แล้วเขาก็ส่องไฟไปที่ผนังด้านข้างรูปปั้น  “ตรงนั้นเป็นสวิตช์เปิดประตูครับ”

 

            เมื่อนายตำรวจกดสวิตช์  รูปปั้นก็หมุนตัว  พร้อมกับผนังด้านหลัง  แล้วก็มีรูปปั้นอีกตัวหนึ่งหน้าตาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนปรากฏแทน  ผิดกันที่ฐานรูปปั้นไม่มีรอยเท้าสองรอยเมื่อครู่

 

            หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกจากทางลับทีละคน  เริ่มจากสารวัตร  ตามด้วยเยซอง  เขาก้าวขึ้นไปยืนบนฐานไม้ที่มีรอยเท้า  พยายามไม่ให้เหยียบรอยเท้าเดิม  แล้วกดสวิตช์  หลังจากนั้นรูปปั้นก็หมุนตัว  พาเขาออกมาสู่โลกภายนอกที่มีสารวัตรยืนคอยอยู่แล้ว

 

            นักสืบก้าวลงจากฐานไม้  เขาพบว่าตัวเองอยู่ในศาลเจ้าเก่าๆ

 

            “สารวัตรครับ  ข้างนอกนี่มีกลไกให้หมุนฐานไม้หรือเปล่า”

 

            “เมื่อครู่ผมหาแล้ว  แต่ไม่เจอ  ผมว่าคนสร้างคงไม่ต้องการให้คนจากข้างนอกเข้าไปหรอกนะ  ไม่อย่างนั้นเขาก็บุกไปถึงห้องนอนเจ้าของบ้านไดเลยสิ”

 

            รูปปั้นหมุนอีกครั้ง  แล้วแทมินก็ออกมา  เขาสูดอากาศสดชื่นเข้าไปเต็มปอด

 

            “ถ้าอย่างนั้น”  เยซองครุ่นคิด  “ชายแขนเดียวจะเข้าไปในอุโมงค์ได้ยังไงล่ะครับ  ห้องดาเลียมีตำรวจนายอื่นยืนเฝ้ายามอยู่”

 

            “แต่ ถ้ามีทางเข้าอื่น  ทำไมหมอนั่นถึงต้องออกทางเดียวกับเราล่ะ”

 

            “เพราะว่าทางเข้านั้นมันอยู่ก่อนถึงหลุมหนูสิครับ  เขาถึงย้อนกลับไปไม่ได้”

 

            เยซองดูนาฬิกาอีกครั้ง  เป็นเวลาห้าทุ่มห้าสิบห้านาที  แปลว่าพวกเขาใช้เวลาในนั้นสามสิบห้านาที  ช้ากว่าที่ฮยอกแจบอกไว้บ้าง  แต่ก็รับได้เนื่องจากการเดินทางของพวกเขาไม่ได้ราบรื่นนัก







และแล้ว  เราก็ได้ลงทางลับกันเสียที

ถึงตอนนี้  คุณคิดว่าใครคือชายแขนเดียวคนนั้นคะ?

โหวตค่ะ !!


โพล157780

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น

  1. #47 kob kerojang (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 09:45
    อ๊าาาา น่ากัวอะ ลุ้นมากๆเรย
    #47
    0
  2. #17 vincentmarcus137 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 เมษายน 2559 / 14:14
    อ่านตอนนี้ เราว่าไม่ได้ทำคนเดียวแล้วมั้งเนี่ย. ร่วมมือกันแล้ว ต้องมีการร่วมมือกัน

    ว่าแต่ไม่อยากให้พี่เย่ กลับโซลเลย ไม่ดีชัวร์ 

    เอาจริงทึกน่าสงสัย ไม่ได้ในอง่อ่ะไร แต่ทำตัวน่ากลัวจริงๆ
    #17
    0