[SJ] ด้วยรัก ... และความตาย [KangHae, Kyumin] (จบแล้ว))

ตอนที่ 10 : Chapter 9 การให้ปากคำของคังอินและดงเฮ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 เม.ย. 59

Chapter 9 การให้ปากคำของคังอินและดงเฮ

 

            เกือบสี่ทุ่ม  คณะสืบสวนจึงได้พบกับคังอิน

 

            ร่างใหญ่นั้นก้าวเข้ามาในห้องขณะออกตัวขอโทษขอโพยทีมที่ทำให้ต้องรอนาน

 

            “ภรรยาคุณไม่สบาย  เป็นอะไรหรือครับ”

 

            “มีไข้น่ะครับ  อาจเป็นเพราะช่วงบ่ายๆ  ดงเฮก็ไม่ค่อยสบายอยู่แล้ว  พอเจอเรื่องร้ายแรงซ้ำอีกก็เลยไข้ขึ้น”  คังอินตอบขณะหย่อนตัวลงนั่งเตรียมพร้อมให้ปากคำ  “ตอนที่ดงเฮให้ปากคำ  ขอความกรุณาอย่าใช้คำรุนแรงนักนะครับ”

 

            “ครับ  ขอบคุณมากสำหรับความร่วมมือ”  สารวัตรตอบ  ดวงตาเล็กนั้นจ้องหน้าเจ้าบ้านเขม็ง  “ถ้าอย่างนั้น  คุณช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมว่าเมื่อเย็นวันศุกร์  คุณอยู่ที่ไหน”

 

              “อ้อ  คุณคิดว่าผมคือชายแขนเดียวที่ใช้ชื่อปลอมว่าคิมชินโจสินะ”  คังอินถามอย่างเหนื่อยอ่อน  “ครับ  ผมจะตอบ  ตอนช่วงสี่โมงถึงห้าโมง  ผมอยู่กับคุณควอนจียงที่โรงแรมเดอะพาเลซในโซล”

 

            “อ้อ  คุณจียง  ที่ทำธุรกิจเรื่องเพชรพลอยเหมือนกันใช่ไหมครับ”  แทมินถาม

 

            “ไม่ทราบว่าคุณไปทำอะไรที่นั่นครับ”

 

            “คุยเรื่องธุรกิจครับ  แต่ผมคงบอกรายละเอียดให้พวกคุณไม่ได้”

 

            “ไม่เป็นไรครับ  แล้วหลังจากนั้นล่ะ”

 

            “ช่วงห้าโมงถึงห้าโมงครึ่ง  ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในล็อบบี้โรงแรม  เพราะวันนั้นผมมีนัดทานอาหารกับลูกค้าที่อีกโรงแรมหนึ่งตอนหกโมงเย็น  จึงกะว่าจะออกเดินทางตอนห้าโมงครึ่งน่ะครับ”

 

            “ไม่ทราบว่าพอบอกได้ไหมครับว่าคนที่คุณไปทานอาหารด้วยมีใครบ้าง”

 

            “ยินดีครับ  มีสองคน  คือคุณชองยุนโฮ คุณคิมแจจุง”

 

            หลังจากนั้น  คังอินก็ไปพบนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้อีกหลายคน  จนถึงเวลาสี่ทุ่มครึ่งที่เขานัดเลขาเรียวอุคไว้ที่คฤหาสน์ส่วนตัว

 

            จะว่าไปแล้ว  ชีวิตนักธุรกิจมือทองอย่างคังอินดูเหน็ดเหนื่อยใช่เล่น  ทั้งวันเขาต้องพูดคุยเรื่องต่างๆ  กับคนมากมาย  แถมเมื่อเดินทางมาพบคนในครอบครัว  ก็กลับเกิดเหตุวุ่นวายจนไม่ได้พักผ่อนอีก

 

            “ขอบคุณครับ  กรุณาอย่ารู้สึกไม่ดีเลยนะครับ ผมแค่ถามไปตามกระบวนการสืบสวน”  สารวัตรพูดอย่างเห็นใจ

 

            “ไม่เป็นไรครับ  ผมยินดี”

 

            “ถ้าอย่างนั้น  คุณมาถึงคฤหาสน์ตอนกี่โมงครับ”

 

            “เก้าโมงเช้าของเมื่อวานครับ  ผมมาพร้อมคุณเรียวอุค”

 

            “แล้วได้ฟังเรื่องชายแขนเดียวตอนกี่โมงครับ”

 

            “ตั้งแต่อยู่บนรถ  คุณจองซูก็โทรศัพท์มา  พอผมพบหน้าคุณจองซูก็เลยได้คุยเรื่องรายละเอียดกัน  น่าจะราวๆ เก้าโมงสิบห้าหรือยี่สิบนาที”

 

            “ได้ยินว่าคุณดงเฮตกใจมาก”

 

            “ครับ”

 

            “แล้วคุณได้เข้าไปในทางลับหรือเปล่า”

 

            “เข้าครับ  ประมาณอีกสิบนาทีจะสิบโมงเช้าของเมื่อวาน”

 

            “แล้วคุณได้บอกใครหรือเปล่าว่าจ้างนักสืบให้มาตอนบ่ายสองครึ่งวันนี้”  สารวัตรถามเมื่อเห็นเยซองอ้าปาก

 

            “บอกดงเฮกับคุณจองซูครับ  ทันทีที่ได้รับอีเมล์ตอบกลับจากสำนักงานนักสืบว่าคุณเยซองจะมา  ผมติดต่อไปประมาณเก้าโมงครึ่งใช่ไหมครับ  หลังจากนั้นตอนเก้าโมงสี่สิบผมก็ได้รับอีเมล์ตอบกลับ  บอกว่าจองตั๋วรถไฟเรียบร้อยแล้ว  จะมาถึงตอนบ่ายสองครึ่งวันนี้  กรุณาส่งคนมารับด้วย  ผมจึงให้คุณเรียวอุคส่งรายละเอียดคร่าวๆ ไปทางอีเมล์ทันที  หลังจากนั้นถึงได้ลงไปในทางลับ”

 

            เยซองพยักหน้า  เวลาที่คังอินบอกเข้าได้กับเวลาของเขา

 

            “ถ้าอย่างนั้นผมขอถามต่อนะครับ”  สารวัตรขยับเก้าอี้  “คุณพบอะไรในทางลับหรือเปล่า”

 

            “ไม่พบอะไรเลยครับ”  คังอินมีท่าทางเสียใจ

 

            “แล้วมีร่องรอยว่ามีคนเข้าไปในอุโมงค์ลับในช่วงนี้บ้างไหม”

 

            “ไม่ทราบครับ เพราะอุโมงค์นั่นมีแมงมุมเต็มไปหมด  ถึงจะมีใครเข้าไปทำใยแมงมุมขาด  พักเดียวมันก็ขึ้นใหม่จนเต็มอีก”

 

            เยซองจินตนาการภาพคังอินโดนใยแมงมุมพันเต็มตัวขึ้นมา

 

            “ตอนนั้นคุณคงทำไฟแช็กตกไว้”  สารวัตรหยิบไฟแช็กสีเงินสลักลายสวยงามขึ้นมาให้ดู

 

            “ครับ  ฮยอกแจเพิ่งบอกผมว่าเขาเป็นคนเก็บได้  ความจริงตอนลงไปผมเอาไฟฉายไปด้วย แต่ระหว่างทางไฟฉายเกิดมีปัญหา  ผมเลยต้องจุดไฟแช็กแทน  แต่พอพยายามซ่อมไฟฉายสักพัก  มันก็กลับมาติดเหมือนเดิม  แค่ถ่านอยู่ไม่ตรงที่น่ะครับ  ผมเข้าใจว่าตัวเองเก็บไฟแช็กลงกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว  แต่ความจริงคงทำตกไว้แถวนั้น”

 

            “ก่อนคุณฮยอกแจมาบอก  คุณทราบหรือเปล่าว่าทำตกไว้”

 

            “ทราบครับ  เพราะว่าผมสูบบุหรี่  ดังนั้นถ้ามันหายไปผมจะรู้ได้อย่างรวดเร็ว  แต่ผมไม่อยากเข้าทางลับนั่นอีก”

 

            “สรุปว่า  ตอนวันศุกร์ คุณเรียวอุคมาส่งคุณดงเฮกับคุณฮยอกแจที่นี่  หลังจากนั้นหนึ่งวันซึ่งก็คือเมื่อวานนี้  ตอนเก้าโมงเช้าคุณมาถึง  พอใกล้สิบโมงก็เข้าทางลับ  หลังจากนั้นคุณซีวอนก็มาด้วยรถไฟขบวนบ่ายสองครึ่ง  เขาเป็นแขกคนแรกที่มาถึงที่นี่สินะครับ  พอสี่โมงเย็น  คุณคิบอมกับคุณชินดงก็มาถึง  แล้วในเวลาอาหารเย็นเมื่อวาน  คุณจองซูก็เล่าเรื่องชายแขนเดียวให้ทุกคนฟัง”

 

            “ถ้าอย่างนั้นช่วยเล่าเรื่องบ่ายวันนี้หน่อยครับ”

 

            “ครับ  หลังอาหารเที่ยง  ประมาณบ่ายโมงครึ่ง  ในห้องจัดเลี้ยงเหลือผมกับคุณซีวอนแค่สองคน  ก่อนหน้านั้นคุณชินดงบอกว่ามีเรื่องอยากคุยกับผมตามลำพัง  ผมเลยให้เขากลับมาใหม่ตอนบ่ายสองครึ่ง  ผมคุยกับคุณซีวอนถึงบ่ายสองยี่สิบห้า  หลังจากนั้นบ่ายสองครึ่งคุณชินดงก็กลับเข้ามา”

 

            “เห็นคุณชินดงบอกว่าคุณกับคุณซีวอนคุยเรื่องธุรกิจ  ผลการเจรจาเป็นอย่างไรบ้างครับ”

 

            “ก็...  ไม่ได้ข้อสรุปที่ทั้งสองฝ่ายพอใจน่ะครับ”  คังอินตอบ

 

            “แล้วทำไม  คุณซีวอนถึงยอมหยุดง่ายๆ ล่ะครับ”  เยซองถาม  เขาคิดว่าหากซีวอนยังไม่พอใจ  เขาน่าจะตื๊อต่อ  แต่ปรากฏว่าเขายอมยกเลิกทั้งที่ชินดงยังไม่กลับเข้ามา

 

            “อ้อ”  คังอินทำหน้าลำบากใจ  “คือ  คุณซีวอนเขาติดนิสัยแบบคุณชายน่ะครับ  เขาเกิดมาก็ร่ำรวย  ทำให้ไม่เคยลำบากมาก่อน  การคิดคำนวณของเขาเลยใช้ไม่ได้เลย  แม้ว่าโครงการสร้างสนามกอล์ฟของเขาจะน่าสนใจเอามากๆ  แต่พอผมขอดูเรื่องรายละเอียด  ก็เห็นจุดที่ผิดพลาดได้ทันที  แถมยังผิดมากจนมองข้ามไม่ได้เสียด้วย  ผมเลยเริ่มซักเขาอย่างละเอียด  คุณซีวอนก็พูดจาวกวน  คงดูออกว่าผมไม่พอใจ  เขาคงไม่อยากให้คุณชินดงเห็นเขาในสภาพนั้น  เลยบอกว่าจะลองกลับไปคิดอีกที  แล้วก็รีบออกไป  ดูเหมือนเขาจะอวดคุณชินดงเอาไว้มากน่ะครับว่าโครงการไม่มีปัญหา”

 

            “เข้าใจแล้วครับ  แล้วหลังจากนั้นคุณชินดงก็กลับมา  เห็นว่าคุยกันเรื่องค้าขายวัตถุโบราณ”

 

            “ครับ”

 

            “แล้วเรื่องนี้  ตกลงกันได้หรือเปล่าครับ”

 

            “พอดีว่าเรื่องนี้ก็ไม่สำเร็จครับ  ความต้องการของพวกเขาทำตามได้ยากเหลือเกิน”  คังอินทำสีหน้าลำบากใจ

 

            “แล้วคุณชินดงยอมล้มเลิกไปหรือครับ”

 

            “เปล่าครับ  รายนี้ผมเป็นฝ่ายขอหยุดเองตอนบ่ายสาม  เพราะว่าคุณเยซองใกล้จะถึงแล้ว  แล้วดงเฮก็ไม่ค่อยสบายด้วย”

 

            “แปลว่าคุณไปหาคุณดงเฮหลังเจรจาเสร็จสินะ”

 

            “ครับ  แต่ไม่ได้พบ  เพราะพอไปถึงหน้าห้องเราสองคน  ก็เจอกระดาษแปะไว้ตรงประตู  ว่าขอนอนพัก กรุณาอย่ารบกวน  แขกมาแล้วจะลุกออกมาเอง”

 

            ประโยคนั้นดูเย็นชาสมกับเป็นดงเฮจริงๆ  เยซองลอบคิดในใจ

 

            “แล้วคุณทำอย่างไรล่ะครับ”  สารวัตรลอบยิ้มขัน  ดูท่านักธุรกิจมือทองคนนี้จะเกรงใจภรรยาตัวเองเอาเรื่อง

 

            “ผมเลยเข้าไปในห้องทำงานที่อยู่ติดกันน่ะครับ  มีออกไปเดินเล่นในสวนบ้าง  พอใกล้ๆ สี่โมง  ผมก็ไปรอคุณเยซองที่ห้องรับรองแขก  พักหนึ่งดงเฮก็ตามมา  แล้วก็เป็นคุณจองซู”

 

            “สรุปว่า  หลังบ่ายสามจนถึงสี่โมงเย็น  คุณไม่มีหลักฐานอ้างที่อยู่”  สารวัตรเลิกคิ้วแล้วสรุปออกมาตรงๆ

 

            “ครับ  พอดีว่าบริเวณห้องที่ผมอยู่  เป็นห้องนอนเก่าของคุณชเวซึงฮวาน  ต้นไม้ด้านนอกเลยหนาทึบเป็นพิเศษ  คงไม่มีใครมองเห็นตอนผมอยู่ในห้องทำงาน  หรือแม้แต่ตอนเดินเล่นหรอกครับ”  คังอินมองสารวัตรอย่างหาคำตอบ  “แปลว่าคุณซีวอนถูกฆ่าหลังบ่ายสามหรือครับ”

 

            “ยังไม่แน่ชัดครับ”

 

            หลังจากนั้นสารวัตรซักถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยา  ซึ่งคังอินก็ตอบว่าไม่มีปัญหา  เขากับซีวอนแยกแยะได้  แต่สำหรับดงเฮ  อาจมีความรู้สึกอะไรบ้าง  ยิ่งมีคนจำนวนมากพูดถึงเรื่องนี้ให้เข้าหูคงยิ่งหวั่นไหว  สำหรับเรื่องที่ลือกันว่าซีวอนเป็นคนใส่ร้ายแม่เลี้ยงว่าลอบเป็นชู้กับฮันกยอง  คังอินเพิ่งเคยได้ยินวันนี้เป็นครั้งแรก  เรื่องที่คิบอมเคยหมั้นกับดงเฮก็เช่นกัน

 

            การสอบปากคำจบลงด้วยไม้เด็ดของสารวัตร  เขาหยิบไม้เท้าซ่อนดาบขึ้นมาให้คังอินดู

 

            “นั่น  น่าจะเป็นไม้ของผม”  คังอินดูหวั่นไหวขณะจ้องไม้เท้าเปื้อนผงตะกั่วและเลือด  “คุณพบมันที่ไหนครับ”

 

            “อยู่ใต้กองเชือกในจุดเกิดเหตุครับ  เราคาดว่า  คุณซีวอนถูกมันฟาดที่ท้ายทอยจนหมดสติ”

 

            คังอินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง  เหงื่อไหลพรั่งพรูจากหน้าผากทั้งที่อากาศเย็นเยือก  ดูเหมือนว่าไม่มีใครพูดถึงไม้เท้าให้เขาฟังเลย

 

            “คุณเก็บไม้เท้าอันนี้ไว้ที่ไหนครับ”  เยซองถามอย่างเห็นใจ

 

            “ผมไม่ได้เห็นมันมานานแล้วครับ”  คังอินมองสีหน้าไม่เชื่อถือของสารวัตรและนายตำรวจ  “มันเคยเป็นของคุณปู่ผม  เป็นของเก่าและก็มีคุณค่าทางจิตใจ  ผมเลยเก็บมันไว้ในห้องทำงาน  จนถึงเมื่อประมาณปลายปีก่อน  ผมก็ย้ายมันไปเก็บในห้องเก็บของที่บ้าน  เพราะฮยอกแจบอกว่าอันตรายถ้าจะเอาไว้ใกล้ตัว”

 

            “แล้วมีใครทราบบ้างว่าคุณมีไม้เท้าซ่อนดาบ”

 

            “ที่แน่ๆ ก็ฮยอกแจกับเรียวอุค  สองคนนั่นเข้าห้องทำงานผมเป็นประจำ”

 

            “แล้วคุณจองซูกับคุณดงเฮล่ะครับ”  เยซองถาม

 

            “อ้อ จริงสิ  คุณจองซูก็ทราบครับ  แต่ดงเฮ  เขาเคยเห็นมันแน่ละเพราะเขาเคยเป็นผู้ช่วยผม  แต่ไม่ทราบว่าเขารู้หรือเปล่าว่ามันเป็นไม้เท้าซ่อนดาบ”

 

            “ถ้าอย่างนั้นคุณซีวอนรู้ด้วยไหมครับ”

 

            คังอินสะดุ้ง  “จริงสิ  ผมเคยดึงดาบออกมาให้ซีวอนดู”

 

 

 

 

 

 

            ผู้ให้ปากคำรายสุดท้าย  คือลีดงเฮ

 

            ดงเฮยังคงรูปร่างเล็กบางและใบหน้าอ่อนเยาว์ไว้ได้ไม่ต่างจากเมื่อสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ  ความงดงามนั้นถึงขั้นเป็นที่เลื่องลือมานาน  น่าแปลกที่เมื่อเวลาผ่านไป  ดงเฮกลับดูงามยิ่งกว่าเก่าเสียอีก

 

            คณะสืบสวนเริ่มด้วยการขอโทษที่รบกวนทั้งที่ยังไม่สบาย  แต่ดงเฮตอบอย่างสุภาพว่ายินดีทำหน้าที่

 

            “ผมอยากถามลำดับเวลา  ตั้งแต่คุณมาถึงคฤหาสน์”

 

            “ครับ”  ดงเฮตอบรับ  ขยับกายเล็กน้อยบนเก้าอี้ให้นั่งสบายขึ้น  แต่ท่าทีนั้นยังคงความสง่าน่านับถือไม่เปลี่ยนแปลง  “ผมมาถึงที่นี่ตอนวันศุกร์  ที่ต้องล่วงหน้ามาก่อนเพราะว่าผมมีหน้าที่ต้องเตรียมงานน่ะครับ”

 

            “ระหว่างนั้นคุณทำอะไรบ้างครับ”

 

            “ผมเดินไปเดินมาในบ้านน่ะครับ  เพราะว่าไม่ได้มาเสียนาน”

 

            “ที่ว่านาน  ตั้งแต่เมื่อไหร่หรือครับ”  สารวัตรถามด้วยดวงตาแหลมคม

 

            ดงเฮมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย  แต่ก็เพียงแวบเดียวเท่านั้น  “ตั้งแต่คฤหาสน์นี้กลายเป็นของคุณคังอิน  ผมก็เพิ่งมาเป็นครั้งที่สอง  เพระว่าผมไม่ค่อยชอบบ้านหลังนี้เท่าไหร่”

 

            “แล้วคุณเห็นอะไรเปลี่ยนไปบ้างไหมครับ”

 

            “ไม่นี่ครับ  นอกจากว่าแต่ละห้องถูกตกแต่งให้เป็นโรงแรม”

 

            “คุณเดินชมแต่ละห้องด้วยเหรอครับ”

 

            “แน่นอนสิครับ  ผมมีหน้าที่ต้องจัดห้องให้แขกที่มาคราวนี้  คุณจองซูก็อยู่ด้วย  คอยให้คำปรึกษา  พอจัดห้องเสร็จผมถึงต้องเดินตรวจดูทีละห้อง”

 

            “แล้วตอนนั้นคุณได้ไปโกดังด้านหลังหรือเปล่า”

 

            “ไม่ได้ไปครับ”

 

            “แต่คุณจำได้ว่ามีโกดัง”

 

            “ครับ  ก็พอจำได้”

 

            เยซองถามบ้าง  “เอ่อ  คุณคงเคยได้ยินว่าบ้านนี้มีทางลับและประตูกลมากมาย”

 

            ดงเฮมองเยซองอย่างสงสัย  “ครับ  เคยได้ยิน”

 

            “คุณรู้เรื่องพวกนี้มากน้อยแค่ไหนครับ  รู้หรือเปล่าว่าห้องไหนวางประตูกลกับทางเข้าอุโมงค์ลับอย่างไร”

 

            “คุณเยซองใช่ไหมครับ”  ดงเฮยิ้ม  รอยยิ้มนั้นคล้ายตัวสฟิงซ์บอกไม่ถูก  “ผมไม่คิดจะยุ่งวุ่นวายกับเรื่องพวกนี้หรอกนะครับ  เพราะว่าที่บ้านอบรมสั่งสอนผมมาตั้งแต่เด็กไม่ให้อยากรู้อยากเห็นกับเรื่องแบบนี้”

 

            เยซองรู้สึกเหมือนถูกดงเฮตะปบหน้าเข้าให้  แต่ก็กลั้นใจถามต่อ

 

            “แปลว่าคุณไม่ทราบเลย”

 

            “ครับ  และเรื่องนี้ละที่ทำให้ผมไม่ชอบบ้านหลังนี้”

 

            “ขอบคุณครับ”

 

            ดงเฮหันมามองสารวัตรเพื่อรับข้อซักถามต่อไปอย่างกล้าหาญ

 

            “เอ่อ  ถ้าอย่างนั้น”  สารวัตรกลืนน้ำลาย “เรื่องชายแขนเดียวที่ชื่อคิมชินโจ  คุณได้ยินเป็นครั้งแรกเมื่อไหร่ครับ”

 

            “เมื่อเช้าวานครับ  น่าจะราวเก้าโมงกว่า  ตอนคุณคังอินเดินทางมาถึง  ผมได้ยินว่าเขาโทรศัพท์ไปบอกคุณคังอินก่อนแล้วแต่ตอนนั้นคุณคังอินยังอยู่บนรถ  พอเขามาถึงจึงซักคุณจองซูยกใหญ่”

 

            “หลังจากนั้นเขาติดต่อสำนักงานนักสืบ  คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ”

 

            “ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้”  ดงเฮพูดเหมือนรำพัน

 

            “แล้วคุณได้เล่าเรื่องนักสืบให้ใครฟังหรือเปล่า”

 

            “ไม่ได้เล่าเลยครับ”

 

            “แล้วคุณคิดว่า  ชายแขนเดียวที่มาเมื่อเย็นวันศุกร์แล้วหายตัวไป  อาจเป็นอดีตสามีคุณก็ได้  หมายถึงคุณซีวอนน่ะครับ”

 

            ดงเฮมีท่าทีตกใจ  เหลือบมองสารวัตรโดยไม่พูดอะไร  สักครู่สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาเหมือนสวมหน้ากาก  คงรับรู้ได้ถึงกระแสดูถูกที่เจือมากับน้ำเสียงของสารวัตรดงยอพ

 

            “คุณหมายความว่าคุณซีวอนไม่ได้เพิ่งมาถึงวันเสาร์  แต่มาตั้งแต่เย็นวันศุกร์แล้วหรือ”  ดงเฮย้อนถาม

 

            “ครับ  คุณก็เห็นแล้วนี่ครับว่าศพคุณซีวอนอยู่ในสภาพไหน”  สารวัตรโต้อย่างไม่ยอมแพ้

 

            “สภาพไหนครับ”

 

            “เขามัดแขนซ้ายติดลำตัว  แล้วใส่เสื้อนอกคลุม  ลักษณะเหมือนนายคิมชินโจที่มาเมื่อวันศุกร์”

 

            คราวนี้ดงเฮดูตื่นตระหนก  “เรื่องนี้ผมไม่ทราบ  ทำไมเขาถึง...”

 

            “เราก็เลยอยากถามคุณว่าอดีตสามีคุณทำแบบนั้นทำไม”  สารวัตรจ้องหน้าสวยๆ นั้นเขม็ง

 

            ดงเฮเงียบไปอย่างครุ่นคิด  “เป็นไปได้ไหมครับว่าคนที่ฆ่าเขา  เป็นคนจัดการให้เขาอยู่ในสภาพนั้น”

 

            “แล้วคุณคิดว่าใครเป็นคนทำล่ะ  ทำไมเขาต้องฆ่าอดีตสามีคุณ  แถมยังอุตส่าห์มัดแขนเขาให้ดูเหมือนชายแขนเดียวด้วย”  สารวัตรระเบิดอารมณ์ออกมาในที่สุด  จนเยซองต้องช่วยไกล่เกลี่ยว่าตอนนี้ยังไม่รู้แน่ว่าซีวอนถูกฆ่าขณะปลอมเป็นชายแขนเดียว  หรือมีใครฆ่าเขาแล้วจัดให้อยู่ในสภาพนั้นกันแน่  แต่ดูจากรูปการน่าจะเป็นอย่างแรกมากกว่า  ตำรวจเลยสงสัยว่าชายแขนเดียวเมื่อวันศุกร์จะเป็นซีวอน

 

            “ขอบคุณคุณเยซองมากครับ”  ดงเฮเอ่ย  ท่าทางยังครุ่นคิด  “สมมติว่าคิมชินโจคือเขาจริง  แปลว่าเขาอยู่ในบ้านเวลาเดียวกับที่พวกผมอยู่  แต่ผมไม่ทราบเลย  อย่างที่บอก  ผมเพิ่งรู้เรื่องหลังจากคุณคังอินมาถึง  ซึ่งก็คือเช้าวันเสาร์"

 

            สารวัตรยังคงจ้องดงเฮเหมือนกำลังสาดถ้อยคำร้ายกาจใส่อยู่

 

            “ถ้าอย่างนั้น  คุณช่วยเล่าเรื่องวันนี้ได้ไหมครับ  ทำไมถึงไม่ได้มากินมื้อกลางวันร่วมกับแขกท่านอื่น”  เยซองยื่นมือเข้ามาอีกครั้ง

 

            “ครับ  ผมปวดหัวน่ะ”

 

            “แล้ววันนี้คุณได้พบคุณซีวอนหรือเปล่า”

 

            “ไม่ได้พบครับ  นอกจากตอนเห็นศพ”

 

            “ถ้าอย่างนั้น  หลังจากมาถึงคฤหาสน์เที่ยวนี้  คุณพบคุณซีวอนเมื่อไหร่”

 

            “ตอนอาหารเย็นเมื่อวานครับ”

 

            “แล้วตอนบ่าย  คุณก็เก็บตัวอยู่ในห้องใช่ไหมครับ”

 

            “ครับ  ผมแปะกระดาษไว้หน้าห้องว่าไม่ต้องการพบใครทั้งนั้น  ข้าวกลางวันก็ให้ซองมินยกมาให้ในห้อง”

 

            “คุณคังอินบอกว่ามาหน้าห้องตอนบ่ายสาม”

 

            “หรือครับ  ผมไม่รู้ตัวเลย  อาจกำลังหลับอยู่”

 

            สารวัตรทำสีหน้าดูถูกอย่างเห็นได้ชัด  “แต่คุณชินดงบอกว่าตอนเดินผ่านมาหน้าห้อง  คุณกำลังปักผ้าอยู่ตรงระเบียง”

 

            “ใช่ครับ  ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นกี่โมง”  ดงเฮดูลังเล

 

            “ช่วงบ่ายโมงครึ่งถึงบ่ายสองครึ่งครับ”

 

            “ถ้าอย่างนั้นคงบ่ายสอง”  ดงเฮพึมพำ  ก่อนช้อนตาขึ้นมองคณะสืบสวน  “คุณชินดงเล่าว่ายังไงบ้างครับ”

 

            “เขาบอกว่าถามทุกข์สุขกันธรรมดา”

 

            ดงเฮถอนใจเฮือกใหญ่  หน้ากากตุ๊กตาเหมือนจะถูกถอดวางไว้ครู่หนึ่ง  “เรื่องของคุณชินดงน่ะ  เขาน่าสงสารมากทีเดียว  เมื่อก่อนเขาไม่ใช่คนแบบนี้  แต่วันนี้เขามาขอร้องผม...  ถ้าพูดให้ถูกคือมาข่มขู่”

 

            “อะไรนะครับ”  เยซองทวนคำถามอย่างใจเย็น

 

            “เรื่องของโบราณน่ะครับ  เขาขอร้องให้ผมช่วยพูดกับคุณคังอิน  แต่ผมทราบมาว่าของโบราณที่คุณชินดงขาย  บางชิ้นก็เป็นของปลอม  คุณคังอินไม่ค่อยพอใจนักหรอก  วันนี้เขาก็เข้ามาทางผม  พอผมหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับปาก  เขาก็เริ่มข่มขู่”

 

            “เขาใช้อะไรขู่ครับ”

 

            “เขาบอกว่า  เขารู้มาว่าบางเรื่องที่คังอินทำไม่ถูกกฎหมายน่ะครับ  เขามีหลักฐานอยู่ในมือ  ถ้าเขาเปิดเผยขึ้นมาคังอินจะเสียหายมาก”

 

            “แล้วคุณทำอย่างไร”

 

            “ผมปวดหัว  แล้วก็เอือมระอามาก  เลยตัดบทไปว่ามาพูดกับผมก็ไม่มีประโยชน์  กรุณาไปคุยกับคุณคังอินโดยตรง  แต่เขาก็ตื๊อไม่เลิก  จนใกล้ได้เวลานัดกับคุณคังอินแล้วถึงได้ขอตัว”

 

            “แปลว่าเขาอยู่กับคุณนาน”

 

            “สักครึ่งชั่วโมงครับ”

 

            สารวัตรทำท่าพอใจที่ได้รู้เรื่องที่ชินดงปิดบังไว้ในที่สุด  เขาใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการข่มขู่ดงเฮ  จึงได้พูดเลี่ยงไปมา  คงต้องการปิดบังเรื่องนี้

 

            “แล้วหลังจากคุณชินดงกลับไป  คุณทำอะไรต่อ”

 

            “ผมปวดหัวมาก  แล้วก็รำคาญใจ  ก็เลยกลับเข้าห้องไปนั่งบนเก้าอี้พักแขน  จากนั้นก็คงผล็อยหลับไป  จนกระทั่งใกล้สี่โมงเย็นจึงได้ออกไปพบคุณเยซอง”

 

            ดงเฮดูเหน็ดเหนื่อยมากจนเยซองรู้สึกเห็นใจ

 

            “แล้ว  คุณคิดอย่างไรที่คุณซีวอนต้องพบจุดจบแบบนี้”

 

            ใบหน้าสฟิงซ์นั้นดูเจ็บปวดขึ้นมา  “เรื่องนี้น่ากลัว  น่าประหลาด  ผมไม่เข้าใจอะไรเลย”

 

            หลังจากนั้นสารวัตรหยิบไม้เท้าซ่อนดาบของคังอินออกมา

 

            “ไม้เท้านี่  เหมือนกับที่คุณคังอินเคยมีเลยครับ  คุณพบมันที่ไหน”

 

            สารวัตรเฉลยเรื่องราวให้ฟัง  ดงเฮดูสับสนขึ้นมาทัน

 

            “เป็นไปไม่ได้หรอกครับ  คุณคังอินไม่มีทางที่จะ...”

 

            “ผมไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนทำครับ”  เยซองปลอบ  “เขาบอกผมว่าเขาไม่ได้เห็นมันมานานแล้ว  ตั้งแต่เอาไปเก็บในห้องเก็บของ  คุณรู้เรื่องนี้หรือเปล่า”

 

            “ไม่ครับ  มันดูเป็นของไม่เป็นมงคล  ผมเลยพยายามไม่สนใจ  แต่หลังๆ มานี้ก็ไม่เห็นมันอีก  เขาก็ไม่ได้บอกว่ามันหายไปไหน”

 

            “แล้วคุณทราบไหมว่ามันเป็นไม้เท้าซ่อนดาบ”


  

ดงเฮไม่ตอบ  แต่กายบางนั้นสั่นสะท้านรุนแรง








 รีบเขียนพาร์ทสอบปากคำ

เพราะตอนหน้า  เราจะลงทางลับกันจ้า  เย้!!

*ไปถอดรองเท้านอนรอในห้องดาเลีย*

จุ๊ๆ  ตอนหน้า  ชายแขนเดียวจะกลับมาแล้วค่า  หลังจากหายตัวไปหลายตอนเหลือเกิน

มาลุ้นกันว่าเขาคือใคร 5555


ขอแวบมาบ่นเรื่องหมอกควันในภาคเหนือหน่อย

คือมันแย่มาก ผู้มีอำนาจก็ตอบได้...เหลือเกิน

สิ่งที่เราทำได้คงมีแค่การป้องกันปอดตัวเองสินะ


ขอประชาสัมพันธ์เผื่อมีคนภาคเหนือมาอ่านนะคะ

ฝุ่นควันจากการเผาป่าเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่ทางเดินหายใจส่วนต้นของเราดักไว้ไม่ได้

ดังนั้นมันจึงสามารถลงปอดเราได้สบายๆ  


ผลของการสูดดมหมอกควัน ในระยะสั้นอาจแค่ทำให้มีจมูกอักเสบ หอบหืดกำเริบ ถุงลมโป่งพองกำเริบ ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน

ผลระยะยาวก็คือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (เช่นหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง)  และอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดได้!!!


ดังนั้น ป้องกันปอดเราไว้ดีกว่าค่ะ ซึ่งทำได้โดยการหลีกเลี่ยงควัน เช่น อยู่ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศ หรือสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น

หน้ากากอนามัยทั่วไปก็ไม่สามารถดักได้นะคะ อย่าเข้าใจผิดว่าหน้ากากธรรมดาก็พอ

หน้ากากที่กันได้ คือหน้ากากที่เรียกว่า N95  ค่ะ

มันคือแบบที่เราต้องใส่เวลาไปเยี่ยมผู้ป่วยวัณโรคนั่นแหละ

มีขายตามร้านขายยาทั่วไปเลย ราคาอยู่ประมาณ 20-100บาท



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น

  1. #46 kob kerojang (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 09:44
    เหมือนทุกอย่างจะไปในทางคังอิน แต่ดูคังอินจะชิลๆอะ เหมือนโดนใส่ร้าย ลึกลับซับซ้อนมว้ากกก
    #46
    0
  2. #16 pungsj13 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 เมษายน 2559 / 18:13
    ยังไงก็สู้ๆๆนะค่ะ
    #16
    0