ศัตรูคู่วิวาห์

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 8: งานวิวาห์...... แสนว้าวุ่น (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,293
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    12 ธ.ค. 52




ตอนที่ 8: งานวิวาห์...... แสนว้าวุ่น (1)

 

การตระเตรียมงานแต่งงานดำเนินไปอย่างเรียบร้อย การ์ดเชิญถูกส่งออกไปล่วงหน้าหลายอาทิตย์แล้ว ซึ่งครอบครัวศิธราวัฒน์ก็เชิญเฉพาะแขกที่สนิทเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ส่วนแขกฝ่ายเจ้าสาวก็มีเพียงเพื่อนๆ ในที่ทำงาน เนื่องจากมินตราเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เพราะเธอได้เสียบิดา มารดาไปในวันที่เธอเรียนจบ เนื่องจากบิดา มารดากำลังจะเดินทางมาร่วมงานรับปริญาบัตร ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อนที่จะมาร่วมแสดงความยินดีกันเธอในวันนั้น เธอจึงกลายเป็นคนที่ไม่ชอบงานเลี้ยงฉลองใดๆ นั้นเอง

งานทุกอย่างศิธรเป็นคนสั่งการเองเกือบทั้งหมด และดูเหมือนเขาจะทำมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลยด้วยซ้ำ ชุดติอรเองเห็นแล้วยังอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นพี่ชายของเธอลงมือทำเองเลยงานนี้ และยังแอบดีใจแทนมินตราที่เธอจะกลายเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดก็ว่าได้ถ้าไม่ติดที่ว่ายัยมินยังมีอคติกับพี่ชายของเธออยู่มาก แต่ชุติอรก็เชื่อว่าพี่ชายเธอจะสามารถปราบยัยมินจอมพยศได้แน่นอนพอคิดถึงตรงนี้ชุติอรก็อดอมยิ้มไปไม่ได้

“น้องหนูคิดอะไรอยู่หรือครับ ยิ้มน้องยิ้มใหญ่เชียว” ปานศักดิ์เอ่ยแซวคนรักออกไปที่เห็นทางทางเหม่อลอยแล้วยังยิ้มๆ อีกต่างหาก

“ไม่มีอะไรหรอกคะ คุณแมน น้องหนูแค่รู้สึกว่าพี่หนึ่งดูมีความสุข และไม่เงียบขรึมเก็บตัวเหมือนเคยน่ะคะ” ชุติอรบอกความคิดออกไปให้ทางปานศักดิ์ผู้เป็นคนรักได้รู้ในสิ่งที่เธอคิดอยู่

“ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะในเวลาปกติไม่ค่อยพูดคุยกับผม แต่ตอนนี้ดูจะชวนผมคุยไม่หยุดเลยก็ว่าได้และผมก็ดีใจอย่างน้อยผมก็มีลุ้นว่าจะได้แต่งกับเขาบ้างด้วย” ปานศักดิ์ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของศิธรเหมือนกันพร้อมกับหัวเราะอยู่ในลำคอเบาๆ เมื่อได้เอ่ยปากราวกับชวนหญิงสาวเบื้องหน้าเขาแต่งงาน

“แน่... อย่าว่าพี่หนึ่งอย่างนั้นนะคะ ไม่งั้นน้องหนูจะฟ้องพี่หนึ่งจริงๆ ด้วย” ชุติอรแซวทางปานศักดิ์ออกไปด้วยว่าตอนนี้เธอรู้สึกสบายใจเป็นอย่างมากที่พี่ชายของเธอกำลังจะมีความสุขแล้ว และเขินอายที่ปานศักดิ์พูดเหมือนจะขอเธอแต่งงานซะอย่างนั้น

“โห้... ครับไม่ว่าก็ไม่ว่าครับ งั้นผมไปเตรียมงานต่อก่อนนะแล้วค่ำเจอกันครับ” ปานศักดิ์ยอมเออออไปตามหญิงสาวที่เขารักแล้วจึงเอ่ยขอตัวแยกไปทำงานต่อก่อนที่ค่ำๆ จะมาร่วมงานฉลองของศิธรกับมินตรา

“คะ... น้องหนูก็ต้องไปจับยัยมินไปเตรียมตัวแล้วเหมือนกันคะ แล้วเจอกันคะ” ชุติอรบอกปานศักดิ์ยิ้มๆ แล้วก็แยกย้ายกันเดินไปทำหน้าที่ของตนเองต่อไป

 

และในตอนนี้คนที่ดูจะอยู่ไม่ติดที่เลย กลับกลายเป็นบุณฑรีที่เธอไม่สามารถติดต่อทางศิธรได้เลย เธอตามไปพบเขาถึงที่ทำงาน ที่บ้านก็ไร้ซึ่งเงาของชายหนุ่มคิดแล้วมันน่าแค้นใจยิ่งนัก และด้วยอารมณ์ของบุณฑรีในตอนนี้มันร้อนรุ่มไปหมด เธอจึงตัดสินใจออกไปหาผับบรรยากาศดีๆ นั่งดื่มเพื่อคลายความร้อนรุ่มในจิตใจ บุณฑรีนั่งดื่มได้สักพักใหญ่แล้วจึงตัดสินใจโทรไปชวนวีรยาเพื่อนสาวให้มานั่งฟังเธอปรับทุกข์ดีกว่า ในขณะที่รอสายเธอก็ยกดื่มเป็นระยะๆ เลยทีเดียว

“ว่าไงยัยดา อะไรเข้าหล่อนถึงได้โทรหาฉันได้ยะ” วีรยาเอ่ยทักอย่างไม่เกรงใจด้วยว่าร้อยวันพันปีบุณฑรีแทบไม่เคยโทรหาเลยแล้วตอนนี้จะมาโทรหาทำไม วันๆ เอาแต่ตามผู้ชายไม่เคยสนใจเพื่อนเลย

“เออน่า ฉันก็แค่จะชวนแกมาดื่มเป็นเพื่อนฉันหน่อย” บุณฑรีเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกว่าตอนนี้เธอต้องการเพื่อนจริงๆ

“อ้าว... แล้วบรรดาเสี่ยของแกไปไหนหมดหล่ะ ถึงได้โทรมาชวนฉันได้เนี้ย” วีรยายังไม่วายเอ่ยประชดประชัดบุณฑรีออกไปด้วยว่าหมั่นไส้เหลือทน จนปานนี้แล้วยังคิดไม่ได้อีกหรอว่าเจ้านายของเธอนั้นมีสมองนะไม่ใช่นึกจะจับก็จับได้อย่างเสี่ยคนที่ผ่านๆ มาหรอกนะ

“แล้วแก่ออกมาได้ไหมหล่ะ ถ้าไม่ได้ฉันจะได้โทรไปชวนคนอื่นแทน” บุณฑรีเอ่ยออกมาอย่างเหลืออดที่โดนเพื่อนสาวประชดประชันใส่กลับมา

“โอ้ย... แม่คุณตอนนี้ไม่มีใครเขาว่างหรอกยะ วันนี้แก่ไม่ได้แหกตาดูข่าวหนังสือพิมพ์เลยหรือไงยะ” วีรยาจึงบอกออกไปด้วยว่าวันนี้พวกเธอไม่ว่างหรอก ต้องออกไปงานฉลองสมรสของเจ้านาย แต่คนเป็นเจ้าสาวกลับไม่ใช่เพื่อนเธอซะด้วย  และมันก็สะใจเธอเอามากๆ เพราะบุณฑรีคิดแต่จะเกาะผู้ชายกินอย่างเดียว ไม่เคยคิดจะทำมาหากิน จะโชคดีอยู่หน่อยก็ตรงที่บ้านของบุณฑรีมีฐานะร่ำรวยหรอกนะคนถึงได้ยังเกรงอกเกรงใจ และให้ความเคารพนับถือกันอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นเจ้านายของเธอก็คงทิ้งไปตั้งนานแล้วหล่ะ วีรยาคิดเช่นนั้น

“ข่าวอะไร ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่อง” บุณฑรีบอกออกไปอย่างไม่คิดจะใส่ใจ เพราะในตอนนี้เธอต้องการคนมาปรับทุกข์ และต้องการหาตัวศิธรให้พบเพื่อที่จะพูดคุยกันให้รู้เรื่อง เธอทนไม่ได้ที่จะถูกศิธรทิ้งไปในตอนนี้เธอไม่มีวันยอมเด็ดขาด

“อ้าว... ก็ข่าวงานฉลองสมรสของคุณศิธรน่ะสิยะ” วีรยาเอ่ยบอกออกไปเพื่อหวังที่จะเตือนสติให้บุณฑรีรู้จักทำตัวให้มันดีๆ ขึ้นหน่อยจะได้มีคนจริงใจด้วยสักทีหนึ่ง

“ฮ่า... ว่าไงนะมันไม่จริงใช่ไหม นี่แกกุเรื่องขึ้นมาเพราะอิจฉาที่คุณหนึ่งชอบฉันแต่ไม่ได้ชอบแกใช่ไหม” บุณฑรีเมื่อได้ยินที่วีรยาบอกก็แหกปากต่อว่าออกไปทันทีไมสนใจว่าคนที่นั่งอยู่ภายในร้านจะหันมามองเธอราวกับเป็นตาเดียวกันด้วยเสียงดังแปดหลอดของเธอ ขนาดวีรยายังต้องดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูเลย

“นี่... แม่คุณฉันนะไม่เคยอิจฉาหล่อนหรอกยะ เวทนาด้วยซ้ำถึงได้ยอมบอกข่าวให้รู้ ไม่ใช่เอาแต่นั่งงมโข่งอยู่อย่างนี้น่ะ” วีรยาเริ่มทนกับคำพูดของบุณฑรีไม่ไหวแล้วจึงพูดออกไปด้วยความสะใจ

“กรี๊ดๆๆๆๆ... ไม่จริงฉันไม่เชื่อ ได้ยินไหมว่าฉันไม่เชื่อ” เสียงกรีดร้องของบุณฑรีดังไปทั่วร้านจนทุกคนภายในร้านหันมามองกับท่าทางที่น่ารังเกลียดไม่มีมารยาทของบุณฑรี พนักงานในภายในร้านจะเดินเข้ามาบอกก็ไม่กล้าสักคน

“โอ้ย... นี่ยัยดาฉันเจ็บแก้วหูนะ ถ้าหล่อนไม่เชื่อก็ตามใจ ฉันต้องรีบออกไปงานแล้ว” วีรยาทนฟังไม่ไหวจึงรีบพูดตัดบททันที แต่ยังไม่ทันจะได้วางสายก็ได้ยินเสียงดังของบุณฑรีตอบกลับมา

“ฉันไม่มีวันยอม... ฉันจะไปพังงานให้มันราบเป็นหน้ากองเลยคอยดู” น้ำเสียงบ่งบอกถึงความอาคาตแค้นอย่างรู้สึกได้แล้วบุรฑรีก็ตัดสายการสนทนาทิ้งในทันที

ด้านวีรยาเมื่อได้ยินเสียงขมขู่ที่ดังผ่านสายการสนทนานั่นก็ถึงกับคิดว่าเธอคิดผิดหรือเปล่าที่บอกข่าวนี้ให้กับบุณฑรีได้รู้ ให้ไม่รู้ซะยังดีกว่า ถ้าเกิดไปอาระวาดตามที่บุณฑรีบอกจริงๆ จะทำอย่างไรหล่ะทีนี้ หน้าที่การงานที่เธอทำอยู่ก็จะพลอยได้กระทบไปด้วยไหมเนี้ย ตายแน่ๆ เลยเรา ด้วยความนึกห่วงตัวเอง และเจ้านายจึงตัดสินใจโทรเข้าเบอร์ส่วนตัวของเจ้านายและรายงานให้เจ้านายทราบเรื่องในทันที อย่างน้อยก็ลดผลกระทบต่องานที่เธอทำอยู่ได้บ้างเล็กน้อย

 

เมื่อถึงเวลางานเลี้ยงในตอนค่ำ บรรดาแขกเหรื่อต่างใส่เสื้อผ้าชุดสูท ชุดราตรีหรูเดินทยอยเข้าภายในงาน ทั่วทุกมุมของคฤหาส์นหลังงามประดับประดาไปด้วยไฟสีนวลตา น้ำแข็งแกะสลัก และดอกไม้งดงาม พนักงานของโรงแรมยกถาดเครื่องดื่มและอาหารเสิร์ฟ ทุกคนนั่งรับประทานอาหารไปเรื่อยๆ ขณะรอคอยให้งานเลี้ยงเริ่มขึ้น

ในหน้าข่าวสังคมก็เป็นที่ฮือฮาอีกครั้งหนึ่ง และผู้ที่ดีใจมากที่สุดก็คือคุณหญิงพรรณีผู้เป็นย่าของศิธรนั้นเองที่ได้หลานอย่างสมใจ เพื่อนฝูงของมินตรามากันมากมาย และยังถือเอางานมงคลสมรสในวันนี้เป็นงานฉลองการได้รับรางวัลของมินตราด้วย ที่ผลงานโฆษณาฝีมือของเธอได้รับรางวัลที่หนึ่งจากการคัดเลือกได้รับเข้าประกวดนั้น มินตราเองก็เพิ่งได้ทราบข่าวจากกฤษณะที่ฝากทางชุติอรมาแจ้งให้เธอได้รับรู้ทำให้หญิงสาวดีใจเป็นอย่างมากในตอนนี้จนลืมไปเลยว่าเธอกำลังงอนเจ้าบ่าวของเธออยู่ยอมให้ชุติอรจัดการกับเธออย่างไม่เกี่ยงงอนเลยสักคำ

หากไม่นานนักเสียงปรบมือก็ดังเกรียวขึ้น เมื่อชุติอรจูงมือเจ้าสาวเดินเข้ามาถึงในงานโดยมีเจ้าบ่าวที่รออยู่ก่อนเดินเข้าไประคอง สายตาหลายคู่มองเจ้าสาวอย่างชื่นชมเนื่องจากมินตราด้วยสวยสดใสในชุดเจ้าสาวสีครีมเข้าชุดกับของเจ้าบ่าวเป็นอย่างดี

ศิธรในชุดสูทสีครีมเข้าเดินเข้าไปรับเจ้าสาว เขาจงใจโอบเอวคอดนั้นเข้ามาแนบตัว ทำเอาเจ้าสาวหน้าแดงเรื่อขึ้นมาทันที มินตราจึงสอดแขนเพื่อคล้องแขนเขาอย่าช่วยไม่ได้ ศิธรยอมรับว่าตัเองว่าได้หลงรักในตัวเจ้าสาวเข้าแล้ว เธอดูสวยจริงๆ แต่คุณเธอยังไม่ยอมหายงอนเขาเลยนับตั้งแต่เมื่อวานที่เขาเอาคืนเธออย่างสาสมกับความดื้อรั้นของเธอที่คิดหนีไปบวชซะอย่างนั้น

มินตรารู้สึกได้ว่าเจ้าบ่าวที่ยืนอยู่ข้างกายนั้นกำลังใช้ความคิดอะไรสักอย่างอยู่เนื่องจากใบหน้าเขาตอนนี้ดูจะตรึงเครียดจากอะไรบ้างอย่าง แต่มินตราก็ทำเป็นไม่สนใจเนื่องจากเธอเองก็ต้องการให้ผ่านพ้นงานบ้าๆ นี้ไปสักทีจะได้จบๆ กันไปไม่ต้องมาวุ่นวายกันอีก ในสมองของศิธรในตอนนี้กำลังใช้ความคิดอย่างหนักเมื่อได้ทราบข่าวจากวีรยาเลขาหน้าห้องโทรมาแจ้งเรื่องของบุณฑรี จนลืมหันไปมองเจ้าสาวหรือสนใจความรู้สึกของเจ้าสาวข้างกายเลยด้วยเกรงว่าทางบุณฑรีจะมาอาระวาดให้งานพังลง ในตอนนี้คุณย่าของเขากำลังมีความสุขอยู่เขายอมให้เกิดเรื่องขึ้นไม่ได้ในตอนนี้

และเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นปานศักดิ์เท่านั้นเขาก็คลายแขนที่โอบเจ้าสาวอยู่แล้วเดินตรงเข้าไปหาทางปานศักดิ์ทันที ทำท่าทางซุบซิบกันอยู่สักครู่ใหญ่แล้วศิธรก็เดินกลับมาหามินตราด้วยมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จนมินตราเองยังแปลกใจแต่ก็ไม่ได้คิดที่จะถามอะไรออกไปเพราะเธอเองก็มีเรื่องให้ต้องคิดอีกมาก

และไอ้ท่าทางซุบซิบนั้นก็ได้รอดสายตาของชุติอรไปได้เสียที่ไหน เพียงแต่เธอต้องดูแลผู้เป็นย่าเท่านั้น รอก่อนเถอะพี่หนึ่งคิดทำอะไรอีกแล้วถึงได้เดินเข้าไปซุบซิบกับคุณปานศักดิ์เธอต้องรู้ให้ได้ แต่เธอก็ต้องใจเย็นรอไว้ก่อนเนื่องจากทางปานศักดิ์เมื่อแยกกับศิธรก็เดินไปอีกมุมหนึ่งแล้วโทรหาใครบางคนแล้วก็วางสายลงด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นเดียวกับพี่ชายของเธอ มันยิ่งเพิ่มความอยากรู้ให้กับชุติอรมากขึ้นแต่เธอก็ทนเพื่อให้งานของเพื่อนเธอผ่านไปด้วยดีเสียก่อนค่อยสะสางก็ยังไม่สายหรอกชุติอรคิด

จากนั้นชุติอรและปานศักดิ์ก็เป็นพธีกรจำเป็นในการเชิญคู่บ่าวสาวก็ขึ้นไปกล่าวอะไรเล็กน้อยบนเวที พร้อมกับเชิญแขกผู้ใหญ่ขึ้นมาให้พรแก่บ่าวสาวบนเวที แล้วจากนั้นจึงให้คู่บ่าวสาวเดินลงมาขอบคุณญาติผู้ใหญ่ของงาน และจาก นั้นเจ้าบ่าวเจ้าสาวจึงทยอยเดินไปตามโต๊ะต่างๆ เพื่อกล่าวขอบคุณแขกในงานอย่างเป็นกันเองบรรดาเพื่อนๆ ของมินตราก็แซวเธอเป็นการใหญ่

แต่ที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยคือกฤษณะที่ดูใบหน้าแล้วจะไม่ยิ้มแย้มเลยสักนิด แต่มินตราเองก็ทำอะไรได้ไม่มากนักถึงแม้จะสงสารชายหนุ่มอยู่ลึกๆ ก็ตามเพราะเธอเองก็คิดกับชายหนุ่มเพียงเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้นจึงได้แต่ส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้กับชายหนุ่ม และไอ้ยิ้มที่เธอส่งให้ชายหนุ่มก็หาได้รอดสายตาของศิธรได้ ศิธรจึงแสดงท่าทางโอบกอดหญิงสาวให้กฤษณะเห็นในทันทีเช่นกัน

“นี่... คุณเบาๆ สิฉันเจ็บนะ” มินตราต่อว่าศิธรด้วยเขากดข้อมือลงที่เอวของเธอแรงมากแต่น้ำเสียงแค่พอให้ได้ยินกันเพียงสองคนเท่านั้น

“ก็เลิกส่งยิ้มหวานให้ชายอื่นได้ไหม วันนี้ผมเป็นเจ้าบ่าวนะไม่ใช่ไอ้หน้าจืดนั้น” ศิธรตอบออกไปด้วยแสดงความเป็นเจ้าของหญิงสาวในอ้อมกอด

“คุณนี่ท่าจะบ้า... เราแค่ให้พิธีมันผ่านไปได้ด้วยดีก็เพียงพอแล้ว” มินตรายังคงไม่วายต่อว่าชายหนุ่มเนื่องจากเธอไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มรู้สึกเช่นไรกับเธอ และเธอก็ไม่คิดว่าเขาจะมาสนใจผู้หญิงจืดๆ เช่นเธอเลยด้วยซ้ำไป

“มินตรา... คุณจะติดยังไงก็เรื่องของคุณ แต่วันนี้ ตอนนี้มันเป็นวันมงคลของเราทั้งสองคนคุณควรจะเคารพและให้เกรียติผมบ้าง” ศิธรตอบออกไปน้ำเสียงเย็นวาบจับใจหญิงสาวทันที และรู้สึกว่าชายหนุ่มจะคลายอ้อมกอดออกทันทีที่เธอเอ่ยจบ

นี่มันอะไรกันเนี้ยทำไมเขาคลายอ้อมกอดแล้วเราต้องรู้สึกใจหายวาบแบบนี้ด้วย ทำไม... มันเกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่ มินตราคิดอย่างสับสนภายในจิตใจ

ศิธรเมื่อคลายอ้อมกอดจากหญิงสาวแล้วเขาจึงเดินตรงไปยังโต๊ะของเพื่อนสนิทอีกคนที่เขาโทรไปเชิญมางานด้วยตัวเองเนื่องจากเป็นเพื่อนในสมัยเรียนด้วยกันมาที่ออสเตรเลีย

“ไฮ... มาร์ค” ศิธรเอ่ยทักทายเพื่อนหนุ่มที่บินมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ และยังเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญของศิธรอีกด้วย ชายทั้งสองจึงจับมือทักทายกันด้วความเคยชินตามธรรมเนียมฝรั่ง

“ไฮ... หนึ่ง นึกว่าจะติดเจ้าสาวจนไม่มีเวลามาทักทายกันซะแล้ว” มาร์คเอ่ยแซวศิธรออกไปเมื่อเห็นเขาเอาแต่ตามติดเจ้าสาวไม่ยอมห่าง

“เวอร์ไปแล้วไอ้มาร์ค เออ... ตามแกมาก็จะให้แกมาช่วยดูงานที่นี่ด้วยนะ ฉันจะไปฮันนีมูนสักสองอาทิตย์หวังว่าแกคงจัดการได้นะ” ศิธรก็ยังไม่วายวกเข้าเรื่องงานแม้จะเป็นวันแต่งงานของเขาก็ตาม แต่สายตาของเขาก็เสไปทางหญิงเจ้าสาวตลอดเวลา

“เออ... ฉันรู้แล้วแกส่งเมล์ไปบอกแล้วไม่ต้องย้ำ ฉันเตรียมตัวมาแล้วหล่ะน่ะ” มาร์คตอบด้วยเบื่อที่วันๆ ศิธรเอาแต่ทำงาน แล้วก็งาน เมื่อกี้ยังเห็นยิ้มๆ อยู่เลยผีเข้ามันอีกหรือไงเนี้ย

“รู้ก็ดีแล้ว ฝากด้วยแล้วกันนะ” ศิธรพูดแค่นั้นก็เดินไปหาร่างของเจ้าสาวทันทีเมื่อกฤษณะมีทางทีราวกับสนิทชิดเชื้อเกินกว่าที่เขาจะทนได้แล้วในตอนนี้

ท่าทางอย่างนี้เขาเรียกว่าหวงเมียซะหล่ะมั้งเนี้ย อะไรวะเป็นเสือที่ถูกลบลายตั้งแต่ตอนไหนวะไอ้หนึ่ง คราวนี้มาร์คถึงกับหัวเราะออกมาในท่าทางหมาหวงกางของเพื่อนหนุ่ม แต่จะว่าไปมันก็หน้าหวงอยู่หรอก เจ้าสาวของมันก็สวยใช่ย่อยซะที่ไหน ไม่เห็นจะจืดอย่างที่มันเล่าให้ฟังสักนิด แถมยังพามาแนะนำแค่แป๊ปเดียวแล้วก็รีบพาเดินออกไปทันที ท่าทางมันจะเป็นเอามากเลยนะเนี้ย มาร์คคิดแล้วก็ต้องหัวเราะออกมาอีกครั้ง

“ผมขอตัวเจ้าสาวก่อนนะครับ” ศิธรเดินเข้ามากลางวงของเพื่อนๆ มินตราบอกออกไปอย่างไม่เกรงใจ แล้วลากจูงเจ้าสาวออกมาจากกลุ่มทันที จนมินตราต้องเกาะแขนของศิธรไว้แน่นเนื่องจากรองเท้าที่เธอใส่นั้นมันสูงมากจนเกรงว่าเธอจะล้มเอาได้นั้นเอง

“เบาๆ ก็ได้คะคุณหนึ่ง” มินตรารีบบอกชายหนุ่มเมื่อรู้สึกว่าขอเธอมันเริ่มพันเข้ากับกระโปรงแล้วในตอนนี้ชายหนุ่มจึงหยุดเดินแล้วหันมามองหญิงสาวที่กำลังพยายามจัดระเบียบของกระโปรงใหม่ในตอนนี้ เมื่อศิธรเห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของหญิงสาวจึงก้มลงช่วยหญิงสาวจัดอีกแรงหนึ่ง และภาพที่ทั้งสองกำลังช่วยกันนั้นก็กลายเป็นช็อตเด็ดไปเลยทีเดียวเมื่อช่างภาพเห็นก็รีบกรูกันเข้าไปถ่ายเป็นการใหญ่เลยทีเดียว และถ้าจะให้เดาพรุ่งนี้ภาพนี้ต้องได้ลงโชว์ในหน้าสังคมอย่างแน่นอน

 

“กรี๊ดๆๆๆๆ....นี่ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” เสียงของบุณฑรีในตอนนี้ดังลั่นโรงพักแห่งหนึ่ง จนเจ้าหน้าตำรวจถึงกับต้องหาสำลีมาอุดหูไว้

“นี่... นี่นายยินไหม บอกให้ปล่อยฉันไง มาจับฉันเรื่องอะไรเนี้ย” บุณฑรีตะโกนถามร้อยเวรออกไปด้วยเสียงดังลั่นโรงพักในตอนนี้ตั้งแต่จับเธอมาทั้งโรงพักยังไม่มีเงียบเลยสักเพียงนาที

“ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าคุณผู้หญิงโดนข้อหา เมาแล้วขับ ครับ” ร้อยเวรบอกย้ำเป็นรอบที่ร้อยแล้วก็ว่าได้ว่าเธอโดนจับข้อหาอะไร

“โอ้ย... ฉันไม่ยอมนะ จะจับฉันแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันไม่ผิด” เธอยังคงไม่ยอมรับข้อกล่าวหาที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกข้อหาให้เธอได้รู้ได้รับรู้ไปแล้วหลายรอบ แต่เมื่อเธอลองเป่าที่วัดระดับแอลกอฮอลปรากฏว่าอยู่ในระดับที่เกิดกว่าที่กำหนดไว้ถึงได้ถูกจับให้มาสงบสติ อารมณ์ที่โรงพักแห่งนี้


------------------------------------------------------


โหวต + เม้มเป็นกำลังใจให้คนเขียนบ้างนะคะ

ขอบคุณคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

127 ความคิดเห็น

  1. #112 REBORNHIZ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มกราคม 2553 / 18:34
     นางมารนี้ ตัวขวางโลก
    #112
    0
  2. #75 nuri.j (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2552 / 18:59
    เกือบไปแล้ว ดีว่าไหวทัน
    จับมารขึ้นโรงพักซะเลย  555++
    #75
    0
  3. #74 บุษบาพาฝัน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2552 / 15:16
    อิๆๆ มารอเวลาส่งตัวอยู่ อย่างใจจดใจจ่อเน้อ..........
    #74
    0
  4. #72 LaDy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2552 / 12:09
    เมื่อไหร่จะอัพอ่าค่ะ รออยู่นะค่ะ มาอัพไว ๆนะค่ะ
    #72
    0
  5. #71 เซเรเน่ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2552 / 20:18

    อะจ้าก..............................แล้วพระเอกจะทำไงเนี้ย  นางร้ายมาแว้วอ้า
    ....................มาอัพไว้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเด๋อ  ...คร้า    .....เจ้าสาวรอนานแล้วดูซิ..นั่งหน้าเศร้าเชียว.....

    #71
    0
  6. #70 nuri.j (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2552 / 20:11
    ตื่นเต้นอย่างกะจะเป็นเจ้าสาว...มาเร็วๆนะคะ
    #70
    0