ศัตรูคู่วิวาห์

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 6: เจ้าสาว......กลัวฝน (รีไรท์ 100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,248
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    6 ธ.ค. 52


ตอนที่
6: เจ้าสาว......กลัวฝน

 

ในวันนี้ก็เช่นกันศิธรก็ยังคงไม่ไปทำงาน และกำลังยกแก้วบรั่นดีขึ้นจิบช้าๆ ตามองไปที่โทรทัศน์ซึ่งกำลังโฆษณา และเขาก็ทราบว่าโฆษณาชิ้นนี้เป็นงานหนึ่งที่มินตราเป็นผู้ทำ ซึ่งมันกำลังได้รับการนำเสนอชื่อเข้าประกวดด้วย ในความทรงจำเขายังจำได้ดีในวันที่เขาอดใจไม่ไหวที่ห้องพักของเธอเอง ใจจริงเขาเพียงตั้งใจอยากจะแกล้งให้เธอตกใจและเกรงเขาเท่านั้น แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเขาก็หักห้ามใจไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงใบหน้าของนายสุวิทย์ที่ยิ้มร่ายืนเคียงข้างมินตราในหน้าหนังสือพิมพ์

“ตกลงจะเอายังไงคะ พี่หนึ่ง... มะรืนนี้ก็วันแต่งงานแล้วนะคะ” เสียงชุติอรแทรกขึ้นทำให้ความคิดสะดุดกึกทันที

“แล้วไง...” ศิธรถามกลับน้องสาวที่เดินหน้ายุ่งเข้ามา ตายังจับจ้องที่หน้าจอโทรทัศน์

“จะยังไงอีกหล่ะ จนป่านนี้พี่ก็ยังไม่ทำอะไรเลย เจ้าสาวไม่มีแล้วนะ” ชุติอรพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดในความไม่ได้อย่างใจในตัวอของพี่ชายเธอ

“เยอะแยะไปเจ้าสาว มันจะไปยากอะไร” ศิธรตอบราวกับไม่ทุกข์ร้อนใดๆ เลย

“พี่หนึ่งน่ะ” ชุติอรทรุดร่างลงข้างๆ เอื้อมมือไปกระชากแก้วบรั่นดีเอามาถือเสียเอง ใบหน้าของหล่อนง้อง้ำ ศิธรหันมาเลิกคิ้วเป็นคำถามแต่ไม่ยอมพูดอะไรต่อ

“พี่จะเอายัยบุณฑรีมาอีกไม่ได้นะคะ คุณย่าต้องปวดหัว จนหัวใจล้มเหลวแน่  แล้วก็มีค่าเท่ากันเมื่อคุณย่ารู้ว่ายัยมินไม่อยู่แล้วนั่นหล่ะ” ชุติอรพยายามบอกพี่ชายว่าอย่าตัดสินใจทำอะไรบ้าๆ จนคุณย่าต้องมาเดือดร้อนไปด้วยอีก

“ก็อย่าให้คุณย่าทราบสิ ว่าเพื่อนน้องหนูหนีไปแล้ว” เขาพูดเรียบๆ ราวกับไม่ทุกข์ร้อนใดๆ อีกเช่นเคย

“พี่หนึ่ง...” หญิงสาวกระแทกร่างลงกับโซฟาอย่างคนที่ถูกขัดใจ และเป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทาง ศิธรตั้งท่าจะลุกขึ้นรับแต่ชุติอรไวกว่า

“ฮัลโหล... อ้าว... นั่นคุณแมนเหรอคะ ทำไมโทรมาหาพี่หนึ่งคะ” ชุติอรถึงกับงงงวยที่แฟนหนุ่มโทรมาหาพี่ชายของเธอ แต่ยังไม่ทันได้สักถามอะไรศิธรก็เอ่ยตัดบททันที

“ของพี่ใช่ไหม ส่งมาพี่พูดเอง” ศิธรลุกขึ้นทันทีเมื่อรู้ว่าปานศักดิ์โทรมาแจ้งข่าว

“นี่มันเรื่องอะไรกันคะ พี่หนึ่ง” ชุติอรถามเบาๆ ข้างๆ กระบอกโทรศัพท์แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบกระทั่งพี่ชายของเธอวางสายลง

“ตายจริง... วางไปแล้ว คุณแมนยังไม่ได้คุยกับน้องหนูเลย” ชุติอรกะไว้ว่าเมื่อพี่ชายคุยเสร็จเธอจะคุยต่อเพื่อสอบถามสิ่งที่สงสัยอยู่นั่นเอง

“คุณปานศักดิ์เขาอยากคุยกับพี่ ไม่ใช่กับน้องหนูเสียหน่อย” ศิธรหันมาบอกน้องสาวอย่างคนที่อารมณ์เริ่มดีขึ้นมาบ้างแล้วเมื่อได้รับข่าวจากปานศักดิ์

“มันต้องมีอะไรสักอย่างแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคุณแมนไม่มีทางโทรมาหาพี่หนึ่งแน่ๆ” ชุติอรเอ่ยถามพี่ชายออกไปด้วยรู้ดีว่าพี่ชายเธอไม่ใช่คนที่จะสนิทชิดเชื้อกับใครได้ง่ายๆ ค่อนข้างถือตัวก็ว่าได้

“อยากรู้ก็กดไปถามกันเอาเองสิ เดี๋ยวพี่จะออกไปธุระข้างนอกนะ ” ศิธรทนฟังน้องสาวบ่นไปมาไม่ไหวด้วยว่าเขาก็เร่งรีบที่จะออกไปธุระข้างนอกเช่นกันแต่ก็ยังไม่วายหันกลับมาบอกน้องสาวอีกรอบ

“ฝากไปบอกไอ้หน้าจืดเพื่อนน้องหนูด้วยนะว่ามันมีเรื่องต้องเคลียร์กับพี่ แต่ตอนนี้พี่ไปธุระก่อนพี่ไปหล่ะ” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เร่งรีบเดินออกไป

“เดี๋ยวสิ.. พี่หนึ่ง... เดี๋ยว... บ้าจริง... เดินลิ่วไปโน่นแล้ว” ชุติอรรีบห้ามพี่ชายด้วยเกรงว่าจะไปคว้าสาวที่ไหนมาเป็นเจ้าสาวแทนเพื่อนสาวของตน แต่ก็ไม่ทันเพราะศิธรกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังรถแล้วขับออกไปในทันที

เช้าวันนี้มินตราตื่นขึ้นมาด้วยท่าทางสดใส แต่จิตใจนั้นคอยแต่นึกหวนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอในวันนั้น มันช่างน่าอดสูยิ่งนักน้ำตาเริ่มมาคลอที่เบ้าตา แต่พอคิดได้เพียงเท่านั้นก็มีเสียงหนึ่งทักขึ้นราวกับเรียกสติที่เตลิดไปของมินตรากลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว

“หนูนี่นอนคนเดียวได้... เก่งจังเลยนะ” แม่ชีอายุประมาณห้าสิบเอ่ยปากพูดเนิบนาบ มินตราจึงหันมายิ้มรับแทนคำตอบ

“ตอนที่แม่อายุเท่าหนูนี่ ไม่เคยคิดที่จะเข้ามาบวชชีพราหมณ์ หรือชีโกนหัวเลยนะ” แม่ชีบอกออกไปตามที่เธอเคยเป็นหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับมินตรามาก่อน

“แล้วแม่ชีมาบวชเมื่ออายุเท่าไหรล่ะคะ” มินตราถามออกไปด้วยความสงสัยเมื่อแม่ชีเริ่มเล่าเรื่องราวให้ฟัง

“ก็แก่แล้วล่ะ มีครอบครัวแล้วถึงบวช กว่าจะหลุดพ้นออกมาได้หนูเอ้ย...” แมชีเล่าแถมยังทำเสียงราวกับปลงอนิจจังกับชีวิตเต็มที

“มีครอบครัวนี่มันไม่มีหรอกหรือคะ” มินตราได้ยินเสียงในตอนท้ายของแม่ชีก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ดี... ดีที่มีเพื่อนร่วมคิดร่วมทำ ถ้าเกิดว่าคู่ของเราเป็นคนที่รักและมีเหตุผล แต่ถ้าคู่ของเราไม่รักเรา ไม่มีเหตุผลก็ไม้รู้จะอยู่กันไปทำไม รังแต่จะจมลึกลงไปอีก ทำให้จิตใจวุ่นวายบั่นทอนใจเราเปล่าๆ รึหนูมาบวชเพราะอกหัก” แม่ชีเห็นท่าทางตั้งใจฟังของหญิงสาวก็ทำให้เกิดความสงสัยในเจตนาของหญิงสาวที่จะมาบวชในครั้งนี้

“เอ่อ... ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกคะ” มินตราตอบออกไปไม่เต็มเสียงนัก

“นึกว่ามาเพราะอกหัก ถ้าเพราะหตุนี้ก็ต้องทำใจและคิดให้ดีๆ ว่าเราตัดใจได้จริงไหม หรือเพียงเพราะอยากหนีจากความเป็นจริงเท่านั้น แต่อันที่จริงหนูก็ไม่ได้มาบวชตลอดไปอย่างพวกแม่นี่นา” แม่ชีพูดในเชิงเตือนสติหญิงสาวว่าทำอะไรต้องคิดให้ดีก่อนตัดสินใจทำลงไป

“คะ.. หนูยังมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำคะแม่ชี ที่อยากบวชก็เพื่อพักผ่อนจิตใจเท่านั้นเอง” มินตราบอกแม่ชีไปตรงๆ แต่ไม่ละเอียดทั้งหมดว่าเธอตัดสินใจมาเพราะอะไรกันแน่

“ไม่เป็นไรหรอก ทำจิตใจให้สบายเพราะคนเราไม่บวชก็ถือศีลได้  คนที่บวชแล้วถือศีลไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะ ฉะนั้นแยกให้ออกนะหนู แล้วที่สึกวันนี้แล้วจะกลับกรุงเทพเลยหรือเปล่าล่ะ” แม่ชีถามออกไป

“คงต้องกลับคะ เพราะจะต้องไปต่อรถที่หมอชิตไปต่างจังหวัดอีก” มินตราตอบออกไปด้วยสีหน้าสลดลงเล็กน้อยกับคำพูดที่พูดเตือนสติให้แก่เธอนั่นเอง

“อือ... งั้นก็ไปเปลี่ยนเสี้อผ้าเสียเถอะ แม่จะบอกให้เด็กไปส่งที่ท่ารถให้” แม่ชีเห็นว่าหญิงสาวต้องเดินทางอีกไกลจึงไม่คิดจะชวนคุยต่อ จึงตัดบทให้หญิงสาวไปจัดการธุระของเธอให้เสร็จจะได้ไม่ต้องเดินทางมืดค่ำนัก

“ขอบพระคุณคะ” มินตราผละจากแม่ชีไปด้วยหัวใจสับสน เธอออกจากกรุงเทพมาวันนั้น เธอเดินทางมาที่จังหวัดชัยนาทเพื่อบวชชีพราหมณ์ เพื่อหาที่พักผ่อนสมองและจิตใจบ้างเท่านั้น นี่ก็เป็นวันที่สามครบบวชพอดี มินตราจึงได้สึกกับหลวงพ่อที่วัดใกล้ๆ สำนักชีแห่งนี้ แล้วเธอก็จะต้องเดินทางกลับทันที

ก๊อก ก๊อก ก๊อก...

“แม่ชีเหรอคะ เดี๋ยวนะคะ” เสียงเคาะประตูด้านนอก ทำให้ร่างของมินตราในชุดกระโปรงหลวมลุกขึ้นจากการจัดกระเป๋าเธออยู่ที่กุฏิเดี่ยวซึ่งเพิ่งจะสร้างเสร็จ เธอจึงเดินมาเปิดประตูให้แม่ชี มินตราก็ถึงกับตะลึงกับร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังของแม่ชี

“คุณคนนี้เขาแจ้งว่าจะมารับหนูกลับ แม่ชีก็เลยพามาคุยกัน ตามสบายนะหนู” แม่ชีเห็นท่าทางตกใจของหญิงสาวแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเนื่องจากแม่ชีพอจะเข้าใจเหตุผลของการมาบวชของหญิงสาวแล้วนั่นเอง

“ขะ... ขอบคุณคะ” มินตราเอ่ยเบาหวิว ขณะที่แม่ชีหันหลังลงจากกุฏิที่ยกพื้นสูงแค่เข่าไปแล้ว มินตราจึงรีบถอยหลังคว้าบานประตูเพื่อจะปิดลง แต่ก็ช้ากว่าร่างสูงที่ก้าวพรวดดันประตูเอาไว้แล้ว พร้อมๆ กับดันร่างของมินตราให้เข้าไปด้านในด้วยกัน

“เธอหนีไม่พ้นฉันหรอก มินตรา” ศิธรบอกเสียงเย็น แต่ใบหน้ายิ้มกรุ่มกริ่ม

“คุณตามฉันมาทำไม ออกไปนะ” มินตราตวาดเสียงดังอยู่ในลำคอ เนื่องจากเกรงว่าจะดังออกไปภายนอกให้คนอื่นๆ ได้ยิน พร้อมๆ กับส่งสายตาเขียวให้อย่างไม่ไว้วางใจในตัวชายหนุ่ม

“ก็ตามมาจะบวชพระอยู่กับเธอไง ไม่นึกว่าวันนี้เธอจะสึกเสียแล้วสิ เสียดายจัง” เขาพูดหน้าตาเฉย สายตาสำรวจห้องหับไปเรื่อยๆ  ห้องมีลักษณะเป็นห้องเดี่ยวและมีห้องน้ำในตัว มีเตียงไม้เล็กๆ ใช้สำหรับนอนคนเดียว และมีเสื่อหนึ่งผืนหมอนใบ โต๊ะเขียนหนังสือขนาดเล็กหนึ่งตัว นอกนั้นก็เป็นพัดลมติดเพดาน

“นอนคนเดียวหรอ” เขาหันมาถามหญิงสาวที่ยืนมองเขาตาโต มินตราบอกความรู้สึกของตัวเองไม่ถูกตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นเขา ว่าเธอรู้สึกดีใจ หรือโกรธกันแน่ หน้าของเธอถึงได้ชาวาบอย่างนี้

“เอ้า... เลยเงียบเลย แล้วนี่เก็บเสื้อผ้าเสร็จแล้วใช่ไหม ส่งมาจะถือให้” ศิธรเห็นกระเป๋าในมือที่หญิงสาวเอามาถือไว้ราวกับเตรียมพร้อมจะหนีอีกรอบหนึ่ง

“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน” มินตราบอกเสียงแข็งและดังขึ้นอีกแต่ก็พยายามระงับอารมณ์ไว้อย่างเต็มที่

“เธอต้องการให้ฉันคุยกับเธอภายในห้องนี้ใช่ไหม” หญิงสาวหลบตามองลงพื้น ชายหนุ่มใช้สายตาอันคมปราบสำรวจร่างของเธอทันที เธอดูผอมไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ความสวยและความสาวที่เป็นธรรมชาติขชองเธอมันยังรัดรึงใจเขาอยู่ตลอดเวลา

---------------------------------------------

 

“ส่งกระเป๋ามาสิ ฉันหิวแล้วนะ เราจะได้ออกไปหาอะไรทานกัน” มินตราจึงยอมส่งกระเป๋าให้เขาถือแล้วก็เดินตามเขาต้อยๆ ออกมาจากห้อง จากนั้นเขาก็เข้าไปกราบพระประธาน เธอไม่ทราบว่าเขาคุยอะไรกับแม่ชีเจ้าของสำนัก แต่มันดูเหมือนแม่ชีจะมองมาที่เธอด้วยสายตาแปลกๆ และมีรอยยิ้มเยือกเย็นอย่างเอ็นดู

จากนั้นมินตราจำเป็นต้องขึ้นไปนั่งบนรถด้วยกันกับเขาเพราะเธอเชื่อว่าเขาต้องกล้าทำอะไรบ้าบิ่นภายในสถานที่อันเงียบสงบนี้แน่ๆ ถ้าเธอเกิดขัดใจเขาเพียงนิดเดียว และเมื่อนั่งมาได้สักพักมินตราก็ออกฤทธิ์ทันที

“จอดรถ ฉันจะลงตรงนี้” มินตราเห็นว่าเมื่อพ้นสถานที่ของแม่ชีแล้วเธอก็เริ่มตวาดเขาเสียงดังลั่นรถเลยทีเดียว

“ยังไม่ถึงไหนเลย จะลงเข้าไปได้ยังไง” ศิธรเองก็ตอบแบบไม่ได้ใส่ใจในความดื้อด้านของเธอนักเพราะเขากะที่จะจัดการเช็คบิลรวบยอดทีเดียวเมื่อถึงบ้าน

“ฉันบอกให้จอด ก็จอดสิ ฉันจะไปของฉันเอง คุณจะมาที่นี่ทำไมกัน” หญิงสาวต่อว่าเขาอย่างไม่ยอมลดละและถามออกไปด้วยความสงสัยว่าเขาจะมาตามหาเธอทำไม ในเมื่อเขาก็มีคู่นอนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว นี่ยังไม่รวมที่ยอมให้เขาฟรีๆ อีกนับไม่ถ้วน

“ นี่... ฉันต้องหาร้านอาหารทานข้าวก่อน หิวจนแสบท้องแล้วนะ ไม่ได้ทานข้าวตั้งแต่เย็นวานนี้” เขาพูดเรียบๆ อย่างไม่ใส่ใจในตัวหญิงสาวมากนัก แต่ความรู้สึกพลุกพล่านมันเกิดขึ้นกับมินตรา เธอหันไปมองเขาแวบหนึ่ง

“ฉันบอกให้จอดรถเดี๋ยวนี้ จอด...” เร็วทันใจ รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วบนถนนหักขวับเข้าข้างทาง เสียงเบรคสนั่นหวั่นไหว ร่างของมินตราหลุดจากเบาะทำท่าจะพุ่งไปข้างหน้า เขาจึงคว้าเอวเธอเอาไว้แล้วรถก็สงบนิ่ง เขาจ้องนัยน์ตาเธอไม่กระพลิบ

“ฉันจอดแล้ว แต่เธอลงไปไหนไม่ได้ มินตรา” ศิธรพูดด้วยน้ำเสียงห้วนและโมโหในความดื้อของหญิงสาว

“ทำไมฉันจะลงไม่ได้ ไม่ต้องมาขู่ฉัน นึกหรือไงว่าฉันจะกลัวคุณ ปล่อยนะ” มินตราหันมาจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่องเถียงด้วยน้ำเสียงห้วนจัด พร้อมกับดิ้นให้เขาปล่อยเอวเธอ

“ปล่อยก็กลัวสิ บวชชีแล้วทำไมใจกล้าขึ้นเยอะเลย” ชายหนุ่มหมั่นเขี้ยวในตัวหญิงสาวที่ดื้อดึงไม่หยุดหย่อนเลยทั้งๆ ที่เขายอมลงทุนมาตามเธอด้วยตัวเองยังไม่รู้ความหมายอีกหรือไงนะยัยหน้าจืดเอ้ย

“อื้อ.. ปล่อยฉันนะ คนบ้า.... นี้...” มินตราทุบกำปั้นลงไปที่อกกว้างเมื่อเขาดึงร่างของเธอเข้าหามากขึ้น และเธอก็ไม่มีเวลาได้พูดอะไรอีกเมื่อริมฝีปากอุ่นชื้นของเขาประกบลงมาที่ริมฝีปากอิ่มของมินตราอย่างรวดเร็ว บดขยี้อย่างเมามัน ไม่นานนักลีลาที่ดูจาบจ้วงก็เปลี่ยนมาเป็นความนุ่มนวลอบอุ่น ลิ้นอุ่นๆ ของเขาควานเข้าหาความชื้นในปากของหญิงสาว เสียงหนึ่งที่ลอดออกจากปากของมินตรามันทำให้ชายหนุ่มถึงกับปรือตาขึ้นมอง

เขายิ้มนัยน์ตาพราวเมื่อเห็นหญิงสาวหลับตาพริ้มยกมือขึ้นโอบไปรอบคอของเขา เขาจึงบรรจงจูบหญิงสาวอยู่เนิ่นนานมือก็ป่ายเปะปะไปทั่วร่างของอีกฝ่าย จนมินตราเริ่มอ่อนปวกเปียกนั่นแหละ เขาจึงได้ถอนริมฝีปากออกมองดูหญิงสาวที่แหงนหน้ารอรับจูบจากเขานิ่ง เธอมารู้สึกตัวอีกครั้งว่ากำลังถูกหลอกให้ตกห้วงแห่งเสน่หาของเขาเท่านั้น

“คนบ้า... ปลอ่ยฉันนะ” มินตราดิ้นรนแต่ศิธรกลับหัวเราะลั่นดังคับรถ

“เธอไม่ได้จืดจริงๆ นะ มินตรา แถมยังปลุกขึ้นเร็วด้วยนะ” เขายังคงหัวเราะไปบอกหญิงสาวไปด้วยความดีใจที่หญิงสาวไม่ได้จืดอย่างที่เขาว่าไว้เลย

“บ้า... คุณมัน” หญิงสาวเงื้อมือขึ้น แต่ไม่กล้าที่จะตวัดมันลงไปบนใบหน้านั้น เมื่อเห็นสายตาของเขาเข้า

“ผัวเมียเขาจูบกันไม่ถือว่าบ้าหรอกนะ ทีหลังก็อย่าตกใจถึงขนาดหนีมาบวชอย่างนี้อีกนะ ใจหายหมด เสียตัวให้ผัวแค่นี้ต้องหนีมาบวชด้วย” ศิธรล้อเลียนหญิงสาวที่ขณะนี้เริ่มรู้สึกที่จะเอียงอายขึ้นมาบ้างแล้ว

“คนบ้า... คุณหยาบคายกับฉันตลอดเลยนะ” หญิงสาวต่อว่าเขาแต่ไม่กล้าสบตาเขาเลยสักนิด

“จะบอกให้รู้ไว้ว่าเรื่องอย่างนี้มันไม่ได้น่ากลัวหรอก รับรองว่าไม่เหมือนครั้งแรกเพราะตอนนั้น...” ...

“นี่หยุดนะ...” มินตรากรีดเสียงขึ้นทันทีด้วยความคับแค้นภายในจิตใจ ทำให้ศิธรปล่อยแขนจากเธอ และเขาก็นึกไม่ถึงว่าผู้หญิงที่เขาคิดถึงมาตลอดคนนี้ เธอจะมีความเป็นผู้หญิงเหมือนกัน รู้จักกรีดเสียงแถมยังตาวาววับซะด้วย มันไม่จืดอย่างที่เห็นจริงๆ

“ก็หยุดตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เธอบอกครั้งแรกโน่น” ศิธรตอบด้วยใบหน้าซื่อๆ แอบอมยิ้มเล็กน้อย

“บ้า... บ้าที่สุด” หญิงสาวหันไปเปิดประตูรถ แต่เปิดยังไงก็ไม่ออก มินตราจึงทุบมันอย่างหัวเสียเมื่อรู้ว่าระบบล็อคเป็นเซ็นทรัลล็อค เธอจึงหันมาทางชายหนุ่มและโน้มตัวมาทางด้านขวาของเขาเพื่อที่จะปลดล็อค แต่กลับกลายเป็นเขาล็อคของอีกฝ่าย เขากดร่างของหล่อนลงที่ตักแล้วจัดการกระชากรถออกจากตรงนั้นในทันที และเมื่อรู้สึกตัวอีกทีรถคันที่ชายหนุ่มขับได้จอดลง

“ลงมานี่ มินตรา เราต้องคุยกันนานแน่ๆ” ชายหนุ่มทำท่าจะลงจากรถเรียกหญิงสาวเสียงเข้ม ส่วนหญิงสาวไม่กล้าแต่จะขยับตัว เพราะทราบว่าที่ ที่เขาเอารถเข้ามาจอดนั้นคือโรงแรมม่านรูดมีระดับแห่งหนึ่ง เธอจึงนั่งกัดกรามกรอดๆ จ้องหน้าเขาอยู่ในรถ และในเวลาไม่นานนักศิธรก็หันกลับลงมานั่งบนรถด้วยอารมณ์หงุดหงิดในความดื้อดึงของหญิงสาวข้างกายแล้วจึงสตาร์ทเครื่องรถที่เขานำเข้ามาจอดภายในโรงแรมนั้นแล้วขับย้อนกลับออกมาอีกครั้งด้วยความที่อารมณ์ในตอนนี้เขาสามารถที่จะกินร่างเธอเข้าไปได้เลยทีเดียว พร้อมกับหันไปบอกหญิงสาวข้างกายอย่างเอาจริง

“นึกว่าจะแน่เสียอีก ทีนี้ก็นั่งเฉยๆ จนกว่าเราจะกลับถึงบ้าน” เขาบอกน้ำเสียงจริงจัง แล้วก็พาเธอมาถึงคฤหาสน์หลังงาม และเมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอด ศรีนวลเห็นมินตราเข้าเท่านั้นถึงกับร้องเสียงดัง แล้ววิ่งตรงไปที่ตึกเล็กของคุณหญิงพรรณีโดยไม่เข้ามารับหน้าศิธรอย่างที่เคยทำเป็นประจำ แต่ไม่ถึงสิบนาทีคนที่ตึกโน้นก็แห่กันมา จะยกเว้นก็แต่คุณหญิงพรรณีเท่านั้นเนื่องจากกำลังพักผ่อนอยู่นั่นเอง

“ยัยมิน... โอ้.. พี่หนึ่งเก่งจังคะ ไปเจอยัยมินที่ไหนคะเนี้ย” ชุติอรยิ้มทั้งใบหน้าออกมาอย่างตื่นเต้น

“พี่สะใภ้ของน้องหนูเธอตกใจสรีระผู้ชายถึงกับเตลิดไปบวชชีน่ะสิ” ศิธรบอกชุติอรเสียงดังโดยที่ไม่รู้เลยว่าในขณะนี้มินตรานั้นถึงกับทำอะไรไม่ถูกไปเลย

“ห๋า...” ทุกคนมองมาที่มินตราเป็นตาเดียวพรางอมยิ้ม แต่มินตราใบหน้าในตอนนี้หงิกงอ อายแสนอายกับสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังพูดถึงเธอ และพยายามที่จะบิดตัวออกจากอ้อมกอดของเขาอีกด้วย

“มิน... นี่เธอทำอะไรรู้ไหม” ชุติอรเอ่ยเหมือนเตือนสติเพื่อนสาวที่ยืนใบหน้าแดงก่ำอยู่ในขณะนี้

“ครั้งแรกเท่านั้นแหละ ยัยน้องหนู ครั้งต่อไปพี่สะใภ้เราไล่ให้ไปบวชยังไม่ไปเลยคอยดูสิ” เขาพูดขึ้นหน้าตายอย่างไม่อายใครในที่นี้เลย

“คนบ้า... นี่แนะ... ปล่อยฉันนะ” มินตราไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าใครที่ยืนอยู่ตรงนั้นเลยสักคนเดียว

“ยัยน้องหนูโทรไปเรียกช่างเสื้อผ้า และช่างแต่งหน้าให้มาที่บ้านคืนนี้เลยนะ แล้วตอนนี้พี่ไม่รับแขก ส่วนเรื่องอื่นๆ ไปถามคุณปานศักดิ์เอาเอง บอกว่าที่พี่บอกว่าจะจัดการเองเท่านั้นหล่ะเขาก็เข้าใจ” ชายหนุ่มสั่งน้องสาวออกไปเป็นชุดราวกับสั่งงานเลยที่เดียวจนชุติอรถึงกับงงไปเลยว่าเกี่ยวอะไรกับคุณแมนแฟนหนุ่มของเธอด้วย

“ปล่อยนะ คุณจะพาฉันไปไหนอีกเนี้ย” เขาลากร่างของหญิงสาวไปได้สองสามก้าวเท่านั้น แล้วก็ตวัดร่างนั้นลอยสูงขึ้นจากพื้นขึ้นสู่อ้อมกอดเดินขึ้นบันไดไปท่ามกลางสายตาของทุกคน ลำใยเองถึงกับมองตามตาลอยชวนฝันเลยทีเดียว

“นี่.. แม่ลำใย มายืนตาลอยอยู่ทำไมกัน ไปเตรียมอาหารได้แล้ว อ๋อ.. ศรีนวลก็เหมือนกันอย่าเพิ่งทะลึ่งเอาน้ำขึ้นไปเสิร์ฟตอนนี้ล่ะ เดี๋ยวได้ตกงานเอาง่ายๆ” ชุติอรพูดพร้อมกับหัวเราะกับตัวเองก่อนที่จะหันหลังวิ่งกลับตึกเล็ก โดยที่สองสาวใช้มองหน้ากันไปมาแล้วทำท่าขนลุก พร้อมกับปล่อยเสียงหัวเราะก๊ากออกมาดังๆ 

---------------------------------------------

คอมเม้นเป็นกำลังใจให้นักเขียนมือสมัครเล่นด้วยนะคะ

พอดีตามแก้ข้อบกพร่องคะ

ขอบคุณมากๆ คะ




 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

127 ความคิดเห็น

  1. #109 REBORNHIZ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มกราคม 2553 / 01:20
     บวชชีหนีรัก อิอิ^^
    #109
    0
  2. #55 pybpig (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 / 15:31
    พี่หนึ่งขา อย่าทำอะไรหนูมินนะคะ สงสารค่ะ

    แล้วพี่หนึ่งกำจัดคู่ขาตัวป่วนสำเร็จหรือยังล่ะคะเนี่ย

    อย่าปล่อยให้เธอลอยนวลนะคะ เดี๋ยวจะเป็นเรื่อง

    เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์นะคะ ขอบคุณมากค่ะ
    #55
    0
  3. #54 Potae Jung (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 / 09:20
    คุณหนึ่งน่ารักมากค่ะ
    #54
    0
  4. #52 nuri.j (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 / 19:33
    ชอบแม่ลำไย ซ่าดี
    #52
    0
  5. #45 บุษบาพาฝัน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 / 20:46
    คุณหนึ่งน่าจะมาตอนบวชเนอะ จะลากไปทั้งบวชเหรอเปล่าล่ะ ตามมาแซวน้องสาวจ้า
    #45
    0
  6. #44 นิยายฝันหวาน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 / 20:40

    สำนวนดีขึ้นเยอะอย่างเห็นได้ชัด แต่ควรตรวจทานหาคำผิดก่อนอัพด้วยนะจ๊ะ...
    หุหุ ว่าแต่เขา อิเหนาก็มีคำผิดเพรียบเหมือนๆ กัน 555555+

    #44
    0
  7. #43 Potae Jung (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 / 13:57
    มาอัพอีกเร็วน้า คุณหนึ่งคงหลงรักมินเข้าเต็มเปา
    #43
    0