ศัตรูคู่วิวาห์

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 2: นางซิน.......จำเป็น (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,109
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    20 พ.ย. 52



ตอนที่ 2: นางซิน.... จำเป็น

 

มินตรายิ้มพรายอย่างคนอารมณ์ดี แล้วก็ส่ายสะโพกผายสวยไปตามจังหวะเสียงเพลงที่ดังลอดเข้ามา โดยไม่ได้หันมาเห็นอีกร่างหนึ่งซึ่งยืนอยู่ตรงกลางประตูครัวด้วยใบหน้านิ่วเขาเพ่งมองด้านหลังของหล่อนเขม็งเหมือนคนอยู่ในอารมณ์ที่หงุดหงิดเต็มที่ ก่อนจะปล่อยเสียงอันดังลั่นขึ้น

“นี่... ศรีนวล เดี๋ยวนี้เธอเดาะแต่งตัวตามสบายขนาดนี้เชียวหรอ ให้ฉันเดินตามหาซะจนทั่วตึกแล้วทำไมต้องมาอยู่ที่นี่ทำไมไม่ขึ้นไปตึกโน้น” เสียงกระชากดังมาจากทางด้านหลัง ทำให้หญิงสาวถึงกับชะงักหันขวับกลับมาจ้องเจ้าของเสียงร่างที่ยืนจ้องมายังหล่อน ร่างนั้นกระตุกวูบนิดหนึ่งเมื่อรู้ว่าตัวเองทักคนผิด แต่เขาก็ยังไม่ขยับ กลับยกมือขึ้นเสยผมยุ่งๆ ของเขาแล้วเดินแบบย่างสามขุมเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าขมึงทึงมองหล่อนไม่วางตาร่างที่ดูสูงอยู่แล้วเมื่อเดินเข้ามาหยุดห่างจากมินตราเพียงหนึ่งศอกก็ยิ่งข่มให้ร่างหล่อนเล็กลงไปอีก

มินตราแหงนมองสบตาอีกฝ่ายอย่างเรียบเฉย เมื่อรู้ว่าผู้ที่มาเยื่อนในยามนี้คือใคร

“คุณต้องการอะไรหรือเปล่าคะ” มินตรามองพร้อม ถามออกไปเบาๆ

“เธอเป็นใคร” แทนคำตอบ กลับหรี่ตามถามเหยียดๆ และไม่แน่ใจในตัวของผู้หญิงที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา

“คุณต้องการอะไรในตอนนี้บอกฉันได้นะ เพราะฉันทำหน้าที่แทนลำใยชั่วคราว” มินตรารู้ใจจากสายตาไม่ไว้วางใจของชายหนุ่มจึงบอกออกไปเช่นนั้น

“อ๋อ... เป็นญาติของลำใย ไม่เห็นใครขึ้นไปบอกฉันเกี่ยกับเรื่องนี้เลย” ชายหนุ่มพอทราบ ก็ยังไม่วายที่จะถามออกไปเพราะไม่มีใครไปขออนุญาติเขาก่อน

“เรื่องที่เป็นญาติของลำใยนี่หรือคะ” มินตราเอียงคอถามใบหน้าเรียบเฉย ซึ่งผิดกันกับร่างสูงที่กำลังนิ่วหน้ามองจ้องหญิงสาว ก่อนจะยกมือเสยผมที่ดกดำนั้นลวกๆ ด้วยความหงุดหงิด

“ก็ใช่น่ะสิ ถึงเธอจะมาอยู่ตึกนี้ เธอก็ต้องให้ฉันรับทราบเรื่องราวด้วย ใช่ใครจะออกจะเข้าก็ตามสบายอย่างนี้” ชายหนุ่มถามออกไปด้วยความมึนๆ ผสมกับความหงุดหงิด

“บอกเรื่องอะไรคะ” มินตรานึกสนุกขึ้นมาบาง เพราะหล่อนคิดว่าชายหนุ่มคนนั้นมองเห็นหล่อนเป็นคนใช้ หล่อนก็จะเป็นให้ไปจนกว่าลำใยจะกลับเข้ามา ท่าทางของหล่อนเหมือนคนใช้จริงๆ รึนี่

“ก็บอกเรื่องเธอไง เขาก็น่าจะบอกเธอนะว่ามาอยู่ที่นี่จะต้องมีชุดฟอร์มของที่นี่ ไม่ใช่กางเกงยีนส์รัดเปี๊ยะอย่างนี้หรือเธอลืมไปว่ามาเป็นคนรับใช้ เลยใส่เสื้อผ้าแบบนี้แต่เมื่อมาเป็นแล้วก็ต้องเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในสถานะอะไรด้วย” ชายหนุ่มเริ่มร่ายยาวด้วยความโมโหจัดเนื่องจากเสียงเพลงที่ดังมาจากงานเลี้ยงนั่นก็ดังซะเหลือเกิน

มินตราเม้มริมฝีปากเข้าหากันสนิท มองและพรางคิดว่าชายหนุ่มคนนี้ทำไมปากจัดอย่างนี้ แถมยังเจ้าอารมณ์ โผงผางเกินไป ไม่มีเหตุผล ใจร้อนด้วย ไม่ให้โอกาสหล่อนได้พูดเลย

เมื่อเห็นฝ่ายหนึ่งเงียบ เสียงเขาก็ดังและหงุดหงิดมาขึ้น หากแต่สายตาของเขาก็ไม่ยอมที่จะเปลี่ยนทิศทางเขายังคงมองหล่อนไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้าและนิ่งอยู่ที่สะโพกผายของหล่อน มันทำให้มินตราอดที่จะหน้าชาและแดงไม่ได้

“คุณต้องการอะไรล่ะคะ ดิฉันจะจัดการให้ ลำใยออกไปช่วยดูแลพวกข้างนอกคะ”

“นั่นก็เหมือนกัน ส่งเสียงดังเอ็ดตะโรอยู่ได้ ดึกมากแล้วยังไม่เลิกกันอีก” ชายหนุ่มสถบออกมาด้วยรำคาญเสียงดังจากบรรดาเพื่อนของยัยน้องหนู

“คุณจะให้ดิฉันออกไปบอกพวกเขาไหมล่ะคะ” มินตราเอ่ยถามประชดชายหนุ่มและจ้องใบหน้าชายหนุ่มนิ่ง

“หือ” ชายหนุ่มตวัดสายตาขึ้นจ้องตอบที่ดวงตาของหล่อนอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“เธอกล้าอย่างนั้นเหรอ” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งสูงขึ้น

“ทำไมจะไม่กล้าคะ ในเมื่อคุณเป็นคนออกคำสั่งฝากไปไม่ใช่ดิฉัน” มินตรายังคงตอบแบบกวนๆ

“หึ” เขายิ้มเหมือนเยาะแต่ก็ดูคล้ายกับขำมากกว่า

“เธอนี่สำคัญเหมือนกันนะ ฉันยังไม่ได้บอกสักคำว่าให้ออกไปบอก” ชายหนุ่มมองหญิงสาวแล้วยิ้มเช่นเดิม

“ก็คุณบอกว่ามันหนวกหู” หญิงสาวจึงเถียงด้วยไม่ชอบการยิ้มเยาะของชายหนุ่ม

“บ๊ะ... เธอนี่เถียงคำไม่ตกฟากจริงๆ นี่ขอผ้าเย็นให้ฉันหน่อยสิ” ร่างสูงที่ยืนเต็มความสูงเมื่อครู่เริ่มถอยหลังหาที่เกาะ และทรุดลงนั่งที่เก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุด เขาใช้มือกุมศีรษะเอาไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งโบกไล่มินตราให้ทำตามที่สั่ง

หญิงสาวเปิดหาผ้าเย็นในตู้เย็นและจัดการรินน้ำอุ่นใส่แก้วยกและมาวางตรงหน้าเขา ชายหนุ่มปรือตาขึ้นมองเพียงแว๊บเดียว

“ช่วยฉันหน่อยนะ” พูดเพียงเท่านั้นเขาก็เอนตัวลงที่พนักเก้าอี้เหยียดขาที่ยาวแข็งแรงนาบไปกับพื้น แหงนหน้าหลับตานิ่งกับพนักพิงไม่พูดอะไรต่ออีก มินตราขมวดคิ้วเรียวอย่างสงสัย

 “คุณจะให้ฉันทำอะไรคะ” ไวเท่าความคิด หล่อนเอ่ยปากถามขึ้น

“อ้าว... ก็เช็ดตัวให้ฉันไง” เขาผงกศีรษะขึ้นมามองอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

“เช็ดตัว...” มันเกือบจะเป็นเสียงตะโกนออกมาจากปากของมินตรา

“ใช่... หรือเธออยู่ตึกนี้ฉันจะใช้ไม่ได้ก็ให้มันรู้ไปสิ ฉันเดินตามหายายศรีนวลจนเหนื่อย เดินไม่ไหวแล้ว เอ้า... ยืนเซ่ออยู่ได้ เร็วซี...”

มินตราสับสนและไม่มั่นใจ หล่อนมองภาพชายหนุ่มร่างโตซึ่งมีเฉพาะกางเกงแพรสีเลือดนกและเสื้อกล้ามสีขาวบางห่อหุ้มตัวเท่านั้น มันไม่ได้ช่วยปิดบังร่างกายของเขาได้เลย ลำแขนแข็งแรงมีกล้ามสวย หน้าอกกว้างเป็นมัดมีขนขึ้นดกดำ หล่อนเริ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ แล้วถอยออกมาอีกหนึ่งก้าว

“ฉันว่าคุณดื่มน้ำอุ่นแล้วเอาผ้าเย็นเช็ดหน้าก่อนดีกว่านะคะ คงจะพอช่วยให้คุณหายเมาได้” หญิงสาวบอกเสียตะกุกตะกัก

“เมา...” ชายหนุ่มดีดตัวขึ้นนั่งจ้องมองใบหน้ามินตราตาแดง

“ใครบอกเธอว่าฉันเมาละ จะบ้าหรือไง... เอ้า... เช็ดได้หรือยัง หน้าฉันนี่” เขาใช้นิ้วจิ้มลงมาที่ใบหน้าตัวเองแรงๆ จนมินตราเบ้ปากด้วยความสังเวช

“อย่าไปถือคนบ้า อย่าไปว่าคนเมา” หล่อนพึมพำถือผ้าเย็นขยับเข้ามาใกล้ร่างโตของเขาซึ่งทอดขายาวและเอนตัวลงกับพนักเก้าอี้ให้อยู่ในท่าที่สบายมากขึ้น หญิงสาวจรดผ้าผืนเล็กลงมาที่หน้าผากของเขาก่อนอย่างช้าๆ ความเย็นซ่านของผ้าทำให้ชายหนุ่มสูดลมหายใจแรงยาวเพื่อเอาบรรยากาศที่สดชื่น กลิ่นโคโลญจน์โชยกระทบจมูกชื่นใจ

 

“อื้ม... เอ้ามัวทำอะไรอยู่ เช็ดซี...” เขาบ่นทั้งที่ยังหลับตานิ่ง หล่อนขยับผ้าจากหน้าผากมาที่แก้มซ้าย แล้วค่อยๆ ย้ายไปที่แก้มขวา และเลื่อนมาที่จมูกโด่งแล้วมาที่คางบุ๋มเล็กน้อยของเขา หล่อนเพ่งพิศดวงหน้าที่หลับตาสนิทนั้นอย่างใช้ความคิด เขามีร่างกายสูงใหญ่อย่างได้สัดส่วน คิ้วก็ดูดกดำโค้งเป็นวงดังคันศรพระรามเชียวนะ ขนตาก็ดกยาวยังกับผู้หญิง ทั้งจมูกโด่งริมฝีปากหยักแดงเรื่อ เนื้อของเขาจะนิ่มไหมนะ นิ้วที่วางอยู่บนผ้าผืนน้อยเปลี่ยนจุดวางทันทีที่มันเลื่อนมาที่ผิวหน้าของชายหนุ่ม หล่อนจึงค่อยๆ ลูบไล้อย่างเบามือเพื่อคลายความสงสัย

“อืม...” เสียงครางอยู่ในลำคอของชายหนุ่มเขาปรือตาขึ้นมองแล้วก็หลับมันลงอีก หล่อนเลื่อนนิ้วและผ้าไปที่ลำคอแข็งแรงของชายหนุ่มแล้วเลื่อนมาที่อกกว้าง หล่อนลองเอามือวางลงไปบนกลุ่มขนที่ดกดำ เอ... มันลื่นดีนะ หล่อนนึกขันตัวเอง หล่อนลองพันขนเส้นเล็กนั้นเข้ากับนิ้วแล้วกระตุกพรืดทันที

“โอ้ย...” ร่างของชายหนุ่มสะดุ้งโหยงตาเบิกโพรง ส่วนหล่อนกระโดดโหยงเหมือนกัน ตั้งท่าจะถอยหลังแต่ช้ากว่ามือของอีกฝ่ายที่คว้าเข้ากับเอวคอดเพราะความตกใจของเขาเช่นกัน เขาจ้องหน้าหล่อนนัยน์ตาวาว

“เธอทำบ้าอะไรห๊ะ...” เขาถามด้วยน้ำเสียงห้วน

“ปล่อยฉันก่อนคะ คุณ” หญิงสาวรีบบอกออกไปด้วยความตกใจ

“บอกให้เช็ดตัวนะ มาถอนขนหน้าอกฉันได้ไง ไม่พอใจอะไร เอ...” เขาเลื่อนสายตาจากดวงหน้าของหล่อนลงมาเรื่อยๆ ตามสัดส่วน แล้วมาหยุดนิ่งที่เอวคอดซึ่งอยู่ในวงแขนของเขาขณะนี้ หล่อนบิดตัวหนีพยายามแกะแขนเขาออก

“ฉันชักไม่แน่ใจ ฉันเคยเห็นเธอที่ไหนสักแห่ง” ใบหน้าคมครุ่นคิดแล้วเลื่อนสายตาขึ้นมาจ้องหน้าหล่อนอีก พรางขยับลำแขนให้ร่างหล่อนขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้น แต่ว่ายังไม่ทันที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพูดขึ้นบุคคลที่สามก็ดังมาจากประตูปานเสียงฟ้าผ่า

“พี่หนึ่ง พี่ทำอะไรยัยมิน” มินตราหันขวับมาตามเสียงพอๆ กับศิธร เขาตาสว่างวาบขึ้นมาทันที เมื่อแลเห็นเจ้าของเสียง และถัดจากเจ้าของเสียงก็คือชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคนหนึ่ง ดูท่าทางเขาตกใจไม่ใช่น้อย ชายหนุ่มเลื่อนมือจากเอวบางของหญิงสาว มินตราถอยหลังออกจากเก้าอี้ตัวนั้นช้าๆ ชุติอรตรงรี่เข้ามาแทนที่ที่ซึ่งมินตรายืนเมื่อครู่

“พี่หนึ่งกำลังทำอะไรอยู่รู้ไหม” ชุติอรเงยหน้าถามพี่ชายทันที

“ยัยน้องหนู ทำไมจะต้องขึ้นเสียงดังขนาดนี้ด้วยนะ พี่ปวดหัวนะ” ศิธรก่อนหน้าที่จะเข้ามาพบมินตราก็มีอาการคั่นเนื้อคั่นตัวเหมือนจะไม่สบายจึงออกมาเดินตามหาศรีนวลสาวใช้ประจำตัว แต่พอเขามาก็พบเข้ากับมินตราจึงหลงคิดว่าหญิงสาวเป็นสาวใช้ญาติของลำใยอย่างที่หล่อนบอกไป แล้วนี้ยังต้องมาเจอเสียงดังแปดหลอดของน้องสาวของเขาอีกทำให้เขารู้สึกปวดหัวมากขึ้นไปอีก

“อย่างนี้ล่ะก็ปวดหัวเหรอ เมื่อกี้ทำอะไรอยู่ไม่ปวดหรือไง” มินตราเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนดี และหล่อนก็รู้สึกถึงบุญคุณที่เพื่อนรักห่วงใยแต่มันกำลังจะลุกลามเพราะความเข้าใจผิด เพราะที่จริงแล้วหล่อนต่างหากที่ไปทำให้เขาตกใจจนสะดุ้งเกือบตกเก้าอี้ จึงคว้าร่างของหล่อนไว้แทน

“มิน พี่หนึ่งเขาทำอะไรเธอ... พี่หนึ่งว่าไง” ชุติอรหันไปถามเพื่อนสาว แล้วหันไปถามพี่ชายของเธอด้วยความอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นจึงเกิดภาพที่เธอเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา

“ทำตื่นเต้นไปได้ ยัยน้องหนู พี่ใช้ยัยคนนี้เหมือนกับใช้ศรีนวลทำทุกครั้งอยู่แล้วนี่นา แค่เช็ดตัวเท่านั้นเอง” ศิธรก็ตอบข้อข้องใจของน้องสาวออกไปราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เขาก็ใช้ให้ศรีนวลสาวใช้ทำบ่อยๆ

“ใช้ให้เช็ดตัว...” ตาของชุติอรเบิกกว้างหันมามองใบหน้าของเพื่อนสาว สุวิทย์เองก็พูดไม่ออก ชุติอรจึงหันไปเล่นงานพี่ชายอีก

“ พี่ใช้ยัยมินเช็ดตัว แล้วเมื่อกี้นี้มันอะไรกัน ทำไมต้องมาใช้ยัยมินเช็ดด้วย แล้วคู่นอนของพี่หนึ่งไปไหนละคะทำไมถึงไม่มาเช็ดตัวให้ แล้วลงมาทำไมตึกนี้ในเวลาอย่างนี้ล่ะ เมาแล้วมาทำรุ่มร่ามกับเพื่อนน้องหนูได้ยังไง พี่หนึ่ง” ชุติอรใส่เป็นชุดยาวเฟื้อย โดยไม่ทันสังเกตดวงตาของศิธรที่เบิกกว้างขึ้นเช่นกัน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเขามองมาที่ร่างของมินตราแล้วหันกลับมาจ้องหน้าน้องสาวสลับกันไปมา

“เพื่อนของยัยน้องหนู... งั้นหรอ” ชายหนุ่มนิ่งหน้า

“ก็ใช่น่ะสิ เขาเป็นเพื่อนน้องหนู พี่หนึ่งทำอย่างนี้ได้ไง หรือคิดว่าเขาเป็นใคร” ชุติอรยังคงเล่นงานพี่ชายของเธอหวังจะรู้คำตอบของภาพที่เธอเห็น

“พอทีเถอะ มันไม่มีอะไรหรอก ที่เธอเห็นน่ะพี่ชายเธอเขาจะล้มลงมาจากเก้าอี้ ก็เลยคว้าฉันเป็นหลักเกาะเอาไว้เท่านั้นแหละ” มินตราแทรกขึ้นเพื่อต้องการไขข้อข้องใจของคนทั้งหมดที่ยืนจ้องหน้ากันไปมาจนมันน่าปวดหัวไปหมด

“มิน คุณแก้ต่างแทนเขานะครับ ก็ที่เห็นตอนแรกผมเห็นคุณแกะมือเขาพัลวัน เขาเองก็จ้องหน้าคุณเขม็งออกอย่างนั้น มันไม่เหมือนคนกำลังจะตก...” สุวิทย์ที่ยืนฟังยังคงติดใจสงสัยอยู่

“คุณไวคะ...” มินตราหันมาทางสุวิทย์ที่พูดออกมาอย่างชัดแจ้งว่าเขาเห็นภาพอย่างนั้นจริงๆ หญิงสาวหน้าตึง

“คุณไม่เชื่อมิน แล้วคุณจะเชื่อใคร” มินตราพยายามไม่แสดงอาการตกใจในคำบอกเล่าของสุวิทย์ เพื่อต้องการหยุดหัวข้อสนทนาเรื่องนี้ไป จึงถามออกไปด้วยน้ำเสียงแสดงความไม่พอใจกับคำพูดของสุวิทย์

“เอาล่ะๆ คุณ...” ศิธรยกมือขึ้นเสยผมมองมาที่มินตรานิ่งครู่หนึ่งก่อนที่จะเลื่อนสายตาไปที่สุวิทย์

“ผมไม่ทำอะไรแฟนคุณหรอก ก็ที่แฟนคุณพูดน่ะจริงทุกอย่างไม่มีอะไรเลยเถิดหรอก ใครจะรู้ว่าเป็นแฟนคุณนึกว่าคนใช้ใหม่” ศิธรบอกออกไปอย่างตัดปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากเขาเริ่มหงุดหงิดที่เขาโดนหญิงสาวเพื่อนน้องสาวตนหลอกจนเกิดเรื่องบ้าๆ นี้ขึ้น เขาคิดออกไปด้วยความโมโห

“อะไรนะ..” ชุติอรจ้องหน้าพี่ชายเมื่อได้ยินเสียงพูดตอนหลังของศิธร

“พี่นึกว่ายัยมินเป็นคนใช้เหรอ โอ้ย... ทำไมตาถึงไม่มีแววขนาดนี้นะพี่หนึ่ง” ชุติอรเมื่อได้ยินพี่ชายคิดว่าเพื่อนสาวคนสนิทของเธอเป็นส่าวใช้ภายในบ้าน นี่พี่ชายเขาต้องบ้า หรือไม่ก็ตาบอดไปแล้วแน่ๆ เลย

“พอทียายน้องหนูเบื่อฟัง จบกันได้แล้ว ใครมันจะไปรู้ได้ว่าเพื่อนเราหน้าตาเป็นอย่างไหนบ้าง จบนะ พี่จะขึ้นตึก” ศิธรทนเสียงของน้องสาวไม่ไหวจึงเอ่ยตัดบทไป แล้วมองไปที่มินตราอย่างโกรธๆ พร้อมกับจะก้าวขาออกไป

“ยัง... พี่หนึ่ง ยังไปไม่ได้” ชุติอรเข้ามาขวาง

“ทำไม...” ศิธรถามกลับมาพร้อมกับยกมือขึ้นเท้าเอวถามบ้าง

“ก็พี่หนึ่งทำ...” ชุติอรยังพูดไม่จบก็ต้องชะงักเมื่อแลเห็นแววตาของคนเป็นพี่ชาย

“มันเข้าใจผิด ยัยน้องหนู เลิกงานแล้วค่อยคุยกันดีกว่า หรือเธอจะให้ฉันรับผิดชอบส่วนไหนของเขาบ้างหล่ะ หรือต้องลงทุนแต่งงานเลยไหม แล้วแฟนคุณว่าไง” เขาเอี้ยวตัวกลับไปถามมินตรา หญิงสาวตาวาววาบขึ้นมาทันที หล่อนเองก็จ้องตอบเขาตาไม่กระพริบเช่นกัน หล่อนนึกอยู่แล้วว่าเขาปากจัด

สุวิทย์ขยับเข้ามาชิดกับมินตรา หมายแสดงตัวปกป้องเต็มที่ ทั้งๆ ที่หล่อนรู้สึกไม่ชอบใจกับการกระทำของสุวิทย์เลย

“ไม่ต้องหรอกครับ จบก็จบ ในเมื่อมันไม่มีอะไรนี่” คำพูดของสุวิทย์ทำให้มินตราหน้าชา ยิ่งเมื่อเอามารวมกับคำพูดของศิธรมันทำให้หล่อนฮึดขึ้นมาซะเฉยๆ อย่างงั้นแหละ หล่อนเชิดหน้าขึ้นพร้อมกันกับยกมือขึ้นกอดอก

“แล้วถ้าฉันให้คุณทำอย่างที่คุณว่า คุณจะกล้าหรือเปล่าล่ะ” มินตราเอ่ยอย่างคนต้องการเอาชนะ และรับไม่ได้กับการกระทำของสุวิทย์ที่เขาพูดมากเกินไปแล้ว

“ มิน...” สุวิทย์ครางเรียกชื่อคนที่ตนเองแอบหลงรักเป็นเชิงเตือนสติของหญิงสาวพร้อมทั้งสกิดให้เธอรู้ตัวว่าได้พูดอะไรออกไป

“ฉันกล้าอยู่แล้ว คุณจะกล้าเหมือนฉันหรือเปล่า” หญิงสาวไม่สนใจท่างทางทัดทานของสุวิทย์ หล่อนกลับลอยหน้าถามชายหนุ่มไป ศิธรถึงกับอึ้ง เขาใช้ความเร็วสำรวจร่างของอีกฝ่าย แล้วคิดว่าหล่อนเป็นผู้หญิงที่เรียบๆ ไม่ได้สะสวยอะไรมากมายนัก ถ้าจะเทียบกับบุณฑรีคู่ควงของเขาแล้วล่ะก็ หล่อนคนนี้ไม่ได้ครึ่งเลยด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกหนึ่งบอกกับเขาว่า หล่อนมีอะไรบางอย่างที่ชวนติดตาม และต้องค้นหาอยู่ไม่ใช่น้อย

“ยัยน้องหนู... ไม่ได้บอกกับเพื่อนหรอกหรือว่า พี่ไม่ชอบอะไรที่มันจืดๆ “ ศิธรเสไปบอกกับคนเป็นน้องสาวแต่สายตามของเขายังคงจองใบหน้าของมินตราอย่างกับจะมองทะลุเข้าไปให้ถึงจิตใจของเธอว่าเธอต้องการอะไรกันแน่ยัยหน้าจืด

“พี่หนึ่ง...” ชุติอรร้องออกไปอย่างโมโหแต่ทำอะไรไม่ได้

“เพราะฉะนั้น คุณควรจะคิดให้หนักหน่อยว่าจะยอมทนอยู่กับผมได้ไหมถ้าเกิดว่าผมรับผิดชอบคุณแล้ว ส่วนผมน่ะมันสบายอยู่แล้ว ว่าไง...” ศิธรเกิดความฮึดที่อยากจะติดตามค้นความรู้สึกของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้านี้ด้วยเหมือนกัน มินตราเชิดหน้าขึ้นจองมองเขาอย่างไม่ลดล่ะเช่นกัน แต่ทางสุวิทย์กลับยืนปั้นหน้าไม่ถูก

“ก็เอาสิ... ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่า คนไม่จืดอย่างคุณจะดีว่าคนที่จืดอย่างฉันไปได้สักกี่น้ำ ฉันตกลง” หญิงสาวเชิดหน้าตอบออกไปอย่างต้องการท้าทายในสิ่งที่ชายหนุ่มได้กล่าวปรามาสกับเธอไว้

“มิน...” เสียงชุติอรดังลั่น ส่วนสุวิทย์ครางในลำคอเพราะความคาดไม่ถึงว่าเรื่องจะมาลงเอยได้อย่างนี้ และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ลำใยเดินเข้ามา จึงทำให้ศิธรยักไหล่เตรียมจะผละจากคนทั้งสามออกไป  ชุติอรปราดเข้าไปขนาบร่างพี่ชาย

“พี่หนึ่ง เลิกแล้วต่อกันนะพี่ น้องหนูไม่ติดใจอะไรแล้ว” ชุติอรเอ่ยขอร้องพี่ชายด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน แต่ดูจากใบหน้าของพี่ชายเธอแล้วมันเหมือนจะไม่ได้ผล

“ไม่ได้ พี่ติดใจซะแล้วยัยน้องหนู เพื่อนของเราด้วยเขาคงมีความรู้สึกไม่ต่างไปจากพี่นักหรอกนะ เพราะฉะนั้นเราจะทดลองในสิ่งที่เราตกลงกันไปเมื่อครู่นี้” เขาหันมาเลิกคิ้วสูงจองลึกลงไปในดวงตาที่ฉายวาววับของมินตรา หล่อนจ้องเขาแล้วปล่อยคำพูดที่เน้นหนักออกมา

“ได้...” มินตราตอบเสียงดังฟังชัด

“การลองครั้งนี้ต้องมีขึ้นแน่ๆ ฉันไม่ยอมแพ้คุณหรอก” หญิงสาวจ้องดวงตาคมของชายหนุ่มตอบด้วยท่าทางเชิดๆ นิดๆ เป็นเชิงท่าท้ายที่มันต้องเริ่มขึ้นแน่นอน และเธอก็คิดว่าเธอจะต้องเป็นฝ่ายชนะซะด้วยสิในครั้งนี้



---------------------------------------------------------


ฝากคอมเม้นเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะคะ

ขอบคุณคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

127 ความคิดเห็น

  1. #92 REBORNHIZ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2552 / 00:22
     ช่วยดูคำผิดด้วยนะค่ะ
    #92
    0
  2. #57 pampam (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2552 / 11:42
    เหอๆ พี่กัน คุณชายหนื่งเนี่ย คุณช๊ายคุณชาย นะค่ะ
    แต่เขีนแทนนางเอกจังเลย อิอิ
    #57
    0
  3. #47 nuri.j (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 / 18:33
    ได้สามีโดยบังเอิญ  555++
    #47
    0
  4. #17 ^___^ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 / 21:21
    คุณพี่หนึ่งชื่อรัยกันแน่อ่ะ



    ศิธร ??? คทา???
    #17
    0
  5. #15 Rcasia (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 / 09:13

    >< น้องหนูไม่ใช่น้องหนึ่ง

    น้องหนึ่งหนูจอง =. .=  คิก ๆ 

    #15
    0
  6. #14 Rcasia (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 / 09:11
    555555555+

    ฮาน้อง ความคิดที่ 10 คิก ๆ

    น้องหนึ่งไม่น่ามาเลย หุหุ =___=
    #14
    0
  7. #10 *Im-mor-tal* (องุ่นนี่) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 / 23:08

    แวะมาเม้นท์เป็นกำลังใจให้พี่กันค่ะ 
    คุณผู้ชายบ้านนี้ เอ่อ เช็ดหน้าเองก็ไม่เป็นหรือนี่ 

    #10
    0
  8. #8 บุษบาพาฝัน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 / 15:36

    อุ้ยเขิน........อีตาบ้า....ใช้คนใช้เช็ดหน้าได้ไง ผ้าขี้ริ้วเสียดีมั้งอิๆๆ
    มาแซวน้องสาว.........ซะงั้น.........

    #8
    0
  9. #6 Rcasia (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 / 13:35

    ตอบแทนมิตราได้ไหมจ๊ะ ว่าเป็น นางเอก ^________________^ 5555+

    #6
    0