ศัตรูคู่วิวาห์

ตอนที่ 1 : ตอนที่ 1: งานเลี้ยงของน้องหนูกับนางซินสาว...... (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,427
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    20 พ.ย. 52


ตอนที่ 1: งานเลี้ยงของน้องหนูกับนางซินสาว......

          ณ คฤหาสน์หลังงามใจกลางกรุง เป็นคฤหาสน์ของตระกูล “ศิธราวัฒน์” ที่มีเรือนใหญ่สีขาวตั้งเด่นตระหง่าน และถัดไปยังมีเรือนเล็กอีก แต่ในตอนนี้พื้นที่ด้านหน้าคฤหาสน์ที่เคยเป็นสนามโล่งๆ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา บัดนี้กลายเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงขนาดย่อมที่มีโต๊ะเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ

            หญิงสาวหันกลับมาเมื่อผู้เป็นพี่ชายที่เดินเข้ามาทักทาย หลังจากกลับมาจากทำงาน

            “เป็นยังไงน้องหนู เด็กๆ จัดสถานที่ถูกใจมั้ย” ศิธร ศิธราวัฒน์เอ่ยถามขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

            “ความจริงน้องหนูไม่อยากจัดงานให้มันใหญ่โตขนาดนี้เลยนะพี่หนึ่ง มันสิ้นเปลื้องและก็ดูยุ่งยากด้วย” ชุติอรบอกกับพี่ชายด้วยความเกรงใจ

            “ไม่เป็นไรหรอกน้องหนู งานเลี้ยงวันเกิดน้องสาวพี่ทั้งคนจะน้อยกว่านี้ได้ยังไงจริงมั้ย” คนเป็นพี่ชายบอกพร้อมทั้งขยี้หัวน้องสาวเล่นด้วยความเคยชิน

            “อ๋อ... เดี๋ยวพี่ขอตัวก่อนนะ กลับมาเหนื่อยๆ อยากพักสักหน่อยแล้วค่ำๆ พี่จะลงมาอีกทีแล้วกันนะ” ศิธรบอกน้องสาวของเขาด้วยว่าเขาเหนื่อยกับงานทั้งวันเนื่องจากนานๆ เขาจะเข้าบริษัทสักทีหนึ่ง

            “คะ ขอบคุณมากเลยนะคะพี่หนึ่ง” น้องสาวยกมือไหว้แสดงความขอบคุณกับพี่ชายเธอด้วยใบหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้ม

            ตกค่ำบรรยากาศในงานวันเกิดน้องหนู หรือ นางสาว ชุติอร ศิธราวัฒน์ ครบรอบ 25 ปี ก็เริ่มมีบรรดาเพื่อนฝูงทั้งสมัยเรียน และสมัยทำงานเริ่มทยอยกันเข้าภายในงาน ชุติอรในตอนนี้อยู่ในชุดเดรสสีชมพูอ่อนขับกับผิวขาวของเธอเป็นอย่างมากแล้วยังประดับด้วยลูกไม้ตรงชายกระโปรงทำให้ดูอ่อนหวานชวนให้บรรดาแขกหนุ่มๆ ที่เข้ามาให้งานวันเกิดของเธอมองกันเพลินไปเลยทีเดียว

            “เอ้าน้องหนูเพื่อนๆ มากันเยอะแยะแล้วนี่ ไม่เหงาแล้วสินะ” คนเป็นพี่ชายเอ่ยแซวน้องสาวที่ขณะนี้กำลังยืนเม้าส์กับบรรดาเพื่อนๆ อย่างออกรสออกชาดเป็นอย่างมาก

            “คะ พี่หนึ่ง” ชุติอรหันมาขานรับกับพี่ชายเธอแล้วถือโอกาสพาควงเดินแนะนำให้เพื่อนๆ ของเธอได้รู้จักไปเกือบทั่วบริเวณงานเลยซะอย่างนั้นทั้งที่พี่ชายเขาก็บ่นว่าน่าเบื่อจะตายไป แต่ก็อดตามใจคนเป็นน้องสาวไม่ได้

เนื่องจากศิธรเป็นชายหนุ่มที่สง่างาม รูปร่างได้สัดส่วนหล่อเหล่า ยิ่งในยามที่เขาเดินไปทางไหนร่างสูงของเขาที่เดินตัวตรงนั้นเป็นที่สะดุดตาใครๆ ภายในงานยิ่งนักจึงไม่แปลกที่จะมีพนักงานสาวๆ หรือบรรดาเพื่อนๆ ของน้องสาวเขามองด้วยสายตาละห้อยและยังกรี๊ดกร๊าดกับเขาไม่น้อยเลยทีเดียว หลังจากอินทุอรแนะนำให้รู้จัก

ตอนนี้ก็เริ่มดึกมากแล้วบรรดาเพื่อนบางคนที่ไม่สนิทมากเท่าไหร่ ก็เริ่มทยอยกันขอตัวกลับจนคนภายในงานเริ่มจะเหลือแต่บรรดาเหล่าเพื่อนสนิทของชุติอรแล้ว

“นี่... ยัยน้องหนูจะพาพี่เดินอีกกี่รอบเนี้ย ดึกแล้วเพื่อนน้องหนูก็เริ่มทยอยกันกลับบ้างแล้วนะ” ศิธรเริ่มบ่นกับน้องสาวด้วยว่าหงุดหงิดเนื่องจากเขาไม่ชอบงานสังคมสักเท่าไหร่ เพราะมันดูวุ่นวาย เสียงดังน่ารำคาญอีกต่างหาก นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นงานวันเกิดของน้องสาวเขาคงไม่โผล่ออกมาแน่ๆ

            “เออ... เออ... พี่หนึ่งรอน้องหนูอยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ น้องหนูอยากแนะนำเพื่อนคนหนึ่งให้พี่หนึ่งได้รู้จักอ่ะคะ นะคะพี่หนึ่ง” ชุติอรพาพี่ชายเดินไปจนทั่วงานแล้วแต่ยังขาดเพื่อนสนิทไปจึงบอกให้พี่ชายรอก่อนที่จะกลับเข้าไปพักผ่อน

หลังจากน้องสาวยอมปล่อยตัวศิธร เขาก็คิดว่าน่าเบื่อจริงยัยน้องหนูเพื่อนอะไรจะสำคัญขนาดที่ต้องให้คนอย่างเขามาอดหลับอดนอนรอเพื่อให้ได้รู้จัก มันจะเกินไปแล้วนะ ชายหนุ่มคิดอย่างระอาใจแล้วก็เดินตรงกลับเข้าไปภายในคฤหาสน์หรูโดยไม่คิดสนใจที่จะรออย่างที่น้องสาวเขาได้ขอร้องไว้เลยสักนิดเพราะเขาเองก็มีผู้หญิงรอเขาอยู่เหมือนกัน

ฝ่ายชุติอรก็ไม่ต่างกันเขาได้แนะนำเพื่อนไปก็หลายคนแล้วแต่ไอ้เพื่อนสนิทดันไปหลบอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ยัยมินนะยัยมินอย่าให้เจอตัวนะ แม่จะบ่นให้หูชาเลยคอยดู ชุติอรบ่นไปก็ชะเง้อมองหาเพื่อนสาวคนสนิทแต่มองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอจึงใช้วิธีอ้อนให้พี่ชายของเธอรออยู่ก่อนแล้วเร่งรีบแยกตัวออกมาเดินหาเพื่อนสาวคนสนิท

ชุติอรนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนเขาคนนี้ชอบเข้าไปในครัว ชอบมาวุ่นวายอยู่ในนี้เป็นประจำที่มาที่นี่ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปยังห้องครัว และยังไม่ทันที่เธอจะเดินไปถึงบริเวณประตูครัว ชุติอรก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากภายในห้องครัวจึงรุดเขาไปดูในทันที

            “เพล้ง..!!!

            จานกระเบื้องสีขาวลวดลายดอกไม้ประดับไว้อย่างสวยงาม หล่นกระทบพื้นแข็งเสียงดังลั่น พร้อมๆ กับเสียงแหลมเล็กของหญิงสาวอีกคนหนึ่งร้องทักขึ้น

            “เอาเข้าไป จานหลุยส์ใบละสองร้อยฉัน...แตกจนได้นะยัยมิน”

เจ้าของร่างบางกลมกลึงได้สัดส่วนหันมายิ้มแหยๆ ให้เพื่อน ที่เข้ามายืนมองเธอด้วยสีหน้าสุดสมเพชในความซุ่มซ่ามด้วยความรู้สึกทั้งตกใจ เกรงใจ และสำนึกผิด

“ขอโทษจ้ะอร...จานมันลื่นหลุดมือไปเองน่ะ...ไม่ได้ตั้งใจทำให้มันแตก แต่ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวฉันจะจัดการเก็บกวาดให้เกลี้ยง”  มินตราขัดอาสา ก่อนจะรีบกุลีกุจอก้มลงเก็บเศษจานมากองรวมๆ กันไว้

“ไม่ต้องๆ...เดี๋ยวให้เด็กมันมาจัดการเก็บกวาด แกออกไปกินเค้กกับฉันข้างนอกดีกว่า เดี๋ยวจะแนะนำเพื่อนคนอื่นๆ ให้รู้จักด้วย...นี่อะไร เป็นเพื่อนเจ้าของงานเลี้ยงแท้ๆ ดันแอบหนีมาซุกตัวอยู่ในครัว เป็นนางซิน อย่างนี้แกจะมีโอกาสได้เจอเจ้าชายหรือยะ จนเขาจะกลับกันหมดแล้วเนี้ย” ชุติอรบ่น ขณะเดินเข้ามาคว้าแขนเพื่อนให้ลุกขึ้นจากกองเศษกระเบื้อง

“ไม่ได้ๆ ฉันทำแตกฉันก็ต้องรับผิดชอบเก็บ ไม่ใช่ให้คนอื่นมาทำแทน เอาเป็นว่าถ้าแกอยากจะให้ฉันออกไปร่วมฉลองงานวันเกิดของแกเร็วๆ แกก็ช่วยหาไม้กวาดกะที่โกยผงมาให้ฉันที บ้านแกหลังใหญ่ฉันไม่รู้หรอกว่ามันเก็บไว้ที่ไหน” มิตราดึงแขนออกจากการยึดของเพื่อนทั้งยังสั่งให้เจ้าของบ้านหาในสิ่งที่ต้องการ โดยตัวเองยังคงก้มหน้าก้มตารวบรวมเศษจานกระเบื้องต่อ

“แกนี่จริงๆเล้ย...ซุ่มซ่ามแล้วยังดื้ออีก” ชุติอรบ่น แต่ก็ยอมออกไปตามหาไม้กวาดมาให้เพื่อนตามต้องการ

ในจังหวะนั้นชุติอรก็หันไปเห็นลำใยกำลังยกถาดแก้วเครื่องดื่มกลับเข้ามาในห้องครัว จึงเอ่ยสั่งออกไปด้วยความเคยชิน

“ลำใยเดี๋ยวช่วยคุณมินเขาเก็บด้วยนะ” ชุติอรสั่งลำใยทันที

“คะ คุณหนู” ลำใยได้ยินคุณหนูสั่งจึงขานรับ จากนั่นชุติอรก็หันไปหาเพื่อนสาวทันที

“อย่าลืมตามออกไปนะยัยมิน” ชุตอรรู้นิสัยของมินตราดีว่าเธอดื้อจึงไม่ห้ามที่จะให้เธอทำแต่ก็ยังคงย้ำให้ตามออกไปในงานด้วย แต่กลับไม่มีเสียงตอบออกจากปากของมินตรา หากแต่หล่อนหันกลับมาส่งยิ้มให้กับลำใยแทน เห็นดังนั้นชุติอรจึงได้แต่ส่ายหัวแล้วเดินออกไปภายในบริเวณงาน

“คุณมินไม่ต้องเก็บหรอกคะ เดี๋ยวมันจะบาดมือเปล่าๆ” ลำใยเห็นมินตรายังไม่หยุดเก็บรวบรวมเศษจานจึงเอ่ยบอกไปว่าไม่ต้องทำ

“แล้วลำใยเก็บมันจะไม่บาดรึไงจ๊ะ...“ มินตราเอ่ยประชดออกไปแบบยิ้มๆ ลำใยจึงค้อนขวับด้วยร้อยยิ้มแล้ววางถาดเครื่องดื่มลง

“ก็ลำใยทำเป็นประจำนี่คะ ลำใยก็ต้องรู้ดีว่าจะเก็บยังไง” ลำใยยังคงเถียงมินตราออกไป

“เหรอ... แล้วลำใยรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่เคยทำ” มินตราเอ่ยถามด้วยความสงสัยที่อะไรทำให้ลำใยคิดเช่นนั้น

“ก็แหม... คุณมิน ดูออกผู้ดีจะตายไปคะ ที่บ้านจะต้องมีคนรับใช้อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำนี่คะ” ลำใยตอบออกไปด้วยคิดเช่นนั้นพร้อมกับก้มลงไปหยิบไม้กวาดกับที่ตักขยะมาถือก่อนที่จะเดินตรงไปที่มินตรา ซึ่งรวบรวมเขาเศษจานกองเอาไว้หมดแล้ว

“ลำใยเดาผิดเลย ฉันไม่เคยมีคนรับใช้สักคนเดียว ฉันทำเองหมดทุกอย่าง” มินตราบอกออกไปว่าที่ลำใยคิดนั้นผิดหมด แล้วหญิงสาวก็คว้าเอาที่ตักขยะมาถือเสียเอง

“จริงเหรอคะ” ลำใยอุทานออกมาด้วยว่าไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นจริง เพราะว่าหญิงสาวที่หล่อนเห็นตรงหน้ามีบุคลิกที่งามไปเสียทุกอย่าง แม้จะดูห้าวไปนิดก็เถอะ แต่ผิวพรรณและกิริยาที่เธอแสดงออกมันดูดีกว่าลูกผู้ดีบางคนที่ผ่านเข้าออกบ้านนี้เสียอีก

“เอ้า... ก็จริงสิ” มินตราตอบย้ำเสียงหนัก

“แต่ลำใยดูท่าทางคุณมินแล้วแทบไม่น่าเชื่อเลยนะคะ” ลำใยยังคงเถียงด้วยความไม่เชื่อในคำบอกเล่าของมินตรา

“ทำไมล่ะ” มินตราลุกขึ้นยืนตัวตรงก่อนจะขยับท่าทางบิดไปมาให้ คลายเส้นที่มันตึงเนื่องจากนั่งนาน

“ฉันก็มีท่าทางอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด” หญิงสาวบอกพร้อมกับเดินตรงไปที่ไม้ถูพื้น

“เดี๋ยวคะ... คุณมิน ลำใยทำเองดีกว่า” ลำใยรีบเข้ามาแย่งไม้ถูพื้นไปจากมือหญิงสาว

“คุณมินออกไปข้างนอกหาคุณหนูเถอะคะ” ลำใยรีบเอ่ยไล่หญิงสาวเนื่องจากกว่าคุณน้องหนูจะว่าเอาได้

“ไม่หรอก ยังไม่เรียบร้อย ไปได้ไง” หญิงสาวเถียงด้วยความดื้อดึง

“ไม่เป็นไรหรอกคะ ลำใยทำเอง” ลำใยก็ยืนกรานที่จะทำเองเนื่องจากจะโดนดุนั่นเอง

“ทำไงคนเดียว ฉันช่วยน่ะดีแล้ว เห็นลำใยวิ่งอยู่คนเดียวตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว” หญิงสาวจึงปล่อยไม้ถูพื้นให้ลำใยแล้วเธอก็เดินไปหยิบโน่นนี่ลงถาด เพื่อให้ลำใยเตรียมยกออกไปยังสนาม

“ที่นี่แปลกนะ มีการแบ่งคนรับใช้ประจำตัวใครตัวมันด้วย” มินตราถามไปก็หยิบจำโน่นนี้ไปเรื่อยๆ

“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกคะ คุณมิน” ลำใยบอกและแสดงท่าทางไม่อยากจะพูด

“จริงก็จริงสิ ลำใย นะไปกลัวอะไรกัน เพราะกับยัยคุณหนูของลำใยฉันก็พูดมาแล้วด้วย ตึกนี้ลำใยดูแลคนเดียวหรอ” มินตราหยิบจานผลไม้จากตู้ชั้นล่างออกมาวาง ปากก็ตามไปเรื่อยๆ

“ไม่ใช่มีแต่ลำใยหรอกคะ มีป้าหอม แล้วก็ศรีนวลอีกคน” ลำใยถูพื้นไปก็เล่าให้หญิงสาวฟังไป

“อ้าว... แล้วสองคนนั่นไปไหนหล่ะ ไม่เห็นมาช่วยลำใย คุณย่าก็ไม่อยู่ไม่ใช่หรือ ตอนนี้ก็ว่างน่าจะมาช่วยกันนะ” มินตราถามออกไปอย่างงงๆ กับการทำงานของคนรับใช้บ้านหลังนี้

“ศรีนวลไปดูแลคุณหนึ่ง กับคุณบุณฑรีที่ตึกขาวหลังใหญ่โน่นแล้วคะ ส่วนป้าหอมแกไปเยี่ยมหลานป่วยที่พระประแดงตั้งแต่เมื่อวานแล้วคะ กว่าจะกลับก็คงมาพร้อมๆ กับคุณย่ามังคะ” ลำใยจึงแจกแจงหน้าที่ของแต่ละคนให้มินตราฟัง

“คุณย่าไปถือศีลที่วัดตั้งหลายวันไม่ใช่หรอไม่อยู่อย่างนี้แล้วใครดูแลหล่ะนี่ เห็นยัยอรเที่ยวอยู่ทุกวันเลยนี่ลำใย” มินตราถามออกไปเพราะเพื่อนสาวคนสนิทของเธอออกเที่ยวทุกวัน

“ก็คุณหนึ่งสิคะ ช่วงนี้คุณหนึ่งไม่ค่อยได้ไปทำงานหรอกคะ เห็นมีวันนี้ออกไปแต่ก็กลับเข้ามาแล้ว ลำใยเห็นมีอะไรก็ให้เลขาเอามาให้ตรวจเช็คที่นี่เลยนะคะ ลำใยอยากจะเป็นอย่างคุณหนึ่งบ้างจัง ไม่ต้องออกไปนอกบ้านก็ทำงานได้คนรวยๆ ท่านทำได้นะคะ อย่างลำใยรอไปเถอะกี่ชาติก็ไม่รู้” ลำใยเลยร่ายยาวให้มินตราฟังจนเพลินไปเลย

“ชาตินี้ก็ได้ทำที่บ้านอยู่แล้วนี่ลำใย” มินตราหลังจากฟังลำใยก็เลยเอ่ยแซวออกไปใบหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้ม

“จริงด้วยสิ” ลำใยตอบแล้วยื่นมือไปตรงหน้าหญิงสาว

“คุณมินส่งถามมาดีกว่าคะ เดี๋ยวลำใยเอาออกไปให้เองคะ” ลำใยเสร็จจากงานทูพื้นก็ตรงมาจะรับถาดจากมินตราไปเสริฟคนที่มาร่วมงานของเจ้านายสาว

“ไม่เป็นไรจ๊ะ เดี๋ยวลำใยช่วยจัดน้ำหวานนั่นลงแก้วด้วยนะ” มินตราคิดจะถือไปเอง จึงสั่งลำใยไปทำอย่างอื่นแทน

“คุณมินคงเคยเห็นคุณหนึ่งแล้วสิคะ เพราะลำใยเห็นคุณมินมาที่นี่หลายครั้งแล้ว” ลำใยยังคงคุยติดลมเรื่องเจ้านายหล่อนจึงถามต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำงานที่มินตราบอก

“ก็เคยเห็นเขาเดินอยู่ตึกโน้นครั้งเดียวแหละ... เสร็จแล้วใช่ไหม งั้นเดี๋ยวฉันมา เราช่วยกันจะได้เร็วไง” มินตราตอบสาวใช้ด้วยไม่ได้ใส่ใจกับคุณหนึ่งของลำใยสักเท่าไหร่ จากนั้นจึงขันอาสาช่วยออกไปเสริฟอาหารที่เธอจัดเสร็จแล้ว

“แต่ว่า...” มินตราคว้าเอาถาดมาถือจะเดินออกจากครัวไป ลำใยท่าทางอึกอัก

“ไม่มีแต่ เดี๋ยวฉันมาคุยต่อนะ อย่าพึ่งไปไหนละ” ร่างบางในชุดเสื้อยืดสีขาวแขนยาวปล่อยชายกับกางเกงยีนส์สีเข้มๆ ปราศจากเครื่องประดับใดๆ ทั้งนั้น รวมทั้งใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางค์ของมินตราส่งยิ้มมาให้ลำใยอย่างอบอุ่นก่อนจะพยุงถาดออกไปอย่างคล่องแคล่ว

 

เสียงเอะอะเฮฮาดังมาจากสนามด้านหน้าของคฤหาสน์หรู มันบ่งบอกถึงรสชาดของผู้ที่กำลังร่วมวงอยู่ในขณะนั้นเป็นอย่างดี และทันทีที่ร่างของมินตรายกถาดโผล่พ้นทางเดินลัดเลาะเข้าสู่สนามเท่านั้น เสียงที่กำลังเซ็งแซ่ก็ถึงกับเงียบกริบหันไปมองเป็นตาเดียวกัน จนในที่สุดเสียงของชุติอรเจ้าภาพของงานก็ส่งเสียงขึ้นทำลายความเงียบนั้นขึ้นก่อนใครๆ

“โอ้โห... ว่าไงนางซิน ยกของออกมาเองเชียวหรือ” ชุติอรเอ่ยแซวมินตราออกไปด้วยใบหน้าระบายรอยยิ้ม

“เฮ้ย... เจ้ามินตรา เวลาเจ้าเดินให้ระวังหน่อยนะประเดี๋ยวเจ้าจะไปสะดุดหญ้าหน้าทิ่ม ข้าวของในถาดหล่นพวกข้าเลยต้องพลาดของเอร็ดอร่อยนะโว้ย...” เสียงของแขกในงานคนหนึ่งแซวขึ้น จากนั้นเสียงหลายเสียงดังขึ้นเสริมจึงเรียกเสียงฮารอบๆ โต๊ะได้ ร่างของมินตราหยุดยืนอยู่กับที่มองมายังกลุ่มเพื่อนๆ ด้วยใบหน้าเฉยเมย ถามกลับไปอย่างไม่ยินดียินร้ายอีกว่า

“ตกลงจะไม่กินของในถาดที่ยกมานี่ใช่ไหม” มินตราเอ่ยเสียงเขียว

“อุ้ย... กินสิแม่คุณ” ชุติอรรีบบอกพร้อมกับลุกจากเก้าอี้ แต่ก็ช้ากว่าสุวิทย์ที่มาถึงตัวมินตราก่อนแล้ว

“ผมช่วยถือดีกว่าครับ” สุวิทย์ชิงเอ่ยเสนอตัวช่วยถือถาดแทน

“สงสัยมีคุณคนเดียวมั้งเนี่ย ที่จะกินอาหารพวกนี้” มินตราตอบหน้าตาย เล่นเอาทุกคนที่อยู่ตรงนั้นลุกพรึบหวังจะมารับถาดอาหารไปจากมือของเธอเป็นการเอาใจ แต่มินตราก็ยื่นถาดนั้นให้กับสุวิทย์เสียแล้ว

“เสียใจครับผมมาถึงก่อน” สุวิทย์ยิ้มกริ่มรับถาดมาถือ

“ต๊าย... คุณไว นี่ไวสมชื่อเลยนะคะ ก็ไม่ทราบว่ารับถาดไวแล้วจะทำอย่างอื่นไวด้วยหรือเปล่าเน๊อะ” ใบเตยสาวเปรี้ยวในกลุ่มพูดลอยๆ ขึ้น

“เฮ...” เสียงดังลั่นสนาม สุวิทย์หน้าแดงเรื่อและชำเลืองสายตามาที่ใบหน้าของมินตรา แต่ว่าหญิงสาวกลับเฉยเมยไม่มีความรู้สึกใดๆ นอกจากหันหลังเดินกลับไปทางเดิม

“อ้าว...มิน นั่นจะไปไหนอีกหล่ะ” ใบเตยถลันเข้าไปถึงตัวเพื่อนสนิทอย่างตกใจ

“มิน โกรธรึเปล่าเนี้ย” ใบเตยถามออกมาตรงๆ

“โกรธ... โกรธทำไม” มินตราหันกลับมามองใบเตยตาโตด้วยงงๆ

“ก็โกรธที่เตยพูดเมื่อกี้ไง” เตยจึงแจงออกไปว่าเรื่องอะไร

“เปล่า... ไม่โกรธเลย ทำไมต้องโกรธล่ะ” ใบเตยถามเสียงดัง ขณะที่สุวิทย์เองก็หน้าเสีย

“คุณไว เอาอาหารไปวางเถอะคะ เดี๋ยวมินจะเข้าไปยกเครื่องดื่มมาให้” มินตราบอกแล้วหันจะเดินกลับไปตามทางที่เดินมา

“อ้าว... ทำไมไม่ให้เด็กยกล่ะ มิน ลำใยไปไหนละ” ใบเตยถามเสียงดังขึ้น พรางหันซ้ายแลขวาด้วยความเคยชินในสถานที่เนื่องจากบรรดาก๊วนนี้จะมาสังสรรกันบ่อยๆ

“เออน่ะ ฉันก็มีมือนี่ อีกอย่างวันนี้ฉันอยากบริการพวกเธอด้วย เหลือรอบเดียวแหละ พอออกมาแล้วจะไม่เข้าไปเหยียบข้างในเลยแล้วกันนะ” มินตราเถียงออกไปตามนิสัยที่เธอเป็นมาพร้อมด้วยรอยยิ้มชวนมอง

“เอ้า... ปล่อยเค๊า... ปล่อยเค๊า... พวกเรามาสนุกต่อกันดีกว่าน่า...” ชุติอรพูดแทรกไปอย่างประชดประชันเนื่องเธอต้องการให้เพื่อนสนิทอย่างมินตราได้รู้จักกับพี่ชายของเธอแต่ไม่ได้ดั่งใจแล้วส่งค้อนวงใหญ่ให้ไปอีกด้วย เท่านั้นเองใบเตยก็หันหลังเดินเข้าไปร่วมกลุ่ม หลายๆ คนเริ่มขยับร่างกายไปตามเสียงเพลงจากเครื่องเสียงที่เปิดกระหึ่มอยู่ข้างๆ

“เอ้า... ปล่อยลวดลายกันหน่อยเร็ว” เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนที่ทุกคนจะออกมาวาดลวดลายกันสุดฤทธิ์สุดเดชที่สนามหญ้าอันอ่อนนุ่ม ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ ที่จัดเอาไว้อย่างน่ามอง ไม่ต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนเท่าใดนัก มันออกจะดีกว่าด้วยซ้ำไปเพราะที่นี่เปิดโล่งหายใจก็สะดวก จึงไม่แปลกที่สาวๆ หนุ่มๆ จะวาดลวดลายด้วยกันในฐานะเพื่อนฝูงที่รู้ใจ

 

มินตราเลือกที่จะเกร่อยู่ในครัวมากว่า... เพราะหล่อนไม่ชอบเสียงอึกทึก โดยเฉพาะมีน้ำสีอำพันร่วมในวงด้วยแล้วหล่อนยิ่งไม่ชอบไปกันใหญ่

“คุณมินออกไปข้างนอกเถอะคะ เมื่อกี้ลำใยยกถาดออกไป คุณหนูเพื่อนๆ ถามหากันใหญ่เลยคะ” ลำใยหลังจากเข้ามาจากเดินออกไปเสริฟน้ำก็มาออกไปราวกับจะไล่เธอออกไปร่วมงานกับเพื่อนๆ ด้านนอก

“แล้วลำใยบอกว่าไงล่ะ” มินตราหันมาถามอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

“ลำใยก็บอกว่าเดี๋ยวคุณมินออกไป แต่คุณหนูก็ถามนะคะว่า คุณมินทำอะไรอยู่ เพราะรอนานแล้วไม่เห็นออกไป นี่คุณหนูจะเข้ามาตามถึงที่นี่เลยนะคะ” ลำใยเล่าให้ฟังอย่างเกรงกลัวเจ้านายจะโกรธเอาได้

“แล้วนั่นลำใยจะไปไหนอีกหล่ะ” มินตราเห็นลำใยหันหลังกำลังจะก้าวออกไปจึงรีบเอ่ยทักขึ้น

“ก็จะออกไปช่วยดูคุณๆ ข้างนอกคะ ลำใยเข้ามาตามคุณมินนะคะ ไปเถอะคะ” ลำใยหันมาตอบพร้อมกับเอ่ยชวนมินตราให้ออกไปพร้อมๆ กัน

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันไปเอง แล้วลำใยทานอะไรบ้างหรือยัง” มินตราบอกออกไปอย่างหาทางเลี่ยงและแสดงท่าทางเหมือนปกติไม่เดือดร้อนใดๆ

“ไม่เป็นไรหรอกคะ คุณมินไปเถอะนะคะ ข้าวของก็พอแล้ว คงไม่ต้องจัดอะไรแล้วหล่ะคะ” ลำใยเหนื่อยกับความดื้อรั้นของมินตราจนใจในความเฉยชาของหล่อนยิ่งนักแต่ก็ไม่กล้าที่จะแสดงออกมา

“ไม่ได้สิ ถ้าลำใยยังไม่ได้กินอะไรก็ต้องกินก่อนนะเพราะอย่านึกว่าจะเหลือจากพวกข้างนอกนั่นเลย กว่าเขาจะเสร็จลำใยก็ท้องกิ่วตายพอดี เออนี่...” มินตรานึกอะไรขึ้นมาได้หล่อนรีบเปิดตู้กับข้าวคว้าเอาวุ้นเส้นมายกโชว์ให้ลำใยดู พรางยิ้มร่า

“เดี๋ยวฉันยำวุ้นเส้นให้ดีกว่า ลำใยไปดูความเรียบร้อยข้างนอกแล้วเข้ามาที่นี่นะ ลำใยจะได้มีอะไรรองท้องบ้างนะ” มินตรายิ้มกริ่มเมื่อหาเรื่องไม่ต้องออกไปด้านนอก แล้วรีบแกะห่อวุ้นเส้นออกมาอย่างกระตื้อลือล้น

“แต่คุณมินคะ” ลำใยอ่อนใจค้านออกไปแล้วส่ายหน้า และรู้สึกขอบคุณในความห่วงใยของหญิงสาวที่เคยผ่านเข้าออกบ้านนี้มากกว่าเพื่อนๆ ทุกคนที่ชุติอรคบมา และคุณย่าก็มีท่าทางชอบมินตรามากกว่าคนอื่นๆ เสียด้วย ลำใยยังจำได้ว่าคุณย่าบอกกับลำใยว่า

ลำใย ฉันรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้จังเลยนะ

คุณย่าชอบคุณมินตราน่ะหรือคะ ลำใยเอ่ยถามคุณย่าของคุณๆ ในบ้าน

อ๋อ... เขาชื่อมินตราหรือ ใช่... ฉันชอบเขานะ เขาเป็นเด็กเฉยๆ ดี แต่ท่าทางน่าเกรงขามเป็นผู้ดีและเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ยายน้องหนูเสียอีกที่ยังทำตัวเป็นเด็ก ดีนะ ยายน้องหนูมีเพื่อนอย่างหนูมิน เพราะไม่อย่างนั้นยายหนูก็จะไม่กลับเข้าบ้านเลยถ้าตะวันไม่ตกดินหรือหมาไม่หลับไปเสียก่อน

แล้วลำใยก็ต้องถอดหายใจกับความคิดของตัวเอง ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมีเสียงเรียกเข้ามาให้ได้ยิน

“ลำใย... ลำใยไปได้แล้ว มัวยืนตาลอยคิดอะไรอยูอีกฮึ...” มินตราโบกมือไล่ลำใย นั่นหล่ะลำใยถึงตื่นจากภวังค์หันหลังเดินออกไป


 

-------------------------------------------


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

127 ความคิดเห็น

  1. #91 REBORNHIZ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2552 / 23:55
     น่าสนุกจังเลย
    #91
    0
  2. #56 pampam (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2552 / 11:31
    ดีค่ะพี่กัน แพมเข้ามาอ่านแล้วน่าา 
    สนุกมากๆเลยค่ะ นางเอกนี้ช๊องชอบ เพราะเก่งดี ค่ะ
    #56
    0
  3. #20 junry (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 / 14:58
    สวัสดีคะ แวะมาอ่านมาเม้นท์เปนกำลังใจให้คะ
    #20
    0
  4. #16 ปากกาพาฝัน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 / 20:52
    ตามมาอ่านเรื่องนี้ต่อจ้า...

    เรื่องนี้บรรยายเยอะอยู่เหมือนกัน...

    ภาษาก็ลื่นดีอย่างที่พี่บุษบอกอ่ะนะ

    มาเป็นกำลังใจให้จ้า

    ปล. พออ่านที่พี่บุษเมนต์แล้วนึกถึงเรื่อง แสงฯ ของแอนเลยอิอิ... 

    มันจริงอย่างที่พี่บุษบอกอ่ะ บรรยายเยอะมันจะดูเยิ่นเย้ออ่ะ .... แล้วแก้ไม่ได้ด้วยอ่ะ

    กันก็เห็นนี่น่า... อิอิ (พี่บุษคงยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้ของแอน... อิอิ ไม่งั้นพี่บุษคงบอกเหมือนที่บอกกับกันนี่แหละ)

    แล้วจะอ่านต่อนะจ๊ะ

    เป็นกำลังใจให้จ้า สู้ๆๆๆๆๆ
    #16
    0
  5. #9 สเลเต (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 / 16:11
    อิมเมจพระเอกถูกใจมาก หล่อ แบบแมนๆ เซอร์ๆดี เจอคำผิดอยู่คำ สมเพช ช. สะกดจ้ะ
    #9
    0
  6. #7 บุษบาพาฝัน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 / 15:27
    น้องอาคาเซียพูดถูก ละเอียดยิบเหมือนบทละคร 
    อย่าให้บทแบบนี้ยาวไป มันจะเยิ่นเย้อ เรื่องไม่กระชับนะจ๊ะ
    ภาษาก็ลื่นขึ้นจ๊ะ ตัดบทสนทนาเล็กๆออกไปหน่อยดีกว่านะ
    บรรยายบ้าง จะทำให้แต่ละตอน มีเนื้อเรื่อง ที่คนอ่านเข้าใจ
    และกระชับมากขึ้น........มาวิจารณ์ตามคำเชิญค่ะแต่มาให้กำลังใจ
    ด้วยนะจ๊ะน้องกัน......ผู้น่ารัก........ของพี่บุษ
    #7
    0
  7. #5 Rcasia (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 / 13:33
    เห็นด้วยกับพี่บุษจ้า ^_______^
    อ่านแล้วนึกถึงบทโทรทัศน์เลยจ้าพี่กัน

    หนูต้องขออภัยด้วยนะจ๊ะที่หายเงียบไป T^T
    งานเข้าถล่มมา 3 วันติดแล้วจ้า เลยไม่ได้เข้ามาทักทาย ><
    ไม่โกรธน้องสาวตาดำ ๆ นะจ๊ะ

    #5
    0
  8. #4 เซเรเน่ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2552 / 18:12

    นุกๆๆๆมากๆๆอัพเร็วๆนะจร้า

    #4
    0
  9. #3 บุษบาพาฝัน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 / 21:42
    พี่บุษว่าเรื่องนี้เริ่มต้นใช้ภาษาได้ลื่นดีนะจ๊ะน้องกันมาส่งกำลังใจให้จ๊ะ
    #3
    0