สะดุด(รัก)

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 7: เมื่อโลกมันกลม (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,189
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    15 ต.ค. 52

ตอนที่ 7: เมื่อโลกมันกลม (จึงต้องมีแผน)

 

            เมื่อเริ่มเดินทางแก้วกานต์ดารู้ดีเลยว่าบรรยากาศระหว่างเธอกับคุณกฤษณะต้องเปลี่ยนแปลงไปแน่นอน ส่วนกับคนอื่นๆ ก็คงเป็นแค่เรื่องกระเซ้าเหย้าแหย่จนเป็นที่สนุกปากกันไปเท่านั้นเอง แต่แล้วงานของเธอหล่ะจะติดขัดรึเปล่านะ หากคุณกฤษณะสปอนเซอร์รายสำคัญของเธอเกิดถอดตัวขึ้นมาหล่ะ โอ้ย... มันต้องโทษไอ้นายนั่นคนเดียว... ทำไมนายนั่นต้องทำอย่างนี้ด้วยนะ บ้าจริงๆ เลย ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งเครียดนอนพักดีกว่า ว่าแล้วเธอก็เผลอหลับไปทันทีด้วยฤทธิ์ของยาที่ทานก่อนออกเดินทางด้วยนั่นเอง

            ภัทรพลหลังจากแยกจากส่งแก้วกานต์ดาแล้วเขาก็ขับรถมุ่งตรงไปยังอาคารอดุลกิจ-เจริญแล้วเลี้ยวเข้าไปภายในตัวอาคารด้วยความรวดเร็วและเคยชิน ภัทรพลเป็นคนชอบเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ชอบเลยกับการที่ต้องคอยมีการ์ดมาเดินตามเป็นขบวนรอบๆ ตัวเขาเหมือนเป็นเงาติดตามตัวก็ไม่ปาน ผิดกับบิดาของเขาที่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะต้องเดินทางไปไหนมาไหนจะมีทั้งคนขับรถประจำตัว การ์ดเดินตามเป็นขบวนเพื่อคอยระแวดระวังความปลอดภัยให้กับบิดาเขานั่นเองเพราะการทำธุรกิจของบริษัทดูจะเป็นการขายน้ำหอมแบรนด์ดังที่มีชื่อว่า “CHARM” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงสังคมชั้นสูง และในหมู่วัยรุ่นไปทั่วโลกเลยก็ว่าได้เพราะมีฐานการผลิตที่ใหญ่โตอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง และในประเทศนี้เรื่องของผลิตภัณฑ์น้ำหอมก็เป็นที่ขึ้นชื่อของประเทศอยู่แล้วจึงไม่แปลกอะไรที่จะเกิดการขัดแข้งขัดขากันทางธุรกิจขึ้นมา ยิ่งเรื่องการซื้อตัวนักวิจัย วิเคราะห์ และพัฒนาตัวกลิ่นของผลิตภัฑณ์ด้วยแล้วยิ่งมีการแข่งขันกันสูงมาเลยทีเดียวก็ว่าได้ บิดาของเขาเองก็เคยเตือนเขาเรื่องชอบเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวลำพังอยู่บ่อยๆ แต่เขาไม่ค่อยได้สนใจสักเท่าไหร่ คิดว่ามันเป็นอะไรที่วุ่นวายซะมากกว่า แต่บ่อยครั้งที่เขาก็พอจะรู้มาบ้างว่าบิดาของเขาได้แอบส่งคนคอยติดตามเขาห่างๆ ในกรณีที่เขาต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศแต่ภัทรพลก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก

            ภัทรพลเดินก้าวเข้ามาที่ทำงานด้วยใบหน้ายุ่งๆ พร้อมทั้งหยุดถามเลขาสาวหน้าห้องถึงความเคลื่อนไหวของงานนิดหนึ่งก่อน แล้วจึงเดินเลยเข้าห้องทำงานของเขาทันที เขานั่งลงประจำที่ได้ไม่นานนัก นิภาเลขาสาวหน้าห้องก็ตามเอาจดหมายมากางและวางลงตรงหน้าเจ้านายหนุ่ม

            “ จดหมายจากบริษัทนิตยสาร Perfection ที่ติดต่อขอสถานที่ถ่ายทำสารคดี และสัมภาษณ์คุณพอลด้วยคะ” นิภาเลขาสาวแจ้งให้เขาทราบทันที

            “ ไหนบอกว่าตึกโน้นมาเอาไปจัดการ” เขาเงยหน้าจากกองเอกสารถามออกไปด้วยความแปลกใจ

            “ คุณสายพิณมาเอาไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วคะ แต่ท่านประธานใหญ่ให้เอากลับมาให้ท่านเซ็นต์” ได้ยินเลขาสาวบอกออกมาดังนั้นเขาก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นทันทีแล้วก็กดหมายเลขภายใน

            “ ฮัลโหล.. คุณพ่อหรอครับ สวัสดีตอนเช้าครับ” ภัทรพลเอ่ยทักทายบิดาพร้อมๆ กับทำสัญญาณให้เลขาสาวออกไปก่อน เขาคุยอยู่กับบิดาอยู่ครู่หนึ่งแล้ว เขาจึงกดเรียกเลขาสาวเข้ามาพบเขาใหม่ ซึ่งขณะนั้นเขากำลังสนใจจดหมายจากบริษัท Perfection ที่ติดต่อขอสัมภาษณ์ทางชายหนุ่ม เขาพลิกไปพลิกมาอ่านอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะเริ่มต้นอ่านบรรทัดแรก แล้วเงยหน้าไปบอกกับเลขาสาว

            “ เอ้อ... คุณนิภาพรุ่งนี้เช้า ผมไม่เข้าออฟฟิตนะ ส่วนช่วงบ่ายผมจะไปต่างจังหวัด มีอะไรฝากคุณเกษมไว้แล้วกันเพราะผมจะฝากงานไว้กับเขา อ๋อ... แล้วคุณช่วยเรียกคุณเกษมให้ผมด้วยละกัน” เขาจึงเอ่ยสั่งงานออกไป

            เลขาสาวรับคำสั่ง แล้วเดินออกไปจากห้อง ภัทรพลจึงเริ่มอ่านจดหมายในมืออย่างคร่าวๆ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะข้างหน้าอย่างไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่แล้ว... เขาก็ต้องรีบคว้ากระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนกับไม่เชื่อสายตาตนเอง เขาละสายตาจากกระดาษที่อ่านซ้ำไปหลายรอบ พร้อมกับกำกระดาษแผ่นนั่นแน่นแล้วก็คลายมันออก พร้อมๆ กับริมฝีปากกว้างของชายหนุ่มเริ่มคลี่ยิ้มออกมาแล้วเก็บกระดาษแผ่นนั้นพับเก็เข้าซองสอดมันเขาลิ้นชักในทันที จากนั้นก็ตบโต๊ะดัง “ปัง” ก่อนยืนขึ้นด้วยความปิติและลิงโลด ภายในกายเลือดหนุ่มฉีดแรงขึ้นมาเลยทีเดียว

            “ ให้มันได้อย่างนี้สิ คุณนิภา... คุณนิภา” เขากดเรียกเลขาสาวเสียเสียงดังลั่นอย่างคนอารมณ์ดี

            “ ถ้าหาบริษัทนี้เขาไม่ติดต่อมา คุณต้องติดต่อกลับไปนะ” นิภาเลขาสาวมองเจ้านายหนุ่มด้วยกริยางงๆ แต่เลขาสาวก็พยักหน้ารับคำไป.....

            “ แล้วถามเขาให้ได้เรื่องว่าจะเอายังไงกันแน่ ผมต้องการให้บอกวัน เวลามาเลย ผมพร้อม ส่วนสถานที่เป็นที่บ้านผมเองตามที่อยู่ที่เธอได้กับท่านประธาน ถ้าถ้าสงสัยอะไรให้โทรตามตัวผมได้เลยโดยเจ้าของเรื่องต้องเป็นคนตามเอง คนที่ชื่อนี้... “ เจ้านายหนุ่มสั่งงานพร้อมกับชี้นิ้วลงไปยังชื่อของคนที่เป็นเจ้าของเรื่องบนกระดาษใบนั้น

            “ เข้าใจนะ อ๋อ... ไม่ต้องตามคุณเกษมแล้วนะ ผมไปหล่ะนะและคงไม่เข้ามาแล้วมีอะไรโทรเข้ามือถือผมได้เลย” เขาสั่งงานออกไปแล้วเดินตรงออกจากห้องไปยังลิฟท์ประจำอาคารลงไปที่รถ แล้วขับออกไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างคนอารมณ์ดี จากนั้นไม่นานภัทรพลก็ไปถึงบ้านหลังหนึ่งเขาลงจากรถได้ก็ก้าวเข้าประตูบ้านพักของเมฆา ซึ่งเจ้าของบ้านกำลังนั่งเอกเขนงอยู่ที่ห้องรับแขกอย่างใจเย็น

            “ เฮ้ย... ทำไมวันนี้มาได้วะ” เมฆถามออกไปด้วยความตกใจในการมาของเพื่อนหนุ่ม

            “ คิดถึงนายไง” เขาตอบพร้อมกับทรุดร่างลงนั่งข้างๆ เมฆ

            “ ได้ข่าวว่านายกลับไปที่หมู่บ้านนั้นอีกหรือไงวะ” เมฆถามเพื่อนหนุ่มออกไปเพื่อความแน่ใจในการตัดสินใจทำโครงการที่เพื่อนหนุ่มวางโครงการไว้

            “ ก็ตกลงกับผู้ใหญ่เขาแล้วว่าโครงการต่อไปคงเป็นที่นั่น” พอลตอบออกไปตามตรงอย่างที่ได้ตกลงกับทางลุงผู้ใหญ่บ้านไปแล้ว

            “ คงติดใจใครที่นั่นหล่ะสิท่า” เมฆเอ่ยแซวเพื่อนหนุ่มออกไปพร้อมทั้งจ้องมองอย่างอยากรู้อยากเห็น

            “ มันก็เหมือนกันกับนายนั่นแหล่ะ” เขาสวนออกมาทันควัน ทำให้สารวัตรหนุ่มหัวเราะร่วนไปเลยทีเดียว

            “ ธรรมดาฉันไม่ต้องไปไกลขนาดนั้นหรอก ก็อยู่มันแถวๆ กรุงเทพฯ นี่หล่ะสารวัตรหนุ่มชี้แจงออกไป เนื่องจากที่ได้ติดตามเพื่อนหนุ่มไปอยู่หลายรอบทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับมณีกานต์ดาดีขึ้นเรื่อยๆ ไปด้วยทำให้เขาได้รู้จักกับหล่อนมากขึ้นและได้รู้ว่าหล่อนพักอาศัยที่ไหน ทำงานที่ไหนเนื่องจากหล่อนเป็นคนอัธยาศัยดี ไม่เฮี้ยวเหมือนกับคนน้องเลยสักนิดเดียว

            “ ใคร... พี่สาวยัยปากร้ายหรือเปล่า” ภัทรพลได้ยินที่เพื่อนบอกก็รีบถามออกไปด้วยความดีใจ

            “ ฮันแน่... นายกำลังเลียบๆ เคียงๆ หาที่อยู่เขาใช่ไหมหล่ะ” สารวัตรหนุ่มพูดออกไปอย่างรู้ทันเขานั่นเอง

            “ โธ่... ไอ้เมฆเอ่ย ฉันไม่สนหรอกเรื่องนั้น” พอลยักไหล่บอกออกไป

            “ ให้มันจริงเถอะน่า...” เมฆยังไม่วายที่จะกระเซ้าเพื่อนหนุ่ม

            “ จริงสิ” ชายหนุ่มเน้นเสียงเข้ม

            “ ฉันจะเจอยัยปากร้ายเมื่อไหร่ก็ได้” พอลบอกเล่าออกไปอย่างเต็มภาคภูมิว่าตนนั้นแน่กว่าสารวัตรหนุ่ม

            “ พูดเป็นเล่น นายอย่าบอกนะว่านายจีบเด็กนั่นสำเร็จ” เมฆตกใจในสิ่งที่เพื่อนหนุ่มบอกออกมาเหมือนเขารู้จักยัยปากร้ายที่ว่าดีอย่างนั่นหล่ะ

            “ ใครบอกนายว่าเด็ก” พอลเอ่ยไปตามตรง ปากอย่างนั้นไม่เด็กแล้วเขาคิด

            “ เฮ้ย” เมฆดีดตัวนั่งตรงหันมาจ้องหน้าเพื่อนหนุ่มทันที

            “ ไอ้พอล แกจัดการเรียบร้อยไปแล้วรึไงวะ” เมฆรีบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นยิ่งขึ้น

            “ เรียบร้อยอะไร” เพื่อนหนุ่มทำเป็นไม่เข้าใจในคำถามของเมฆ

            “ อย่ามาทำไก๋ดีกว่าน่า... บอกมาว่านายไปถึงไหนกันแล้วกับเด็กนั่น” เมฆคาดคั่นเอาความจริงกับเพื่อนหนุ่ม ด้วยกลัวว่าตนเองจะพลอยเดือดร้อนไปด้วยเพราะเขาเองก็หมายตามพี่สาวก็ยัยปากร้ายไว้เหมือนกัน

            “ ก็แค่... ไปถึงที่ทำงานเขานั่นแหล่ะ” พอลจึงบอกออกไปอย่างยิ้มๆ เพราะท่าทางของเมฆดูน่าสงสารซะจริงๆ

            “ อะไรวะ” เมฆเลยได้แต่เกาหัวแกรกๆ ไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก

            “ นายเชื่อไหมว่าโลกเราเนี้ยมันกลมอย่างที่เขาว่าจริงๆ “ ภัทรพลถามออกไปอย่างยิ้มๆ กับภาพที่ได้พบยัยปากร้ายเมื่อเช้านี้

            “ นายไปเจอ เจ้าหล่อนโดยบังเอิญว่างั้นเถอะ” เมฆถามออกไปเมื่อเริ่มเข้าใจเรื่องราวแล้ว พอลจึงได้พยักหน้ายอมรับออกไป

            “ ให้ตายสิ ไอ้พอลมันบังเอิญเป็นหนังไทยไปมั้ง” เมฆยังคงอุดทานอย่างไม่อยากจะเชื่อ

            “ แต่มันก็เป็นหนังไทยไปแล้วนี่หว่า” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ

            “ แล้วเด็กนั่นเป็นยังไง นายพูดทันหล่อนเหรอวะ” เมฆถามออกไปอย่างขำๆ เมื่อนึกถึงวันแรกที่ทั้งสองคนเจอกันโดยเหตุการณ์บังเอิญสุดๆ

            “ ลองเอาเข้าจริงๆ แล้วพูดไม่ทันก็ไม่ใช่นายพอล อดุลกิจเจริญ ซีวะ” ชายหนุ่มตอบออกไปพร้อมทั้งหัวเราะไปด้วย

            “ ฮั่นแน่... เจ้าตัวร้าย” เมฆว่าไปพร้อมๆ กับตบเขาเพื่อนหนุ่มไปหนึ่งที

            “ ไม่ต้องมาทำไก๋ เรื่องของแก่หล่ะไปถึงไหนแล้ว” พอลเริ่มเอ่ยถามเรื่องของเมฆขึ้นมาบ้างหล่ะทีนี้

            “ ฉันรู้นะ ว่าแกก็ไม่ยอมทิ้งคุณมณีกานต์ดาไปได้หรอกว้า...” พอลบอกอย่างรู้ทันกันและกันนั่นเอง

            “ ไอ้ฉันอายุอานามไม่ห่างกันมากเท่าไหร่นะโว้ย” เมฆพูดเข้าข้างตนเองเพราะเมฆเริ่มชอบสาวเจ้าเข้าอย่างจังเลยทีเดียวหล่ะ

            “ อายุห่างแค่ห้าหกปี ไม่ถือว่าแก่โว้ย ผู้หญิงจะต้องห่างผู้ชายเอาไว้หล่ะดีแล้ว” พอลเอ่ยขัดขึ้นมาอย่างเข้าข้างตนเองเช่นกันเพราะเขาเองก็ไม่ถอยเรื่องยัยปากร้ายแน่นอน

            “ งั้นนายก็คงคิดมาดีแล้วสิท่า ถึงมาหาฉัน” เมฆถาม แล้วยกมือขึ้นกวักเรียกสาวใช้

            “ นายเอาอะไรมั้ย นอกจากบรั่นดี” เมฆถามขึ้น

            “ ไม่.. บรั่นดีน่ะดีแล้ว” พอลตอบพร้อมๆ กับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

            “ แต่ไม่ใช่ที่นี่” ชายหนุ่มบอกพร้อมกับตั้งท่าจะเดินนำออกไปที่รถทันที

            “ จะไปไหนวะ แกเพิ่งมาถึงเองนะโว้ย” เมฆถามเพื่อนหนุ่มอย่างงงๆ กับไอ้เพื่อนคนนี้เต็มทนแล้ว

            “ เหอะน่า... อยากพบคุณมณีสักหน่อย ไปเถอะ” พอลบอกแล้วหันไปคว้าแขนเพื่อนหนุ่มเจ้าของบ้านแล้วออกเดินลิ่วนำออกไปทันที

            “ อะไรวะ เดี๋ยวสิ ฉันเพิ่งจะแยกกับคุณมณีนะโว้ย” เมฆตะโกนบอกแต่พอลไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เขาจัดการพาเพื่อนมาถึงรถจนได้แล้วเริ่มเล่าความจริงบ้างอย่างให้เพื่อนหนุ่มฟังจากนั้นเมฆก็ต้องหัวเราะลั่นเมื่อเพื่อนหนุ่มสารภาพเสียจนหมดเปลือกของหัวใจเขาว่าที่มันร้อนรุ่มอยู่ในตอนนี้เพราะอะไรนั่นเอง

...........................

            ค่ำคืนสุดท้ายของงานที่จังหวัดตราดทุกๆ คนต่างมีความสุขกับแสงจันทร์นวลๆ สมเย็นๆ ที่พัดผ่านดั่งเสียงดนตรีออร์เคสตร้าวงใหญ่กำลังขับกล่อมพวกเขาทุกๆ คนอยู่

            พวกผู้ชายก็ตั้งวงเล็กๆ สำหรับดื่ม และบรรเลงเพลง ส่วนผู้หญิงก็เข้ามาสบทบบ้างเล็กน้อย บางส่วนก็เดินกันเป็นคู่ๆ ตามหาดทรายที่ทอดยาว จะมีก็แต่แก้วกานต์ดาที่กลับนั่งทอดสายตามองไปยังเบื้องหน้าในความมืดสลัวนั้นอย่างคนไร้ความรู้สึกกับสิ่งรอบข้างไปเสียอย่างนั้นเธอกำลังคิดถึงชายนัยตาสีฟ้าคนที่ก่อเรื่องให้กับเธอในวันก่อนที่เธอจะเดินทางมาทำงานว่าทำไมเขาต้องทำเช่นนั้นกับเธอด้วย เธอไม่เข้าใจเขาเอาเสียเลยจริงๆ คอยดูนะถ้ามีโอกาสเอาคืนได้เธอจะไม่รีรอเลยคอยดู เธอคิดเช่นนั้นอย่างโกรธๆ จากนั้นเธอก็ยังคงนั่งมองบรรยากาศรอบๆ ไปเรื่อยๆ

            “ คุณแก้ว หลบผมอีกแล้วนะครับ วันนี้ก็พยายามหนีผมทั้งวันเลย” กฤกษณะเรียกเธอออกจากภวังค์พร้อมทั้งต่อว่าเธอว่าตั้งแต่เดินทางมาถึงเธอก็พยายามหาทางหลบเลี่ยงของตลอดเวลาซึ่งเธอก็พยายามทำอย่างนั้นจริงๆ เพราะเธอไม่ชอบให้ใครมาคอยเดินตามเธอตลอดเวลาในตอนที่เธอต้องทำงาน

            “ คุณกฤษณะ แก้วมาทำงานนะคะ แก้วก็ต้องไปทำงานของแก้วสิคะ” เธอตอบออกไปอย่างอารมณ์เสียเนื่องจากโดนกล่าวหาโดยไม่มีสาเหตุและที่สำคัญเธอมาทำงานไม่ใช่มาเที่ยวเดินเล่นนี่นาเธอจึงไม่พอใจที่เขาว่าเธอเช่นนั้น

            “ แหม... อย่าพูดหน้าตึงอย่างนั้นสิครับ” กฤษณะเอ่ยออกมาเสียงอ่อยๆ เนื่องจากเกรงว่าเธอจะโกรธแล้วจะเดินหนีเขาไปอีก

            “ คนทำงานอาชีพอย่างแก้วต้องแข่งกับเวลาคะ ไม่เหมือนคุณกฤษณะนี่คะเป็นเจ้าของบริษัทจะไม่ทำก็ได้ มันต่างกันคะ” เธอยังคงพูดออกไปด้วยอารมณ์โมโหที่ยังเคืองชายหนุ่มอยู่นั่นเอง

            “ โธ่.... คุณแก้ว ผมพูดนิดเดียวเอง คุณต่อว่าผมซะเยอะเชียวนะครับ” กฤษณะรีบบอกออกไปเป็นเชิงขอโทษหญิงสาวว่าเขาต้องการแค่จะหาเรื่องพูดคุยกับเธอเท่านั้นเองแต่ไหงกลับกลายเป็นว่าเธอว่าเขาซะเป็นไฟเลย

            “ นี่ไม่ใช่การว่านะคะ แต่เป็นการอธิบายเพื่อความเข้าใจคะ” หญิงสาวยังคงชี้แจงออกไปว่าไม่ได้ต่อว่าชายหนุ่มเนื่องจากเกรงจะเกิดปัญหาใจเรื่องของงานขึ้นมา

            “ ที่จริงคุณแก้วไม่ตอบรับสิ่งที่ผมเคยขอไปนี่ครับ แล้วเรื่องงานคุณแก้วก็ไม่ต้องห่วงผมยินดีสนับสนุนคุณแก้วอยู่แล้ว ไม่มีทางที่จะขายไม่ออกหรอก และไม่ต้องกลัวว่าจะตกงานด้วยครับ ถ้าคุณยัง เอ้อ... เอ้อ... คบกับผมไปอย่างนี้” กฤษณะรีบชิงบอกหญิงสาวออกไปโดยเอาเรื่องของงานกับเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกันซะอย่างนั้น แล้วเธอจะหาทางออกไปทางไหนได้ล่ะก็ในเมื่อเขากันท่าเธอซะทุกทางแล้วนี่แก้วกานต์ดาคิดเช่นนั้นอย่างไม่ชอบใจเลยจริงๆ

            “ ขอบคุณมากคะ คุณกฤษณะ แก้ว... แก้ว...ก็คิดอย่างนั้นคะ” เธอเอ่ยพร้อมส่งยิ้มเหยียดๆ ให้กับชายหนุ่ม แล้วคิดว่าอีโธ่.. ผู้ชายมันก็เห็นแก่ตัวอยู่วันยังค่ำนั่นแหล่ะน่า

            “ คงจะไม่มีใครใจกว้างเท่าคุณแล้ว แก้วถึงต้องคบกับคุณไงคะ เว้นแต่คุณจะเลิกคบซะเอง” แก้วกานต์ดาบอกออกไปอย่างเสียไม่ได้ แล้วยังต้องพูดเอาใจเขาไว้เพียงเพื่อรักษางานของบริษัทให้อยู่ได้อีกต่างหากมันช่างไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ

            “ ไม่ครับ ผมไม่... ผมต้องการคบกับคุณแก้ว คุณแก้วต้องให้คำตอบผมเร็วๆ นะครับ ผมจะรอครับ” กฤกษณะขยับเข้ามานั่งใกล้กับหญิงสาวแล้วจะเอื้อมมือไปหมายจะกอบกุมมือของเธอแต่ยังไม่ทันจะเอื้อมถึง

            “ แก้วเห็นจะต้องไปนอนพักแล้วหล่ะคะ เหนื่อยมาทั้งวันเลย เชิญคุณกฤษณะตามสบายนะคะ” ว่าแล้วหญิงสาวก็รีบลุกขึ้นยืนพร้อมๆ กับสบัดก้นที่เปอะทรายอยู่ออกเล็กน้อยแล้วเร่งรีบเดินออกไปทันที

            “ อ้าว... คุณแก้วเดี๋ยวซีครับ แล้วผมจะคุยกับใครหล่ะ” ชายหนุ่มหันตามร่างหญิงสาวไปแล้วตะโกนถามไล่หลังไปแต่ดูหญิงสาวจะหาได้สนใจไม่

            “ คุยกับพวกเราก็ได้ครับคุณกฤษณะ ถ้า... ไม่รังเกียจ” เด็กในกองถ่ายชิงเสนอตัวขึ้นมาทันทีเพราะทุกคนต่างไม่ชอบหน้านายกฤษณะเท่าไหร่นัก นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องงานหรอกนะพวกเขาไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยหรอก แล้วอีกอย่างพรุ่งนี้ก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับแล้วด้วยทำให้ทุกๆ ยังพอดีใจได้อยู่บ้างนะเนี้ย

 

ยังไงกันฝากคอมเม้นเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะคะ
ขอบคุณมากคะ


----------------------------------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

205 ความคิดเห็น

  1. #83 mydei (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2552 / 04:08
    #83
    0
  2. #54 Rcasia (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2552 / 19:07
    มาจองที่ + ปูเสื่อนอนคอยจ้า คิก ๆ


    เป็นกำลังใจให้พี่กันนะจ๊ะ จุ๊ฟ ๆๆ
    #54
    0