สะดุด(รัก)

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 13: บทบาทและท่าทีที่เปลี่ยนไป (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    18 พ.ย. 52





ตอนที่ 13: บทบาทและท่าทีที่เปลี่ยนไป

           

เมื่อมาถึงทำงานของเขา ภัทรพลพร้อมด้วยเหล่าบรรดาการ์ดที่ในตอนนี้ไม่ติดตามอยู่เพียงห่างๆ แล้วแต่เดินขนาบทั้งซ้ายและขวา เดินตามภัทรพลเข้าไปยังภายในอาคารสำนักงานของเขาขึ้นลิทฟ์มุ่งไปยังชั้นที่บิดาเขาทำงานเป็นประจำทันที

เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่บิดาเขาใช้เป็นประจำแล้วลงมือทำงานโดยที่เลขาสาวสวยประตัวของบิดาเขาทำหน้าแปลกใจแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอะไรเพียงแค่นำเอกสารที่เร่งด่วนมาให้ภัทรพลตามที่ชายหนุ่มได้โทรมาแจ้งแก่เธอไว้ก่อนแล้ว ภัทรพลเร่งตรวจสอบเอกสารที่เร่งด่วนก่อนในทันทีเขาสามารถทำเสร็จได้ในเวลาเพียงไม่นานเพราะเขาเป็นคนที่บ้างานอยู่แล้วจึงกดเรียกให้เลขาประจำของบิดามานำเอกสารไปดำเนิน งานต่อได้เลย พร้อมทั้งสั่งให้เธอนัดประชุมคณะผู้บริหารภายในบริษัททุกคนในวันพรุ่งนี้ให้ด้วย เมื่อเลขาสาวรับคำสั่งเสร็จก็เดินออกไปเร่งดำเนินการในทันทีเนื่องจากเป็นการประชุมเร่งด่วน

“เกริก ได้ข้อมูลที่ฉันต้องการมาหรือยัง” ภัทรพลเมื่อจัดการกับงานตรงหน้าเรียบร้อยก็หันไปถามเกริกทันที

“ครับ ได้แล้ว... นี่ครับ” เกริกตอบพร้อมกับยื่นเอกสารทั้งหมดที่ถือติดมาให้กับชายหนุ่มดูในทันทีเช่นกัน ภัทรพลทำเพียงแค่พยักหน้ารับรูปแต่สายตากับมือก็ไล่เปิดเอกสารดูโดยละเอียดว่ามีอะไรที่ผิดสังเกตุหรือไม่ จนชายหนุ่มเปิดไปเจอชื่อบริษัทหนึ่งที่ไม่คุ้นชื่อในวงการน้ำหอม นั่นคือบริษัท พีที กรุ๊ป ซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนในวงการนี้เขาจึงดึงเอกสารชุดนี้ออกมาแล้วส่งให้เกริก

“เกริก นายไปเช็คข้อมูลของบริษัทนี้ให้ด้วย ด่วนนะ” ภัทรพลสั่งออกไปด้วยใจร้อนรนอยากรู้จึงย้ำลงท้ายไปด้วยว่าด่วน จากนั้นเสียงโทรศัพท์ของภัทรพลก็ดังขึ้น

“ว่าไงเมฆ” ภัทรพลเห็นชื่อที่โชว์ก็ทักเลยทันที

“ฉันอยู่โรงพยาบาลกันแม่นาย แล้วนายอยู่ไหนวะเนี้ย” สารวัตรหนุ่มงงที่ภัทรพลจะบ้างานไปถึงไหนทำไมไม่อยู่เป็นเพื่อนมารดาแปลกคนจริงๆ เลยไอ้นี่

“เออ... ฉันมาทำงาน และกำลังจะเข้าไปที่โรงพยาบาลแล้ว” ภัทรพลบองเพื่อนหนุ่มแล้วกดตัดสายการสนทนาเพราะเขายังเคลียร์งานไม่เสร็จ

หลังจากภัทรพลกดวางสายจากเมฆา เสียงโทรศัพท์ที่โต๊ะก็ดังขึ้นชายหนุ่มยกหูโทรศัพท์ขึ้นมารับเลขาหน้าห้องก็แจ้งทันทีว่าคุณแก้วกานต์ดาต้องการเรียนสายกับทางภัทรพล ชายหนุ่มถึงกับอึ้งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินชื่อของหญิงสาวที่ตนเพิ่งจะขอแต่งงานกับหล่อนไป

“ทางเขาแจ้งไหมว่าติดต่อเรื่องอะไร” ชายหนุ่มถามเสียงเย็น

“แจ้งว่าจะติดต่อเรื่องนัดสัมภาษณ์งานโครงการที่เคยมาติดต่อไว้แล้วคะ” เลขาสาวแจ้งให้เจ้านายหนุ่มทราบ

“งั้น... บอกว่าทางผมขอยกเลิกการให้สัมภาษณ์งานโครงการนี้ ถ้าทางบริษัทเขาจะเรียกร้องค่าเสียหายก็แจ้งไปว่าทางบริษัทยินดีรับผิดชอบทั้งหมด” แล้วชายหนุ่มก็วางหูโทรศัทพ์ทันที แล้วชายหนุ่มก็นั่งเหม่อลอยนึกถึงตอนที่ตนออกมาจากบ้านหญิงสาวโดยที่ไม่ได้บอกอะไรกับหญิงสาวเลยสักคำ ภัทรพลรู้สึกผิดแต่ในตอนนี้เขามีคนที่ต้องคอยดูแลถึงสองคนที่รอเขาอยู่ที่โรงพยาบาล

ขอเวลาผมสักพักนะแก้วกานต์ดา ผมรับรองว่าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วผมจะไปสารภาพและขอโทษคุณด้วยตัวผมเอง

ชายหนุ่มคิดได้เพียงเท่านั้นก็ยกหูโทรศัพท์ต่อสายไปยังอีกซีกโลกหาน้องสาวเพื่อแจ้งข่าว เขาจึงยกมือเป็นเชิงให้บรรดาการ์ดออกไปรอข้างนอกเขาต้องการคุยโทรศัพท์เป็นการส่วนตัว เมื่อปลายสายรับโทรศัพท์ภัทรพลก็แจ้งข่าวให้มาริสาทราบเรื่องทั้งหมด แล้วบอกให้น้องสาวจัดหาโรงพลาบาล และเตรียมหมอฝีมือดีไว้รอที่ทางโน้นได้เลยเพราะชายหนุ่มต้องการให้บิดา และมารดาไปพักรักษาตัวที่ฝรั่งเศลกับน้องสาว ซึ่งเธอได้แต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่นั่น โดยสามีของมาริสาเป็นนายตำรวจประจำกองปราบในปารีส ซึ่งสามารถดูแลบิดา มารดาเขาได้เป็นอย่างดีแน่นอน มาริสาเองก็เห็นด้วยกับความคิดของภัทรพล จึงรับปากว่าจะจัดการติดต่อประสานทางนี้ไว้ให้เรียบร้อย จากนั้นภัทรพลก็คุยเรื่องต่างๆ กับมาริสาได้สักพักก็วางสายลง แล้วขึ้นเดินออกจากห้องทำงานของบิดา

แต่พอภัทรพลเปิดประตูออกมาก็เจอกับปีเตอร์ที่มายืนคุยอยู่กับเลขาสาวของบิดาเขา ท่าทางของปีเตอร์ดูตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นภัทรพลเดินออกมาจากห้องของคริสประธานบริษัทสักพักปีเตอร์ก็ปรับสีหน้าได้ก็ทักทายผู้เปรียบเสมือนหลานชายของเขา

“อ้าว... พอล มาทำอะไรหล่ะ ลุงนึกว่า... พอลจะไปหาซาร่าซะอีก” ปีเตอร์เอ่ยถามแก้เก้อเพราะเขารู้ว่าภัทรพลเข้ามาตั้งแต่ช่วงสายของวันนี้แล้ว และไม่ได้ไปหาบุญสาวของเขาหลายวันแล้วเช่นกัน แต่ปีเตอร์เห็นภัทรพลเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเจนตามที่เลขาหน้าห้องของบิดาเล่าให้ฟังจริงๆ ดูหลานชายจะสุขุม มีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเป็นอย่างมากและที่สำคัญสายตาที่มองเข้าไปแล้วดูมันช่างเย็นชาซะจนน่ากลัวเลยทีเดียว

“ผมไม่ค่อยว่างน่ะครับ คุณลุงมีธุระอะไรหรือครับ” ภัทรพลถามออกไปด้วยเสียงนุ่มนวล เมื่อเห็นท่าทางแปลกๆ ของปีเตอร์ บิดาของซาร่า ที่ดูจะตกใจเมื่อเห็นเขา แต่ชายหนุ่มก็เก็บความสงสัยไว้เพียงภายในเท่านั้น

“เออ... คือลุงสงสัยน่ะว่าพรุ่งนี้จะเรียกประชุมเรื่องอะไร เลยมาถามกับทางเลขาน่ะหลายชาย” ปีเตอร์เริ่มใช้สรรพนามผิดๆ ถูกๆ แปลกไปเหมือนคนไปทำอะไรผิดมาอย่างนั้น

“อ๋อ... พรุ่งนี้คุณลุงก็จะทราบเองครับ เพราะผมเรียกประชุมด่วนทางเลขาเขาก็ยังไม่ทราบเรื่องหรอกครับ” ภัทรพลบอก ทำให้ปีเตอร์ได้แต่พยักหน้ารับรู้แล้วหันหลังเดินจากไปยังส่วนงานของตน

“ผมจะไม่เข้ามาแล้วนะ มีอะไรให้ติดต่อผมที่เบอร์ส่วนตัวผมโดยตรงได้เลย” ชายหนุ่มสั่งเลขาแล้วเดินออกไปโดยมีการ์ดเดินตามไปอีกเช่นเคย

 

----------------------------------------------------------

 

เมื่อภัทรพลเปิดประตูห้องผู้ป่วยพิเศษของมารดาเข้าไปเท่านั้นก็ต้องตกใจเมื่อพบกับสองสาวพี่น้องที่เขาไม่คาดฝันว่าจะได้พบในตอนนี้ รวมทั้งไอ้เพื่อนตัวดีที่มันกล้าผิดคำพูดกับเขา

“อ้าว... ตาพอลมาแล้วหรือลูก หนูแก้วมารอนานแล้วน่ะ” คุณหญิงภัทริณีหันไปบอกบุตรชายของตนทันทีเพราะรู้ว่าแก้วกานต์ดาอาจช่วยลดความเจ็บปวดของบุตรชายลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย ถึงแม้ในตอนนี้จะไม่ทราบอาการที่แน่นอนของผู้เป็นสามีเลยก็ตาม

“ครับ...” ชายหนุ่มเอ่ยรับเพียงเท่านั้น แล้วกำลังจ้องมองไปยังเมฆาเขม่ง ส่วนเมฆาก็นั่งเหมือนคนที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็ว่าได้ เพราะฝ่ายหนึ่งก็เพื่อนรัก อีกฝ่ายก็หญิงที่เขาหลงรัก กับคุณแก้วที่แทบฆ่าเขาตายถ้าไม่บอกความจริงออกมา สรุปแล้วเมฆาเหมือนคนที่หันไปทางไหนก็ตันจึงต้องออกมาเป็นอย่างที่เห็น

“สวัสดีครับคุณมณี ขอบคุณมากที่มาเยี่ยมคุณแม่ผม.. ดีครับท่านจะได้มีเพื่อน” ภัทรพลเลือกที่จะเอ่ยทักมณีกานต์ดาเพียงคนเดียว แม้ในใจเขานั้นอยากจะเข้าไปกอดร่างบางที่นั้งข้างมณีกานต์ดาใจจะขาดแต่เขาก็ต้องทำใจแข็งไว้เพื่อความปลอดภัยของทุกๆ คนที่เขารักนั่นเอง

“เออ... สวัสดีคะคุณพอล ไม่เป็นไรมณีเต็มใจมาเยี่ยมท่านอยู่แล้ว” มณีกานต์ดาตอบภัทรพลออกไปแบบงงๆ กับท่าทางที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่ม ดูเขาสงบ และขรึมมากขึ้นจนน่ากลัว จะมีก็แต่สายตาที่ยังสื่อออกมาว่าเป็นทุกข์อยู่บ้างในบางเวลา แต่ไอ้คนข้างๆ เธอนี่สิคงไม่กลัวกับท่าทางแบบนี้ของชายหนุ่มหรอกขนาดเมฆาที่ว่าแน่ยังต้องยอมเปิดปากบอกความจริงออกมาจนได้ แล้วอย่างคุณภัทรพลจะรอดไหมเนี้ย

“เฮ้.. ไอ้พอล แก่ไม่คิดจะทักคุณแก้วรึไง” เมฆาชิงถามออกไปทันทีที่เห็นท่าทางของแก้วกานต์ดาในตอนนี้แทบจะฆ่าคนได้อยู่แล้ว

“นั่นสิ... ตาพอล ทำไมไม่ทักทายหนูแก้วเลยหล่ะลูก” มารดาเอ่ยเสริมขึ้นมาอีกคน จึงทำให้ภัทรพลต้องหันไปมองหน้าหญิงสาวที่ตนรัก ด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ แต่จิตใจเขาสิมันจ้องแต่จะสั่งให้เขาเดินเข้าไปหา ส่วนแก้วกานต์ดาเองก็ได้แต่มองตอบโดยไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาเช่นกัน แต่จิตใจอยากเอ่ยปลอบใจชายหนุ่มยิ่งนัก ทั้งสองจึงเพียงสบตากันราวกับต่างฝ่ายต่างหยั่งเชิงซึ่งกันและกันอยู่นั่นเอง

จนกระทั้งมีเสียงเคาะประตู ทำให้ทั้งสองต้องละสายตาไปทางประตู แล้วกับหมอประจำตัวของคริสเดินเข้ามา ภัทรพลเห็นจึงเดินตรงไปนั่งข้างมารดาของตนทันที เพื่อรอฟังข่าวอาการของคริส โดยแพทย์ได้แจ้งว่าอาการของคริสไม่ค่อยดีนักในช่วงยี่สิบชั่วโมงแรก เนื่องจากสมองบวม ไม่รู้สึกตัว แต่โชคดีที่แพทย์เจาะเอาน้ำออกจากทางไขสันหลังและให้ยา อาการสมองบวมจึงลดลง และไม่มีอาการติดเชื้อแทรกซ้อน แต่ผู้ป่วยก็ยังคงไม่ฟื้น ทางแพทย์ที่ทำการรักษาจึงแจ้งว่าใม่ใช่เรื่องแปลกนักสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุและมีความกระทบกระเทือนทางสมอง แล้วเตือนให้ญาติผู้ป่วยทำใจไว้ว่า เมื่อคนไข้ฟื้นอาจจะไม่เหมือนเก่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยคงต้องทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้กลับมาเหมือนเดิมต่อไป ส่วนอาการของคุณหญิงภัทริณีในตอนนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว คาดว่าพรุ่งนี้คงสามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เมื่อคุณหญิงภัทริณีได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับร้องไห้โฮออกมาที่อกของบุตรชาย โดยที่ภัทรพลกอดผู้เป็นมารดาไว้แน่นราวกับเรียกขวัญที่หายไปของมารดากลับมา ทุกคนที่อยู่ในห้องนั่นนั่งนิ่งราวกับถูกสะกดไว้เช่นเดียวกันเนื่องจากไม่คาดคิดว่าอาการของคริสจะหนักมากขนาดนี้ มีเพียงภัทรพลเท่านั้นที่พูดขึ้นมาในขณะนั้น

“คุณหมอครับ ผมต้องการปิดเรื่องอาการของผู้ป่วยไว้ไม่ให้ใครได้ทราบทั้งนั้น” เขาบอกพร้อมทั้งเหลือบสายตาไปมองหน้าของแก้วกานต์ดาที่ขณะนี้มีอาการตกใจจนใบหน้าซีดเซียวไปเลยทีเดียว แต่ก็ได้ยินคำพูดของชายหนุ่มชัดเจนที่พูดราวกับเน้นย้ำให้เธอรับรู้ซะมากกว่า อีกทั้งเธอก็พอจะรู้สาเหตุของการที่เขาเร่งรีบออกจากบ้านของเธอในคืนนั้น และยังรู้อีกว่าทำไมเขาถึงยกเลิกการให้สัมภาษณ์กับทางบริษัทของเธออีกด้วย

“ครับ.. แล้วแต่ความต้องการของญาติผู้ป่วยอยู่แล้วครับ” นายแพทย์ประจำตัวคริสบอก แล้วทำท่าหันหลังจะเดินออกไปจากห้องผู้ป่วย แต่ภัทรพก็เอ่ยทักขึ้นอีกทันที

“อีกอย่างหนึ่ง... ผมต้องการทำเรื่องย้ายผู้ป่วยไปต่างประเทศ รบกวนคุณหมอช่วยดำเนินการให้ด้วย โดยที่คนของผมจะประสานงานกับคุณหมอโดยตรงเลย ขอบคุณครับ” ภัทรพลแจ้งความต้องการให้กับนายแพทย์ทราบราวกับเป็นการสั่งก็ไม่ปาน จนคนเป็นแพทย์ถึงกับทำหน้างงๆ ไปเลยทีเดียว แต่ท่าทางของแพทย์ประจำตัวคริสก็ไม่ผิดกับทุกๆ ที่อยู่ในห้องนั่นเลยสักคนที่ต่างก็งง ไปตามๆ กัน ภัทรพลไม่ได้สนใจคนเหล่านั้นเลย กลับหันไปหาผู้เป็นมารดาแทน

“แม่ครับ.. ผมต้องการให้คุณแม่และคุณพ่อ ไปอยู่กับยัยมาที่ฝรั่งเศส ที่นั่นปลอดภัยกว่า” เขาบอกมารดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดั่งคนที่ตัดสินใจดีแล้ว จนคนเป็นมารดาเงยหน้าสบตาบุตรชายแล้วพยักหน้ารับแต่โดยดี ไม่มีข้อแม้เลยสักนิดเดียว

 

-----------------------------------------------------------------------------

“ผมรักแม่นะครับ... ผมอยากให้แม่เข้าใจในสิ่งที่ผมตัดสินใจทำลงไป” ชายหนุ่มยังคงอธิบายให้มารดาฟังถึงแม้เขาจะรู้ว่ามารดาเขาจำใจที่จะต้องจากเขาไปก็ตาม คุณหญิงภัทริณีก็ยังคงได้แต่พยักหน้าซบอกของบุตรชายอันเป็นที่รักอยู่อย่างนั้น

“เฮ้... ไอ้พอลแล้วแก่มีอะไรให้ฉันช่วยไหมวะ” เมฆาจึงเอ่ยถามด้วยความเห็นใจในความรู้สึกของเพื่อนสนิท

“ตอนนี้ยัง แต่ต่อไปมีแน่นายไม่ต้องห่วงไปหรอกเพื่อน” ภัทรพลบอกเมฆาเพื่อนสนิทได้เพียงเท่านั้นด้วยหวังที่จะสืบสาวราวเรื่องด้วยตัวเองก่อนในเบื้องต้น จึงทำให้เมฆาได้แต่พยักหน้ารับรู้จากคำตอบของเพื่อนสนิทเท่านั้น แต่เมฆาก็ยังคงสงสัยในสิ่งที่ภัทรพลทำลงไป แต่คงต้องรอให้ชายหนุ่มเล่าให้ฟังเองเพราะถ้าคาดคั้นเอากับชายหนุ่มคงไม่ได้เรื่องเป็นแน่สารวัตรหนุ่มจึงทำได้เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น

“คุณเมฆคะ... มณีอยากหาอะไรทานสักหน่อย ไปเป็นเพื่อนมณีได้ไหมคะ” มณีกานต์ดาเอ่ยชวนเมฆาเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ทำให้เมฆารับปากออกไปโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรให้มากความเลย จากนั้นมณีกานต์ดาก็เดินนำออกไปจากห้องแล้วเมฆาก็เดินตามออกไปติดๆ เลยในทันที และในตอนนี้กลายเป็นนว่าภายในห้องเหลือเพียงสามคน

“พอล... แม่อยากพักผ่อนแล้ว ยังไงแม่ฝากพอลก็ไปส่งหนูแก้วด้วยนะลูก” คุณหญิงภัทริณีจึงเอ่ยเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้มีโอกาสได้พูดคุยกันเพียงลำพังบ้างในช่วงเวลาอย่างนี้

เมื่อผู้เป็นมารดาเอ่ยปากเองภัทรพลจึงต้องพยักหน้ารับทราบในสิ่งที่มารดาสั่งก่อนที่มารดาเขาจะล้มตัวลงนอน แล้วห่มผ้าหลับตาลงราวกับหลับสนิทไปแล้ว จากนั้นภัทรพลก็หันไปมองแก้วกานต์ดาที่ขณะนี้นั่งนิ่งอยู่ในห้วงของความ คิดในหลายๆ เรื่องที่ประดังประเดเข้ามารุมเร้าเขาในตอนนี้มันทำให้เธอสับสน แล้วยังไอ้หนุ่มตาสีฟ้าที่ก้าวเข้ามาในชีวิตเธอแบบไม่ทันตั้งตัว แล้วตอนนี้ก็ทำตัวหนีห่างจากเธอราวกับเธอเป็นของร้อนอะไรซะอย่างนั้นอีก นี่มันอะไรกันนักกันหนานะเธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ แต่คนอย่างไอ้แก้วมีหรอที่เกิดสงสัยแล้วจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านเลยไปโดยไม่หาคำตอบเมื่อคิดได้เช่นนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้นเพื่อจะเอ่ยถามชายหนุ่มตาสีฟ้า ก็ต้องสบกับสายตาที่มองมายังเธออยู่ก่อนแล้ว และมันเป็นสายตาที่แสดงความอ่อนโอนอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว

“เกริก.. ไปส่งคุณแก้วด้วยนะ” ภัทรพลสั่งการ์ดออกไป และเกริกก็พยักหน้ารับคำสั่งนั้นด้วยความเต็มใจ

“ไม่จำเป็น... ฉันกลับเองได้” แก้วกานต์ดาพูดออกไปด้วยความขัดใจ คำถามมากมายที่เธอยากจะถามเขาใน ตอนนี้มันได้มลายหายไปหมดสิ้น เมื่อความโมโห และน้อยใจเข้ามาแทนที่ ในเมื่อไม่สนใจ ไม่ต้องการเธอ คนอย่างเธอก็ไม่คิดจะสนใจเช่นกัน อยากทำอะไรก็เชิญตามสบายเลย อย่าได้หวังว่าคนอย่างไอ้แก้วจะยอมให้ใครมาชี้โน้นสั่งนี้ได้ตาม ใจชอบหรอกนะ แล้วแก้วกานต์ดาก็เดินออกจากห้องนั้นไปโดยไม่คิดที่จะเหลียวหลังมามองสักนิดเดียว

จึงไม่ทันได้เห็นสายตามที่มองร่างบางของเธอที่เดินออกไปจากห้อง ที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนถึงความโหยหาและคิดถึงเป็นอย่างมาก แต่ต้องห้ามใจที่จะไม่ดึงเธอเข้ามาร่วมในการหาคนร้ายในครั้งนี้ แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่วายที่จะหันไปสั่งเกริก

“ให้คนคอยตามคุณแก้วตลอดเวลา ไม่ว่าเธอจะไปทำอะไร ที่ไหน จำไว้เธอต้องปลอดภัย” ชายหนุ่มหันไปสั่งเกริกด้วยน้ำเสียงจริงจังเพราะถ้าแก้วกานต์ดาเป็นอะไรไปเขาอาจจะยืนนิ่งอย่างนี้ไม่ไหวแน่ๆ เพราะแค่นี้เขาก็แทบจะล้มทั้งยืนอยู่แล้ว

“ครับ... ท่าน” เกริกตอบรับอย่างเป็นทางการแล้วยกมือถือขึ้นสั่งงานเพื่อนร่วมทีมทันที

“ผมกลับก่อนนะครับแม่ พรุ่งนี้ผมจะเริ่มงานอย่างเป็นทางการแม่ช่วยเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ ลาก่อนครับแม่” ภัทรพลก้มลงกระซิบที่ข้างหูมารดา แล้วหอมแก้มมารดาหนึ่งฟอดใหญ่ แล้วยืนขึ้นเต็มความสูงมองร่างมารดาที่ไม่มีการตอบสนองเมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงเดินออกไปจากห้องในทันที โดยไม่คิดที่จะมาเหยียบที่นี่เพราะได้สั่งการย้ายบิดาและมารดาเขาไปรักษาตัวที่ฝรั่งเศสเป็นการเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องมาที่นี่เพื่อเป็นการป้องกันการตกเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ได้

ทางด้านเมฆาที่เดินตามมณีกานต์ดาออกมาเขามีความคิดว่าจะถามหญิงสาวที่เขาหลงรักมานานพอสมควรแล้วถึงแม้ว่าทางมณีกานต์ดาจะไม่เคยแสดงออกมาว่าชื่นชอบในตัวเขาเลย เมฆาจึงถือโอกาสนี้เอ่ยถามออกไปในที่สุด

“คุณมณีครับ... ผมมีเรื่องจะถามคุณสักหน่อย เราไปหาอะไรทานกันสักพักได้ไหมครับ” เมฆาถามออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมทั้งส่งสายตาให้กับมณีกานต์ดาแสดงความจริงใจในคำพูดที่เอ่ยออกมา

“เออ... คะ ก็ได้คะ” มณีกานต์ดาเห็นสายตาที่จริงจังของชายหนุ่มจึงตอบตกลงที่จะไปทานอาหารในมื้อนี้ร่วมกับชายหนุ่มด้วยหวังจะได้ถามอุบัติเหตุของบิดาและมารดาของคุณภัทรพลไปด้วยนั่นเอง

ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมืองที่ถูกสร้างบรรยากาศให้ดูสงบเหมาะกับการนั่งคุยเป็นอย่างมากเมฆาเลือกที่จะมานั่งภายในร้านนี้เพราะมันสงบเหมาะที่จะพูดคุยกับหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามกับเขาอยู่ในตอนนี้ แต่สิ่งที่เขาคิดกลับตรงกันข้ามเพราะใบหน้าของมณีกานต์ดาในตอนนี้กลับดูเหมือนไม่อยากมาที่นี่เลยซะอย่างนั้น เอ๊ะ... หรือว่าเธอเคยมาที่นี่แล้ว เมฆาคิดและกำลังจะเอ่ยถามเธอออกไปก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา

“มณี... คุณดูสวยขึ้นจนผมเกือบจำไม่ได้” เสียงนั้นคือเสียงของพิพัฒน์เพื่อนเก่า... ตั้งแต่ตอนสมัยเรียนปริญญามาด้วยกันหรืออีกนัยหนึ่งก็คืออดีตแฟนเก่าของเธอก็ว่าได้ ในตอนนี้ท่าทางของมณีกานต์ดาคล้ายคนกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกที่ได้เจอกับชายหนุ่มคนนี้  แล้วพิพัฒน์ก็ถือโอกาสทรุดตัวนั่งลงตรงข้างๆ หญิงสาวทันที

“เออ... สวัสดีครับ ผมพิพัฒน์เพื่อนเก่าของมณีน่ะครับ” พิพัฒน์ถือโอกาสแนะนำตัวเองกับทางเมฆาออกไปทันทีในช่วงที่หญิงสาวข้างกายนั่งนิ่งเฉยคลายคนตกตะลึงอยู่ เมฆาเมื่อได้ยินเช่นนั้นถึงกับหน้าหงายไปเลยทีเดียวไม่คิดว่าจะมาเจอกับเพื่อนเก่าของเธอที่นี่ ถึงว่าทำไมเธอถึงได้มีอาการแปลกๆ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาภายในร้านอาหารแห่งนี้แล้ว มันทำให้เขาคิดว่าเป็นเพื่อนเก่าจริงหรอ

“คะ... ครับสวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” เมฆาตอบได้เพียงเท่านั้น แล้วยื่นมือมาจับแสดงความรู้จักกับพิพัฒน์อย่างเป็นทางการ ส่วนมณีกานต์ดาในขณะนี้นั่งนิ่งราวกับรูปปั้นเลยทีเดียว

“ผมเป็นอาจารย์แต่สอนคนละที่กับมณีน่ะครับ” พิพัฒน์เล่าเรื่องราวต่างๆ นานาให้เมฆาฟังโดยไม่สนใจที่จะเปิดโอกาสให้เมฆาได้แนะนำตัวเลยสักนิดเดียว แถมหันมาหามณีกานต์ดาเป็นเชิงให้หญิงสาวยืนยันสิ่งที่เขาพูด

“เออ... คะ” มณีกานต์ดาตอบได้เพียงเท่านั้นแล้วก็เงียบไปอีกเช่นเคย เมฆาไม่เคยเห็นเธอเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย กลายเป็นคนที่ไม่พูดไม่จาจากที่เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้วจึงเหมือนกลายเป็นใบ้ไปเลยทีเดียว

“ผมว่าเราสั่งอาหารกันเถอะ.... ผมขอร่วมวงด้วยคนล่ะกันนะครับ” พิพัฒน์พูดขึ้นโดยไม่สนใจว่าใครจะตอบรับหรือปฏิเสธในการร่วมรับประทานอาหารในครั้งนี้ เพราะเขายังคงเสียดายมณีกานต์ดานี่เขาไม่น่าปล่อยให้เธอหลุดลอยไปได้เลยเมื่อพิพัฒน์ก้าวเข้ามาในร้านเห็นเธอนั่งอยู่กับชายหนุ่มอื่น พิพัฒน์จึงรู้ทันทีว่าเขาขาดมณีกานต์ดาไม่ได้จริงๆ เขาจึงแสดงความเป็นเจ้าของออกไปทันที

 

--------------------------------------------------------------------------

ฝากคอมเม้นให้กำลังใจกันด้วยนะคะ เพื่อการพัฒนาของคนเขียน

----------------------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

205 ความคิดเห็น

  1. #199 nunpanu (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 มีนาคม 2553 / 12:01

    อ่านเพลินคะ ยังคิดว่าจะจบแบบ ไม่มีตัวโกงเสียอีก สนุกมากๆ ให้ 100คะ

    #199
    0
  2. #190 Rcasia (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 / 08:39

    กลับมาแล้วจ้าพี่กันจ๋า

    สงสารครอบครัวพระเอกสุดหล่อจังเลยค่ะ
    เอานะเข้มแข็งเข้าไว้ ^^

    #190
    0
  3. #145 ทิวากุล (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 / 19:21

    แวะมาให้กำลังค่ะพี่กัน ^^
    อัพต่อนะคะ อิอิ

    #145
    0
  4. #144 Nut :+: ta :+: Karn (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 / 14:19
    สนุกๆๆๆๆๆคร้า  สนุกทู้กตอนเลยยยยยย
    #144
    0
  5. #137 mydei (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 / 20:29
    #137
    0
  6. #135 Rcasia (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 / 13:54
    ผู้ชายก็แบบนี้ล่ะ จะเห็นค่าก็ต่อเมื่อเสียสิ่งนั้นไปแล้ว

    เป็นกำลังใจให้นักเขียนนะจ๊ะ ^___________^ v
    #135
    0
  7. #132 pybpig (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 / 22:20
    คุณพอลขา ยิ้มให้นิดส์นึงคงไม่ถึงกับเป็นอะไรมากมั้งคะ

    เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์นะคะ อย่าท้อนะ สู้ สู้ ค่ะ
    #132
    0
  8. #131 mydei (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 / 03:11
    #131
    0
  9. #129 weelyone (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 / 20:19
    กำลังลุ้นรีบอัพนะอยากอ่านตอนต่อไปคะ
    #129
    0
  10. #128 pybpig (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 / 23:15
    คุณพอลขา ไม่สงสารน้องแก้วบ้างหรือคะ

    เดี๋ยวโกรธนะ คุยกันนิดส์นึงก็ยังดี

    เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์นะคะ ขอบคุณมากนะคะ

    ปล. รักษาสุขภาพด้วยจ๊ะ
    #128
    0
  11. #126 mydei (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 / 22:34
    #126
    0