[จบบริบูรณ์] Fic 9 Satra : จองจำอสุรา [มารตา x ทารคา]

ตอนที่ 34 : เบื้องหลังกองถ่ายจองจำอสุรา : ตอน ๕

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 651
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    14 ส.ค. 61

เห็นมีคนบอกอยากเห็นอิมเมจมารตากับทารคาตอนเป็นคนเราจ้างวาดไว้แล้นเป็นแบบนี้เลยค่า




Daraka Says.


“คัท!!!” ผู้กำกับตะโกนลั่น ผมที่กำลังนอนซมป่วยบนตักมารตากระเด้งตัวลุกทันที ไม่วายแอบมองมารตาที่เดินตามออกมาจากฉากในสภาพจมูกฟุดฟิดและจามมันทั้งวี่ทั้งวันด้วย

ใช่แล้ววันนี้เราถ่ายทำฉากที่ผมหนีมารตามาจากตำหนักเกษอาชาและพบเจอกับคำสาปส่งจันทร์แรมจบซีนด้วยฉากที่ผมจับไข้แล้วมารตาต้องมาคอยดูแล

ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องมีฉากน้ำเน่าอย่างการป้อนยากันทางปากด้วย มันไม่ได้มีแต่ในละครในหรอกเหรอทำไมผมต้องมาเล่นมันซะเองวะเนี่ย แถมไอ้ตัวดีก็แทนที่จะแค่ป้อนยาอย่างเดียวกลับมากวาดสอดลิ้นเข้ามาแกล้งเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นผมเหมือนจะแกล้งให้เม้งแตกหลุดจากบทให้ได้ยังไงยังงั้น

ผมไม่เสียรู้มันหรอก ผมทำพลาดก็ต้องเล่นฉากแบบนี้วนซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น เข็ดจากคราวพระขรรค์แล้วโว้ย ตอนพระขรรค์นะมันแกล้งลืมบท สมองเสื่อมกระทันหันขึ้นมาระหว่างสอดพระขรรค์เข้ามาก็มี คือดูก็รู้ว่าแกล้งผม ครั้งนี้ผมไม่ยอมเสียท่าหรอก เหอะ!

“ฮัดชิ้ว!”

“ไหวไหมมารตา” อ๊อดเป็นฝ่ายเดินเข้าไปดูอาการเพื่อนร่วมงานที่ยืนฮัดชิ้วจนจมูกแดงแข่งกับสีทาตัว ผมชำเลืองมองเหตุการณ์นั้นแต่ไม่แส่เข้าไปยุ่ง

วันนี้มากันเกือบครบองค์ประชุมเลยเพราะมีฉากงานเลี้ยงในคีรีกัณฑ์ ปล่อยให้บรรดาเพื่อนของมารตาอย่างพวกวาตะมันดูอาการไปผมไม่ได้มีสิทธิเข้าไปยุ่มย่ามอยู่แล้ว

นี่ผมไม่ได้ห่วงนะ ผมแค่สำเหนียกตัวเองว่าอะไรควรไม่ควร ไม่ได้สนิทกันเสนอหน้าเข้าไปถามให้อายขายขี้หน้าทำไมล่ะ สต๊าฟกับผู้กำกับยิ่งจับตาดูเรื่องของพวกเราอยู่ สงสัยว่าจะแอบเก็บข้อมูลไปให้สัมภาษณ์ข่าวเรียกเรทติ้งหนังล่ะมั้ง  

“จะรอดไหมเนี่ย” วาตะพูดลอยๆ คำพูดนั้นทำให้ผมแอบชำเลืองมองคนป่วยอีกรอบ

คือพูดถึงก็ตลกนะ ถ่ายทำกันฉากที่ผมป่วยปางตายแต่ชีวิตจริงคนที่ป่วยกระเสาะกระแสะกลับเป็นตัวมารตาซะเอง

แล้วดูนั่นสิถึงกับลงไปนั่งคุกเข่าจามแล้ว

“หมอมาดูอาการไอ้เบิ้มมันหน่อย” วาตะตะโกนเรียกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่ทางผู้กำกับจ้างมาสแตนบายด์เผื่อใครใกล้ตายจากการเล่นจริงเจ็บจริง

ผมไปอาบน้ำแต่งตัว นักแสดงคนอื่นๆก็ไปกันหมด มารตาเองก็ด้วยแต่เจ้านั่นเหมือนอาบเสร็จก็มีพวกสต๊าฟคอยประคมประหงมยื่นยาดมให้ไม่ขาด

ผมเดินเช็คโซเชี่ยลมีเดียออกมาจากห้องอาบน้ำก็ทันได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวาย ความสนใจผมจากการดูบทความสุขภาพลอยไปอยู่กับคนป่วยมากกว่าเดิมซะอีกตอนนี้ ผมจำใจเดินดุ่มๆเข้าไปมุงดูว่าพ่อพระเอกของเรื่องมันเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง

คือ...ผมยังมีสามัญสำนึกความเป็นคนอยู่ไง ก็มาดูให้เป็นศรีแก่ตาว่าหมาตัวโตเวลามันป่วยมันมีอาการยังไง

“ไหวไหมมารตาไปโรงพยาบาลดีกว่านะ” ผู้กำกับมีสีหน้าไม่สู้ดีนักตอนช่วยกันพยุงมารตาที่ยังไอค่อกแค่กไม่เลิกมานั่งพักตรงม้านั่ง

จริงๆมารตาก็ดูแย่มาตั้งแต่ช่วงถ่ายทำฉากที่สามแล้วเพียงแต่มันเก็บอาการเอาไว้เพื่อมาดูแลผมในฉากแทน

ให้ตายเถอะแล้วทำไมผมต้องมาสนใจด้วยวะ…

ตอนแรกว่าจะล้างสีอาบน้ำแล้วกลับเลยแต่พอเห็นสภาพโดนหามขึ้นเปลของรถโรงพยาบาลก็อดห่วงไม่ได้

“ผมไปด้วย”

เสียงโหวกเหวกเงียบลงทันทีที่ผมพูด ผมทำเป็นไม่สนใจแววตาสงสัยใคร่รู้ของนักแสดงและสต๊าฟคนอื่นที่เห็นจนชินตามาตลอดว่าผมรำคาญไอ้มารตามากแค่ไหนแล้วก้าวดุ่มๆขึ้นรถพยายาลไปกับมารตาด้วย

“งั้นฝากเพื่อนผมด้วยนะพี่พอดีผมมีงานต่ออะ” วาตะจัดการฝากฝังผมแล้วปิดประตูท้ายรถพยาบาลให้ ตบท้ายด้วยการส่งยิ้มยิงฟัน

ผมไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรเพราะความสนใจทั้งหมดไปกองอยู่กับหมอและพยาบาลที่ทำการตรวจเช็คสภาพดาราคนดังกันอยู่ สายระโยงระยางพันรอบตัวมันไปหมด เสียงยาเม็ดหลายอันถูกเทและส่งให้มารตาที่โดนสายน้ำเกลือเจาะแขนดังระงมไปทั่วรถ

“ไม่สบายทำไมไม่ขอผู้กำกับเลื่อนการถ่าย” ผมถามคนที่นอนหน้าซีดเซียว

คือคนระดับมันขอผู้กำกับตรงๆแม่งก็ยอมอยู่แล้วผมรู้

ถึงกองนี้จะเลวร้ายเกือบทั้งหมดแต่สิ่งดีๆก็มีไอ้เรื่องให้ความสะดวกสบายกับนักแสดงนี่ล่ะ จะมีสักกี่กองกันล่ะที่ยอมจ้างรถพยาบาลมารองรับเวลานักแสดงหรือคนในกองป่วย หรือจะมีสักกี่ที่กันที่ยอมเลื่อนวันถ่ายทำออกไปถ้านักแสดงบอกว่าร่างกายไม่พร้อมทำงานจริงๆ

ส่วนมากเจอแต่บังคับถ่ายทำ แต่ที่นี่เขาก็หยวนให้มาตลอดแล้วทำไมมันยังฝืนอยู่ได้

“ผมไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อนแค่นี้ก็ถ่ายทำช้ากว่ากำหนดอยู่แล้ว” มันว่าเสียงแหบแห้ง

แล้วไอ้การพูดถึงเรื่องถ่ายทำช้ากว่ากำหนดนี่โทษผมที่ขยันเจ็บใช่ไหม ไม่ลองมาเป็นกูดูบ้างล่ะว่าโดนกระทำไปขนาดนั้นร่างกายใครมันจะรับไหว เทหะยักษาในเรื่องนี่โคตรแข็งแกร่งบอกเลย เจอศึกหนักติดต่อกันขนาดนั้นแม่งก็ยังไม่ตายห่า ชีวิตจริงผมว่าเป็นผม ผมตายไปตั้งแต่โดนพระขรรค์ยัดเข้ามาในตัวแล้ว

แต่ท่าทางสลดนั่นมันดูสอพลอสิ้นดีจนผมอดจะแซวมันไม่ได้เลย

“เอาแบบไม่ตอแหลซิ”

มันกลั้วหัวเราะก่อนยกยิ้มบางๆ

“ผมอยากเจอหน้าพี่เลยฝืนมา”

“!.....”

เหมือนผมพึ่งคิดได้ว่าไม่ควรเค้นเอาความจริงจากมัน ตอนนี้ผมได้แต่นั่งเม้มปากอับจนต่อคำพูด หางตาแอบเห็นพยาบาลสาวกับคุณหมอกระแอมไอแล้วยิ้มแซวผมกันยกใหญ่

โว้ย!!!

ผมแสร้งถอนหายใจยาวเหยียดเพื่อกลบเกลื่อนหัวร้อนๆและหน้าร้อนๆ ทำสีหน้าขึงขังเหมือนโกรธกับคำตอบนั้นทั้งที่จริงๆประหม่าจนตัวจะแตกตายได้อยู่แล้ว

มารตายังส่งยิ้มยียวนไม่เลิก หลังจากได้กินยาแม่งก็ทำเป็นห้าวขยับลุกขึ้นมานั่งพิงเบาะส่งผลให้พวกพยาบาลต้องตามประคองกันเป็นแถว

“ผมโอเคขึ้นแล้วครับปล่อยผมลงตรงนี้แหละ”

คำพูดของมันเรียกสายตาตกใจของหมอและผมด้วย

มันบ้ารึเปล่า...นี่กลางสี่แยกไฟแดงนะ

“แต่หมอคิดว่า…”

“หมอ...ผมไม่ถูกโรคกับโรงพยาบาล ได้น้ำเกลือกับยาที่หมอให้เมื่อกี้ผมก็โอเคขึ้นแล้วปล่อยผมกลับบ้านเถอะนะครับ” มารตากับแววตาลูกหมากลับมาอีกครั้ง และมันก็ใช้ได้ผลดีกับทุกคนจริงๆ คุณหมอสาวแกยอมพยักหน้ารับแล้วเอาเครื่องมือมาตรวจตราอีกครั้งให้แน่ใจ

“คุณทารคาคะ” พยาบาลด้านข้างผมเรียก

“ครับ?”

“นี่ยาของคุณมารตาค่ะให้เขาทานทุกสี่ชั่วโมงด้วยนะคะ แล้วก็นี่แอมโมเนีย และ…”

ผมจำเป็นต้องรับยาเต็มถุงพร้อมฟังการอธิบายยาวเหยียดของหมอและพยาบาลด้วยความมึนงง

ประเดี๋ยวนะ...ผมแค่คนที่อาสาไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนไอ้เด็กเปรตนี่รึเปล่า แล้วทำไมผมต้องมารับรู้เรื่องยาที่มันต้องกินด้วย หันไปบอกเจ้าตัวเองไม่ง่ายกว่าเหรอ

ดูเหมือนสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของผมฉายชัดเกินไปคุณหมอจึงยิ้มขำๆแล้วอธิบายให้ผมฟัง

“คุณมารตาป่วยอยู่นะคะ คุณมาเป็นเพื่อนเขาเพื่อช่วยดูอาการเขาไม่ใช่เหรอถ้าคุณมารตาจะลงตรงนี้หมอก็อยากฝากฝังต่อจากคุณวาตะให้คุณทารคาช่วยดูแลคุณมารตาชั่วคราวก่อนนะคะ หรือว่าจะให้รถพยาบาลไปส่งคุณมารตาที่บ้านดี”

“ไปเป็นไรครับ ผมจะกลับกับพี่ทารคาแล้วจะกินยาให้ครบด้วย” มารตารับคำหมอ แต่เดี๋ยวสิมึงควรหันมาถามกูนี่ว่ากูอยากตามดูแลมึงรึเปล่า

คือผมแค่มาเป็นเพื่อนที่โรงพยาบาลเพราะคิดว่ามันจะต้องนอนพยาบาล แค่พามาส่งถึงมือหมอแค่นั้นแล้วก็จะกลับบ้านไม่ได้จะมาพาคนป่วยจอมดื้อที่ไหนกลับมาด้วย บ้าเหรอรถมอเตอร์ไซด์ก็ไม่ได้เอามา

มารตาจัดแจงขอร้องกับทางหมอว่าอย่าให้เรื่องมันใหญ่โต ว่าง่ายๆคือไม่อยากให้ใครมารู้ว่ามันป่วยจนต้องจิ้มน้ำเกลือหรือกองถ่ายต้องมาสะดุดเพราะมัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี่ไม่คิดจะมีใครถามความเห็นผมจริงดิ

เหมือนผมไม่มีทางเลือกมาตั้งแต่ตบปากรับคำว่าจะมาดูแลมันเลย จนแล้วจนรอดสุดท้ายเราก็โดนปล่อยลงเกาะกลางถนนตรงแยกหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรเพราะทันทีที่ลงจากรถพยาบาลก็ได้พบว่ารถของสำนักข่าวช่อง 89 ได้จอดติดไฟแดงอยู่อีกเลนพอดี

ฉิบหาย…

“วิ่ง!” มารตาตะโกนบอกผม ทุกอย่างมันฉุกละหุกมาก มันคว้ามือผมให้วิ่งฝ่ารถที่กำลังวิ่งสวนเข้ามาจนเกิดเสียงบีบแตรดังสนั่นไปทั่ว

ดูเหมือนนักข่าวในรถคันนั้นเองก็จะเห็นเหยื่ออย่างเราแล้ว

คือช่วงนี้พี่ศรีกับการณ์ผู้จัดการของมารตาเรียกเราทั้งคู่ไปพบเพื่อบอกว่าให้เราทำตัวห่างๆกันเข้าไว้หากอยากให้ข่าวเงียบ จากนั้นมาผมก็หลบหน้าหลบตามัน มารตาเองก็เหมือนไม่กล้าหน้าด้านมาหาถึงห้องเมื่อผมแสดงท่าทีแบบนั้น สุดท้ายมารตาก็กลับไปเดินควงกับบุหงาเหมือนเดิม ผมจึงได้กลับมาใช้ชีวิตของผมซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ผมต้องการมาตลอด

แต่ไม่รู้สิ...ผมแอบคิดว่ามันมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง ผมได้แต่หงุดหงิดมารตาอยู่นิดหน่อยว่าทำไมมันถึงไม่พยายามที่จะฝ่าฝืนกฏเหมือนที่มันทำกับทุกเรื่อง เหมือนมารตายอมจำนนต่อคำประกาศิตของผู้จัดการง่ายเกินไป เหมือนที่ผ่านมามันไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการแกล้งผมเล่น

จนเป็นฝ่ายผมเองที่คิดมาก คงเหมือนน้ำเต็มแก้ว มารตาคือแก้วที่มีน้ำเปล่าเต็มและทยอยรินน้ำมาใส่แก้วว่างเปล่าของผม พอเทมากๆเข้าจนแก้วน้ำเปล่ามันชินชากับการมีน้ำเจิ่งนองในตัวธารน้ำนั้นก็หยุดลง ทิ้งน้ำค้างเติ่งไว้ครึ่งๆกลางๆ ให้แก้วเปล่าสับสนว่าควรจะเทน้ำทิ้งแล้วกลับไปว่างเปล่าดังเดิมหรือปล่อยให้ความรู้สึกดีๆที่สะสมมาพวกนั้นยังคงอยู่

ผมไม่ควรมารู้สึกอะไรแบบนี้ ไม่ควรแม้กระทั่งสะบัดมือมารตาออกกลางถนน ผมแค่โมโห หงุดหงิดกับความคลุมเครือพวกนี้โดยไม่คิดเลยว่ามันเกือบทำให้มารตาที่ดึงผมเข้ามากอดไว้แน่นโดนรถชนตาย

เอี๊ยดดดดด!!!!

เสียงล้อรถเบรคดังสนั่นไปหลายช่วงตึก มันเฉียดฉิวจะชนกับร่างสูงใหญ่ของมารตาที่เอาตัวเข้ามาขวางผมไว้แค่ปลายก้อย เหตุการณ์ความเป็นความตายตรงหน้าทำให้ผมหน้าซีดเผือด

ผมทำบ้าอะไรลงไป...ผมกำลังเป็นบ้าอะไรวะเนี่ย

มารตาที่กำลังป่วยคือคนที่ดึงรั้งผมออกมาจากกลางถนน ท่ามกลางการยกมือถือมาถ่ายคลิปของหลายคนที่จดจำได้ว่าเราเป็นใคร

ภาพเราวิ่งจับมือกันเด่นหราอยู่ทุกจอโทรศัพท์แต่ครั้งนี้ผมกลับเป็นฝ่ายบีบกระชับมือมารตาไว้แน่นแล้วเป็นฝ่ายลากพาคนป่วยให้มาตามเส้นทางที่ชำนาญเสียเอง

เมื่อก่อนผมวิ่งหนีปาปารัซซี่บ่อย...ถึงตอนนี้จะไม่ได้ทำแล้วแต่การได้กลับมาทำอีกก็ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาพอสมควรเลย

เราวิ่งออกมาไกล แหวกฝูงชนเข้ามาในเอเชียทีคอันอัดแน่นไปด้วยผู้คน ณ ที่แห่งนี้ผมเป็นฝ่ายเดินเข้าไปซื้อหมวกแก็ปมาให้มารตาสวม ส่วนตัวเองก็เอาหนังยางมารวบมัดผมขึ้นเป็นก้อนปัน

มารตามองความเปลี่ยนเเปลงไม่มากไม่มายของผม แต่สำหรับผมที่มองภาพสะท้อนตัวเองในกระจกแค่นี้มันก็เพียงพอแล้วสำหรับดาราตกอับ

“พี่พรางตัวได้แย่มาก”

“กูไม่ได้ดังเหมือนมึงไม่ต้องทำอะไรมากมายหรอก” ผมยอมรับออกมาตรงๆ มันเป็นการยอมรับอย่างไร้ซึ่งการประชดประชันแอบแฝง น่าแปลกที่ผมปลงตกกับสภาพอนาถของตัวเองได้ขนาดนี้

ผมพามันเดินเข้ามาในย่านกลางเมือง แสงสีสวยงามของร้านค้าทำให้ผมผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด อาจเป็นเพราะได้มาอยู่ท่ามกลางความสวยงามพวกนี้โดยที่มีฝ่ามืออบอุ่นของใครบางคนกอบกุมเอาไว้ล่ะมั้ง

หลายต่อหลายครั้งที่เขาแวะเวียนมาเดินที่นี่ลำพัง ความเหงาทำให้คนเป็นบ้าได้เสมอ ผมชอบมองคู่รักเดินจูงมือกันอย่างอิจฉาริษยาที่คนเหล่านั้นได้แสดงความรักต่อกันอย่างเปิดเผย ผมไม่เคยทำแบบนั้นได้เลย

ไม่ใช่แค่เพราะอาชีพที่มีคนจับตามอง...แต่เพราะเป็นคนปากไม่ตรงกับใจ แสดงออกไม่ตรงกับความรู้สึก จึงมักกักเก็บทุกอย่างเอาไว้ตลอด จนใครต่อใครต่างเบื่อหน่ายและทอดทิ้งผมไป

“พี่...เกลียดผมไหม?” คำถามของมารตาทำให้ผมเหลือบมองหน้ามันพลางลดสายตาลงมามองฝ่ามือที่จับกุมกันอยู่ พอผมทำท่าจะปล่อยมารตาก็เป็นฝ่ายบีบกุมเอาไว้แน่น

เหมือนอาการป่วยไข้ทำให้มารตาดูอ่อนแอลง เหมือนกลัวไม่ทุกอย่างแต่สิ่งที่มันทำก็สร้างความสับสนให้ผมอีกแล้ว

ตกลงเรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่...พวกเราเป็นอะไรกัน

“เออกูเกลียดมึง” ผมโกหกคำโต

ผมอยากกลับไปเหมือนเดิม กลับไปโฟกัสแค่วิธีหาเงิน ผมไม่อยากคิดถึงมันแล้ว ผมเหนื่อยกับความสับสน เหนื่อยกับความคลุมเครือ เหนื่อยกับการคาดหวัง เหนื่อยไปหมด

“รำคาญล่ะ?”

“มาก! มึงรู้ไหมว่ากูต้องเสียเวลาแก้ข่าวเรื่องมึงแค่ไหน กูต้องเสียอะไรไปบ้างตั้งแต่มึงเข้ามาในชีวิตกู...กูต้องทำยังไงมึงถึงจะเข้าใจว่ากูเกลียดมึง...เกลียด เกลียดได้ยินไหม!” ผมพาลใส่มัน

ใช่ผมรำคาญ ผมอึดอัด ผมสูญเสียเวลาส่วนตัวไปกับการคิดถึงมัน ตั้งแต่มันเข้ามาใกล้ ตั้งแต่มันล้ำเส้นเข้ามาหาผมก็ไม่เคยได้พบกับความสงบสุขอีกเลย

ผมเกลียดมัน...เกลียดที่มันทำให้ผมสับสนแทบบ้า

“พี่อยากให้ผมหยุดไหม” มันถามเสียงเบาหวิวเหมือนมันกลั้นใจถาม

“.....”

เราเดินมาหยุดตรงริมท่าน้ำ โชคดีที่สะพานตรงนี้ไร้ซึ่งผู้คนและมีโคมไฟสลัวเพียงตำแหน่งเดียวมันจึงทำให้เรามองแทบไม่เห็นอะไรนอกจากเงาตะคุ่มของกันและกัน

ดีแล้ว...ผมไม่อยากให้มันเห็นสีหน้าสับสนของผมตอนนี้

ผมไม่เข้าใจว่าคำว่า ‘หยุด’ ของมันคืออะไร แต่ถ้าหมายถึงอยากให้มันหยุดแกล้งผม หยุดสร้างความคลุมเครือ หยุดทำให้ผมคิดมาก แน่นอนว่าผมมีคำตอบที่แน่ชัดยิ่งกว่าอะไร

“ใช่...กูอยากให้มึงหยุด”

ผมอยากถามว่าตกลงเรากำลังเล่นอะไรกันอยู่แต่ไม่กล้า ผมอยากรู้ว่าที่ผ่านมามันคืออะไร แล้วเรื่องบุหงานี่ยังไงกันแน่แต่ปากมันกลับขยับไม่ออก

ผมเงยหน้าพยายามกลั้นใจถามแต่ลมหายใจผมกลับต้องสะดุดเมื่อเห็นดวงตาที่คลอหน่วงไปด้วยน้ำตาของมารตา

คงต้องโทษโคมไฟตรงริมท่าที่ทำให้ผมยังมองเห็นความเจ็บปวดในดวงตาคู่นั้น...ซึ่งคิดว่ามันคงไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ผมกำลังรู้สึก

“ได้…” มารตาผละปล่อยมือออก แล้วฉวยคว้าถุงยามาถือเอง มันเค้นยิ้มที่ดูฝืนที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา

“ผมจะหยุด พี่สบายใจได้เลยว่าผมจะเป็นเพื่อนร่วมงานกันที่ดี...เหมือนที่พี่ต้องการมาตลอด”

อย่างที่ผมต้องการมาตลอด?

ผมต้องการ...แบบนี้งั้นเหรอ?

คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวผม

มันยืนนิ่งค้างเหมือนรอคอยให้ผมพูดบางสิ่งที่พยายามพูดแต่จนแล้วจนรอดผมกลับพูดมันออกมาไม่ได้ สุดท้ายมารตาจึงหมุนตัวเดินจากไป

แผ่นหลังของมันห่างออกไปเรื่อยๆ เหมือนมันเอาแสงสว่างรอบกายผมจากไปด้วยเพราะยิ่งมันเดินห่างออกไปเท่าไหร่ความมืดมิดก็สาดทับเข้ามาจนมองอะไรแทบไม่เห็นแม้แต่อย่างเดียว

ไม่สิ...น้ำตาที่เอ่อล้นกกำลังบดบังทัศนียภาพทั้งหมดไปต่างหาก

ผมร้องไห้ทำไม? ...ผมควรจะดีใจสิ

ผมต้องดีใจสุดๆไปเลย

“ฮ่าๆ” ผมเค้นหัวเราะ แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นก้อนสะอื้น

กลับมาสิ ไอ้เด็กบ้า

หันหลังกลับมาก่อน...

มันก็ยังเป็นคำที่ผมเปล่งได้เพียงในใจ



-------------------------------------------------------------------

มาอัพเพิ่มแล้วจ้ะ ตัดเปลี่ยนอารมณ์กันแบบฉับพลันไบโพล่าร์กินกันทั้งคนเขียนคนอ่านแน่นอนจุดนี้ ฮ่าๆฝากเม้นติชมด้วยฮะหนึ่งเม้นหนึ่งล้านกำลังใจฮะ

#กองถ่ายจองจำอสุรา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

395 ความคิดเห็น

  1. #395 SUNelf213 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 16:54
    ความจริงคือเธอต้องเคลียร์ตัวเอง หยุดมีข่าวกับผู้หญิงก่อนป่ะละค่อยมาตามจีบเขาอะ นี่ทำแบบนี้ดูน่าเชื่อถือมากมั้งแหม
    #395
    0
  2. #371 Yoseop~Ah :) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 14:04
    หวาาาา พี่ทารคาทำตัวเองอ่าาาา แล้วมารตาจะหยุดแค่นี้จริงๆหรออออ สู้หน่อยสิ โธ่!! จะเป็นยังไงต่อเนี่ยยยยย!!
    #371
    0
  3. #370 matchar_r (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 06:56
    หนักหน่วงหัวจัยฮือออ
    #370
    0
  4. #369 ammykjd (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 23:40
    ตามตรง การกระทำมันไม่แน่ชัดเลยอะมารตา ถึงแม้ว่าจะกล้าพูดกล้านู้นกล้านี่กับทารคา แต่ก็ยังมีข่าวกับผญ.ที่แบบใหญ่(ก็คิดว่าคงกำลังจัดการมั้ง/แต่ทารคาไม่รู้เรื่องด้วยไง) ละยังแก้ไม่เสร็จ ทารคาก็ไม่มั่นใจดิ แกต้องไปเคลียร์ข่าวเว้ย ละคัมแบคยิ่งใหญ่ ให้มั่นใจไม่ใช่เอาแต่พูดจีบหรือคลอเคลีย แต่ให้ทารคาเขามั่นใจไปเลยว่าเนี่ย เออ จีบอยู่นะ แล้วจะเสี่ยวลวนลามอะไรค่อยทำไป และใช่ค่ะ ข่อมอวยทารคา๕๕๕๕๕๕๕ ส่วนทารคาก็พูดแรงแต่มันคงตามประสาเจ้าตัวมั้ง แต่ถ้าปรับก็คงดีอะ คือฟังแล้วเดี๋ยวก็มาคิดมากเองรู้สึกผิดเอง พูดเกินไปปะวะงี้ ผลักไสเขาเองแต่ก็ขาดไม่ค่อยจะได้ คำพูดออกไปแล้วมันแก้ยากไม่พอมันเสียความรู้สึกดั้ว ซอฟท์ๆไว้ดีที่สุด *อิน5555
    #369
    0
  5. #368 ไอแอมอะก้อย (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 22:08

    ซึนทำไม

    #368
    0
  6. #367 CRAZYFROG_DIBII (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 21:44
    นี่เรากำลังจะเป็นไบโพล่าร์ใช่มั้ยคะ
    #367
    0
  7. #366 baragunaja (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 21:37
    สงสารทุกคนอะ TT
    #366
    0
  8. #365 miyuukiMF (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 21:35

    ขอบคุณค่ะ


    ปล.พึ่งจะอ่านตอน4จบพอดี ตอนห้าก็มาเลย โชคดีจังเรา

    #365
    0
  9. #364 Chez-moi (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 21:25
    ทำไมปากไม่ตรงกับใจงี้ มารตาต้องเจ็บมากแน่ๆนะคะ คำว่ารำคาญมันที่สุดแล้วจริงๆนะ
    #364
    0
  10. #363 Earn Waranluk (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 21:24
    ซีนอารมณ์ขั้นสุด หัวใจน้องง ฮือออ TT
    #363
    0