[จบบริบูรณ์] Fic 9 Satra : จองจำอสุรา [มารตา x ทารคา]

ตอนที่ 27 : ๒๔ : มิแปรผัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 87 ครั้ง
    21 เม.ย. 61

หลังจากสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สะเทือนไปทั้งปฐพีทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความสงบร่มรื่น อาณาจักรทั้งหลายหันมาเจรจาสงบศึกกันอย่างเป็นทางการด้วยการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรต่อหน้าบพิตรด้วยกันเองอันถือเป็นการประชุมสภากษัตริย์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เคยมีมา

เอกสารฉบับนั้นถูกคัดลอกและมอบให้แก่ทั่วทุกพระนคร เพื่อให้เป็นดั่งครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่งเคยสัตย์สาบานร่วมกันและจักไม่มีวันตบัตสัตย์ให้เสื่อมเกียรติภูมิเด็ดขาด

ในส่วนของเชลยศึกจากพวกชุมชนคงกระพัน ท้าวมารตาผู้ครองนครคีรีกัณฑ์ก็ถวายมันทั้งหมดให้แก่ท่านไชยราเมศ รับสั่งด้วยองค์เองว่าจักนำไปต้มยำทำแกงอย่างไรก็สุดแล้วแต่พระประสงค์ของกษัตริย์แดนมนุษย์เลย ด้วยเห็นว่าเป็นชนเผ่าเดียวกันน่าจักให้ความยุติธรรมได้มากกว่าให้คนต่างเผ่ามาตัดสินเอาความ

สุดท้ายไชยราเมศก็มีพระราชดำริให้นำคนเหล่านั้นมาถวายการรับใช้ในฐานะข้าราชการในฝ่ายโหรหลวงเสียให้หมด คราแรกก็เกิดข้อครหาไปทั่วแต่ท่านไชยราเมศเลือกจะยุติทุกข้อกังขาด้วยการนำพาทั้งคณะโหรหลวงและเหล่าอาจารย์ไสยเวทย์ทั้งพระนครมาร่วมกันทำพิธีกรรมสาบานตนว่าจะมิมีวันคิดคดทรยศแผ่นดินสยามต่อหน้าพระบรมโกฐิของบรรพกษัตริย์รวมไปถึงต่อหน้าพระพักตร์ขององค์เอง

เหล่าเชลยศึกเดนตายนั้นน้อมรับพระบัญชานั้นอย่างซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเพราะไม่ต้องไปทนคุดคู้ทำงานกุลีดังที่หวาดกลัวในทีแรก เล่นเอาคลายกังวลกันถ้วน

นั่นคือเรื่องราวหนักหนาทั้งหมดที่ผ่านมา...เมฆดำทะมึนเคลื่อนคล้อยจากไปแล้วหลงเหลือแต่แสงอาทิตย์อุทัยส่องเรืองรองให้คนทุกผู้ได้ประสบพบเจอแต่ความสุข

นั่นคือคำว่ากล่าวจากปากท่านโหรหลวงจริงแท้ประการใดก็มิมีผู้ใดล่วงรู้

ดวงอาทิตย์ทอแสงกลางวันจ้าเสียจนไชยราเมศต้องยกมือบดบังแสงแยงตาเหล่านั้นเอาไว้ วันนี้เป็นอีกวันที่เขาหนีงานลงนามแสนน่าเบื่อออกมาเดินชื่นชมพืชไม้นานาพรรณในสวนพฤษชาติหลวง

“เจ้าพุดดงโตวันโตคืนเชียวใยลั่นทมไม่หัดเอาเยี่ยง--อุ๊บ!” ระหว่างที่รดน้ำอย่างสบายอุรานั้นจู่ๆก็มีมือปริศนาเข้ามาฉวยปิดปากก่อนออกแรงลากถูขัติยวงศ์คนสำคัญของรามเทพนครให้หายเข้าไปในป่าดิบชื้นในละแวก

“อื้อๆ!!” ไชยราเมศพยายามดิ้นเร้าอย่างหนัก ในหัวทั้งหวาดหวั่นและสำนึกผิดที่ทหารรักษาพระองค์อุตสาหะย้ำนักย้ำหนาแต่เขาก็ยังดื้อด้านอยากจะออกมาลำพังจนเกิดเรื่องราวเลวร้ายนี้ขึ้น ยามนี้คิดได้สิ่งเดียว

เขาถูกลักมาเรียกค่าไถ่!!!

จากการปิดปากเริ่มเปลี่ยนเป็นล็อคคอและจับมือคนตื่นตระหนกรวบไว้ไพล่หลังไม่ให้ทำอันตรายใดได้ อยู่ในท่านี้ไชยราเมศยิ่งดิ้นรนขัดขืนยากกว่าเก่ามีเพียงขาที่จำต้องเดินตามแรงลากถูกับริมฝีปากเท่านั้นที่ยังเป็นอิสระกษัตริย์แห่งรามเทพนครจึงทำได้เพียง…

“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้! รู้ฤาไม่ว่าข้าคือผู้ใด! ไม่อยากหัวขาดก็จงหยุดก่อนที่ข้าจักหมดความอดทน! หากข้ากลับราชวังช้าเพียงนาทีทหารทั่วทั้งเมืองจะตามล่าเจ้า! ชีวิตของเจ้าจะไม่มีความสุขอีกเลยเพราะฉะนั้น--”

“หึหึ…” เสียงหัวเราะอย่างสุดกลั้นดังขัดวาทะต่อรองของไชยราเมศ ก่อนฝ่ามือที่ทั้งโอบทั้งรัดในคราเดียวกันจะปล่อยออกพร้อมกับหางตาไชยราเมศที่เหลือบเห็นว่าบัดนี้อ้ายโม่งในชุดดำมิดชิดด้านหลังนั้นลงไปคุกเข่าหัวเราะลั่นกับพื้นดินแล้ว

“เจ้า!!…” ไชยราเมศถึงอัปจนคำพูด บุรุษปริศนาทิ้งตัวนอนลงขบขันได้คงทำไปแล้วติดแต่ว่าอาภรณ์ที่สวมใส่ขโมยมาจากเศรษฐีผู้รักการปลอมตัวเป็นนักรบจีนโบราณนินจาอะไรจำพวกนั้นจึงไม่อยากเสี่ยงให้ผ้าเนื้อดีนี้เปรอะเปื้อนเสียตั้งแต่วันแรกที่สวมใส่จึงยังนั่งตัวสั่นเทิ้มอยู่อย่างนั้น

คนโดนหัวเราะอัดชักจะเหลืออดเต็มที ไชยราเมศยืนเท้าสะเอวจ้องคนคุกเข่ากุมท้องหัวเราะเขม็งก่อนสุดท้ายจะตรงเข้าไปคว้าผ้าโพกริมฝีปากที่ปกปิดใบหน้านั้นออกแล้วแทบจะหงายหลังเมื่อดวงหน้าของคนที่พยายามกลั้นขำเต็มที่กลับกลายเป็น…

“ฟงเอ๋อ?!!”

“ใช่ข้าเอง” คนเล่นไม่รู้เรื่องยังคงป้องปากหัวเราะ

เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าไชยราเมศจะเป็นกระต่ายตื่นตูมถึงเพียงนี้ ที่ทำก็ตั้งใจเพียงแค่ลากมาเสวนาในมุมสงบเพราะรำคาญเวลาทหารอารักขาของอีกฝ่ายทาถือกระบองไล่เท่านั้น

แล้วนี่อะไรตื่นตูมเสียอย่างกับจะถูกลักไปขายเป็นแรงงานทาสในนาคาวรรณยังไงยังงั้น!

“ฟงเอ๋อ...เจ้า...เจ้าเสียสติไปแล้วรึไง ทำบ้าอะไรของเจ้าหากข้าหัวใจวายไปจะทำอย่างไร!!! แล้วถ้าข้าร้องดังกว่านี้จนพวกทหารคิดว่าข้าโดนลักพาตัวไปจริงๆจะทำอย่างไรกัน เจ้าบ้านี่!”

“คิดจริงจังก็ดีข้าจะได้ตามน้ำแล้วเรียกค่าไถ่สักสามสิบสี่สิบทองชั่ง”

“ฟงเอ๋อ!!!” ไชยราเมศเค้นเสียงอย่างสุดกลั้น

นี่เขารู้สึกปั่นป่วนกับบุรุษหน้าหนาผู้นี้ได้อย่างไรกัน! ก็เห็นอยู่ตั้งแต่แรกพบสบตากันในคุกใต้ดินว่าโจรผู้นี้ปลิ้นปล้อนกะล่อนยิ่งกว่าผู้ใดใยข้าถึงยังเผลอหลงใหลต่อกิริยายียวนกวนประสาทเหล่านั้นได้!

ไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาเผลอหลงรักฟงเอ๋อเข้าเต็มเปาตั้งแต่แรกพบ เพียงแค่พินหันแล้วพบเจอดวงตาสุกสกาวคู่นั้นเหม่อมองอยู่ก่อนแล้วหัวใจก็เต้นถี่รัวอย่างที่ไม่เคยเป็นกับผู้ใดมาก่อน

ความรู้สึกร้อนวูบวาบที่พวงแก้มก็เช่นกัน มันร้อนระอุจนต้องละสายตาลงมายามอีกฝ่ายส่งยิ้มให้เพราะไม่มีแม้แต่ความกล้าจะมองสบตรงๆ

เขาไม่อยากคิดไปเองว่าการพบเจอกันหลายๆครั้งหลังจากหลุดมาจากนรกบนดินได้มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจของสลัดอากาศคนนั้นแต่จากการละเล่นล้อเลียนแต่ละอย่างแล้วเขาจะกล้ามั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกต้อง

แล้วครานี้ล่ะ...คราที่ลอบฟันฝ่าเข้ามาในมหาราชวังจักมาเพียงเพราะต้องการหยอกล้อกันหรือ...มาเพราะคำนึงถึงเขากันแน่

“ล้อเล่นไปเรื่อยหนา...ชีวิตเจ้าเคยจริงจังกับอะไรบ้างไหมข้าอยากรู้นัก” กษัตริย์แห่งรามเทพนครคว่ำปากลง อดไม่ได้ที่จะจิกกัดคนที่ชอบเล่นสนุกบนความทุกข์ของผู้อื่นเหลือเกิน คำค่อนขอดนั้นทำให้ฟงเอ๋อหยุดหัวเราะแล้วขยับขึ้นมายืนตัวตรง

“มีสิ...มีคนผู้หนึ่งที่ข้าอยากจริงจังด้วย” คำพูดนั้นหามีน้ำหนักเท่ากับนัยน์ตาจริงจังที่จดจ้องมองมาไม่

ตึก ตึก

ไชยราเมศไม่เคยชอบดวงตาคู่นั้นมาแต่ไหนแต่ไร...ยามมันสบมาคราใดดวงใจเขาก็เต้นระส่ำคล้ายจะหลุดออกจากอกมันทุกครั้ง

ไม่ต้องเอ่ยนามผู้ที่หมายมั่นไว้ในใจสายตาฟงเอ๋อก็บ่งบอกทุกสิ่งแล้ว มันชัดเจนเสียจนไชยราเมศเริ่มควบคุมสีหน้าเอาไว้ไม่อยู่

ฟงเอ๋อขยับเข้ามาจนชิดกัน เหมือนการแวะเวียนมาหาเพราะความคิดถึงครานี้มันจะมีความหมายมากกว่าทุกครั้ง ยามเห็นผู้คนรอบด้านใจกล้าหน้าด้านบ่งบอกความในใจกับคนที่หมายปองไปจนหมดสิ้นแล้ว เขาเองก็หมายมั่นอยากจะทำเช่นนั้นบ้างแม้นจะหวาดกลัวอยู่ลึกๆว่าคำตอบอาจไม่ได้เป็นดั่งที่ฝันเอาไว้

ไม่ใช่แค่ความแตกต่างทางชนชั้นวรรณะเท่านั้นที่เขาต้องเผชิญ แต่การที่ต้องพยายามวิ่งเข้าหาอีกฝ่ายเพียงข้างเดียวด้วยที่น่าหวาดหวั่น แต่เขาจักไม่ยอมปล่อยให้ช่วงเวลาที่ไชยราเมศกำลังตกในห้องภวังค์ที่เขาปั้นสร้างหลุดรอดไปแน่

ต่อให้ต้องถูกหมางเมิน หรือตัดบัวไม่เหลือใยก็ไม่คิดจะถอยหลังกลับอีกต่อไปแล้ว หมาวัดตัวนี้มันเบื่อจะแหงนมองดอกฟ้าเต็มทีถึงเวลาที่ต้องตะกายขึ้นไปบนจุดสูงสุดแล้ว แม้นจะต้องตกลงมาตายตกตายต่ำก็ตามที

ฟงเอ๋อเชิดคางไชยราเมศขึ้นมาให้มองสบกันตรงๆ เผยให้เห็นว่าขัตติยวงศ์แดนมนุษย์กำลังเม้มปากแน่น ดวงหน้าแดงเถือกราวกับตำลึงสุกนั้นเด่นชัดกว่าทุกสิ่ง เมื่อเห็นว่าฟงเอ๋อกำลังจะเอ่ยบางอย่างไชยราเมศที่อับอายจนแทบละลายหายไปในอากาศก็ชิงพูดตัดพ้อเสียก่อน

“อย่ามาเล่นกับความรู้สึกข้านะ…”

จักโง่เขลาไปไหมที่ปล่อยให้ดวงใจคิดไปเองว่าคนที่อีกฝ่ายหมายมั่นถึงจักเป็นคนเดียวกับที่อีกฝ่ายมองจ้องอยู่นั่นก็คือตัวเขา

มันอาจหลงตัวเองเกินไปแต่เขาก็ไม่อยากทนกับความคลุมเครือเหล่านี้อีกแล้ว

“ให้ข้าพิสูจน์ไหมล่ะ?” ฟงเอ๋อหลิ่วตา พลางขยับเข้ามาแนบชิดจนร่างทาบสนิทกัน

“ยังไง--อุ๊บ!” เจ้าหนูจำไมยังไม่ทันเอ่ยทักถามได้จบริมฝีปากของสลัดอากาศก็ประกบลงมาดูดกลืนคำถามมากความนั้นไปจนหมดสิ้น บดขยี้เน้นย้ำลงไปราวกับตั้งใจใช้รสจูบเร่าร้อนนี้แทนคำหวานทั้งหลาย

ความหอมหวานเสมือนทุกสิ่งที่ตามหา ดุจดั่งสายธารที่มาหล่อเลี้ยงต้นไม้เหี่ยวเฉาใกล้โรยรา

ฟงเอ๋อเคลียเย้าสอนกษัตริย์เดียงสารักจนอีกฝ่ายหายใจตามไม่ทันจึงจำใจผละออก และสลัดอากาศหนุ่มก็ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ตั้งใจถามย้ำอีกครั้งให้ชัดแจ้งถึงสิ่งที่ตนพร่ำใช้ภาษากายบอก

“ให้ข้าย้ำอีกไหม?”

“............” อยากปฏิเสธเพราะกระดาอายจนแทบหยัดยืนไม่ไหวแต่ก็พึงใจเสียจนไม่อาจกล่าวปฏิเสธสิ่งใดได้ จนสุดท้ายจึงได้แต่ก้มหน้างุดอย่างไร้ซึ่งปากเสียง เป็นฟงเอ๋อที่จัดการเชิดคางมนขึ้นมาอีกคราแล้วบรรจงจุมพิตย้ำลงไปเสียเองราวกับรอคอยโอกาสจะได้ทำเช่นนี้มาแสนนาน

จะจุมพิตไปจนกว่าไชยราเมศจะได้สตินั่นแหละ

และสลัดอากาศหนุ่มที่ควบคุมสัมผัสหยอกเย้านี้อยู่ก็รู้ดีว่าคงจะไม่ใช่เร็วๆนี้เป็นแน่





มารตากระแทกตราสาสน์ประจำราชวงศ์ประทับตรงส่วนลงนามเป็นอันเสร็จสิ้นการตรวจตรากองเอกสารทั้งหมดในสัปดาห์นี้

“เอาล่ะหวังว่าจักไม่มีสิ่งใดมารบกวนเวลาพักผ่อนของข้าอีกนะ” มารตาเน้นย้ำขณะยืนเส้นยืดสาย โหมงานหนักจนแทบไม่ได้หลับนอนร่วมสี่ส้าห้าคืนเพราะอยากสะสางทุกอย่างให้มีเวลาช่วงสุดสัปดาห์กับลูกกับเมียที่พึ่งคลอด เห็นแบบนี้เขาก็เห่อสถานะใหม่ของตนเหมือนกันหนา

จักเป็นพ่อคนทั้งทีก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่างานเข้ามาขวางกั้นความสำราญ...เชื่อเขาเลย

“คิดว่าไม่มีแล้วกระหม่อม ทั้งหมดนี่ก็ล่วงหน้าไปหลายวันแล้วขอรับ”

“ดี” จอมกษตรัย์รับคำด้วยสีหน้าผ่อนคลาย แม้ดวงหน้าจะอิดโรยหนัก แต่พอเพ่งพินิจถึงคนที่รอคอยอยู่ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็แทบจะมลายหายไปจนสิ้น

บัดนี้พระเชษฐากับทารกน้อยทั้งสองจักทำอันใดอยู่หนา...

ยิ่งคิดยิ่งเร่งฝีเท้ากลับไปยังห้องประทับส่วนพระองค์ซึ่งบัดนี้เทหะยักษาและลูกได้เข้ามายึดครองเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่นั่นก็เป็นไปตามประสงค์เขาทุกอย่าง

ตำหนักเกษอาชาหรือตำหนักซ่อนชู้ถูกทุบทิ้งหลังจากเหตุการณ์วิปโยคผ่านมาไม่นานเป็นอันปิดตำนานเรือนฉาวโฉ่แห่งทศวรรษลงไปในที่สุด ท้าวมารตารับสั่งไม่ให้ผู้ใดเอื้อนเอ่ยถึงมันอีกราวกับจะฝังอดีตแสนเลวร้ายทั้งปวงเอาไว้กับซากปรักหักพังเหล่านั้นเสียเลย ส่วนเรือนทารกานต์ท้าวมารตาก็ยังไม่เอื้อนเอ่ยถึงเช่นกันคาดเดากันไปต่างๆนานาว่าพระองค์ท่านอาจใช้มันเป็นเรือนหอไม่ก็ยังหาโอกาสเหมาะๆบอกเล่าแก่ผู้ที่สร้างถวายไม่ได้

คีรีกัณฑ์ในยามนี้เรียกได้ว่ากลายเป็นเมืองหลวงที่สงบร่มเย็นที่สุดแห่งหนึ่ง และเมืองหน้าด่านทั้งสิบสองของเหล่ายักษ์ก็เริ่มมีการเปิดนครให้คนต่างเผ่าพันธุ์ได้เข้ามาทำมาหากินแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอย่างมากขึ้น  

มีการออกกฏมนเทียรบาลกลางที่ลงพระนามโดยกษัตริย์จากทุกเผ่าพันธุ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ อันว่าด้วยกฏหมายของการอยู่ร่วมกัน มีผลบังคับใช้กับทุกชาติพันธุ์แม้แต่วรรณะกษัตริย์เองก็ไม่มีข้อยกเว้น เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของการเจริญสัมพันธไมตรีเลยก็ว่าได้ และผู้ริเริ่มให้เกิดวาระนี้ก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจากท้าวมารตาผู้วางตัวเป็นราชาผู้นำสันติเป็นที่ตั้งนั่นเอง

หากพูดถึงการเปลี่ยนเเปลงภายในและภายนอกอาณาจักรคงมีเพียงเท่านี้ แต่หากกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงในรั้วราชวังเหล่าข้าทาสบริวารก็เห็นพ้องต้องกันว่ามันคือเรื่องของความแช่มชื้นอุราที่ได้เห็นโอรสทั้งสองพระองค์ของท่านอนันตยักษาได้อยู่ครองคู่กันอย่างมีความสุขในฐานะสามีภริยาจนมีสายทองคล้องใจถึงสองห่วงด้วยกันแม้นจะยังไม่ตบแต่งให้เป็นกิจลักษณะก็เถิด

ทารกทั้งสองนั้นเป็นฝาแฝดชายหญิง พระโอรสมีนามว่า ‘มครา’ และพระธิดามีนามว่า ‘อมรา’ ทั้งสองพระองค์ละม้ายคล้ายคลึงกับบุพการีทั้งสิ้น กล่าวคือท่านมคราซึ่งเป็นบุรุษ เป็นทารกตัวใหญ่ยักษ์นางสนมกำนัลโอบอุ้มทีต้องใช้ถึงสองแขน วรกายของพระองค์มีสีแดงชาดเสมอเหมือนพระบิดาแต่พระเกศากลับเป็นสีเพลิงไฟคล้ายของพระมารดา ตรงข้ามกับพระภคินีอมราที่มีวรกายสีเขียวหยกดั่งผิวกายพระมารดาและมีพระเกศาสีขาวสะอาดตามแบบฉบับพระบิดา ทั้งสองพระองค์เติบใหญ่แข็งแรงสมบูรณ์แม้นผ่านมาเพียงสองเดือนเศษก็เริ่มกินนอนได้เองจึงไม่เป็นการหนักอกหนักใจแก่ผู้เลี้ยงดูฟูมฟักนัก

บ่าวไพร่ต่างโค้งคำนับให้จอมกษัตริย์ที่เสด็จพาดผ่านมาจนถึงคิวของนางผ้าสามสีหรืออาฮินจายา กุสรา และมาหน่าที่นั่งพับเพียบรอถวายการรับใช้อยู่ด้านหน้าห้องบรรทม ทั้งสามคลานเข่าเข้ามากราบกรานท่านท้าวแล้วเพ็ดทูลเสียงเจื้อยแจ้ว

“ท่านทารคาพึ่งกล่อมพระโอรสและพระธิดาหลับไปได้สักประเดี๋ยวนี้เองเจ้าค่ะ”

มารตาพยักหน้ารับ ก่อนผลักบานประตูไม้เข้าไปภายในและมองสบพี่ชายของคนที่พึ่งโก่งโค้งวางมคราลงบนเปลญวนได้สำเร็จ

จะอ้าปากทักตามประสาก็ถูกทารคามองตาเขียว แล้วใช้สายตาสั่งให้อนุชาหุบปากลงเสียเพราะโอรสและธิดาพึ่งยอมหลับนอนเมื่อสักครู่หากส่งเสียงดังแล้วเด็กน้อยตื่นจากนิทราขึ้นมาอีกเขาคงได้หัวเสียจนเผลอหักคอใครสักคนแก้เครียดเป็นแน่

มารตายิ้มเจื่อนกลับกลายเป็นต้องมาใช้ภาษามือกับเมียทั้งที่หมายมั่นปั้นใจจะมาเอ่ยบางสิ่งที่สำคัญแท้ๆ แต่หลังจากสรงน้ำเสร็จสรรพก็อาศัยทีเผลอตรงเข้ามากอดหอมทารคาที่พึ่งเอนกายพิงเขนยเคียงบนพระแท่นบรรทมทันทีแล้วกระซิบบทสนทนาพาทีขัดกระเเสเสียงที่ตั้งท่าจะดุด่าทันควัน

“ลูกหลับไปนานแล้วหนาไม่ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงกระซิบแผ่วเบาพวกนี้หรอก”

ทารคาเหลือบมองคนที่จู่ๆก็เข้ามาตระกองกอดตาเขียวแต่ก็ไม่ได้อิดออดอันใดติดจะฉงนสงสัยด้วยซ้ำว่าเหตุใดมารตาถึงไม่แจงเจตจำนงค์ที่ดี๊ด๊าเข้ามาหาให้รู้แจ้งสักที

“มีอะไร?” สุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายเอื้อนเอ่ยถามออกไป หางตาเหลือบมองคนยิ้มแป้นแล้นจนน่าหมั่นไส้เป็นระยะ จึงทันได้เห็นแววตาประหม่าของมารตาที่เริ่มสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นก่อนกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู

“ข้ามาทวงสัญญา”

“สัญญาอันใด?” มาถึงตรงนี้เทหะยักษาเริ่มตระหนักได้แต่ก็ทำเป็นเฉไฉถามไปราวกับไม่เคยนึกจำสิ่งใดได้ แม้ว่าพวงแก้มและริมฝีปากที่เริ่มเม้มเข้าหากันอย่างกระดากอายจะไม่เป็นใจในการแสร้งทำหมางเมินก็ตาม

อสุราสีชาดเว้นจังหวะหายใจก่อนค่อยๆเอ่ยออกมาไม่เต็มเสียง

เคยถูกปฏิเสธด้วยฝ่าตีนมาแล้วคราหนึ่งให้มั่นหน้าอีกก็คงไม่อาจทำไหว

“แต่งงานกับข้านะ…”

คำไม่กี่พยางค์แต่ความหมายมากล้นที่เคยสดับฟังมาก่อนหน้าดังขึ้น แม้จะถูกเอื้อนเอ่ยออกมาอีกสักกี่หมื่นกี่พันครั้งทารคาก็คาดว่าเขาคงไม่อาจทานทนต่อความขัดเขินที่แล่นปราดเข้ามาได้สักครั้ง

นัยน์ตาสีอำพันแสร้งหรี่ลง ริมฝีปากงุ้มงอคล้ายคว่ำลงต่างจากดวงหน้าที่เชิดขึ้นสูงราวกับไม่ได้สะท้านสะเทือนต่อถ้อยคำชวนใจสั่นเลยแม้แต่น้อย

“อย่ามาอวดอ้างสัญญาใดเลยในเมื่อแม้แต่วาระสุดท้ายของอ้ายหมอผีจัญไรนั่นก็เป็นข้าที่ต้องลงไม้ลงเอง--”

“อย่าบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น” น้ำเสียงกระซิบเริ่มกดต่ำดังขึ้นอีกโทนเพื่อขัดคนที่จู่ๆก็ช่างจำนรรจาขึ้นมา ฝ่ามือสีชาดดึงดันให้ดวงหน้าเทหะยักษาที่นาบอิงบนอกตนได้หันมองสบกันโดยตรงเพื่อให้รู้ว่าตนไม่ได้คิดล้อเล่นกับเรื่องนี้

ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครา เมื่อถูกจ้องและตรึงรั้งไว้ด้วยอ้อมกอดแสนอุ่นนี้จึงยากนักที่จะคิดหาคำใดมาปัดป้องไม่ให้เสียเกียรติและศักดิ์ศรี แต่ให้อ้างถึงความโกรธากาลก่อนก็ไม่ใช่เรื่อง เป็นเขาที่ไม่อยากนึกถึงให้ขุ่นมัวเสียมากกว่า แต่กระนั้นให้เอื้อนเอ่ยตรงจิตใจคงไม่สมฉายาทารคาผู้ปากหนักดั่งเขาพระสุเมรุถ่วงเป็นแน่

“เกิดเสียงครหาปานนี้...ใครจักปฏิเสธให้เสื่อมเกียรติได้ลงเล่า และ...และ”

มารตามองสีหน้ากริ้วจัดพลางบ่นอุบถึงธรรมเนียมเก่าเก็บที่พวกเขาพังพินาศย่อยยับมันเสียทุกข้อจนกลายเป็นขี้ปากคนทุกผู้ แต่รอยยิ้มจากจอมราชเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวยามเห็นคนอวดอ้างสิ่งอื่นเริ่มหาคำพูดใดมาแถต่อไม่ได้

เอาเถิด….หากตอบรับดีกว่านี้คงเป็นผู้อื่นจำแลงกายมาเป็นแน่

ฟอด!

มารตาคิดอย่างเอ็นดูพลางกดริมฝีปากลงไปหอมแก้มคนขวยเขินจนพูดมากผิดวิสัยแล้วค่อยๆกดจูบปิดปากเอาไว้ไม่ให้ทารคาทันปรามาสว่าร้ายไม่เข้าหู

ความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลหลอมรวมอยู่ในรสจูบหอมหวานเกินกว่าสิ่งใดจะมาพรรณาได้นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มารตามองจ้องดวงหน้าเคลิบเคลิ้มของคนในอ้อมกอดพลางย้อนคิดไปถึงจุดประสงค์แรกในการก่อสงครามกับพระเชษฐาแห่งตน

การจองจำอันวิปลาสนี้เกิดจากตัณหาและความรักที่ฝังรากลึกอยู่ในใจกลางความรู้สึกวิปริตของตัว

ทำเป็นหลอกตัวเองว่ากระทำทุกอย่างไปเพราะความคั่งแค้นที่ทารคาพรากหญิงงามแห่งรามเทพไปจากอก  

ปลุกปั้นหลอกสหายให้กอบกู้เอกราชจากพี่ชายจอมเผด็จการของตัวด้วยใจหวังว่าหากเทหะยักษาผู้นั้นปราชัยจักง่ายต่อการดึงรั้งมาไว้กับตัวมากกว่าให้เป็นใหญ่อยู่อย่างนี้

แม้นยามปราบดาภิเษกตัวเองขึ้นครองราชย์ก็มิมีผู้ใดทัดทานเพราะตนเปรียบดั่งรัชทายาทองค์ที่สองที่มีสิทธิ์ในราชสมบัติและเพียงแค่นำพาอดีตราชาผู้สิ้นไร้ไม้ตอกกลับมาจองจำที่คีรีกัณฑ์ทุกสิ่งก็สำเร็จเสร็จสมตามใจปรารถนา

ได้มอบสถานะใหม่ที่จองจำเราทั้งคู่ไปจนตราบสิ้นชีวิต ราวกับเป็นอีกข้ออ้างในการครองคู่กับคนที่หมายใจไว้ตั้งแต่จำความได้

การกระทำนี้เห็นแก่ตัวนักแต่ก็ได้ผลชะงัดนักไม่ใช่หรือ?

“ข้ารักพี่...รักดั่งครึ่งชีวิตของตัวเองท่านล่ะ เคยรู้สึกเช่นนี้กับข้าบ้างรึไม่?” มารตาหลับตาลงปล่อยให้อดีตนำพาคำหวานซึ้งที่เคยเอ่ยถามในอดีตมาทวงถามอีกคราในยามที่เติบใหญ่จนรู้ความกันทั้งคู่

แม้นจักรู้ดีแก่ใจจากการกระทำทุกอย่างที่ผ่านมาแต่เขาก็โลภจนอยากฟังมันจากเจ้าตัวเอง

“!...”  ทารคาหรุบตาต่ำ คำถามที่กระซิบกระซาบข้างหูดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท และคำตอบก็แทบไม่ต้องประมวลผลให้มากความเพราะมันไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเป็นอื่นมีแต่จักเพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าทวีในทุกเดือนปี

“เจ้ารู้อยู่แล้ว...”

ริมฝีปากสั่นเทิ้มราวกับประหม่าหนักของทารคาถูกจุมพิตเบาหวิวข้างแก้มเร่งเร้าเป็นระยะ และเมื่อทานทนต่อความอุ่นวาบเหล่านั้นไม่ไหวจึงปล่อยใจไปจนหมดสิ้น

“เจ้ารู้ดีมารตา รู้อยู่แล้วว่าข้า…” ทารคามองฝ่ามือที่ถูกฉวยไปกุมตรงอุทร ปลายนิ้วสีชาดสอดประสานเข้ามาจนไม่เหลือช่องว่าง “รักเจ้า”  

ราวกับเสพติดความเจ็บปวดจนบ้าคลั่ง

โดนทำร้ายทำลายจนเกือบสิ้นสติสมประดีแต่ก็ยังพร่ำนึกถึงด้วยห้วงความรู้สึกเดิมราวกับเป็นบ้าใบ้

ให้อภัยเสมอเพราะรู้ดีแก่ใจว่าสายเลือดเดียวกันให้ดีร้ายอย่างไรก็ตัดกันไม่ขาด หลอกตัวเองเช่นนั้นมาตลอด หากแต่แท้ที่จริงแล้วเขาเพียงแต่ไม่อาจทานทนกับการต้องรังเกียจเดียดฉันท์กันเองได้

กับมารตาเขามีให้ได้เพียงความรู้สึกเดียวเท่านั้น

ทารคาขยับหันมามองดวงหน้าของคนที่เลี้ยงดูฟูมฟักมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยจนบัดนี้สูงใหญ่เกินตัวแล้วเอ่ยย้ำในสิ่งที่ล้นทะลักอยู่ในอกอย่างไม่อาจปิดกลั้นได้อีกต่อไป

“รักแต่เจ้าเพียงผู้เดียว”    

                                                                                      

                                            


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนหน้าก็จะถึงจุดจบของเรื่องนี้ล้าว ก่อนอื่นกล่าวขอบคุณไว้ตรงนี้เลยนะคะที่อุตส่าห์ติดตามอ่านมาจนถึงตอนนี้ แง ไม่คิดไม่ฝันเลยค่ะว่าจะพอมีคนสนใจฟิคเรื่องนี้มากมายขนาดนี้ ยังไงก็ฝากติดตามในอนาคตด้วยเนาะเผื่อเราเขียนดอะไรเพิ่มเติม ตามอัพเดตต่างๆได้ที่เพจเฟสบุ๊ค KuFei-TanZ  หรือแอคทวิต @kufei_tanz นะคะ ไม่ก็ตามแท้กนี้เลยฮะ #มารตาจองจำทารคา

ฝากเม้นติชมเหมือนเดิมค่ะ 1 เม้น 1 ล้านกำลังใจ                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 87 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

395 ความคิดเห็น

  1. #391 Mamimilky (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 19:37

    แงงงงง เขินอ่ะ!!!!
    #391
    0
  2. #320 jeanhawl (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 09:38

    น้ามตาาาา อ๊าาาาา รักทารคามากๆเลย ฮือออออออ //รู้สึกปลื้มปิติ แงงง

    #320
    0
  3. #319 SW_Nadear (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 23:07
    รั๊กกกกกกกกกกเรื่องนี้ หวังว่าจะมีเรื่องใหม่ๆออกมาให้ติดตามเรื่อยๆน้าาา
    #319
    0
  4. #318 เธกเนเธฒเธขlเธชเธทoธ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 22:33
    อ๊อดกะพี่บากหายไปไหนนนนนนน
    #318
    0
  5. #317 Pann (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 18:22
    ใจหายอะ จะจบแล้วเหรอ จะมีตอนพิเศษมั้ยอ่าาาา
    #317
    0
  6. #316 ammykjd (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 15:44
    ตอนหน้าละเหรอ...เรารู้ว่าไรท์ใจดีและน่ารักม้ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อย่าลืมตอนพิเศษให้ชุ่มชื่นสักนิดนะ เป็นกำลังให้ตลอด รออัพเสมอเลย รักน้า ต้องคิดถึงมากแน่เลยอ่า
    #316
    0