[จบบริบูรณ์] Fic 9 Satra : จองจำอสุรา [มารตา x ทารคา]

ตอนที่ 25 : ๒๒ : วางใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,042
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    13 เม.ย. 61

ราตรีอันเงียบเหงาในเกาะนกแอ่นถูกเปลี่ยนเป็นค่ำคืนที่น่าอภิรมย์ที่สุดค่ำคืนหนึ่งเพราะเหล้ายาและนารีจากเหล่าโจรสลัดหมิง

สืบเนื่องมาจากเสี่ยวหลานกับฟงเอ๋อมาแวะพักเรือบินที่เรือนอ๊อดเมื่อเห็นว่าทิวานี้ผ่านแดนเกาะนกแอ่นพอดิบพอดี แน่นอนว่างานนี้ทั้งอ๊อดและพรานทมิฬได้รับของฝากเป็นข้าวสารอาหารแห้งจากแผ่นดินใหญ่กันถ้วนหน้า

“เจ้าส่งเหยี่ยวอาคมอะไรของเจ้ากลับไปที่คีรีกัณฑ์รึยัง?” เสี่ยวหลานเอ่ยถามอ๊อดขณะใช้ตะเกียบคีบหมูแผ่นมาย่างบนตะแกรงเหล็ก

“เรียบร้อยแล้วล่ะ เบิ้มคงดีใจที่พวกเจ้ายอมช่วยเหลือ” อ๊อดยิ้มละไมพลางนึกถึงม้าเร็วที่มาถึงยามบ่ายแก่ของวันอันว่าด้วยเรื่องการขอให้เข้าร่วมศึกสงครามเพื่อช่วยเหลือเทหะยักษาที่ถูกคำสาปส่งจากหมอผีแดนมนุษย์

เรื่องนี้มันน่าเหลือเชื่อจนพวกเสี่ยวหลานและฟงเอ๋อหยุดหัวเราะกันไม่ได้เลย ลูกเรือโจรสลัดหมิงก็มีทีท่าเดียวกัน ถึงเขาจะไม่ได้อะไรนักแต่ก็ประหลาดใจไม่แพ้ใคร คนอย่างเทหะยักษาน่ะหรือจะพลาดท่ามนุษย์จนเกิดเรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ได้ แต่จะไม่เชื่อก็คงต้องเชื่อชาดร้อนใจจนส่งสาสน์ด่วนมาขนาดนี้คงลืมไปแล้วกระมังว่าติดต่อกันทางเหยี่ยวอาคมมันว่องไวกว่า

เรื่องเทหะยักษาก็น่าคิดหนัก แต่คนที่น่าห่วงกว่าเห็นจะเป็น...

“พี่บากอิ่มแล้วหรือจ้ะ?” อ๊อดตัดสินใจถามคนที่นั่งอมข้าวไว้จนแก้มอูมราวกับได้รับยาเบื่อ ตั้งแต่จูบที่เผลอไผลมีให้กันพี่บากก็ยังแวะเวียนมาหาเขาบ้างแต่ไม่ได้พูดเจื้อยแจ้วกันเหมือนดังก่อน แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นบ้าใบ้ไปเลยเฉกเช่นยามนี้

คงเป็นห่วง...เทหะยักษามากเลยสินะ

“อืม...อิ่มแล้วล่ะ” พรานทมิฬเอ่ยตอบสั้นแกน ท่าทีเหล่านั้นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มกังวลใจ

เขารู้ว่ามันไม่เหมาะไม่ควรที่เขาจักพึงใจกับคนที่เข่นฆ่าครอบครัวตัวเอง แทบไม่มีวันให้อภัยได้ด้วยซ้ำแต่พอได้รู้แจ้งถึงมูลเหตุแท้จริงที่พี่บากกระทำลงไปเขาก็ถือโทษเอาความไม่ลง...ติดจะเข้าอกเข้าใจดีด้วยซ้ำ

อมนุษย์ผู้นั้นถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ต้องทุกข์ตรมกับการตกเป็นทาสในเรือนเบี้ยของมนุษย์ใจทราม และต้องทนเห็นสายตารังเกียจเดียดฉันท์จากทุกเผ่าพันธุ์ที่ยังดำรงอยู่บนโลกในฐานะชาวทมิฬคนสุดท้าย

เพราะแบบนั้นเขาจึงรู้สึกว่าไม่อยากให้ความเจ็บปวดใดมาย่างกรายพรานทมิฬอีก ความห่วงหาอาลัยยามมันบ่มเพาะรวมด้วยกันมากเกินไปจึงเกิดเป็นความรู้สึกรักในเวลาต่อมา

รักแม้นจะรู้ดีว่าไม่ควร...แต่ทำอย่างไรได้เล่าเขารู้สึกเช่นนั้นไปแล้ว รสจูบในครานั้นก็ยังไม่เลอะเลือนไปจากห้วงความทรงจำ ยังติดตรึงให้เพ้อถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวานด้วยซ้ำ แล้วจักปล่อยผ่านความรู้สึกมากมายเหล่านี้ไปได้อย่างไร

เสียงของฟงเอ๋อเรียกให้อ๊อดจำต้องละสายตาจากพรานทมิฬ

“อันที่จริงพวกข้าก็ไม่อยากทำหรอก...ความเคียดแค้นยังหนักอึ้งอยู่ในอกแต่มารู้ทีหลังนี่สิว่าเทหะยักเวรนั่นแท้ที่จริงแล้วก็มีหัวจิตหัวใจกับเขา เจ้ารู้ข่าวที่ยักษ์ตนนั้นฝากฝังบ่าวมาส่งมอบยุทโธปกรณ์และข้าวของเหลือใช้จากคีรีกัณฑ์มาแบ่งปันทั้งเมืองมนุษย์กับวานรรึไม่เล่า ตอนแรกข้าก็ไม่อยากจะเชื่อหูนักแต่เห็นคนจากแดนยักษ์มาแจกจ่ายข้าวของกับตามาเลยจำต้องเชื่อ...ไอ้ชาดนะไอ้ชาดดูมันสุขุมเยี่ยงนั้นก็ยังมีดีจนกำราบเสือให้กลายเป็นแมวจนเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้นะเหวย ฮ่าๆ!” คำพล่ามมากจากคนเมามายทำให้บรรดาลูกเรือหัวเราะตามอย่างเสียไม่ได้เพราะมันตรงกับที่ใจคิดไม่มีผิดเพี้ยน

“จนข้าเริ่มสงสัยแล้วสิว่าเรียบร้อยอย่างอ๊อดจะมีกรงเล็บอะไรซ่อนไว้ภายในกับเขารึเปล่า” เสี่ยวหลานจอมเย้าแหย่แสร้งเอาตะเกียบเชิดคางหนุ่มน้อยขี้อายให้เงยขึ้นสบตาท่ามกลางเสียงผิวปากล้อเลียนของบ่าวทั้งหลาย

“ขะ...ข้าไม่มีของพรรค์นั้นหรอกนะ”

“มีแค่หมัดมวยกับเก้าศาสตราไปกระทืบหน้าเทหะแมวหง่าวมาได้เท่านั้นเอง อ่อเรื่องมือไวตาไวด้วยอย่าคิดว่าข้าจะลืมว่าเจ้าเคยจับหน้าอกข้านะ” เสี่ยวหลานยังไม่เลิกเย้าหยอก เธอใช้นิ้วดึงแก้มสีแดงระเรื่อของคนขัดเขินจนมันยืดยาว

แกร็ง! เสียงถ้วยเซรามิกกระทบโต๊ะไม้ดังขัดเสียงเฮรอบด้าน ส่งผลให้สายตาทุกคู่จะตวัดไปมองต้นตอของเสียงนั้นก่อนพบเข้ากับดวงหน้านิ่งสงบของพรานทมิฬ

“เอ่อ...พี่บากถ้ายังหิว--”

“ข้าจะไปหยิบเนื้อมาเพิ่มให้ ทานกันไปเถอะ” ว่าจบพรานทมิฬก็ลุกออกไปทันทีทิ้งให้คนทั้งสามสี่โต๊ะมองตามกันอย่างฉงนใจ

“หืมเขาไม่พอใจอะไรรึเปล่า?” เสี่ยวหลานอาศัยลางสังหรณ์อันเฉียบคมของสตรีตีความท่าทางแปลกๆนั้น แต่เธอก็ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังอะไรนักจึงไม่อาจเข้าใจได้ว่าอมนุษย์ผู้นั้นเคืองขุ่นสิ่งใด

“อา...อาจเป็นเรื่องเทหะยักษาน่ะจ้ะ ยังไงเสียพี่บากก็เคยเป็นขุนศึกคู่บัลลังก์มาก่อนคงรู้สึกไม่สบอารมณ์นักยามได้ยินพวกเราล้อเลียนอดีตนายของตัว” อ๊อดยิ้มแหย พยายามหาเหตุผลในท่าทีหงุดหงิดงุ่นง่านนั้นไปเรื่อยเปื่อยเพราะไม่อยากปล่อยให้ใจเผลอคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะรู้สึกหึงหวงตนอยู่

มันเป็นความคิดที่เข้าข้างตัวเองเกินไป

เหล่ามนุษย์กลับมาเสวนาพาทีกันต่อได้ในเวลาไม่นาน ฝอยกันออกรสออกชาติเสียยังกับไม่ได้พบเจอกันมาแรมชาติ

พรานทมิฬขันอาสาล้างถ้วยล้างชามให้คนอื่นๆ ท่าทีที่ดูยังไงก็เหมือนการหาทางปลีกวิเวกนั้นทำให้อ๊อดต้องหาเรื่องออกจากวงสนทนาแล้วเดินตามหา สุดท้ายก็มาพบเจอตัวที่ริมทะเลห่างไกลจากเรือนมาไกลโข ณ ที่ตรงนี้แทบไม่ได้ยินเสียงร้องรำทำเพลงของพวกโจรสลัดหมิงเลยและนั่นเหมือนตัวบอกกรายๆว่าพรานทมิฬไม่ได้ชอบความวุ่นวายนั้นเท่าไหร่นัก

ต่างคนต่างจรดจ้องผืนฟ้ามืดสนิทโดยไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใดจนในท้ายที่สุดพรานทมิฬก็เป็นฝ่ายเริ่มก่อนเมื่อทนความสับสนไม่ไหว

“มันเป็นยังไง?”

“หืม?”  อ๊อดเหลือบมองคนที่จู่ๆก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ความรู้สึกชอบของมนุษย์น่ะมันเป็นยังไง?” พรานทมิฬขยายความ แต่ก็ไม่ได้ละสายตาจากดวงดาวบนฟากฟ้าคล้ายกับไม่กล้าหันไปเผชิญหน้ากับความหวั่นไหวในดวงตาสีกรักดำนั้น

เขาเลือกจะถามออกไปอย่างซื่อตรงเพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไรต่อตัวเขา ความสับสนเหล่านั้นกัดกินความคิดเขาตลอดเวลาและยิ่งทวีคูณขึ้นยามที่แม้แต่ตัวเองเขายังเผลอไผลมอบรอยจูบให้อ๊อดไปในคืนนั้น ทั้งที่ตั้งมั่นจะถอยห่างออกมาแต่ก็ทำไม่ได้จำต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพื่อมาร่วมทานข้าวร่วมหม้อกันในทุกค่ำคืน

กับเรื่องเมื่อครู่ก็เช่นกัน เขาควรจะนึกโกรธมนุษย์ปากพล่อยที่มันเอ่ยถึงท้าวเธอเช่นนั้นแต่เขากลับไม่พอใจที่สตรีนางนั้นแตะต้องกายาเด็กคนนั้นมากกว่าแถมอ๊อดก็นั่งนิ่งเฉกเช่นปูนปั้นราวกับไม่กระอักกระอ่วนใจเลยด้วยซ้ำ

อารมณ์แปลกๆเหล่านี้กำลังเล่นงานเขาจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ...แต่เหนือสิ่งอื่นใดมันเริ่มล้นทะลักออกมาเสียจนต้องเอ่ยถามว่าเหตุใดเด็กคนนั้นถึงมารู้สึกต่อเขาเช่นนั้น และ...มันเป็นสิ่งจริงแท้หรือแค่สงสารกัน

“ข้าฆ่าครอบครัวเจ้า...ฆ่าอาจารย์และพ่อเลี้ยง สังหารทุกคนที่เจ้ารัก...ทั้งที่เป็นแบบนั้น--”

“มันเป็นวังวนแห่งความแค้นที่ข้าเลือกจะยุติมันลง...ข้าปลดปล่อยพี่ ให้ชีวิตพี่เพราะพี่สมควรได้มัน ให้ความบาดหมางอันไร้จุดจบมันหยุดลงที่การสูญเสียของเราเถอะนะจ้ะ” เด็กน้อยวัยไม่ถึงยี่สิบแต่วุฒิภาวะกลับมากมายจนผู้อาวุโสกว่าต้องเหลือบมองอย่างประหลาดใจ

เด็กคนนี้มักทำในสิ่งที่มนุษย์ผู้อื่นไม่พึงทำ และไม่เคยบิดเบือนทัศนคติดั้งเดิมจนเขาเชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่าแต่ละถ้อยคำที่หลุดออกมาคือสิ่งจริงแท้

เพราะแบบนั้นไง…

“มันก็ประหลาดอยู่ดีที่เจ้าจะรู้สึก...”

การปิดกั้นนั้นยิ่งเหมือนคมมีดกรีดความยับยั้งช่างใจ ทั้งสายลมและแสงดาวก็ต่างคลอเคล้าคล้ายกับพยายามผลักดันให้เด็กน้อยได้พูดตามเสียงหัวใจตนสักที

“ข้ารักพี่...มันประหลาดตรงไหนกัน”

จนได้…

อ๊อดเผลอกำหมัดแน่น ดวงตามองทอดออกไปยังผืนฟ้ากว้างไกลอย่างประหม่าเกินกว่าจะหันมามองผู้สดับฟังตรงๆได้

พรานทมิฬพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ความสับสนยิ่งหนักอึ้งในอกเมื่อได้ยินคำสารภาพเถรตรงเช่นนั้น

คำว่ารักจากดวงใจบริสุทธิ์ไม่ควรมาด่างพล้อยเพราะคนอย่างเขา

“...เจ้าไม่ควรพูดคำนั้น” บากเค้นเสียงพูด แม้จะเอ่ยอย่างนั้นแต่สองมือก็ยกขึ้นทึ้งศีรษะอย่างสับสน

เขาไม่สมควรปีติที่อ๊อดบอกความในใจต่อเขา มันไม่สมควรมีความรู้สึกนี้ก่อเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำเพราะคำว่ารักเหล่านั้นมันไม่ควรค่าแก่คนที่สังหารครอบครัวอ๊อดอย่างเลือดเย็นเลยแม้แต่น้อย

แต่ดูเหมือนคำรำพึงนั้นจะถูกตีความไปอีกสิ่ง กับอ๊อดที่สำเหนียกตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพอโดนตัดบัวไม่เหลือใยเลยยิ่งเจ็บช้ำ ความผิดหวังถาโถมเข้ามาจนเด็กน้อยเดียงสาในสายตาคนทุกผู้เริ่มกัดฟันกรอด

“พี่ไม่มีสิทธมาห้ามไม่ให้ข้ารักพี่…” เสียงที่เปล่งติดขัดคล้ายมีคมหอกคาอยู่ตรงเส้นเสียง มันคงจะฉายชัดถึงความโกรธามากกว่านี้หากนัยน์ตาสีเปลือกไม้ไม่ได้มีน้ำตารื้นเอ่ออยู่ด้วย “ทีพี่รักเทหะยักษาทั้งดวงใจ...ข้ายังไม่เคยห้ามพี่สักคำ”

“!!...” คำปรามาสทำให้พรานทมิฬตวัดสายตากลับมามอง ก่อนต้องนิ่งค้างไปราวกับถูกรากไม้พันปีพันธนาการไปทั้งร่างเพราะดวงตาที่รื้อเอ่อไปด้วยหยาดน้ำตาของคู่นั้น

สมองสั่งการให้เดินหนีออกจากบรรยากาศยน่าอึดอัดนี้แต่หัวใจกลับเรียกร้องอีกสิ่ง ท้ายที่สุดร่างกายก็หนีจากความต้องการในดวงใจไม่ได้

พรานทมิฬคคว้าฝ่ามือเด็กน้อยที่ยืนเคียงข้างกันมากุม ยิ่งได้รับแรงบีบตอบกลับมาราวกับต้องการความอบอุ่นนี้นักหนาความสับสนยิ่งค่อยๆเจือจางหายไป

ภาพของนายเหนือหัวที่ปักใจรักมาแรมปีค่อยๆมลายหายไปช้าๆ ...กับเทหะยักษาเขาคือฝ่ายวิ่งตามจนเหนื่อยล้าไปทั้งกายใจแต่กับอ๊อดคือคนที่ให้โอกาสและเคียงข้างเขาเสมอหากเพียงแค่เหลือบมองก็จักเห็นอีกฝ่ายอยู่ร่ำไป ทุกสิ่งทำให้เขาถอยกลับมาตั้งต้นหาความต้องการที่แท้จริงใหม่

และเขาค้นพบว่าเขาเลือกความจริงข้างกายมาเนิ่นนานแล้ว...นานตั้งแต่ร่างกายเผลอไผลไปจูบอีกฝ่ายเข้า รวมไปถึงครานี้ที่พอเห็นเด็กหนุ่มพยายามกลั้นน้ำตาก็อดไม่ได้ที่จะดึงมากอดหลวมๆแล้วอธิบายให้เข้าใจในสิ่งที่ตนคิด

“อย่าเข้าใจผิดข้าเพียงแค่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าถึงทำดีกับข้านัก”

ทั้งที่ข้าไม่เคยทำอะไรเพื่อเจ้าเลยสักครั้ง...

คนแก่วัยกว่าลูบแผ่นหลังเปลือยเปล่าของอ๊อดเชิงปลอบขวัญ แม้เด็กน้อยจะไม่ได้สะอึกสะอื้นเหมือนทารกแต่แค่กอดตอบแล้วสัมผัสถึงน้ำใสที่ไหลรินมาสัมผัสลาดไหล่ก็มากมายพอจะเข้าใจทุกสิ่งแล้ว

“......”

“แค่เจ้าไว้ชีวิตข้า แค่เจ้าไม่แค้นเคืองข้ามันก็มากพอแล้วอ๊อดกับความรักที่เจ้ามอบให้ข้าคิดว่ามันมากเกินไป” พูดมาถึงตรงนี้พรานทมิฬยิ่งรู้สึกถึงความสั่นเทิ้มที่สะท้อนออกมาจากร่างของคนที่ตระกองกอด อมนุษย์หนุ่มส่ายหัวช้าๆพลางกระชับกอดแน่นขึ้นพลางกระซิบย้ำในสิ่งที่ตระหนักได้สักพักใหญ่ๆแต่พึ่งรวบรวมความกล้าพูดมันได้ออกมา “แต่ก็ใช่ว่าไม่อยากรับมันไว้หรอกหนา”

“อะ...เอ๋?!” คำพูดนั้นทำให้อ๊อดต้องผละออกจากอ้อมกอดแล้วปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ ดวงหน้ายังฉายชัดถึงความตกใจ

เมื่อครู่ข้าหูฝาดไปหรือ…

“อืม...ข้าไม่พูดซ้ำหรอกนะ” พรานทมิฬทำเสียงเข้มแต่ก็เพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่เริ่มกอบกุมดวงใจเท่านั้น

“พะ...พี่จะบอกว่า...”

“อะไร? ถ้าข้าจะเริ่มรักเจ้าบ้างมันประหลาดนักรึ?” พรานทมิฬยอกย้อนคำพูดอ๊อด แต่เจ้าของวาทะเด็ดกลับไม่มีอารมณ์มาว่ากล่าวใดใดจะมีก็แต่เพียงรอยยิ้มกว้างทั้งน้ำตาที่ยังเอ่อคลออยู่เท่านั้น

อ๊อดส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่มีสิ่งใดประหลาด เด็กน้อยตอบรับอ้อมกอดที่สวมทับมาคล้ายว่าอีกฝ่ายจะหมั่นเขี้ยวตนนักหนา รอยยิ้มกว้างผุดพรายขึ้นยามสายตาเหลือบเห็นดาวประกายพรึกส่องสว่างทั่วผืนฟ้า

ดวงดาราที่ต้องฟันฝ่ามรสุมในทุกฤดูกาลจนมาถึงห้วงเวลานี้

เพราะความพยายามนั้น...วันนี้เลยมาถึง

...วันที่มันได้สุกสกาวอยู่ใจกลางท้องนภาโดยไม่ถูกความมืดมิดใดเจือจางลง


สี่ส้าห้าวันมานี้นับว่าเป็นศึกหนักสำหรับมารตา เอกสารรายนามมากมายส่งตรงเข้ามาไม่หยุดหย่อนบางนครที่ไม่ได้รับสาสน์โดยตรงก็ออกตัวช่วยเหลือเพราะต้องการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับคีรีกัณฑ์ ยามปกติมารตาจะไม่ใส่ใจกลุ่มเห็บหมัดที่หมายแต่จะมาดูดทรัพยาการไปจากบ้านเมืองนัก แต่ในยามนี้ที่คิดว่ามีกองกำลังยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดีมันส่งผลให้มารตาจำต้องเลี้ยงไข้คนเหล่านี้เอาไว้ด้วยการตอบรับข้อเสนอทางผลประโยชน์นั้นอย่างเสียไม่ได้

นอกจากทรงงานและไปเฝ้าดูอาการเมียที่ท้องปูนโปนขึ้นทุกวันก็ยังมีอีกกิจวัตรที่มารตาให้ความสำคัญนั่นคือการก่อสร้างเรือนทารกานต์

เรือนทารกานต์หรือที่เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่าตำหนักง้อเมีย มารตาเคยได้ยินบ่าวไพร่เรียกกันเช่นนี้และมันก็เป็นความจริงเสียจนไม่คิดเข้าไปทักท้วงเอาความ

ประเด็นชวนสำรอกไม่ได้มีแค่ทำเลสถานที่เพียงอย่างเดียวแต่รวมไปถึงนามของเรือนที่หากอ้ายอีตัวใดบันทึกในพงศาวดารต้องมีเบะปากเหม็นความรักไประหว่างจารึกเป็นแน่

อันที่มาของชื่อบ่าวไพร่รู้สึกคุ้นเคยแต่ไม่ได้เฉลียวใจในทีแรก หากแต่บังเอิญไปได้ยินท้าวมารตาแถลงไขแก่แรงงานทาสจากแดนมนุษย์ว่า…

‘ความหมายของมันน่ะรึ ก็...เพียงแต่นำชื่อพี่ชายข้ามารวมเข้ากับกานต์อันแปลว่าบุคคลอันเป็นที่รักเท่านั้น ไม่เห็นจักมีอะไรมากมาย’

ไม่มากมายเลยเจ้าค่ะคุณท้าวแต่ต้องตาตรึงใจสุดๆเลยเจ้าค่า!

และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ท่านท้าวเสด็จมาทอดพระเนตรความคืบหน้าของงานด้วยองค์เองเล่นเอาบ่าวไพร่ประหม่าไปตามๆกัน

“คุณท้าวเจ้าขาาาาา” แว่วเสียงอ้อร้อต่อกระซิกดังขึ้นพร้อมๆกับร่างของนางยักษ์ทั้งสามที่กุลีกุจอเข้ามาคุกเข่าเพ็ดทูลหน้าเศร้า “ท่านทารคาดื้ออีกแล้วเจ้าค่ะท่านท้าว”

“พวกบ่าวไม่รู้จักดึงรั้งอย่างไม่ให้ท้าวเธอลงไปสรงน้ำกลางธารแล้วเจ้าค่ะ ประชวรขึ้นมาพวกบ่าวก็หัวหลุดจากบ่าอีกใช่ไหมล่ะเจ้าคะเพราะฉะนั้นแล้วคุณท้าวเจ้าขาเชิญท่านเสด็จไปหักห้ามท้าวเธอหน่อยเถิดเจ้าค่ะบ่าวขอร้อง” กุสราตามน้ำอาฮินจายาได้อย่างดีเยี่ยม มันดีเสียจนมารตาต้องถลึงตามองนางยักษ์ที่ชักจะปากมากเกินงามเข้าไปทุกวันทุกวันตาเขียว

“เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ตระเตรียมทุกอย่างก่อนที่เชษฐาข้า--”

“เตรียมแล้วเจ้าค่ะ จุดเตาอุ่นให้อย่างดีเลยเจ้าค่ะแต่ท้าวเธอกลับรับสั่งว่าน่ารำคาญเจ้าค่ะ!” มาหน่าช่วยฟ้องอีกแรง การขัดวาจานายเหนือหัวขึ้นมามันไม่ต่างอะไรกับการรนหาอาญาเข้าตัวแต่เพราะเหตุการณ์ที่ได้สดับมันชวนปวดเศียรเวียนเกล้ากว่าหลายเท่ามารตาจึงเลือกจะมองพาดผ่านไปยังใจความที่พวกนางพร่ำฟ้องแทน

“ให้ตายเถอะพี่จักช่วยอยู่สงบเสงี่ยมเหมือนผู้อื่นเขาทำกันได้บ้างไหมเล่า!” บ่นไปเช่นนั้นแต่ร่างกายก็ทำตามคำสั่งของหัวใจดังเดิม มารตาละทิ้งทุกอย่างสิ้นทั้งงานราษฎร์งานหลวงหรือกระทั่งการถามไถ่ความคืบหน้าของเรือนที่เห่อนักเห่อหนาเพื่อไปตามหาบุรุษที่มีสายเลือดวนเวียนอยู่ในกายด้วยความเป็นห่วงว่าจะเจ็บไข้เอาได้หากยังปล่อยให้สรงน้ำเล่นในยามนี้

“พรุ่งนี้ข้าจะแวะมาดูแต่เช้า หวังว่าจะขึ้นโครงเบ็ดเสร็จ”

“ขอรับท่านท้าว” แรงงานทาสทั้งหลายเอ่ยรับคำนายแล้วหันไปก้มหน้าก้มตาทำงานต่อปล่อยให้พญายักษากระทืบเท้าปึงปังจากไป โดยที่นางยักษ์ทั้งสามถลกผ้านุ่งวิ่งตามไปอย่างร้อนรนไม่แพ้กัน

“ขนาดเสนาบดีคลังมาเพ็ดทูลเรื่องเงินก้นคลังหายไปบางส่วนท่านยังนิ่งนอนใจอยู่ได้เป็นวันถึงตามสืบเอาความพอนางผ้าสามสีมาบอกว่าท่านทารคาอาจประชวรเพราะสรงน้ำดึกดื่นนี่เสียกิริยาเชียว”

“แหมแม่ดารายยังไม่ชินอีกรึ...เขารู้กันทั้งวังหลวงแล้วว่าคุณท้าวน่ะหวงพระราชชายาเพียงใด”

“ว้าย! อีสนนพระราชชายาเต็มปากเต็มคำเชียวนะมึงพระองค์ท่านยังไม่ตบแต่งกันเลยหนา”

“ก็อีกไม่นานหรอกเชื่อข้าสิ...นัยน์ตาเปี่ยมรักกันปานนั้นจะปั้นหัวโขนกันได้สักกี่น้ำกันเชียว”

“แต่ที่แน่ๆถ้าพวกมึงยังไม่รีบลุกไปทำงานหัวพวกมึงจะหลุดจากบ่ายามตะวันลับขอบฟ้านี่ล่ะ” อำมาตย์เฒ่าที่กอดอกแอบฟังนางยักษ์ทั้งหลายติฉินนินทาเจ้านายอยู่นานสองนานตัดสินใจเอ่ยขึ้นมา ส่งผลให้นางทั้งหลายวิ่งผ้าถุงขวิดไปทำงานส่วนตนต่อไปด้วยกลัวจะต้องอาญา

“ผีเจาะปากกันทั้งวังจริงๆเลยมึงว่าไหมไอ้ชัย…”

บ่าวคนสนิทพยักหน้าหงึกหงักรับคำนายทั้งรอยยิ้มเจื่อนๆ

แหมท่านขุนก่อนหน้านี้พวกท่านเองก็ยังตั้งวงพนันกับเสนาอำมาตย์ผู้อื่นอยู่เลยหนาว่าท่านจ้าวจะตบแต่งเมียกันเมื่อใดแล้วไปว่าพวกนางดารายมัน

แต่ใครจะไปกล้าตีโต้นายให้โดนหวายลงหลังกันล่ะ จึงได้แต่ส่งยิ้มปั้นแต่งให้อยู่นี่ไง



เป็นดังที่นางบ่าวทั้งสามเพ็ดทูล ท้าวมารตากริ้วเสียยิ่งกว่ากริ้วที่เห็นผู้ทรงครรภ์ดื้อแพ่งลงไปทรงน้ำในลำธาร แต่จักดุด่าดั่งเป็นบ่าวไพร่ก็หาได้ไม่จึงทำได้เพียงตักเตือนเสียงขุ่นโดยมีสีหน้าระอาใจของท้าวเธอเป็นส่วนประกอบ

กว่าจะพากันกลับตำหนักได้ก็ทุลักทุเลเอาการ แต่สุดท้ายก็มาถึง บ่าวทั้งสามรีบต้มสมุนไพรแก้แพ้ท้องจัดแจงโอสถให้นายดื่มจนครบถ้วนกระบวนความแล้วก็ขอทูลลาออกมาตระเตรียมข้าวของด้านนอกเพราะรู้ว่านายทั้งสองคงอย่างใช้เวลาส่วนตัวร่วมกันแม้จะอยากแอบเฝ้าดูแค่ไหนก็ตาม

มารตาช่วยแต่งองค์ทรงเครื่องให้คนท้องจนไส้เบ็ดเสร็จแล้วดึงมาโอบกอดไว้แน่นๆจากนั้นก็เล่าเรื่องงานราษฏ์งานหลวงประจำวันและไม่ลืมที่จะเอ่ยถึงเรื่องที่เขาตัดสินใจส่งสาสน์ไปหาสหายทั่วทุกสารทิศเพื่อรวบรวมกองกำลังไปต่อกรกับไอ้หมอผีคงกระพัน และก็ได้รับข่าวดีกลับมาแล้วด้วย

แน่นอนว่าคนช่างจำนรรจาก็ถกเถียงตอบอย่างทุกทีหากแต่ครานี้กระแสเสียงต่างออกไป มันเป็นเสียงที่ละม้ายคล้ายความรู้สึกสับสนระคนประหลาดใจ

“เหตุใดคนพวกนั้นถึงยอมช่วยเหลือข้า?”

คนเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ต้องเจ็บปวดเจียนตายด้วยเงื้อมมือเขามาทั้งสิ้น ไฉนถึงตบปากรับคำกันง่ายดายนัก

“คนทุกผู้เลือกจะปล่อยวางอดีตแล้วเดินต่อไปข้างหน้าแล้วไงล่ะ...ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ใช่ว่าพวกเขาไม่เห็นหนาที่ท่านลอบสังเสบียงมากมายไปแจกจ่ายแก่ทุกนครที่เป็นไทเพื่อเอาไว้ก่อร่างสร้างตัว เขารู้กันถ้วนเพียงแต่ยังไม่กล้ายกขบวนมาขอบอกขอบใจเพียงเท่านั้น จะมีก็แต่ท่านนี่ล่ะที่ไม่ยอมอยู่กับปัจจุบันเสียที...ทุกวันนี้ข้ายังแสดงออกไม่พอหรือถึงได้เฝ้าปฏิเสธคำขอแต่งงานข้านัก”

“มีชัยกลับมา...”

“หืม?” มารตาโงหัวขึ้นจากลาดใหล่เชษฐาก่อนค่อยๆเลื่อนมาจุมพิตพวงแก้มสีมรกตเชิงถามย้ำ

ดวงตาสีอำพันเหลือบมองคนที่ตระกองกอดนิ่ง แววตาสั่นไหวอย่างช่างใจ ริมฝีปากเผยออ้าในคราแรกไร้ซึ่งเสียง ก่อนจะเม้มเข้าหากันช้าๆและเปล่งเสียงออกมาได้ในท้ายที่สุด “มีชัยกลับมา...แล้วข้าจักลองเปลี่ยนความคิดดูสักครั้ง” คำพูดติดขัดเบาหวิวเสียจนฟังแทบไม่รู้ความแต่กับมารตาที่ห่างกันไม่ถึงคืบดีก็ได้ยินมันชัดเจน รอยยิ้มกว้างผุดพรายขึ้นบนใบหน้าอสุราสีชาดราวกับสะกดกลั้นไม่ได้อีกต่อไป

มันคงถึงเวลาแล้ว…

แกร็ก

“!!...” ทารคาชะงักเล็กน้อยเมื่อตรวนเหล็กอาคมเย็นชืดที่ต่อล็อคกับคอตนถูกปลดออกให้ กุญแจสีเงินวาววับสลักอักขระในมือมารตาคือตัวไขความกระจ่างทุกสิ่ง

“เจ้า…” เทหะยักษาถึงกับติดอ่าง

“.....ตกใจอันใดข้าเพียงแต่คืนอิสรภาพให้ท่าน ข้าไม่คิดว่าเราต้องทำพิธีอภัยโทษกับคืนอิสริยยศอันใดให้ท่านด้วยเพราะยังไงเสียข้าก็ไม่เคยรับสั่งว่าจักจองจำท่านดั่งนักโทษเดนตายอยู่แล้ว...ท่านรู้ดีว่าข้าจองจำท่านไว้ในฐานะใด” มารตาวางทั้งกุญแจและตรวนลงด้านข้างพลางกระชับกอดคนนิ่งอึ้งแนบแน่น จุมพิตแก้มเสียอีกทีอย่างแสร้งเรียกสติอีกฝ่ายแต่แท้จริงแล้วแค่หวังผลกำไรจากความหอมหวานยามเจ้าตัวยังช็อคค้างเกิดจะปัดป้องเท่านั้น

แน่นอนว่าหากเป็นยามปกติ การเย้าหยอกด้วยการดูแคลนว่าอดีตจ้าวจอมถูกจองจำในฐานะนายบำเรอความใคร่คงเป็นสิ่งที่เอ่ยออกมาได้หนเดียวหลังจากนั้นมันผู้นั้นก็ตายตกตายต่ำไปเลยเพราะฝ่ามือและฝ่าตีนของท้าวเธอนั่นแหละแต่บัดนี้มันกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากเจ้าตัวยังไม่ได้สติสมประดีนัก

“.....” มารตายิ้ม มองคนตื่นตระหนกนิ่งค้างอย่างพึงใจ

พวกนักพรตหมอผีจากทั้งสามเผ่าพันธุ์ทวงถามย้ำเขาถึงสามครั้งสามคราว่าแน่ใจแล้วหรือถึงได้จักคืนอิสรภาพให้กับกษัตริย์ที่เคยทำให้แผ่นดินทั่วทั้งปฐพีลุกเป็นไฟ และเขาก็ยืนยันมันทั้งสามครั้งด้วยความมั่นใจว่าเชษฐาแห่งตนนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ไม่อยากหลงระเริงนักแต่บางที...การที่ท่านพี่กระหายศึกสงคราม ประกาศกร้าวจะยึดครองดินแดนนั้นดินแดนนี้มันเป็นเพราะอยากเอาหัวสมองทั้งหมดไปวางแผนการรบ และเอาทั้งดวงใจฝังลงสู่ไฟแค้นที่พวกมนุษย์มันก่อเอาไว้กับครอบครัว

ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อ...สะกัดกั้นเพื่อไม่ให้คิดคำนึงถึงตัวเขา

อสุราสีชาดยิ้มกริ่มยามคิดมาถึงตรงนี้ และยิ่งมองสบพบว่าเจ้าของโครงหน้างามหยาดฟ้ามาดินอันเป็นจอมใจของตัวยังคงนิ่งอึ้งดังเดิมก็อดไม่ได้ที่จะเคลื่อนหน้าเข้าไปจุมพิตกลีบปากนั้นเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว ขบเม้มย้ำอีกคราให้อีกฝ่ายได้รับรู้ถึงความต้องการมากมายที่ไม่อาจปลดปล่อยได้ด้วยคำขอของหมอหลวงที่สั่งห้ามทุกการละเล่นที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงต่อทารกในกายได้ แต่แล้วความอดกลั้นที่เพียรทำแทบจะสูญเปล่าไปทั้งหมดยามคนที่โดนจรดจูบตอบรับรสจูบนั้นกลับมาราวกับรู้สึกไม่ต่างกันนักแม้นจักไม่เคยแสดงออกมาเลยก็ตาม

“อืมม…” ทารคาเริ่มครางต่ำ สองร่างขยับเข้ามาแนบชิดจนริมฝีปากทาบสนิทกัน มารตารั้งท้ายทอยเชษฐาขึ้นมารับรสจูบมากขึ้น สองลิ้นเคลียเกี่ยวกระหวัดรัดกันไม่ห่างคล้ายจะฝากฝังให้ความร้อนรุ่มในโพรงปากช่วยทุเลาทุกห้วงอารมณ์ลงบ้าง

ฝ่ามือสีชาดข้างที่ว่างเลื่อนลงมาลูบช่วงท้องที่โป่งนูนของทารคา ไล้แผ่วเบาไปตามจังหวะจูบดูดดุนที่ยังไม่ยุติลงง่ายๆ แต่สุดท้ายก็ค่อยๆผละจูบนั้นออกมาอย่างเสียดายไม่น้อยเพราะเห็นคนตัวเล็กกว่าเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง

มารตาเอาสันจมูกเคลียเย้ากับปลายจมูกทารคา ปัดป่ายไปมาไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เล่นยามเด็ก

“ข้าไปออกศึกครานี้อาจกินเวลาร่วมเดือน...พี่จงดูแลตัวเองและลูกน้อยของเราให้ดี ท่านหมอหลวงว่าอย่างไรขอให้พี่พึงทำตามด้วยอย่าดื้อแพ่งตามใจตนนัก”

“.......” ดวงตาสีทองอำพันมองสบนัยน์ตาสีฟ้านิ่งก่อนค่อยๆพยักหน้ารับอย่างเสียงไม่ได้

ทารคาอยากจะพร่ำปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อทำตามความต้องการผู้ใดแต่ก็รู้เต็มอกว่าการดื้อดึงของตนนำพาสิ่งเลวร้ายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

กับศึกสงครามครานี้ก็เช่นกัน เขาอยากไปร่วมกองรบด้วยใจจะขาดแต่หมอหลวงไม่อนุญาติและเขาก็พอรู้ดีว่าร่างกายที่มีท้องใหญ่โตกว่าลูกแตงนี้ไม่อาจไปไหนได้ตามใจนึก จึงได้แต่จำนนอยู่อย่างนี้

ดวงตาสีอำพันหรี่ลงขณะมองดวงหน้าของมารตาที่เริ่มเคลื่อนลงมาต่ำและจุมพิตเข้าที่อุทรตนแผ่วเบา อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบเรือนผมสีขาวสะอาดของคนที่เลี้ยงดูฟูมฟักมาตั้งแต่อ้อนแต่เอาะ

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จักต้องพึ่งพาใคร เพราะไม่มีคนสักผู้อยู่เคียงข้างอย่างจริงใจ ทนอ้างว้างเดียวดายจนดวงใจไม่ต่างอะไรกับถูกแช่แข็งลึกอยู่กลางธารน้ำแข็ง บัดนี้มันได้ถูกคนที่พร่ำสร้างรอยแผลค่อยๆสมานให้ทีละน้อยแม้จะยังเกิดเป็นร่องรอยแผลเป็นแต่ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บต่อมันอีกต่อไปแล้ว

การเชื่อใจใครอย่างไร้ข้อกังขามันเป็นเช่นนี้นี่เอง

“รักษาตัวนะมารตา กุมชัยแล้วรีบกลับมาหาข้า...และลูกของเรา”




--------------------------------------------------------------------------------------------

มาลงเพิ่มให้แล้วจ้ะ ใกล้ความจริงขึ้นเรื่อยๆฮือๆ  สุดท้ายนี้สุขสันต์วันสงกรานต์นะคะทุกคน ฝากเม้นติชมด้วยเหมือนเดิมค่า หนึ่งเม้นหนึ่งล้านกำลังใจเคอะ #มารตาจองจำทารคา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

395 ความคิดเห็น

  1. #392 Jessie2544 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 20:12
    บ่าวไพร่เรื่องนี่สุดจริง5555 ขี้ข้าในตำนานความฮาความขี้นินทาเม้าท์มอยเรื่องเจ้านาย5555
    #392
    0
  2. #315 Alisa (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 01:04

    ลูกของเราาาาาาาา วี๊ดดดดดด มีความเมียรอผัวไปออกศึก

    #315
    0
  3. #306 Faerwell_Blacker (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 05:34
    เดี๋ยวๆๆ คือต้องกลับไปอ่านชื่อเรื่องอีกที นี่น้องอ่านผิดเรื่องรึ!
    #306
    0
  4. #305 zxmiping (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 21:36
    คุณเฟยเจ้าขา เหมือนผิงกำลังอ่านผิดเรื่องอยู่หรือเปล่า ท้าวท่านอ่อนโยน ทั้งตอนมีแต่อ่อนโยนๆๆๆๆๆๆอ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ถึงจะว่าอย่างนู่นอย่างนี้แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารอคอยตอนแบบนี้มาเลยตลอด ร้องไห้หนักกว่าตอนปกติอีก ฮือT^T /ก้มกราบงาม ขอบคุณนะคะ
    #305
    0
  5. #304 phonphimon0123 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 18:30
    อ่อนโยนเกินไปแล้ว
    #304
    0
  6. #303 Deffy321Praw (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 16:31

    ท่านเจ้าเริ่มอ่อนโยนแล้ว งื้อออใจบางเหลือเกิน

    #303
    0