[จบบริบูรณ์] Fic 9 Satra : จองจำอสุรา [มารตา x ทารคา]

ตอนที่ 22 : ๑๙ : คืนสู่เหย้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,408
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 80 ครั้ง
    10 เม.ย. 61

๑๙

คืนสู่เหย้า  

#มารตาจองจำทารคา




คำพูดชวนสติหลุดก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทอดีตจ้าวจอมไม่รู้จบ

แต่งงานกับข้านะ...ทารคา

แต่งงานกับข้านะ...ทารคา

แต่งงานกับข้านะ...ทารคา

ผลั่ก!

เท้าที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลถีบเข้าเต็มดวงหน้าคนที่หาญกล้าเอ่ยเรื่องบัดสีบัดเถลิงต่อหน้าบ่าวไพร่จนมารตาเกือบกลิ้งกระดอนหงายหลังดีที่จับช่วงขาของคนสติแตกไว้ได้ทัน และอาศัยร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมกว่าพยุงทั้งร่างนั้นขึ้นคล้ายกึ่งอุ้มกึ่งกระเตงไม่ให้ทารคาเซล้มไปกองกับพื้น แม้นความชาเล็กๆจากการโดนตีนประทับหน้าจะยังคงอยู่แต่การเสียหน้านี่เหมือนจะหนักหนาเอาการกว่าหลายขุม

คิดว่าโดนประทุษร้ายจนหน้าแทบจะหนาเท่ากำแพงวังได้อยู่แล้วทีเดียวเชียวแต่จากอาการชาระริ้วเหล่านี้เห็นทีโดนอีกสักพันหมื่นครั้งก็คงหาชาชินไม่

แต่ทำไงได้...เขาเคยหักหาญน้ำใจพระเชษฐาเยี่ยงนี้มาก่อนนี่นา

กรรมตามสนองโดยแท้เลยกู

ดูจากน้ำเสียงฮึดฮัดขัดใจของคนปฏิเสธคำขอด้วยฝ่าเท้าบ่งบอกว่าผู้ประทุษร้ายเองก็เจ็บปวดบาดแผลไม่แพ้กันดูได้จากโลหิตสีแดงฉานที่เริ่มซึมเอ่อเต็มผ้าพันแผลอีกระลอก ไอ้ที่ลงมือกระทำไปน่ะมันเป็นเพราะความสะใจล้วนๆเท่านั้นเอง

นิสัยตัวตายไม่ว่าขอข้าประชดนี่แก้ยังไงทารคาก็คงแก้ไม่หายจริงๆ...

ภาพการขออภิเษกชวนฝันพังลงไม่เป็นท่าส่งผลให้สามยักษ์ขิณีกัดชายสไบเก้อ ก่อนนางทั้งหลายจะแยกย้ายไปช่วยกันกวาดเก็บกระโถนจานชามที่แตกละเอียดบนพื้นออกไปให้พ้นการวิวาทเล็กๆที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะใหญ่โตในไม่ช้า

“อ้าวท่านท้าวจะกลับแล้วหรือเจ้าคะ” นางทั้งสามแหงนมองมารตาที่ลุกออกจากพระแท่นบรรทมของท่านทารคาแล้วยืนจัดเครื่องทรงอยู่พักใหญ่

คงเสียใจหนักหนา...นอกจากจะถูกปฏิเสธแล้วยังเสียหน้าอีกด้วยนี่นา

สามยักษ์ขิณีสาวมองหน้ากันเจื่อนๆแต่ก็มิกล้าทัดทานร่างสูงใหญ่ที่เดินไปยังทางออกตำหนัก มารตาทอดถอนใจอีกครั้ง อยากจะเจรจาพาทีกันให้รู้ความแต่เห็นทีควรเป็นกาลอื่นดีกว่า

เขาเหนื่อยล้ากับงานเกินกว่าจะมีแรงถกเถียงไหว ไว้พักผ่อนสักหน่อยจนมีเรี่ยวแรงค่อยมาสู้รบปรบมือกันต่อก็ไม่เสียหาย

ไม่ตอบรับวันนี้วันหน้าก็ต้องตอบรับ...เขาหมายมั่นปณิธานไปแล้วนี่ ปฏิเสธหญิงงามเมืองที่เข้าเฝ้าฝากตัวเป็นนางสนมไปหลายนางแล้วด้วย

ถึงเขาจะเคยทำผิดพลาดแต่สิ่งหนึ่งที่จะพิสูจน์ได้ในยามนี้อาจคือการมีราชินีคู่บัลลังก์เพียงหนึ่งเดียว โดยไร้เงาชายาและสนมนางรอง

“!...” ทารคาชะงักงันไปยามเห็นอีกฝ่ายผละเดินหนีแทนที่จะต่อปากกับตนเหมือนคราอื่น คำปฏิเสธหามีน้ำหนักไม่ในเมื่อร่างกายไม่เคยทัดทานต่อความห่วงหาที่ดิ้นเร้าอยู่ในอกได้เลยสักครั้ง

“พักที่นี่…”

ฝีเท้าอสุราสีชาดหยุดชะงัก ไม่ต่างจากกิริยาบ่าวไพร่ที่กำลังสาละวนเก็บกวาดถ้วยชามที่แตกกระจายบนพื้นตำหนักด้วยกลัวว่าท้าวเธอกับท่านท้าวจะเล่นพิเรนทร์จนเลือดตกยางออกกันอีกระลอก

เมื่อครู่หูข้าฝาดฤา…

มารตายังยืนปักหลั่นหน้าบานประตู แข้งขาแข็งทื่อดั่งมีรากไม้พันปีมาผูกรัดจนไม่อาจขยับเขยื้อนไหว

“พักที่นี่มารตา...เพิ่งเดินทางกลับมาเหนื่อยๆไม่ใช่รึ” น้ำเสียงแข็งกระด้างเอ่ยย้ำอีกครั้งพร้อมหาเหตุผลมากมายในการปันน้ำใจครั้งนี้ ต่างจากแววตาอาทรที่ฉายชัดเสียจนนางยักษ์ขิณีทั้งสามต้องเหลือบมองกันด้วยรอยยิ้มกว้าง

ใช่ว่าจะไม่เห็นใบหน้าอิดโรยของคนที่ทรงงานอย่างหนัก...ใช่ว่าจะไม่เห็นนัยน์ตาผิดหวังยามถูกปัดป้องคำขอชวนตกตะลึง

เพราะเห็น...เห็นมากเกินไปจนทิฐิที่ถ่วงดวงใจเอาไว้เริ่มสั่นคลอน

นางยักษ์ทั้งสามเปลี่ยนจากสีหน้าเศร้าสร้อยมาเป็นฉีกยิ้มหวานให้กันแล้วโก่งโค้งถวายความเคารพจากนั้นก็รีบกุลีกุจอพากันออกจากตำหนักทันทีเมื่อเห็นว่ามารตาแทบจะถลาไปโอบอุ้มคนฤทธิ์มากที่เผลอพูดจาน่ารักน่าชังขึ้นไปกองบนแท่นพระบรรทมคล้ายจักเจรจากันอย่างถึงเนื้อถึงตัว

ทันทีที่ประตูตำหนักปิดลงนางกุสราก็เริ่มต้นเปิดบทสนทนาทันที

“เอ็งเห็นไหมพอท่านท้าวมารตาโผล่หน้ามาอาการแพ้ท้องที่มีทุกนาทีพลันมลายหายวับไปกับตา สงสัยไม่ต้องหาของเปรี้ยวของดองจากแดนไกลแล้วกระมั้ง”

“เออกูก็เห็น...เกิดมาเคยเจอแต่คนอยากได้อาหารรสชาติแปลกลิ้นมาเคี้ยวยามท้องไส้แต่ท่าทางนายเราจะต้องการเพียงท่านท้าวล่ะเหวย” อาฮินจายาเอาผ้าปิดปากแล้วบิดไปบิดมาท่ามกลางเสียงหัวเราะเห็นด้วยของสหายทั้งสอง

“เอาวะ...เราก็ไปเตรียมโอสถที่เรือนหมอหลวงเถอะว่ะปล่อยท่านเจรจาพาทีกันไป กูว่าคงยาวถึงฟ้าเหลืองแน่นอน” มาหน่ากวักมือเรียกเพื่อน จากนั้นสามสาวช่างเสี้ยมก็เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยวไปสู่เรือนหมอหลวงที่อยู่ห่างออกไปอีกฟากของตำหนักด้วยอาการกระดี๊กระด๊าสุดๆ

แตกต่างจากมวลอารมณ์ของคนภายในตำหนักเกษอาชาเป็นที่สุด

“พี่ยังไม่ตอบคำถามข้า” มารตาว่าขณะขึ้นไปคร่อมทับแล้วกดข้อมือทั้งสองข้างของคนพยศไว้กับพื้นเตียงจนทารคาขยับเขยื้อนตัวได้ลำบาก พอยิ่งมาจดจ้องในระยะใกล้เพียงนี้มารตากลับยิ่งได้ประจักษ์ว่าดวงหน้าแข็งกร้าวที่เห็นอยู่ตลอดเวลานั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของอารมณ์ที่ระบายบนใบหน้าสีแดงฉานของพระเชษฐาเท่านั้น

มันมีความสับสน อับอาย หงุดเงี้ยว ประหม่า และอื่นๆอีกมากมายปนเปกันอยู่จนนึกคิดไม่ออกเลยว่าต้องปวดเศียรเวียนเกล้าขนาดไหนหากต้องประสบพบเจอด้วยตนเอง

แสดงว่าการหน้าด้านหน้าทนของเขาไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว อย่างน้อยที่สุดใจความนั้นก็แทรกผ่านเข้าไปในโสตประสาตทารคาเขาเเล้ว

“แค่ถีบยอดหน้ามันยังไม่กระจ่างชัดอีกรึ?!” ทารคายังคงหาเรื่องเถียง

“งั้นข้าจะเริ่มต้นถามใหม่” มารตาคิดว่าตนเองอาจรวบรัดตัดตอนเกินไปจึงตัดสินใจตั้งต้นใหม่ตั้งแต่แรกก่อนจะเผลอทำทุกอย่างพังพินาศไปเพราะสองมือของตนอีก

อสุราสีชาดค่อยๆผละปล่อยข้อมือทารคาออกจากนั้นก็โอบร่างโปร่งบางกว่าให้ขึ้นมานั่งสวมกอดจากด้านหลัง แต่มีหรือคนที่เคยเป็นใหญ่จะยอมว่าง่าย

“เจ้าต้องการอะไร--”

“ทำไมพี่ไม่บอกข้า?”

“บอกเรื่อง?”

“แม่บุหงา”

“.....” นามของบุคคลที่สามไม่ต่างอะไรกับหนามยอกอกส่งผลให้คนเถียงเป็นวรรคเป็นเวรชะงักงัน ก่อนดวงตากร้าวจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นความเสียใจชัดเจนเสียจนมารตาที่แอบชำเลืองมองอยู่รีบอธิบายต่อ

“หากท่านบอกข้า…”

“จักให้ข้าบอกเรื่องใดอีก...เจ้าไม่เคยเห็นหัวข้ารึมารตนไหน เพื่อนางเจ้ายอมทุกสิ่งกระทั่งตัดพี่ตัดน้องกับข้า ยอมกระทั่งทอดทิ้งเผ่าพันธุ์ตนเอง ยอมทำเรื่องอัปรีย์จัญไรจนเกิดตราบาปขึ้นในร่างกายข้า!” อาจเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เทหะยักษาพรั่งพรูทุกสิ่งออกมาราวกับน้ำป่าอันไร้ซึ่งเขื่อนมาขวางกั้น

แม้นไม่รู้ว่ามารตาไปรู้สิ่งใดมาแต่ทุกเรื่องที่ก่อเกิดจากนางเขาไม่อยากสดับฟังทั้งนั้น ไม่มีเหตุผลอะไรมากไปกว่า…

“จักบอกให้เจ้าผลักไสไล่ส่งข้าอีกรึ?! จะให้ข้าสำนึกอีกเท่าไรมารตา...ต้องสำนึกอีกแค่ไหนว่าข้าไม่มีค่าพอจะเทียบเคียงนางได้แม้นสักนิด ต้องให้ข้าทนรับรู้ว่า...อึ่?!!” วาจาตัดพ้อต่อว่าถูกริมฝีปากหยักบดขยี้ลงมาอย่างรุนแรง หากแต่กลับไม่ได้ฝังคมเขี้ยวรึขบเม้มจนเจ็บปวดดังกาลก่อน เสมือนมารตาเพียงแค่ต้องการดูดซับถ้อยคำน้อยเนื้อต่ำใจนั้นให้หมดไปจากคนหัวใจแหลกสลายเสีย

ยิ่งร่างกายที่พร่ำจรดจูบสั่นสะท้านราวกับสะกดกลั้นเท่าใดมารตายิ่งโอบประคองแน่นเท่านั้นจนกลายเป็นร่างอดีตจอมทัพต้องถูกดึงเข้ามากองเกยบนตักแล้ววงแขนกำยำล่ำสันกว่าก็โอบกอดรัดไว้จากด้านหลังทั้งที่ดวงหน้ายังจำต้องเชิดขึ้นรับรสจูบที่ยังไม่มีทีท่าจะเจือจางลง

ไร้การขัดขืนปัดป้องอย่างทุกครา...อาจเพราะหมดเรี่ยวแรงจะต่อต้านต่อความรู้สึกทุกสิ่งแล้ว

สัมผัสร้อนชื้นผละออกจากกันเชื่องช้าแต่ดวงหน้ากลับไม่ได้เขยื้อนห่างไปไหน มารตากดริมฝีปากจูบซับลงไปอีกครั้งราวกับเสพติดความหอมหวานนี้นักหนาก่อนกระซิบบอกถ้อยคำที่สมควรเอ่ยมาตลอดแต่ไม่เคยกล้าพูดมันออกมาเลยสักครั้ง

“ข้าขอโทษ…”

นัยยะไม่กี่พยางค์จากบุคคลที่พร่ำทำร้ายเสมือนดั่งเวทมนต์ขลัง มันอุ่นวาบแผ่ไพศาลเสียจนดวงใจที่ตั้งมั่นจะชิงชังสั่นสะท้านไปทั้งดวง ทุกอย่างห้วงอารมณ์ฉายชัดในดวงตาสีอำพันและมารตาก็ไม่คิดจะปล่อยผ่านเลยไป

“เพียงท่านเอ่ยถามท่านพี่...ข้าจักตอบทุกสิ่งอย่างซื่อตรง” มารตาย้ำชัดถึงสิ่งที่หมายมั่นจะทำต่อแต่นี้ไป

ไม่หลงเหลือข้ออ้างใดมาลบล้างสิ่งที่เด่นชัดในอกยามนี้ได้...ไม่มีอีกแล้ว

“ช่างเจ้าสิ! ช่างกะลาหัวเจ้า...ช่างดวงใจเจ้า ข้าไม่แยแสสักนิดว่าเจ้าหมายใจผู้ใดไว้ ไม่ได้อยากรู้...ไม่คาดหวังอีกต่อไปแล้ว” แม้นพูดออกไปเช่นนั้นแต่ก็ยังจมปลักอยู่ในวงแขนอบอุ่นนี้ราวกับไม่อยากพรากจากสิ่งโหยหามาทั้งชีวิตไปแม้สักนาที

“ไม่หวังแน่รึ?” มารตาเย้าถามขณะกดจมูกลงบนลำคอสีหยกพลางสูดดมกลิ่นกายที่แสนคิดถึงเข้าเต็มปอดแล้วค่อยๆเอาคางมาวางเกยบนไหล่ของคนที่ตระกองกอดอีกครา เพียงหางตาชำเลืองมารตาก็เห็นสีแดงสุกระริ้วบนพวงแก้มคนปากหนักและดูท่าจะแดงฉานขึ้นเรื่อยๆ

“…..”

“ไม่แยแสแน่สิ?”

“…..”

ความเงียบชวนวังเวงกลับกลายเป็นการดีในยามนี้...เพราะไม่ว่าจอมราชจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ผู้ที่ทำตัวพ่อแง่แม่งอนอยู่ก็จะได้ยินชัดแจ้งทุกถ้อยคำ

“ไม่อยากฟังคำว่ารักจากข้า...จริงๆรึ?”

“!!....” ได้ผลชะงัดนักเมื่อทารคาถึงกับกัดลิ้นตัวเองจนต้องสบถโอดโอยไปเพราะความเจ็บปวดแต่ก็ไม่ได้ถกเถียงต่อดังที่ทำเป็นประจำ เมื่อเห็นดังนั้นมารตาจึงรีบใช้โอกาสนี้พร่ำอธิบายทุกสิ่ง

“ข้ายอมรับว่าข้ารักบุหงาแต่มันมีเหตุผลมากกว่าเพียงความรู้สึกที่เผลอไผล”

“เผลอไผล? เผลอไผลจนหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามกันไปน่ะรึ”

“นั่นเป็นเพราะข้าอยากออกห่างจากชนวนความรู้สึกผิดบาปให้ได้มากที่สุด หากท่านยังจำได้คำว่ารักที่ข้าเคยทวงถามท่าน รักดั่งครึ่งชีวิตที่ข้าเคยพร่ำบอกมันมิได้หมายถึงความสัมพันธ์ในสายเลือดเพียงเท่านั้น...ข้าหมายใจต่อท่านดั่งคู่ชีวิตซึ่งมันมิบังควรเลย”

มันวิปลาส...ไม่มีผู้ใดเขาทำกัน

“เจ้า...” ความจริงที่เพิ่งประจักษ์บั่นทอนแรงดิ้นจนหลงเหลือเพียงร่างกายหนักอึ้งหากแต่ดวงใจก็ยังไม่อาจปักใจเชื่อได้

“ข้ารักบุหงา...ใช่ข้ายอมรับแต่รักอย่างมีข้อแม้ และสิ่งนั้นคือปักใจรักเพื่อไม่ให้เหลือใจไปคะนึงหาต่อท่านพี่อีก สิ่งเดียวที่ข้าไม่รู้คงเป็นใจท่านกระมั้งเรื่องราวมันถึงได้เลวร้ายปานนี้”

“.....” ไม่มีคำพูดใดเอื้อนเอ่ยออกมาได้ ต่างจากในหัวใจที่ถูกความตื้นตันแทรกซึมซ่อมแซมบาดแผลเป็นที่ฝังรากลึกในดวงใจทีละน้อยจนเริ่มก่อเกิดความรู้สึก

ตึก ตึก อัตราการเต้นของหัวใจอันเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิตเต้นระรัวเร็วเสียจนได้ยินชัดเจน

“นั่นคือทุกสิ่งที่ข้าเฝ้าปกปิดมันมาตลอด...ข้าเหนื่อยเหลือเกินท่านพี่ หน่ายที่จะสะกดกลั้นมันอีกต่อไปแล้ว” หัวโขนที่ตะเกียกตะกายคว้ามาสวมหัวเพื่อปิดกลั้นถูกถอดออกโดยง่ายเพียงแค่ความจริงทุกอย่างปรากฏและพญายักษาเองก็หวังว่าผู้สดับฟังที่นิ่งค้างไปจักยอมเปิดใจยอมรับดังที่เขาทำบ้าง

เป็นจริงดังที่ป้าศรีจันทร์ว่า การปิดกลั้นตนเองนั้นสุดแสนทรมาน บัดนี้เขาไม่เหลือความอึดอัดใดอีกต่อไปแล้ว และไม่หวาดหวั่นด้วยหากพระเชษฐามิได้โอนอ่อนตามหรือจักต้องเสียเวลาตามง้องอนมันทั้งปีทั้งชาติเขาก็จะทำหากมันช่วยชะล้างความผิดพลาดที่เขาเคยล่วงเกินอีกฝ่ายไปได้

“ข้าเป็นเพียงเด็กโง่คนหนึ่งดังท่านว่า...ซ้ำร้ายความโง่ก็ยังมาผูกรวมกับทิฐิง่อยๆซ้ำซากจนลงมือทำร้ายพี่ไป ทุกสิ่งที่ข้าทำ ทุกสิ่งที่ข้าเอ่ย มันไม่เคยทำให้ข้าพึงใจเลยทารคา ไม่เคยสักครั้งที่ข้าหมายมั่นเช่นนั้น...เรื่องทารกในกายท่านก็เช่นกัน” มารตาหลับตาแน่นฝ่ามือที่โอบประคองอยู่ตรงช่วงเอวค่อยๆเลื่อนมาวางทาบตรงส่วนอุระของคนท้องไส้ มันเริ่มโป่งนูนขึ้นเล็กน้อยอันหมายถึงรูปร่างสิ่งมีชีวิตที่ขยับขยายอยู่ภายใน

“ข้าไม่เคยหมายใจอยากมีทายาทกับบุหงา ใจข้าอยากมีกับท่าน...เด็กคนนี้ไม่ใช่ตราบาปหรอกหนา”

“...” เพียงแค่คำว่าตราบาปที่ติดตรึงอยู่ในจิตใจหลุดออกมาอดีตเจ้าจอมก็เม้มปากแน่น จำได้ถึงวันที่คร่ำครวญหาความตายเพราะทุกสิ่งสิ้นสลายลงไม่เหลือชิ้นดีแต่ครานี้เศษชิ้นส่วนดวงใจกลับถูกสมานเข้าหากันช้าๆแต่บาดแผลเป็นที่ฝังรากลึกก็มิได้เลือนหายไปไหน

รวมไปถึงความรู้สึกรักแสนวิปลาส...ที่มีต่ออนุชาในสายเลือดเองก็ด้วย

“เด็กคนนี้คือตัวแทนความรู้สึกจริงแท้ของข้าที่มีต่อท่าน”

คือความรักมากล้นที่ต่อให้พยายามปันใจเผื่อแผ่ให้ใครก็ไม่อาจทำได้...ราวกับหัวใจดวงนี้เกิดมาเพื่อรักและซื่อสัตย์ต่อคนเพียงคนเดียว

“ข้าเกลียดเจ้า…” ดำริแรกหลังจากเงียบงันมาเนิ่นนานทำให้ดวงหน้าของอสุราสีชาดมัวหมองลง

“มันควรจะเป็นแบบนั้น เกลียดให้สาสมกับสิ่งที่เจ้ากระทำลงไป แต่เกลียดตัวเองมากกว่า...ที่ไม่เคยเกลียดเจ้าจริงๆได้เลยสักครั้ง...คิดว่าเจ้าพยายามปันใจให้ผู้อื่นคนเดียวฤา คิดว่าข้าไม่เคยคิดอยากทำมันบ้างรึ? ข้าต้องการจะทำ...หมายมั่นอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่อาจทำได้จนต้องเอาการศึกสงครามมาเป็นที่ตั้งเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านแตกต่างจากตัวเจ้าที่ทำได้ง่ายดายนัก!”

“ไม่เคยง่ายดายทารคา...ไม่เคยมีสิ่งใดง่ายดายเมื่อมันเกี่ยวพันกับท่าน” มารตาแย้งตามความจริง “เพียงแต่ท่านไม่เคยรู้เท่านั้น”

“อย่าพูดให้ข้าหัวร่อมารตาจำตำหนักที่ข้าปูนบำเหน็จให้เจ้าในฐานะอุปราชได้รึไม่! ข้าตั้งใจมอบมันเป็นรางวัลในชัยแห่งศึกสงครามแต่เจ้ากลับพานางแพศยานั่นมาสมสู่กันถึงที่” เป็นอีกเรื่องที่ทารคาติดใจเอาความ

เรือนไม้หลังงามสวยเด่นตระหง่านที่มอบเป็นรางวัลที่เผ่าพันธุ์ยักษ์ขยายอาณานิคมออกไปได้อีกดินแดนหนึ่ง แม้นจักสร้างไว้ในพื้นที่ของรามเทพนครแต่มันก็สารเลวอยู่ดีที่เอาไพร่ชั้นต่ำมาเหยียบในราชฐานส่วนในอันเป็นที่ประทับของเชื้อพระวงศ์แดนเรา

คงเทพยดากระมั้งที่ดลบันดาลให้เขาเข้าไปพบเจอเหตุการณ์สำคัญนั้นพอดิบพอดี ทนมองอนุชากับนางมนุษย์จรดจูบกันอยู่ได้ไม่นานก็ต้องผละออกมาเพราะดวงใจไม่เเข็งแกร่งพอจะเฝ้าดูจนจบ

“ท่านรู้ได้อย่างไร?”

เด๋อด๋า นี่อาจเป็นคำจำกัดความที่ดีที่สุดที่จะบรรยายดวงหน้าเลิ่กลั่กของมารตาได้ กลายเป็นเจ้าจอมบ้างแล้วที่ฉงนใจกับเรื่องราวไม่คาดคิดนี้

ใครมันจะไปคิดว่าพี่ชายเขาจะเคยมาเห็นเขาพาบุหงามาพลอดรักกันที่ตำหนักใหม่ได้เล่า ก็...ก็ท่านพี่บอกเองว่ายกให้มันก็หมายถึงเขาจักทำอย่างไรกับอาคารสถานแห่งนั้นก็ได้ไม่ใช่ฤาไง

“ข้าแค่ทำไปเพราะ...ความใคร่” มารตาตอบเสียงอ้อมแอ้ม นึกสับสนว่าเหตุใดจึงกลายเป็นตนที่ต้องมาคอยตอบคำถามชวนเศียรขาดเหล่านี้ได้ ยิ่งยามนี้ทารคาเริ่มดิ้นหลุดจากอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมานั่งคร่อมตักประจันหน้ากับตนแล้วยิ่งตอบความจริงได้ยากลำบากกว่าเก่า

“ใคร่หนักมากไหม! ใคร่วันละกี่หนกัน...ใคร่กันจน--”

“ใคร่ไม่หนักนัก...วันละไม่เกินหน ไม่เหมือนกับพี่ที่ข้าเกิดอารมณ์กำหนัดด้วยมันทั้งวันทั้งคืนและกำลังจะเกิดขึ้นตอนนี้ก็ด้วยหากท่านยังไม่เลิกขยับยุกยิกบนตักข้า” การพูดจริงแท้กลายเป็นวิสัยของจ้าวจอมไปเสียแล้ว และใจความเถรตรงนั้นก็มีอานุภาพมากพอจะทำให้ผู้ฟังสำลักน้ำลายแล้วถึงกับนั่งตัวแข็งทื่อทันควัน

“บุรุษก็มีอารมณ์กำหนัดกันทั้งนั้น...ท่านพี่เองก็เคยข้ายังไม่กล่าวถึงเลย” มารตาพาดพิงถึงเรื่องหญิงงามจากหลายนครที่ถูกส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการแก่อดีตท้าวเธอหลังจากขึ้นครองสิริราชสมบัติ

“ใช่ข้าเคย! นางพวกนั้นคือดอกไม้ริมทางที่เอาไว้สนองความใคร่ ไม่ได้เหมือนเจ้าที่ปักใจรักนางมนุษย์นั่นนักหนา ยามนางเป็นก็ทรยศเผ่าพันธุ์ไปสำส่อนกันถึงที่ ยามนางตายก็ร่ำไห้ปานจะขาดใจตายตกตายต่ำตามกันไป!”

“.....” มารตายกมือทั้งสองข้างเสมอหัวอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการยอมจำนนต่อคนที่ตนถกเถียงด้วย เพราะรู้ดีว่าต่อให้ปะทะคารมกันต่อไปก็ไม่มีวันเอาชนะคนปากคอเราะร้ายได้ แถมรังแต่จะทำให้โดนขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆขึ้นมาตีให้หน้าชาอีกด้วย

“แล้วสรุป…”

“อะไร?”

มารตามองสบลึกเข้าไปในดวงตาสีอำพันปลั่ง เขาพร่ำอธิบายทุกอย่างสิ้นแล้ว เฝ้าโดนถากถางแต่ก็ไม่ได้เถียงคำไม่ตกฟากดั่งกาลก่อนด้วยเพราะฉะนั้นเขาจึงคาดหวังว่าคำถามที่ได้รับฝ่าเท้ากลับมานั้นในคราที่ทุกอย่างกระจ่างชัดคำตอบมันจะแตกต่างไปจากเดิม

“ท่านยังไม่ตอบคำถามข้าเลย”

“คำถามอะไรของเจ้าอีก” ทารคาทำเสียงขึ้นจมูก เหตุใดวันนี้อนุชาเขาถึงได้หน้าด้านหน้าทนนัก มายิงความจริงแสนเถรตรงใส่แล้วเขายอมนั่งฟังโดยไม่ตบให้ปากที่เอาแต่พูดเรื่องน่าอับอายนั่นช้ำเลือดช้ำหนองก็น่าจะเพียงพอแล้ว ยังโลภมากหวังสิ่งใดอีกนักหนา

“แต่งงานกับข้าไหม?” คำถามเดิมถูกวกกลับมาถามย้ำให้ผู้สดับฟังใจเต้นโครมคราม ครานี้ยิ่งจ้องหน้ากันในระดับสายตายิ่งหลบเลี่ยงดวงตาจริงจังนั้นยากยิ่ง

คำตอบมันไม่เคยมีอยู่ในหัว...เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะมีวันนี้ วันที่ดวงตาสีฟ้ากระจ่างของคนที่เฝ้าฟูมฟักด้วยความรักสะท้อนภาพของตนด้วยความเสน่หา เหมือนดังที่ตนเองพร่ำมองอยู่เสมอ

หากมันคือความฝัน...มันก็คือฝันดีที่สุดในชีวิต

มารตาเคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้จนหน้าผากแตะชิดกัน ปลายจมูกขยับเคลียเย้าสันจมูกคนที่ยังคงอ้ำอึ้งทั้งที่ดวงตาสะท้อนคำตอบทุกอย่าง

อา...หากข้าสังเกตมันด้วยความตั้งใจเยี่ยงนี้ตั้งแต่คราแรกข้าคงได้พบเห็นความรู้สึกมากมายในดวงตาพี่

“ข้ารอฟังอยู่” มารตากระซิบถามแผ่วเบา

“ข้า…”

ปัง!!!!

เสียงบานประตูตำหนักเปิดออกอย่างแรงพร้อมด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายของบ่าวไพร่รอบนอก และหนึ่งในนั้นก็มีสามยักษ์ขิณีบ่าวประจำเรือนเกษอาชาด้วย

“อีผีร้ายเอ็งเข้าไปไม่ได้นะ!” กุสราถลามาคว้าเอวนางยักษ์ตนหนึ่งที่มีผิวกายซีดเผือดคล้ายร่างไร้วิญญาณไว้ มาหน่าและอาฮินจายาเองก็เข้ามาช่วยกันล็อกร่างนั้นเอาไว้ไม่ให้เข้าไปรบกวนหน่อเจ้าในตำหนักซึ่งบัดนี้กระเด้งตัวออกไปกองคนละฟากฝั่งของแท่นบรรทมไปเพราะความตกใจกันหมดแล้ว

“ออกไปจากร่างอีกฤษณาเดี๋ยวนี้นังผีบ้า” ยายยักษ์เฒ่านางหนึ่งตามเข้ามาตบตีนางยักษ์ที่หาญกล้าเข้ามาในเรือนนายก่อนได้รับอนุญาต มารตามองเห็นทหารหลายคนที่สมควรเข้ามาช่วยกันฉุดรั้งยืนสีหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ด้านนอกราวกับหวาดกลัวต่อนางกฤษณาที่กำลังคลุ้มคลั่งนักหนา

“กูมีเรื่องต้องคุยกับนายกู ท่านจ้าวเจ้าขา...ข้าเอง! ข้ากลับมาแล้ว” กฤษณาพยายามปัดป้องตนเองออกจากการกอบกุม

“กฤษณาลูกพ่อใยเจ้ายังอยู่” ด้านนอกมีพ่อเฒ่ารำพึงอย่างตกอกตกใจหลังจากเข้ามาดูเหตุการณ์ได้ไม่นานแล้วพบว่าร่างที่กำลังตกเป็นเป้าสายตานั้นคือบุตรีของเขาที่เพิ่งตายด้วยโรคห่าไปเมื่อคืนวานและมีกำหนดการฝังในค่ำคืนนี้

“ผีแน่ๆ…”

“โหงพรายที่ไหนฤา”

“รึจะเป็นผีนังชามา”

“เงียบ!!!!!” มารตาตวาดลั่น ทุกเสียงเงียบลงตามพระบัญชา เมื่อเห็นว่าความสงบสาดทับกลับมามารตาจึงเริ่มไล่เรียงถามนางกฤษณาที่ผู้คนเลื่องลือว่าสิ้นชีพชีวาวายไปแล้ว

“เจ้าเป็นใคร?”

“ข้า...ข้าเอง การ์ณีชา ท้าวเธอของบ่าวปลอดภัยใช่ไหมเจ้าคะ” ดวงวิญญาณในร่างซากศพเอ่ยบอกพลางพยายามดิ้นให้หลุดแล้วคลานเข่าเข้ามาใกล้เพื่อมองสบพระพักตร์ของอดีตท่านจ้าวที่ตนฝากตัวเป็นบ่าวใต้ยุคลบาท

ทารคาที่ได้ยินดังนั้นถึงกับขมวดคิ้วมุ่นเพราะจำได้ดีว่า...

“การ์ณีซา...เอ็งไม่ได้ตายไปแล้วรึ!”

“ข้าใช้มนต์ถอดวิญญาณมานานนมแล้วเจ้าค่ะ...ร่างกายที่ถูกไฟโลกันต์ของท่านแผดเผานั่นก็เป็นเพียงกายหยาบของซากศพที่ข้าหยิบยืมมาใช้เท่านั้น”

“การ์ณีชา แม่หมอประจำรัชสมัยของท่านจ้าวทารคา” บ่าวไพร่เริ่มซุบซิบกันอีกครั้ง จากคำนางสงสัยศพนางกฤษณาที่กำลังจะถูกประกอบพิธีกรรมคงกลายเป็นอีกหนึ่งศพที่นางยืมใช้อีกเป็นแน่

“เรื่องอื่นไว้ก่อนเถิดเจ้าค่ะบ่าวมีเรื่องสำคัญกว่าต้องทูลให้ท่านท้าวทราบ” การ์ณีชาเอาตีนถีบๆนางยักษ์ทั้งสามที่มาเกาะเเกะป้วนเปี้ยนตนอยู่ได้

ให้มันรู้เสียบ้างว่าใครเป็นบ่าวรุ่นเก่าเก็บของท่านทารคา!

การ์ณีชาเพ่งจิตจนลำดับเหตุการณ์หลังจากกายหยาบของตนมลายหายสูญไปจนครบแล้ว ตอนนี้นางทราบว่าท่านท้าวแห่งคีรีกัณฑ์คือมารตาและท่านทารคาก็เป็นจอมใจขององค์กษัตริย์ นางยินดีที่จะรับใช้เผ่าพันธุ์ยักษ์สืบไปโดยไม่ได้คำนึงถึงว่าผู้ใดครอบครองบัลลังก์อยู่แล้ว และเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับทั้งสองพระองค์เป็นอย่างมาก

...มากเสียจนนางคิดว่าคงไม่มีเวลามานั่งพร่ำอธิบายในรายละเอียดอื่นใดนอกจากใจความหลักให้เข้าพระทัยเลย

การ์ณีชามองขัตติยวงศ์ทั้งสองแล้วย้อนคิดอย่างขบขันเล็กๆว่าเสมือนตนได้กลับมางานคืนสู่เหย้ายังไงยังงั้น เพียงแต่ครานี้ยศฐาบรรดาศักดิ์ของแต่ละองค์แตกต่างกันออกไปสิ่งที่ไม่ผิดแผกไปจากเดิมเห็นจะเป็นความรักใคร่ที่ชัดเจนต่อกันกระมั้ง

เช่นนั้นแล้วยิ่งน่าห่วงนักหากเกิดเรื่องร้ายจนทั้งสองต้องพลัดพรากจากกันเข้าจริงๆ

“เรื่องอันใด?” มารตาตรัสถามแทนเชษฐาที่เริ่มขยับมานั่งเคียงกันตรงขอบแท่นบรรทม

“เกี่ยวกับเรื่องสาปส่งจันทร์แรมเจ้าค่ะ”















----------------------------------------------------------------------------------------------------


ยุ่งวุ่นวายกับการรับปริญญามากค่ะเลยไม่ค่อยมีเวลามาต่อ เอิ้กๆ มาลงต่อแล้วนะเคอะยาวพอตัวเลย ยาวกว่าตอนอื่นไปอีก ฝากเม้นติชมเหมือนเดิมค่าหนึ่งเม้นหนึ่งล้านกำลังใจ

#มารตาจองจำทารคา














ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 80 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

395 ความคิดเห็น

  1. #291 'นมชมพู' (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 17:48
    ลุ้นมากกกกกกกกกกกก
    #291
    0
  2. #287 Mamimilky (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 13:51
    อหหหห ลุ้นนนน รีบมาต่อนะคะ รออออออ
    #287
    0
  3. #269 lil angel ♡ᐩ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 13:17
    อ่านรวดเดียวจนถึงตอนนี้เลยค่ะ มันดีมากT_T ในที่สุดสองคนก็คุยกันแงง รอมาต่อนะคะ <3
    #269
    0
  4. #267 097104555 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 21:18
    รออิออออออ
    #267
    0
  5. #266 madaoare (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 20:01
    มาแล้ววววว ใจชุ่มมากในที่สุดก็ได้อ่าน😍😍
    #266
    0
  6. #264 zxmiping (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 22:45
    คุณเฟยยย แง้ ผิงกรี๊ดลั่นเลย!!!!! กลัวข้างห้องด่ามากมาย โอ๊ยไม่รู้จะเม้นอะไร แต่... รอเล่มอย่างใจจดใจจ่อนะคะ
    #264
    0
  7. #263 -win (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 18:53
    โอ๊ก ค้างงงงง!
    #263
    0
  8. #262 ammykjd (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 18:51
    เขาคุยกันแล้ววววว><
    #262
    0
  9. #261 phonphimon0123 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 16:26
    ใครอ้า
    #261
    0
  10. #260 phonphimon0123 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 16:26
    มีนอก.
    #260
    0
  11. #259 11ght :;ll_ch (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 15:59
    มาต่อเร็วๆสิ ว่าแต่การ์ณีชาใครอะ
    #259
    0
  12. #258 Omi-chan (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 15:20
    ทำไมตอนนี้เหมือนรู้สึกว่าการ์ณีชาเป็นคนดีอ่ะ 555
    #258
    0