[จบบริบูรณ์] Fic 9 Satra : จองจำอสุรา [มารตา x ทารคา]

ตอนที่ 14 : ๑๓ : ปล่อยใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    10 เม.ย. 61

๑๓

ปล่อยใจ  

#มารตาจองจำทารคา




คืนจันทร์เพ็ญกลางคิมหันต์ฤดู มันคือค่ำคืนศักดิ์ที่เหล่ายักษารอคอย สองมือที่ห้ำหั่นประหัตประหารปล่อยวางศาสตราวุธมาสอดประสานสามัคคีมั่น ไร้ซึ่งเสียงร้องแห่งความทรมาน มีเพียงเสียงร้องรำทำเพลงอย่างยินดีปรีดาจากผองเพื่อนและศัตรู

อีกทั้งมันยังเป็นค่ำคืนที่ยักษียักษาที่พลัดพรากกันไปทำงานคนละฟากฝั่งได้กลับมาพานพบกันเรียกได้ว่ามันคือค่ำคืนที่ปราศจากทุกข์โศกใดมาย่างกรายคีรีกัณฑ์เลยก็ว่าได้

และบ่าวไพร่ในเรือนเบี้ยทั้งหลายก็หวังว่าปีนี้จักเป็นคืนชมจันทร์อีกปีที่น่าประทับใจไม่รู้ลืมกับทั้งครอบครัวของตนและขัติยวงศ์ที่กำลังมีข่าวอื้อฉาวกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง

ท่านท้าวมารตามีสัมพันธ์สวาทกับพระเชษฐาแห่งตนจนท่านทารคาทรงตั้งพระครรภ์!

มีบุรุษมากมายในแดนยักษ์ที่กินอยู่กันเองจนมีสายทองไว้คล้องใจ แต่เพราะนั่นคือนายเหนือหัว คือจอมกษัตริย์ทุกฝ่ายถึงตกอกตกใจกันถ้วนไม่เว้นแม้แต่หัวเมืองเรี่ยไรที่ตกเป็นเมืองขึ้นของคีรีกัณฑ์ คาดว่าเจ้าเมืองแต่ละแคว้นคงมีอารมณ์ขันส่งส่วยบรรณาการเป็นของเล่นทารกก็ครานี้

เรื่องผิดผีนี้จะไม่เกิดเสียงครหาเลยหากทั้งสองพระองค์ไม่ได้อยู่ในฐานะกษัตริย์กับนักโทษอุกฉกรรจ์รวมไปถึงสายเลือดเดียวกันยิ่งแล้วใหญ่

นั่นคือความคิดของหลายฝ่ายแต่น่าประหลาดใจที่ความจริงกลับกลายเป็นทุกฝ่ายเห็นดีเห็นงามกับข่าวสารนี้เพียงเพราะศรัทธาในสายเลือดแห่งท่านอนันตยักษาผู้เกรียงไกรเกินกว่าจะทนทำใจไหวหากมีหญิงงามเมืองคนใดมาทำให้สายเลือดสูงค่านี้เจือจางลง

นี่คือความคิดพสกนิกรชาวคีรีกัณฑ์แต่สำหรับสายตาเผ่าพันธุ์อื่นอาจจะเห็นต่างและนึกรังเกียจในความสัมพันธ์ผิดบาปนี้ก็ได้แต่นั่นก็เรื่องของพวกนั้นเราหาได้สนใจไม่

เรื่องเดียวที่ประชาชนยักษ์ไม่พอใจมีเพียงทั้งสองพระองค์ร่วมสวาทกันจนตั้งครรภ์ก่อนอภิเษกสมรสกันตามประเพณีต่างหาก

“เกิดหลายกระแสเสียงเลยพะยะค่ะ” อำมาตย์ถวายฏีกาว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์คาวๆที่ดูจะเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารเสียยิ่งกว่าข่าวบ้านข่าวเมืองให้ท้าวมารตาที่นั่งทรงงานอยู่กับที่ไม่เสด็จไปไหนมาร่วมสัปดาห์ได้ฟัง

หลังจากท่านมารตาขึ้นครองสิริราชสมบัติพระองค์ก็ตั้งตัวเป็นราชาผู้ครองธรรมไม่เบียดเบียนระรานราชธานีไหน เกือบถวายเอกราชคืนแก่หัวเมืองต่างๆเสียด้วยซ้ำแต่พวกอำมาตย์ทูลขอไว้ว่าดินแดนเหล่านั้นคือแหล่งเสบียงชั้นเลิศของคีรีกัณฑ์ พักรบกันน่ะได้แต่อย่าตัดขาดแหล่งน้ำแหล่งอาหารเลยจะดีกว่าเพื่อความผาสุกของบ้านเมืองเรา ขอร้องกันอยู่สี่ส้าห้าวันนู่นท่านถึงรับพิจารณา

ดังนั้นงานส่วนมากของท้าวมารตาจึงกลายเป็นการตรวจตราเรื่องราวภายในบ้านเมืองมากกว่าจัดการกองกำลังรบเหมือนที่บรรพกษัตริย์ทรงทำกันมา

ก็เป็นอีกยุคสมัยที่ดีของคีรีกัณฑ์ เมื่อมีพันธมิตรย่อมดีกว่ามีศัตรูอยู่แล้วจะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายยอมรับนับถือในการปกครองของท้าวมารตาทุกสิ่ง จะติติงก็เพียงสิ่งเดียว...ก็เรื่องการปากไม่ตรงกับใจของท่านท้าวแกนั่นล่ะ

ทุกฝ่ายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายามทรงงานท่านเหมือนกษัตริย์มากบารมี พอเป็นเรื่องหัวใจกับผู้เกี่ยวดองทางสายเลือดกลับกลายเป็นเด็กน้อยไร้สิ้นสติสมประดีตั้งมั่นเพียงหาชัยชนะในการถกเถียงโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ว่าหากกระทำการเลวร้ายเหล่านั้นลงไปจักเกิดสิ่งใดตามมาบ้าง

กับท้าวเธอก็หัวรั้นเกินทนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร...นี่ทุกฝ่ายก็หาเรื่องเป่าหูพระองค์ท่านให้ปลดเทหะยักษาออกจากตำแหน่งนักโทษอุกฉกรรจ์แล้วจัดพิธีอภิเษกสมรสให้มันถูกต้องเป็นเรื่องราวกันอยู่จะได้ไม่ต้องเป็นขี้ปากของชาวบ้านกับไอ้เรื่องท้องก่อนแต่งน่าปวดเศียรเวียนเกล้านี่น่ะ!

นี่ยังไม่นับเรื่องสาปส่งจันทร์แรมคำสาปร้ายที่ท่านมารตาสั่งให้ปิดเป็นความลับในราชสำนักอีกนะ อาการกระวนกระวายแสนห่วงก็มีให้เห็นอยู่ตลอดเวลายามที่เหล่าโหรอาจารย์และนักพรตเข้ามาแนะนำเรื่องพิธีกรรมทมิฬเหล่านี้แต่ไฉนไม่ไปแสดงกิริยาเหล่านี้ต่อหน้าท้าวเธอบ้างเล่า

บ่าวทั้งหลายจักไม่ทนอีกต่อไปแล้วหากมัวแต่ไม่พูดไม่จากันเยี่ยงนี้พวกบ่าวจักจัดการตามวิถีของตนเพื่อรักษาหน้าตาของขัตยวงศ์แห่งคีรีกัณฑ์ไว้ให้ได้มากที่สุดโดยไม่รอด้วยว่าทั้งสองพระองค์จะประสงค์รึไม่

เริ่มต้นจากคืนชมจันทร์อันศักดิ์สิทธิ์นี่ก่อนเลย!

อำมาตย์เฒ่าทั้งหลายที่อยู่ในราชสำนักลอบมองหน้ากันเมื่ออ่านถวายฏีกาแล้วท้าวมารตายังคงเอาแต่นิ่งเงียบ

“ท่านท้าว…”

“หะ? เมื่อครู่เจ้าว่ายังไงนะ?”

“...............” อาลาคิน อำมาตย์ที่ก้มหน้าถวายฏีกาอยู่ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาปั้นยิ้มให้พญายักษาที่คาดว่าจะเหม่อคิดถึงใครจนไม่ทันฟังตนพูดสักประโยค

คุณท้าวรู้บ้างไหมว่าโก่งบั้นท้ายถวายฏีกาแต่ละรอบมันเมื่อยขนาดไหน!!

“กระหม่อมพูดถึงเรื่องท่านกับท่านทารคาพระเจ้าค่ะ...ประชาชนแตกแขนงออกหลายเสียงส่วนมากอยากให้ท่านจัดพิธี--”

“นี่คือเรื่องสำคัญที่สุดแล้วรึ?” มารตาเอ่ยขัดฏีกาที่ฟังยังไงก็เหมือนข่าวซุบซิบนินทาตามประสาคนว่างงาน ไม่คิดเลยว่าการปากพล่อยเพราะแรงอารมณ์ในวันนั้นของตัวเองจะสร้างข้อพิพาทใหญ่หลวงได้ขนาดนี้

ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าหลายฝ่ายรู้เรื่องความสัมพันธ์ผิดแผกของเขากับพระเชษฐาที่ผิดจารีตอันดีขนาดร่วมสวาทกันจนตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน...ก็...ก็ช่วยไม่ได้นี่พี่ชายเขาวอนหาเรื่องเองทั้งนั้น!

มารตาพิงพนักเก้าอี้พลางยกมือขึ้นนวดขมับที่ปวดตุบๆอีกครั้ง รู้ดีแก่ใจว่าเรื่องราวมากมายมันเลวร้ายลงเพราะนิสัยมุทะลุของตนเองแต่มันจะไม่ชวนเสียสติขนาดนี้เลยหากพระเชษฐาไม่ท้าทายด้านมืดเขามันทุกครั้งที่ได้ปะทะคารมกัน

ใช่ว่าไม่อยากคุยกันด้วยวาจาที่ดีกว่านี้...ยอมรับอย่างไร้ยางอายมันตรงนี้เลยว่าอยากแต่เขาทำไม่ได้เพราะหัวโขนที่สวมอยู่มันหนักเกินจะถอดไหว แถมเรื่องเลวร้ายที่เผลอกระทำลงไปก่อนหน้าก็หาทางสมานให้มันกลับดีแทบไม่ได้เลย

คิดกันรึไงว่าเขาไม่อยากไปดูอาการคนป่วยที่เกือบพรากชีวิตตัวเองกับลูกไป...เขาอยากทำทั้งนั้นติดแต่ทิฐิบ้าๆในหัวเขานี่แหละ

บางที...เขาควรต้องนึกถึงบุหงาสิ

คิดถึงตรงนี้มารตาก็เพิ่งคิดได้ว่าตนมีเรื่องคั่งค้างกับกษัตริย์แห่งรามเทพนครที่บัดนี้งอนตูดชี้ฟ้ากลับไปราชธานีของตนเองแล้วเพราะเขาเอาแต่ทรงงานหามรุ่งหามค่ำแล้วไม่อยู่ต้อนรับ

รึไม่ก็อาจไปเสวยสุขอยู่กับสลัดอากาศหนุ่มฟงเอ๋อที่แอบเห็นปะทะคารมกันบ่อยครั้งแต่ก็แอบลอบยิ้มลับหลังราวกับถูกใจที่โดนแกล้งนักหนา

แล้วนี่เขาจะมาเสือกเรื่องความสัมพันธ์ชาวบ้านไปทำไม เรื่องตัวเองยังเอาไม่รอดเลย...มารตาไอ้จัญไรนี่!

เมื่ออำมาตย์ไม่ปริปากต่อหรือพูดให้ถูกคืออึกอักเพราะไม่ทันเตรียมฏีกาอื่นมาถวายมารตาจึงสั่งการในเรื่องที่เห็นสำคัญไม่แพ้สิ่งอื่น

“เตรียมม้าเร็วให้ข้า อีกสามทิวาข้าจะไปรามเทพนคร”

“พะยะค่ะ...โชคดีนะพะยะค่ะที่ไม่ตรงกับคืนชมจันทร์” อาลาคินรับคำสั่งพร้อมหว่านแหในเรื่องที่วางแผนมาตั้งแต่ต้น สีหน้าพึงพอใจพร้อมกับการแอบลอบชูนิ้วโป้งเอาใจช่วยของอำมาตย์คนอื่นๆบ่งบอกว่าหลายๆคนยอมนั่งอึดอัดอยู่ในห้องทรงงานนี้ด้วยเหตุผลเดียวคือการช่วยกันเกลี้ยกล่อมให้คุณท้าวแกหาเรื่องชวนท้าวเธอไปชมจันทร์กันตามประเพณีเก่าในอีกสองราตรีข้างหน้า

ช่างปะไรเรื่องผิดประเพณีอย่างท้องก่อนแต่ง เอาให้เปิดใจคุยกันให้ได้ในคืนจันทร์เพ็ญที่จะถึงนี้ก่อนเถอะทางฝั่งนางในก็พร้อมใจไม่แพ้กัน...พวกหล่อนขันอาสาว่าจักช่วยไปเกลี้ยกล่อมทางฝั่งท่านทารคาด้วย เอาสิวะเป่าหูกันขนาดนี้ไม่คุยกันดีๆให้มันรู้กันไป

“จะถึงคืนชมจันทร์อีกแล้วสินะ” มารตาที่เพิ่งตระหนักถึงเรื่องสำคัญนี้ได้ยอมละสายตาจากกองงานมามองอำมาตย์ทั้งหลายที่วันนี้นั่งสงบนิ่งผิดวิสัย

“ใช่ขอรับท่านมารตา ข้ารอพบเมียที่อีกฝั่งนครไม่ไหวแล้ว เห็นน้องชายข้ากระเง้ากระงอดเหมือนกันว่าจักไปคุยกับสตรีที่หักหาญน้ำใจกันเมื่อปีก่อน...ก็อย่างว่านะขอรับงานนี้เป็นประเพณีเดียวนี่ที่เหล่ายักษ์อย่างเราจะได้ละทิ้งทุกความบาดหมางเพื่อหันหน้ามาคุยกันดีๆ”

“ใช่ขอรับ...แต่ท่านต้องไม่ลืมหาคนไปเดินควงด้วยนะขอรับยังไงเสียท่านก็ต้องเป็นคนเปิดพิธีการและเปิดลานดินให้ชาวบ้านรำวงกัน” อำมาตย์อีกคนรีบเสริมขึ้นมา

“ต้องด้วยรึ?”

“ต้องสิขอรับ!!” ครานี้หลายเสียงดังขึ้นเป็นลูกคู่ส่งผลให้มารตาต้องปราดมองความสามัคคีนั้นเรียงหัว

เขาไม่เคยได้ยินเรื่องพรรค์นี้มาก่อนในชีวิต...เปิดพิธีการน่ะเข้าใจได้แต่การเต้นเปิดลานดินนั่นมันเรื่องบ้าอะไรกัน

เรื่องหาใครสักคนไปควงคู่ไม่น่าห่วงหรอก...ใช่ว่าไม่ได้รับสายตาทอดสะพานจากเจ้าหญิงต่างแคว้นแต่ละองค์ที่แวะเวียนมาส่งเครื่องบรรณาการมาเสียเมื่อไหร่ แค่ส่งพิราบไปรุ่งสางเผลอๆพวกนางจะเหาะเหินเดินอากาศมาถึงนครตั้งแต่เที่ยงวันด้วยซ้ำ

“ท่านจ้าวต้องคิดเรื่องการเลือกคู่ควงให้ดีนะขอรับ...แต่ถ้าให้พวกกระหม่อมแนะนำยังไงเสียบัดนี้ท่านก็มีข้อผูกมัดกับพระเชษฐาของตนและนี่ก็ถือเป็นการกล่าวเปิดพิธีการชมจันทร์ครั้งแรกในการสิริราชสมบัติของท่านเพราะฉะนั้นมันจักเป็นการเหมาะสมที่สุดหากท่านเชิญชวนท่านทารคามาร่วมงานในครานี้ในฐานะคู่ควงของพระองค์พระพุทธเจ้าค่ะ” อาลาคินจัดการสรุปทุกการเชื้อเชิญมารวมในประโยคเดียว

ที่แน่ๆคุณท้าวแกอ้าปากค้างไปแล้ว…

ฉิบหายแล้วพวกกู...ออกนอกหน้าไปรึเปล่าวะ

พวกอำมาตย์เริ่มยืดตัวนั่งดีๆเมื่อเห็นท่านท้าวยกขาลงจากตัก ความเงียบสร้างความกดดันจนไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยอะไรอีกเลย

“...จบเรื่องแล้วใช่ไหม?”

“ขะ...ขอรับ”

มารตากวาดสายตามองท่าทีสงบเสงี่ยมของบ่าวใต้ยุคลบาทแล้วได้แต่เสสายตาออกไปทางอื่นยามดำริสิ่งที่ขัดต่อหัวโขนที่ปั้นสร้างมาแรมเดือนมากนัก

“อืม...ไว้ข้าจะลองคิดดู”

…..

….

..

.


ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4

คืนชมจันทร์แห่งคีรีกัณฑ์


เป็นค่ำคืนนี้น่าพึงใจรึอันใดไม่อยากนึกคิดเมื่อนักโทษฉกรรจ์ที่ถูกขังลืมอยู่ในตำหนักซ่อนชู้ของพระบิดาได้รับการปลดปล่อยจากเครื่องพันธนาการแขนขาพร้อมทั้งได้รับเกียรติให้สวมใส่อาภรณ์ที่จอมกษัตริย์หามาให้

ทารคาเค้นหัวเราะยามยืนมองตนเองผ่านกระจกเงาโดยที่มีบ่าวไพร่หลายคนร่วมด้วยช่วยกันหยิบเพชรนิลจินดามากมายมาประดับบารมีให้สมพระเกียรติคู่ควงของพระราชาในค่ำคืนนี้

เทหะยักษาผู้ซึ่งมอบถวายอาภรณ์ล้ำค่าแก่สตรีมากมายที่มาควงคู่ในงานชมจันทร์กลับเป็นฝ่ายถูกหยิบยกของเหล่านั้นมาให้เสียเอง...น่าอับอายสิ้นดี

เครื่องทรงมากมายทำให้อดีตราชันย์เผลอกระตุกยิ้มยามหวนนึกถึงวันที่ตนมีอำนาจบาตรใหญ่

ตกอับจนไม่คุ้นชินกับเครื่องราชย์เหล่านี้เชียวรึทารคา…

ทารคารำพึงอย่างสมเพชตัวเองในใจแต่กลับต้องพยายามปัดผ่านความรู้สึกนึกคิดนั้นออกไปจากหัวสมองเพียงเพราะคิดได้ว่าค่ำคืนนี้คือคืนชมจันทร์ มันคือฤกษ์งามยามดีไม่ควรให้อารมณ์ขุ่นมัวมาทำให้ทุกสิ่งมัวหมอง

หลังจากจัดแจงฉลององค์เสร็จไม่นานนักคนที่เขาทั้งคิดถึงและไม่อยากพบหน้ามากที่สุดก็โผล่หัวเข้ามา นางในทั้งหลายรีบดีดตัวเองออกจากตำหนักทันทีอย่างไม่คิดอยู่เป็นก้างขวางคอ

“.....”

“.....”

สองพี่น้องมองกันนิ่ง หนึ่งอาจเพราะเครื่องทรงที่แปลกตาไปและสองมันก่อเกิดมาจากความอึดอัดจากเรื่องราวบาดหมางใจในกาลก่อน

มารตากวาดสายตามองเรือนร่างที่เขาคิดถึงเสมอ เพราะแบบนั้นจึงต้องพยายามทรงงานให้หนักเข้าไว้เพื่อไม่ให้ปล่อยใจมาคิดถึงคนที่เขาสมควรจะเกลียดเข้าไส้ให้สาสมกับทุกสิ่งที่ถูกพรากไปแต่สมองกับหัวใจช่างสวนทางกันเหลือเกิน

และคืนชมจันทร์นี้ก็เป็นเสมือนลูกปืนใหญ่ยิ่งทลายปราการทุกอย่างให้แตกพ่ายลงจนไม่อาจปั้นสร้างสิ่งใดมาปกปิดความรู้สึกได้อีก

ร่างสูงใหญ่ของจอมกษัตริย์ย่างสุขุมมาใกล้และคนที่ยืนอยู่ก็ไม่คิดขยับถอยหลังหนีเหมือนคราอื่น

แม้นจักมีเรื่องเคืองขุ่นตกตะกอนอยู่ในใจแต่ผู้ที่มีสายเลือดขัติยะอันเข้มข้นก็ไม่คิดฝ่าฝืนประเพณีเก่าแก่แห่งคีรีกัณฑ์...รึอาจเป็นเพราะทั้งสองเหนื่อยหน่ายกับการปั้นสร้างกำแพงใส่กันแล้วก็เป็นได้ใครจะรู้

เพียงราตรีหนึ่ง...ราตรีเดียวที่ได้ปล่อยกายปล่อยใจไปตามปรารถนา

“พี่เหมาะกับสีแดงชาด” อสุราสีชาดพึมพำขณะเกลี่ยเรือนผมยาวที่ปรกกรอมแก้มขึ้นทัดหูให้เห็นดวงหน้ามรกตเนียนผ่องชัดเจนขึ้น โจงกระเบนสีดินแดงเทศประดับทองคำขาวที่สรรหามาให้หาได้อยู่ในสายตาจอมกษัตริย์ไม่ มีเพียงนัยน์เนตรอำพันปลั่งท้านวลจันทร์เท่านั้นที่สะท้อนเด่นชัดอยู่ใจกลางความรู้สึก

“ผิดกับเจ้าที่ไม่เคยพึงใจกับสีเขียวมาก่อน...ไฉนถึงกล้ำกลืนใส่มันได้เล่า” ทารคาเหม่อมองฉลององค์ใหม่ที่อนุชาสวมใส่

สีเขียวเสมอเสมือนตัวเเทนแห่งตนจากสีวรกายทั้งเรือนร่าง และเมื่อมันผสานเข้ากับสีแดงชาดมันมิได้มีความเหมาะสมสวยงามดั่งที่มารตาว่าสักนิด

“ใครว่า…” มารตากระตุกยิ้ม ปลายนิ้วสีชาดเชิดคางมนขึ้นให้สองดวงตาสอดประสานกันก่อนเอ่ยย้ำด้วยถ้อยคำน้อยสำนวนแต่ความหมายเกินคณานับ “ข้าพิศมัยมันมาเนิ่นนานแล้ว...นานเกินกว่าที่ท่านจะคาดคิดด้วยซ้ำ”

“!!!.....”

ตึก ตึก

รับรู้ถึงหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนแทบกระเด้งหลุดออกจากอก ความอ่อนนุ่มแสนหวานเหล่านี้เป็นดั่งฝันที่ไม่อยากลืมตาตื่น

แต่กระนั้น...


...คา

...รคา

...ทารคา


“ท่านทารคาเจ้าคะ!!”

เฮือก!!

ทารคาผุดกระเด้งตัวลุกขึ้น หอบหายใจรัวเร็วด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนบ่าวไพร่อดจะหาน้ำหาท่ามาให้ไม่ได้

ฝัน...งั้นรึ

ทารคาลอบถอนหายใจดวงตาเลื่อนมองแขนขาของตนที่ยังมีเครื่องพันธนาการอยู่

หึ หวังอะไรกันล่ะ...น่าขนลุกเสียจริง

“อย่าทำหน้าบึ้งตึงเช่นนั้นสิเจ้าคะท่านทารคา นี่คืนชมจันทร์นะเจ้าคะยิ้มเอาฤกษ์เอาชัยหน่อยเจ้าค่า” อาฮินจายาประเคนน้ำจ่อปากท้าวเธอพลางเย้าแหย่ตามประสาบ่าวที่เริ่มสนิทกับนายใหม่ของตนโดยมีกุสราและมาหน่านั่งรอรับบัญชาอยู่ไม่ไกล

ตำหนักเกษอาชาที่เคยมีแต่สตรีถือครองบ่าวไพร่ประจำเรือนอย่างตนจึงต้องเป็นสตรีอย่างไม่ต้องสงสัย พอมีท่านเทหะยักษามาพำนักเท่านั้นแหละ ช่วงแรกๆก็เล่นเอาหยิบจับอะไรกันไม่ถูกเพราะกดดันเหมือนกันแต่พอได้ปรนนิบัติพัดวีนานเข้าก็พบว่าท้าวเธอแกเป็นเพียงบุรุษปากร้ายใจดีเท่านั้น

“เอาล่ะเจ้าค่ะทานกระยาหารเสร็จแล้วเดี๋ยวบ่าวเเต่งพระองค์ให้นะเจ้าคะ”

“แต่งไปทำไม? นักโทษอย่างข้าได้เปิดบานหน้าต่างชมจันทร์ก็เห็นจะเป็นมหากรุณาสูงสุดของราชาพวกเจ้าแล้วนี่” คนช่างประชดก็ยังสรรหาคำพูดมาจิกกัดองค์ราชาที่ไม่เสด็จแวะเวียนมาเลยตั้งแต่เกิดเรื่องราวใหญ่โตนั้น

เหล่านางยักษ์ทั้งสามลอบมองหน้ากันอย่างอับจนต่อคำพูด ก่อนบ่าวไพร่ทั้งหลายจะต้องเบิกตากว้างกันเป็นไก่ตาแตกเมื่อจู่ๆบานประตูก็เปิดอ้าออกแล้วปรากฏเป็นร่างกำยำล่ำสันของคนที่ท้าวเธอเพิ่งตัดพ้อต่อว่าถึง

“รู้ว่าได้รับกรุณาธิคุณจากข้าก็รีบแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนข้าจะไปไม่ทันกล่าวเปิดพิธีการเพราะมัวแต่รอคู่ควงตนเองประชดประชัน”

“มารตา?!”




-------------------------------------------------------------------------------------------------

ฮึ้ยยยยยยยยยยยยยยยย กรี๊ดๆๆ คู่นี้จะค่อยๆเพิ่มสเต็ปฟามหวานไปแล้วกันนะคะตามพี่ทมิฬไปติดๆแต่นี่เรียกหวานตรงไหนเหมือนตบหัวกันอยู่ดี บ่าวไพร่เอาใจช่วยกันทั้งนครขนาดนี้ยังจะปากแข็งกันอยู่อีก555

ฝากเม้นติชมด้วยค่ะ 1 เม้น 1 ล้านกำลังใจเด้อ #มารตาจองจำทารคา




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

395 ความคิดเห็น

  1. #281 Mamimilky (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 21:54
    ชอบความอำมาตย์ บ่าว ไพร่ช่วยกันเป่าหู55555555
    #281
    0
  2. #148 วิรมาลย์ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:16
    ท่านจ้าวต้องได้เอาคืนนะ เจ็บมาเยอะแล้ว T.T
    #148
    0
  3. #147 phonphimon0123 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:34
    ^.,^ รอ
    #147
    0
  4. #146 Hoiratom (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:12
    หรือว่ามารตาจะมาแต่งตัวให้พี่ชายเอง5555555555 รีบๆดีกันซะที
    #146
    0
  5. #145 zxmiping (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:45
    ชาวเมือง+ไพรฟ้าอำมาตย์ได้ค่าจ้างจากคุณเฟยเท่าไรคะ555555 เล่นใหญ่+น่ารักกันมาก เชียร์กันแบบถ้าดีกันไม่จัดงาน9วัน9คืนเลยเหรออ55555
    #145
    0
  6. #144 -GAME- (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:53
    ฟกดหดฟกหดฟกฟ อมก.
    #144
    0
  7. #143 ไอแอมอะก้อย (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:52
    น่าเอ็นดูทั้งเมืองซะจริงๆ
    พยายามให้ทั้งสองดีกัน ฮ่าๆ
    #143
    0
  8. #142 break1999 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:50
    ปากร้ายนะเรา บทจะหวานก็หวานมดขึ้นเชียวว
    #142
    0
  9. #141 บีเบอร์ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:45
    พี่ทารคามีแอบฝันถึงน้องงงงงงง~ คนงามปากร้ายยยยย
    #141
    0
  10. #140 llcfll08 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:44
    สนุกมากค่ะ
    #140
    0