ลิขิตกุมภีร์ :: ฟิคไกรทอง :: [ชาละวัน x ไกรทอง]

ตอนที่ 45 : ยาใจกุมภีล์ : ตอน ๓

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 736
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    3 ต.ค. 61

เป็นอีกวันที่ยายฉิ้มยิ้มออก จะอะไรซะอีกเล่า...ก็สามีตัวดีที่กระวีกระวาดติดเตาอยู่ใต้ถุนนั่นไง

ตั้งแต่ตามีเห็นรายรับวันละหลายสิบบาท ขี้คร้านจะทำงานหูไม่วางหางไว้เว้นกว่ายายแกเสียอีก

“ตื่นอย่างนี้ไอ้แจ้ตกงานกันพอดี” อดจะเย้าความขยันของผัวไม่ได้  

“แหมยาย ข้าเป็นผู้ชายนะจะมาปล่อยให้เมียติดเตาหยอดกะทิคนเดียวได้ไงเล่า”

“โถะ...กูทำของกูงี้มาสิบปีแล้ว พึ่งสำนึกสิไม่ว่า” ได้ทีช้างเท้าหลังอย่างยายฉิ้มก็ค่อนขอดคืนทันที

เมื่อก่อนตามีแกรับจ้างขับเกวียนส่งผู้โดยสารข้ามเมือง รายรับก็มากกว่าขายขนมครกหลายบาท แล้วไอ้เฒ่านี่ก็เอามากระทบกระเทียบไม่เว้นวัน พอแก่ตัวเข้าพ่อผัวตัวดีก็เริ่มขี้เกียจสันหลังยาว อ้างว่าสุขภาพร่างกายไม่ดีบ้างล่ะ อยากพักผ่อนอะไรบ้างล่ะ แล้วเป็นไงล่ะ ลูกค้าขาประจำก็หายหมดน่ะสิ

ผลสุดท้ายก็มาเกาะเมียกินจนเมื่อวานซืนนี่เองที่ตามันยอมเข็นรถไปช่วยขายของแล้วเจอพบกับเศรษฐีหนุ่มนั่น สัจจะธรรมบังเกิดเลยไงเล่า ให้มันรู้เสียมั่งว่าอาชีพแม่ค้าขายของมันก็ไม่ได้ยากเข็ญแบบที่อีผู้ดีตีนแดงมันเหยียดเสมอไปหรอกโว้ย

“ว่าแต่วันนี้ไอ้ไกรมันยังไม่มารึ?” ไม่รู้อะไรดลใจให้ยายฉิ้มเอ่ยถึงลูกชายของพ่อหมอจระเข้ขึ้นมา เมื่อคืนคนลือกันให้แซ่ดว่ามันไปแข่งมวยที่ลานวัด แล้วไอ้ไกรก็ล่อลูกชายอีหงส์ซะแข้งราขาแตก ทำคุณงามความดีขนาดนี้น่าตบรางวัลให้หนัก

ยายฉิ้มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ สองมือก็โรยหน้าขนมครกไปด้วย

ว่าจะทำเก็บไว้ให้ไกรมันสักกระทง ข้อหาช่วยให้ข้าไม่ต้องเห็นหน้าวอกๆของอีนกหงส์หยกมันมาทวงค่าแผง

“มันคงพูดเล่นละมั้ง น้อยใจขนาดนั้นจะมาช่วยเราทำไมเล่ายาย”

“ฉันไม่ได้ใจน้อยกับเรื่องไม่เป็นเรื่องหรอกนะตา”

“xตก!!”

เสียงแว่วมาจากด้านหลัง เล่นเอาตามีที่กำลังพูดถึงพ่อหนุ่มนักสู้ตัวจิ๋วสบถคำหยาบไม่เป็นคำ ซ้ำร้ายหม้อกะทิในมือก็เกือบกลิ้งลงพื้น ดีที่ขุนไกรเข้ามาช่วยประคองไว้ทัน

แต่ประเด็นคือคำอุทานที่ได้รับเนี่ยสิ...

เมื่อวานยายฉิ้มก็หีแหก ...วันนี้ตามียังมาxหกอีก เริ่มสงสัยแล้วว่าตากับยายรังเกียจเดียดฉันอะไรเขานัก

“เอ็งมาให้ซุ่มให้เสียงบ้างเถอะว่ะ...หัวใจพวกข้าจะวายเอา” ยายฉิ้มบ่นกระปอดกระแปด มือก็ยกลูบๆคลำๆหน้าอกหย่อนยานของตัวเองไปด้วย

“ขอโทษจ้ะยาย...ว่าแต่ไหนล่ะขนมครกที่จะให้ข้าไปส่ง” ขุนไกรว่าพลางแสยะยิ้มเห็นเขี้ยว รอยยิ้มนั้นเรียกให้ตากับยายนมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย

อยากคิดว่ามันร้อนรนอยากทำงานอยู่นะ...แต่จากท่าทางนี่มันร้อนรนอยากแกล้งลูกค้ากิติมาศักดิ์มากกว่า

“ไอ้ไกร...เอ็งไม่ได้คิดอะไรแผลงๆอีกใช่ไหม?” ตามีเอากระบวยที่กำลังจะส่งให้ยายฉิ้มเคาะหัวเด็กแก่นกะโหลกไปที

“โอ๊ยๆ ตาก็...ฉันจะไปทำแบบนั้นทำไมเล่า ฉันแค่อยากช่วย...ยายกับตาก็รู้ว่าไอ้พวกคนรวยน่ะมันรอเป็นที่ไหน อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากเอาอะไรก็ต้องเอา...เหมือนวันนั้นที่มันมาถึงก็แย่งขนมข้าไง” คนโดนรู้ทันเอามือกุมหัวป้อยๆ ปากก็แถสีข้างเตลิดเปิดเปิงตบท้ายด้วยการค่อนแขวะคู่กรณีไปอีกรอบ

พูดแล้วก็เจ็บใจไม่หาย…

“เออๆ ไม่แกล้งๆข้าขี้เกียจเถียงกับเอ็งแล้ว...ของทั้งหมดอยู่ในตะกร้าข้างหลังเอ็งนู่น มันเยอะอยู่นะเว้ย เอาเป็นว่ารอข้าเเต่งตัวสักประเดี๋ยวแล้วเดี๋ยวช่วยกันแบกไป” ตามีชี้ไปด้านหลังที่มีกระทงขนมครกเรียงกันแน่นตะกร้าสาน

“ไม่ต้องหรอกจ้ะตา แค่นี้เองสบายมาก” ขุนไกรยิ้มรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะแม้นจะได้รับคำถามซ้ำแล้วซ้ำอีกจากทั้งความเกรงใจและกลัวว่าไอ้ไกรจะไปคว่ำตะกร้าขนมครกก่อนถึงมือลูกค้า

“แต่ลานวัดมันไกลอยู่นา...” ตามียังค้าน

“ไม่ไกลหรอก ข้าเดินไปต่อยมวยทุกคืนไม่เห็นได้เหงื่อสักหยดเลย” ขุนไกรจงใจเน้นคำว่ามวยให้สองตายายมองหน้ากันเล่นอีกรอบ

ไอ้ฉิบหาย เมื่อวานมันจกขนมลูกค้ากู...วันนี้มันคงไม่ได้จะไปลงไม้ลงมือกับลูกค้ากูหรอกนะ

ยายฉิ้มคิดไม่ตก แต่พอย้อนคิดถึงมาเรื่องการเดินทาง...ยังไงก็ต้องพึ่งไอ้ไกรมันอยู่ดี และวันนี้คงไม่ได้ไปขายที่ตลาดเพราะพ่อเศรษฐีนั่นเหมาขนมไปหมดแล้ว จะว่าดีก็ดีตรงไม่ต้องเห็นหน้าวอกๆของอีหงส์มัน แต่ต้องมานั่งพะวงความแสบของไอ้ไกรมันแทนเนี่ยสิ

“เฮ้อ ...เอาวะ” หลังจากคิดอยู่นานสองนานสุดท้ายสองตายายก็ยอมให้เด็กหัวรั้นมันไปส่งของพร้อมกำชับอีกหลายรอบว่าอย่าไปเล่นอะไรพิเรนทร์อะไรเชียว

“เออ...ไอ้ไกรข้าทำขนมครกเผื่อไว้ให้เอ็งกระทงนึงแหน่ะ” ยายฉิ้มตรวจตราของเสร็จก็ชี้ไปที่กระทงบนสุดในตะกร้า

ได้แต่หวังว่าขนมครกกระทงนี้จะช่วยลดทอนความคิดแผลงๆของลูกชายพ่อหมอจระเข้บ้างสักนิดสักหน่อยก็ยังดี

ขุนไกรยิ้มยิงฟันรับ สีหน้าสดใสขึ้นกว่าเก่าจนเห็นได้ชัด

...แต่นั่นก็ไม่น่าไว้วางใจอยู่ดี

สองตายายยืนมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มในชุดมอซอเป็นตาเดียว ได้เเต่เก็บงำความกังวลไว้ในใจเพราะนาทีนี้คงต้องพึ่งแรงคนหนุ่มมัน ขี้คร้านให้แบกไปส่งกันเองมีหวังหลังหักอยู่กลางทางนั่นล่ะ

แต่ท่าทางระริกระรี้อยากทำงานของไอ้ขุนไกรมันน่าสยองพองขนจริงๆนะ...

งานนี้มันจะรุ่งรึมันจะร่วงวะเนี่ย…


…………………………


เกวียนเล่มแล้วเล่มเล่าขับผ่านถนนเส้นเล็ก คนที่เดินแบกหามหน้าดำคร่ำเครียดได้ทั้งคำทักทายและฝุ่นผงปลิวว่อนจนไอค่อกแค่ก ร้อนถึงขุนไกรต้องใช้เสื้อตัวเก่งของตนบังของซื้อของขายไว้ แต่พอคิดได้ว่ามันไม่ใช่ขนมของตน เด็กวัยสิบห้าแสนเจ้าคิดเจ้าแค้นก็แกว่งตะกร้าล่อฝุ่นมันซะเลย

หึ ...กินฝุ่นกินผงมันต่างข้าวเลยไป!

ไม่นานนักขุนไกรก็มาถึงลานดินซึ่งเหมือนคู่กรณีจะกอดอกรออยู่แล้ว

วันนี้มันมากับผู้ติดตามเพียงสองคนเองรึ

ขุนไกรกวาดสายตามองรอบด้านอย่างใช้ความคิด คราที่แล้วยกพวกยังกับจะมาตีเมืองมาครานี้มาเพียงสอง จะมากินขนมพวกนี้หมดได้ไง นี่มันสั่งทิ้งสั่งขว้างรึเปล่าวะเนี่ย

“มาช้านะ” คนรอทักก่อน

“เจ้ามาเร็วไปต่างหาก”

“มาขอรับกระผมถือเอง” ข้ารองพระบาททั้งสองกุลีกุจอมาช่วยขุนไกรแบกหาม ทั้งสามช่วยกันจัดแจงวางขนมครกตรงลานครบถาดที่ร้อยก็กินอาณาบริเวณไปเกือบครึ่งลานวัดพอดี

“พวกเอ็งแบ่งไปให้ไอ้ซิ่วด้วย”

“ขอรับท่านโคจร”

ขุนไกรมองตามแผ่นหลังของพวกข้าราชบริพาร เมื่อได้รับรู้ว่าบรรดาข้าทาสก็ไม่ได้หายไปไหนแค่อยู่คนละภาคส่วนเท่านั้น และพอหันกลับมาก็สบเข้ากับนัยน์ตาสีทองอร่ามทันทีเหมือนเจ้าตัวจ้องเขาอยู่ก่อนแล้ว

ชื่อโคจรสินะ...

“มองอะไร? หน้าข้าเหมือนญาติเอ็งเหรอ?”
“ญาติข้าไม่มีคนขี้ใจน้อย”

“ญาติข้าก็ไม่มีคนขี้ขโมยเหมือนกัน!”

โคจรถึงกับหลุดหัวเราะลั่น

ขี้โขมย? ใช้คำเกินจริงเหลือเกิน

“ที่เหลือของเจ้า” โคจรเลือกจะไม่เติมน้ำมันลงในกองไฟ แต่เลือกจะเอาน้ำสาดทับเพลิงนั้นแทน

“ไงนะ?”

“ที่เหลือของเจ้าไง ชอบกินไม่ใช่รึ ช่วยข้ากินก็ดีข้าทานไม่หมดหรอก”

“ทานไม่หมดแล้วสั่งมาทำไมเยอะแยะ” แม้จะยังเสียงแข็งแต่สีหน้าดูผ่อนคลายลงมากแล้วสำหรับขุนไกรซึ่งบัดนี้นั่งขัดสมาธิมันกลางลานวัด เมื่อเจ้าของอนุญาตมีหรือจะไม่กินแม้มันจะเปื้อนดินที่ตัวเองแกล้งแต่ก็สวาปามให้คนที่ชอบแกล้งซื้อของตัดหน้าตัวเองให้ดูว่ามันคือของโปรดมากแค่ไหน

โคจรปัดฝุ่นบนผืนดินแล้วนั่งลงตรงข้ามกัน

การไม่ถือเนื้อถือตัวนั้นทำให้ขุนไกรมองอีกฝ่ายเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ยังบั่นทอนความจริงที่ว่าอีกฝ่ายแกล้งเขาไม่ได้อยู่ดี

“ข้าขอท้าพนันเจ้า”

“เรื่อง?” โคจรที่กำลังนั่งชิมขนมครกเหลือบมองคนที่จู่ๆก็เปลี่ยนเรื่องไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ไก่ชนไงคืนนี้ตาวงศ์แข่ง ข้าจะเชียร์ฝั่งตาวงศ์ส่วนเอ็งก็เชียร์ฝั่งอ้ายเศรษฐีตาล”

เอากับเขาสิ มีการบังคับให้เชียร์อีกฝั่งเพื่อจะได้เกิดการท้าพนันกันด้วย ความคิดมนุษย์นี่มันยังไง

โคจรไม่อยากต่อปากต่อคำมากนักเลยเลือกจะเงียบและฟังข้อเสนอต่อไป

“ถ้าไก่ตาวงศ์ชนะเอ็งต้องเลิกเหมาขนมครกยายฉิ้ม”

“ไม่ใช่พนันด้วยเงินรึ” โคจรเย้าถาม ส่วนมากการพนันอะไรก็จบลงที่เงินทั้งนั้นแต่เด็กนี่มาแปลก มาพนันด้วยขนมครกเนี่ยนะ

“ด้วยเงินด้วยก็ได้ข้านับเหรียญก่อน”

“.....” สาบานกับทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โคจรไม่เคยต้องกลั้นหัวเราะหนักขนาดนี้มาก่อน มันเกือบจะหลุดพรวดพราดออกมาอยู่หลายครั้งยามเห็นขุนไกรเอายางวงที่มัดกับขากางเกงตัวเองออกแล้วปรากฏเป็นเหรียญบาทเหรียญเดียว เหมือนมันจะเป็นเหรียญสุดท้ายในชีวิตแล้วด้วย

“ข้าลงพนันบาทนึง” ขุนไกรชูเหรียญเก่าๆนั่นขึ้นมา

“นั่นหมดทั้งตัวเจ้าเลยนะ”

“เจ้าเหมาขนมข้าหมดมันก็เหมือนเหมาทั้งชีวิตข้าไปเหมือนกันนั่นแหละ” คนเห็นแก่กินแหวกลับ

“ฮะๆ” โคจรหัวเราะ หัวเราะมากกว่าปกติจนน่าเหลือเชื่อ แต่ความคิดคนตรงหน้ามันตลกเกินจะรับไหว

ขุนไกรทำหน้าบู้บี้ยามโดนหัวเราะเยาะแต่ก็ได้แต่ฝากฝังความคั่งแค้นไว้กับการเคี้ยวขนมครกกร้วมๆแทน

“หัวเราะอะไรนักหนาจะพนันไหมเจ้าบ้านี่”

โคจรหัวเราะจนอิ่มหนำ พอตั้งสติได้ก็พยักหน้าตกลงทั้งที่รอยยิ้มยังประดับอยู่บนใบหน้า

“เออตามนั้นคืนนี้อย่าลืมมาด้วยล่ะ ตาวงศ์แกแข่งคู่สุดท้าย ข้าล่ะลุ้นจนเยี่ยวเหนียวถ้าไอ้เศรษฐีตาลมันชนะมันเอาไก่ลุงวงศ์ตายแน่”

พอได้ของกินความเป็นปรปักษ์ก็หมดลงดื้อๆ ขุนไกรคงลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้โมโหโคจรแทบตาย พอเขาให้กินขนมเท่านั้นแหละ ญาติดีทันที แถมเล่าเรื่องเป็นตุเป็นตะให้ฟังด้วย

แต่โคจรกลับไม่ติดใจสงสัยอะไรเท่ากับความตายของไก่ที่ขุนไกรเอ่ยถึง

“หมายความว่ากระไรใยมีใครต้องตาย”

“ก็ลุงวงศ์แกติดหนี้อ้ายเศรษฐีตาลจนหัวโตไม่มีเงินจ่ายเขาน่ะสิ เขาเลยให้ลุงเอาไอ้แจ้เพื่อนลุงที่ไม่ได้เป็นไก่แข่งมาลงสนาม ถ้าชนะจะยกหนี้ให้ แล้วมันจะไปมีโอกาสอะไรไอ้แจ้วันๆมันวิ่งจิกข้าวเปลือกกินไม่เคยไปตีชนกับใครเขาเลย แล้วเขาว่ากันว่าอ้ายเศรษฐีตาลมันวิปปลาสชอบฆ่าไก่คู่แข่งด้วย มันเอาไอ้แจ้ตายแน่ถ้าลุงวงศ์แพ้น่ะ”

“รู้ว่าจะแพ้ทำไมถึงยังพนันข้างลุงวงศ์ล่ะ?”

“เพราะถ้าไม่มีข้า...ลุงก็ไม่มีใครเชียร์แล้วไงล่ะ กำลังใจแม้ในยามที่มองไม่เห็นโอกาสมันสำคัญนะ คนรวยอย่างเจ้าคงไม่เข้าใจหรอก”

โคจรเบิกตากว้างเล็กน้อย รู้สึกทึ่งกับคำพูดนั้น ดวงหน้าเรียบเฉยค่อยๆเปลี่ยนมายิ้มบางๆให้ขุนไกรที่เผลอยิ้มตอบอย่างไม่รู้ประสาว่าทำไมอีกฝ่ายถึงยิ้มขึ้นมา และนั่นยิ่งทำให้คำหนึ่งเผลอวาบขึ้นมาในห้วงความคิดของโคจร

น่ารัก...

“นั่นสินะ” คิดได้ดังนั้นก็รีบปัดความคิดพิเรนทร์ออกไปทันทีพร้อมตอบรับประโยคก่อนหน้าของขุนไกรทั้งที่ไม่ต้องทำก็ได้

“เจ้าจะมาแน่นะข้าจะนับเงินรอเลย”

“อืมและ...ข้าลงพนันสิบบาทเลย ไก่ลุงวงศ์ชนะเจ้าก็เอาไปได้เลย”

“อวดรวย เอาซี่แพ้แล้วอย่ามาร้องไห้งอแงขอเงินคืนแล้วกัน”

โคจรกลั้วหัวเราะกับการเหน็บแนมนั้นแล้วเอ่ยทั้งเสียงหัวเราะ

“ใครจะร้องไห้เดี๋ยวได้รู้กัน” นัยน์ตาสีทองวาววับเสมือนสัตว์ร้ายเวลาจับจ้องไปยังเหยื่ออันโอชะ

ใครจะเป็นใครจะตาย...คืนนี้คงได้รู้กัน



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,734 ความคิดเห็น

  1. #2580 reluz (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 23:11
    คู่พ่อมุ้งมิ้งคู่ลูกมาม่ามากแม่ แอแง
    #2,580
    0
  2. #2333 Yook-Yik (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 11:30
    คุณพ่อแลดูร้ายนะ
    #2,333
    0
  3. #2250 Mamimilky (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 18:06
    เอ็นดูไม่ไหวแล้วแม่555555555555 คู่พ่อกับคู่ลูกคือคนละแนวเลย โอ้ยยยยยยยย
    #2,250
    0
  4. #2136 ฉันคือความฝัน (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 13:04

    ร้ายกาจ! /ทำเสียงรอน

    #2,136
    0
  5. #2058 KKMP (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 17:24
    พ่อท่านช่างร้ายกาจอยู่ลึกๆ ขุนไกรคือตลกมาก
    #2,058
    0
  6. #1969 bloodc2 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 15:24
    ร้ายนักโคจร--
    #1,969
    0
  7. #1960 ooy1565 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 13:52
    ท่านโคจรช่วยให้ไก่ลุงวงค์ชนะด้วยเถิด

    ขุนไกรก่จะได้เงินพนันและดีใจ
    #1,960
    0