Tallest Man Shortest Woman จะสูงหรือเตี้ยก็รักนะ

ตอนที่ 4 : Cm : 03 ลังเล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,028
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    4 เม.ย. 60

Tallest Man Shortest Woman

จะสูงหรือเตี้ยก็รักนะ

Cm : 03 ลังเล


 

มื่อวานก็เจออีกัวน่าของรุ่นน้องในคณะที่พามาเดินเล่นในสวน วันนี้ฉันจะเจออะไรอีกล่ะ ไม่ต้องถามแล้วมั้ง เพราะตอนนี้ฉันนั่งอยู่กับพวกคณะกรรมเกรียนทั้งสี่คนที่ดูเหมือนว่าจะไม่ทำงานอะไรเลย และดูเหมือนว่าวันนี้ทรานซ์จะไม่อยู่แฮะ

ไอ้ทรานซ์ไมมาช้าจังวะ

แค่บ่นถึงก็มาเลยหรอ ผู้ชายตัวสูงรูปร่างอย่างกับไททันเดินถือกล่องมาเต็มสองมือ เขาวางกล่องสีขาวทั้งสี่กล่องลงบนโต๊ะและหลังจากนั้นก็เริ่มแจกกล่องไปให้เชน

ทาร์ตหรอ! กำลังอยากกินอยู่พอดีเลย ขอบใจมากนะเพื่อนรัก มาให้จูบทีนึงสิเชนโผล่เข้าหาทรานซ์แต่ทรานซ์กลับคว้าหมอนอิงที่วาองยู่บนโซฟาปาใส่หน้าเชนอย่างไม่รีรอ

ขยะแขยง

ถ้าทรานซ์โผล่กอดเชนกลับจะเป็นยังไงนะ ไม่ๆ อย่าเลย มันดูเป็นภาพที่น่ากลัวยังไงก็ไม่รู้สิ

ตัวเล็ก

ฮะ? เรียกฉันหรอ

อื่อ อันนี้ของตัวเล็ก

มีของฉันด้วยหรอฉันรับมาด้วยความขอบคุณอย่างเปี่ยมล้น และค่อยๆ เปิดกล่องออกมา มันคือทาร์ตสตอร์เบอรี่ที่มีกลิ่นหอมของชีต เนย และสตอเบอรี่คละคลุ้งจนห้ามใจแทบไม่ไหว แล้วยังตกแต่งหน้าทาร์ตด้วยครีมกับสตอเบอร์รี่ลูกโตชุบด้วยช็อกโกแลตอีกต่างหาก

เฮ้ยๆ ทำไมของมะหมี่ถึงมีสตอเบอรี่ชิ้นใหญ่แบบนั้นล่ะ ไม่แฟร์เลยนี่หว่าทรานซ์

แต่ทาร์ตของแกใหญ่กว่านี่

ไม่ มันต้องมีสตอเบอร์รี่ลูกใหญ่เหมือนกันสิ

เรื่องมากจริงๆ

ไหนขอดูหน่อยสิมะหมี่ ว้าว ขนมฝีมือทรานซ์ ตั้งใจทำให้มะหมี่เป็นพิเศษเลยรึเปล่าวะ”

เอ๊ะ!?” ฉันเริ่มขมวดคิ้วกับคำพูดของชาและหันไปมองหน้าทรานซ์

“ก็เหมือนกันไม่ใช่หรอ”

“ทรานซ์ทำหรอ!? แบบว่าทำเองหรอ!?” ฉันถามเขา แต่ทว่าเขากลับทำสีหน้านิ่งๆ แล้วพยักหน้าตอบ ไม่อยากจะเชื่อเลย หน้าอย่างทรานซ์เนี่ยนะทำขนมเป็นด้วย! ไม่ได้เข้ากับตัวเขาเลยสักนิด...

“ทำไมหรอหรือว่าไม่อยากกิน ไว้วันหลังจะทำอย่างอื่นมาให้แล้วกัน จะเอาอะไรก็บอกล่ะ”

“ฉันเอาบามคูเฮน” เชนยกมือขึ้น

“อย่างแกน่ะไปซื้อเอง”

ฉันมองทาร์ตที่มีสตอเบอรี่สดชิ้นใหญ่อยู่ตรงหน้าอย่างลังเลใจ ในมือของฉันถือช้อนพลาสติกสีขาวอยู่ อ่า...มันสั่นไปหมดเลย ทำไมถึงไม่กล้ากินทาร์ตนี้กันนะ ไม่สิ...เพราะว่าหน้าตามันดูดีเกินไปจนไม่รู้ว่าควรจะเริ่มตัดจากตรงไหนดีก่อนน่ะสิ หรือว่าต้องกินสตอเบอรี่ลูกโตนี่ก่อนล่ะ เริ่มที่ครีม...ก่อนแล้วกันนะ ฉันค่อยๆ บรรจงตักครีมขึ้นมาและนั่นเป็นคำแรกของฉัน

“อร่อย” ฉันยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแล้วเงยหน้ามองเจ้าของขนม ทรานซ์ยิ้มแล้วยักไหล่เล็กน้อย มันอร่อยเสียจนหยุดทานไม่ได้เลยล่ะ ทำไมถึงมีแค่อันเดียวล่ะ ทีหลังเอามาเยอะๆ สิ!

หลังจากกินทาร์ตหมดก็มีน้ำผลไม้คั้นสดๆ ฝีมือทรานซ์อีกเช่นเคยให้ได้ลองชิมกัน นี่มันสวรรค์ชัดๆ แต่เดียวก่อนนะ...อย่าคิดว่าฉันจะลืมเรื่องสำคัญๆ เพียงเพราะขนมกับน้ำผลไม้นะ

“ทรานซ์ แล้วเรื่องรายงานล่ะ”

“ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ามันไม่มีอะไรคืบหน้าเลยใช่มั้ย”

“ไม่ใช่แบบนั้นนะ มันคืบแล้วนะ คืบเท่านี้” เอายกมือขึ้นมาแล้วขยับนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ยืดออกห่างกันเพียงเล็กน้อย อย่าบอกนะว่าที่งานไม่เดินเพราะเอาเวลาไปทำขนมน่ะ!?

ฉันนั่งเขียนรายงานของตัวเองต่อได้สักพักก็เริ่มสังเกตเห็นอะไรที่มันแปลกไป อยู่ๆ ในห้องมันก็เงียบไปซะดื้อๆ น่ะสิ

“อะไรเนี่ย หลับกลางวันหรอ แล้วหลับกันหมดเลยเนี่ยนะ! อะไร...เฮ้อ นี่กินอิ่มแล้วก็นอนเลยหรอ พวกนายเป็นตัวอะไรกันเนี่ย” ถึงฉันจะบ่นเสียงดังแค่ไหนก็ไม่มีใครคิดจะลุกขึ้นมาตอบฉันเลย ฉันหันไปมองทรานซ์ที่นอนหลับอยู่บนโซฟาข้างๆ ฉัน

“แม้แต่นายก็ด้วยหรอทรานซ์! นี่ทรานซ์ ตื่น

หว่า เสื้อเขามันถลกขึ้นไปเยอะแล้วนะ! ฉันไม่ได้อยากดูซะหน่อย ไม่ได้ตั้งใจจะมองด้วยก็มันหันไปเห็นพอดีนี่นา ทำไมถึงได้พร้อมใจกันหลับเอาตอนนี้ล่ะ ทาร์ตของทรานซ์ใส่ยานอนหลับไว้รึไง

“ตื่นก่อนสิ ลุกขึ้นมาก่อน ฉันต้องใช้ข้อมูลที่นายหามานะ!” ฉันวางโน้ตบุ้คของทรานซ์ที่ยืมมาลงบนโต๊ะรับแขกแล้วลุกไปหาเขาพร้อมกับพยายามใช้มือดันแขนของเขาแต่เขากลับทำเพียงแค่พลิกตัวเปลี่ยนท่านอนเท่านั้นเอง

“เฮ้อ...” ชักเริ่มหมดความอดทนกับเจ้าพวกเสาไฟฟ้าพวกนี้ซะแล้วสิ ฉันหมุนตัวและนั่งลงพิงกับโซฟา ความจริงแล้วฉันก็เริ่มง่วงเหมือนกันนั่นแหละ งั้นขอแอบงีบสักแปบนะ...แปบเดียวก็ยังดี

เอ๊ะ!?

“อ่า...ทำไมถึงง่วงขนาดนี้นะ” ฉันขยี้ตาตัวเองและหันไปมองรอบตัว ทุกคนยังคงนอนอยู่ที่เดิมและดูท่าทางว่าจะไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลย...เดี๋ยวก่อนนะ...เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีแล้วสิ ยิ่งพอได้เห้นนาฬิกาที่อยู่ในห้องแล้วยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของฉัน

“จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว!” ฉันตะโกนออกมาแล้วรีบคลานไปหากระเป๋าสัมภาระตัวเองที่วางไว้ตรงไหนสักแห่ง

“ฮะ?”

“อะไรนะ!?”

ทุกคนลุกขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ ทุกอย่างในห้องนี้เริ่มวุ่นวายไปหมด อยู่ๆ เสาไฟฟ้าทั้งห้าต้นก็พร้อมใจกันลุกขึ้นมาหาข้าวของของตัวเองกันให้ควัก พอฉันหาหนังสือเจอฉันก็รีบวิ่งออกไปจากห้องทันทีแต่ก็โดนเจ้าพวกเสาไฟฟ้าวิ่งแซงไปอย่างง่ายดาย!

“ตัวเล็กทำไมไม่ปลุกให้เร็วกว่านี้ล่ะ!

“ปลุกแล้วย่ะ ฉันปลุกแล้ว!

“เร็วเข้า เดี๋ยวไปสายหรอก”

“ก็ขามันสั้นอ๊ะ มันวิ่งเร็วได้แค่นี้!

“มานี่เร็ว” ทรานซ์รีบโบกมือเรียกฉัน เขาหยุดเดินและยื่นหนังสือเรียนของเขามาให้ฉัน ฉันรับมาอย่างงงๆ และไม่ทันที่จะได้ถามเขา เขาก็อุ้มฉันลอยสูงจากพื้นแล้ววิ่งไปที่ห้องเรียน

“อะ อะไรเนี่ย ว๊าย!

“จับแน่นๆ ล่ะ!

ตุบ

ก้นฉันหย่อนลงบนเก้าอี้เป็นเวลาเดียวกันกับที่อาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียนพอดิบพอดี ส่วนทรานซ์เขากำลังลากเก้าอี้นั่งข้างๆ ฉันด้วยสภาพหอบแฮกไม่ต่างจกาเพื่อนคนอื่นในกลุ่มที่วิ่งกันอย่างไม่คิดชีวิต ฉันหันไปมองเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านหน้า พวกเธอโบกมือให้ฉันแล้วหัวเราะพร้อมกับชี้ไปที่ทรานซ์

ไม่ต้องมาล้อกันเลยนะ!

“ฮึฮึ...”

“หะ หัวเราะอะไร” ฉันพูดไปพลางหอบแฮกไปพลาง

“ฉันยังขำท่าวิ่งของเธอไม่หายเลยน่ะสิ”

“หยุดหัวเราะได้แล้ว”

“ฮึฮึ”

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีก็มาถึงห้องเรียนแล้ว ทั้งที่เขาอุ้มฉันมาด้วยยังวิ่งเร็วขนาดนี้เลย ถ้าเป็นฉันล่ะก็มีหวังได้โดนไล่ออกจากห้องเรียนไปแล้วแน่ๆ

“ขอบคุณ...ที่พามา”

“ด้วยความยินดี” เขายิ้มให้ฉันและแบกมือมา

“อ๊ะ อ้อ” ฉันรีบยื่นหนังสือเรียนให้เขาคืน

“ขอบใจที่ช่วยถือหนังสือให้”

“ไม่เป็นไร”

“วันหลังใช้บริการฉันได้นะ ฮะๆๆ”

“ไม่เอาแล้ว” ฉันรีบหันหน้าหนีเขาทันที “คราวหน้า...ขอเป็นทาร์ตสตอเบอรี่แทนก็แล้วกัน”

“ได้ จะเพิ่มสตอเบอรี่ให้พิเศษเลย”

“ครีมด้วยนะ ครีมอร่อยดี”

“โอเค”

หลังจากหมดคาบเรียนวันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ชาขอเลื่อนนัดซ่อมบทไปเป็นวันเสาร์แทน ระหว่างนั้นฉันก็ไปนั่งกินข้าวกลางวันกับเพื่อนทั้งสองคน นี่ล่ะ เวลาแบบนี้ล่ะ ความสงบสุขที่ฉันใฝ่หามานานแสนนาน ไม่มีผู้ชายที่สูงอย่างกับเสาไฟฟ้ามายืนล้อมรอบคอยกวนประสาท

“มีความสุขจังเลย”

“ที่มีความสุขเนี่ยหมายถึงอยู่กับพวกฉันแล้วมีความสุขหรือว่าอยู่กับทรานซ์แล้วมีความสุขกันยะ” สาพูดแล้วหันไปหัวเราะคิกคักกับจิน

“จะบ้าหรอ มันก็ต้องพวกเธออยู่แล้วน่ะสิ”

“จะว่าไปแล้วในกลุ่มนั้นก็เหลือแค่ทรานซ์ที่ยังไม่มีแฟนนะ รีบๆ หน่อยล่ะมะหมี่”

ฉันเหลือบมองหน้าจิน เธอใช้ศอกชนแขนฉันเบาๆ สองสามที

“พยายามเข้านะแม่สาวน้อยตัวเล็ก”

“บ้า หยุดพูดเรื่องแบบนี้เลยนะ!

เป็นไปไม่ได้หรอก! ยังไงก็เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

เช้าวันรุ่งขึ้นฉันต้องมามหาวิทยาลัยทั้งที่เป็นวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดเพราะเป็นคำสั่งของพระเจ้าชาเจ้าพวกนี้เรื่องแกล้งคนอื่นนะต้องเตรียมพร้อมทุกอย่าง ทีตอนทำงานไม่เห็นทำถึงขนาดนี้เลย

ทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย ปฎิเสธพวกเขาตอนนี้ยังทันมั้ย ฉันชักเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาทุกทีแล้วสิ

ตัวเล็ก

ฉันหันไปจ้องหน้าคนที่เรียกฉันอย่างเคียดแค้น ปรากฏว่าคนที่เรียกฉันก็คือทรานซ์เขาใส่เสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงยีนต์เหมือนปกติและเดินกดโทรศัพท์มือถือเหมือนทุกทีที่เจอกัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากวันก่อนๆ นั่นก็คือ การที่เขาเรียกฉันว่า ตัวเล็กรู้สึกแปลกชะมัด!

จะมาแบกฉันไปห้องคณะอีกหรอฉันถามพร้อมด้วยความปลงและกระชับกระเป๋าเป้ของตัวเองพร้อมให้เขาแบกฉันไปอย่างง่ายดายและจะได้ไม่เจ็บตัว

เปล่า พอดีชามันส่งข้อความมาเมื่อกี้

ส่งมาว่าไง

วันนี้ต้องไปทำธุระกับที่บ้านเลยมาไม่ได้ ให้ฉันกับเธอกลับบ้านได้เลยเขาพูดและยื่นมือถือของเขามาให้ฉันอ่านข้อความที่ชาส่งมา

อย่าให้รู้นะว่าบ้านอยู่ไหนจะตามไปเชือดถึงที่เลย

ถ้าจะเชือดอย่างน้อยต้องมีเก้าอี้นะไม่งั้นไม่ถึง

ทรานซ์ฮึ้ย!

เวลาเธอโกรธเนี่ยตลกดีนะ

ฉันไม่รู้จะว่าอะไรเขายังไงดี บางทีหน้าฉันมาอาจจะดูตลกอย่างที่ทรานซ์บอกก็ได้ ฉันสูดลมหายใจเข้าท้อง ยุบหนอ พองหนอ ใจเย็นๆ หนอ

ไหนๆ ก็มาแล้ว จะทำรายงานให้เสร็จเลยมั้ย

แต่ว่าฉันไม่ได้เอามานะฉันตอบเขาไปตามตรง จะให้ทำยังไงล่ะก็ไม่ได้คิดว่าหมอนี่จะกระตือรือร้นเรื่องรายงานเอาตอนนี้นี่นา

ถ้างั้นหาข้อมูลเพิ่มแล้วก็ไปทำต่อที่บ้านเธอแล้วกัน

บ้านฉัน!?

ทรานซ์พยักหน้าและเก็บมือถือของเขาใส่ในกระเป๋ากางเกงยีนต์ของเขา รู้แบบนี้ฉันน่าจะพกรายงานที่ทำค้างไว้มานะ

ฉันเริ่มรู้สึกลังเลที่จะพาทรานซ์ไปที่บ้านตัวเองซะแล้วสิ เขาเป็นผู้ชายนะจะพาไปบ้านได้ยังไงแต่นี่ก็มาครึ่งทางแล้ว ฉันดันเพิ่งคิดได้มัวแต่คิดถึงเรื่องรายงานจนลืมไปเลยว่าทรานซ์เป็นผู้ชาย คิดไปคิดมาก็มาถึงหน้าบ้านตัวเองแล้ว สายไปแล้วล่ะมะหมี่...

ขอรบกวนด้วยครับ

ทรานซ์นี่เองเข้ามาสิ มาทำรายงานหรอ

ครับ

ทรานซ์กับคุณแม่ของฉันยืนคุยกันราวกับรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยยังสาว ทรานซ์กับคุณแม่ของฉันไปซี้กันตอนไหน  คงจะเป็นตอนที่เขาพาฉันไปโรงพยาบาลล่ะมั้ง จะว่าไปแล้วตอนนั้นเขาอุ้มฉันใช่มั้ย!? ต่อหน้าพ่อแม่คนในครอบตัวของตัวเองเนี่ยนะน่าอายที่สุด

ฉันรีบไล่ทรานซ์เข้าไปนั่งในห้องแล้วเดินออกมาหาขนมกับน้ำไปเผื่อไว้ ฉันไม่รู้ว่าคุณแม่ของฉันจะหลุดพูดอะไรออกไปรึเปล่า

พี่มะหมี่!

อะไร

ผู้ชายคนนั้นอะแฟนพี่หรอ

เปล่า

ว่าแล้วเชียวเตี้ยแบบนี้ไม่มีทางแหง

ขอโทษด้วยนะที่พี่สาวของเธอไม่มีแฟนหน้าตาดีแล้วยังตัวเตี้ยกว่าเธอเกือบยี่สิบเซนฯฉันถอนหายใจและเดินไปหยิบขนมในตู้เย็นกับน้ำเปล่าขวดหนึ่งก่อนจะกลับเข้าไปในห้องโดยที่มีน้องสาวของฉันคอยจับตามองอยู่ทุกฝีก้าว

ตึง!

ฉันสะดุ้งและรีบปิดประตูห้องของตัวเอง

โต๊ะมันเตี้ย...ขยับตัวยากชะมัดทรานซ์บ่นและขยับตัวของเขาออกห่างจากโต๊ะตัวเล็ก ที่ฉันใช้เขียนหนังสือ แต่ไซส์อย่างทรานซ์ถ้าจะให้เขียนคงจะยาก

ขอโทษนะแต่ฉันไม่มีที่เขียนดีๆ แล้วล่ะ

ของในห้องของเธอ ไซส์เล็กทั้งนั้นเลย...หนังสือนั่นเวลาหยิบเธอต้องทำยังไงเขาชี้นิ้วไปที่ตู้หนังสือตัวสูงที่สุดในห้องของฉัน

ก็ต้องเอาเก้าอี้มาต่อแล้วปีนเอาน่ะสิถามได้

เป็นไปตามที่คิดไว้เลย

ฉันวางขนมของกินแล้วลงมือทำงานต่อ ทรานซ์เองก็คอยช่วยฉันอยู่บ้างเหมือนกันแต่ไม่ทันไร ทรานซ์ก็เริ่มอยู่ไม่สุข เขาเริ่มเดินไปรอบห้องของฉันและรื้อเอาหนังสือออกมาดู สักพักเขาก็มานั่งจ้องหน้าฉันและเริ่มมาเล่นฉันแทน!

นายช่วยอยู่นิ่งๆ หน่อยสิ

เธอนั่นแหละอยู่นิ่งๆเขาขยับตัวมานั่งด้านหลังฉันและเริ่มเล่นผมฉัน

ไฮเปอร์เหลือเกินนะ เขาเริ่มจับผมฉันมาถักเปียอย่างไม่มีสาเหตุและที่มาที่ไปเลย ช่วยถามฉันสักคำเถอะนะ ระหว่างที่ทรานซ์กำลังถักเปียให้ฉันความรู้สึกบางอย่างที่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร ความสงสัยหรอ มันคงจะเป็นอย่างนั้น...พอนึกถึงเรื่องที่อาจารย์ซิ้มจะแต่งงานแล้วฉันก็อดนึกไม่ได้เลยจริงๆ ว่าความรู้สึกของทรานซ์ที่เขาเคยบอกกับฉันมันเป็นเรื่องจริงรึเปล่า

บางทีเขาอาจจะชอบอาจารย์ซิ้มอยู่แล้วก็ได้ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ซึมขนาดนั้นหรอก ฉันเหลือบมองทรานซ์ผ่านทางกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในห้อง เขายังคงขะมักเขม้นกับการถักเปียให้ฉันอยู่

ทรานซ์...จริงๆ แล้ว นายชอบอาจารย์ซิ้มใช่มั้ย

เขาชะงักมืออยู่พักหนึ่งแล้วก็ลงมือถักเปียของฉันต่อ

เธอไม่เชื่อฉันหรอ

เปล่าไม่ใช่แบบนั้น ฉันแค่เห็นนาย...สนิทกับอาจารย์มากกว่าคนอื่นแล้วยังคอยช่วยอาจารย์มาตั้งแต่ปีหนึ่ง ฉันเลยคิดว่านายคงจะชอบอาจารย์...แล้วนายคงจะช็อกเรื่องที่อาจารย์แต่งงาน

โห คิดไปไกลเลยแฮะ

ก็ต้องคิดสิ...

ฉันบอกเธอแล้วนะ ฉันไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับอาจารย์เลยสักนิดแล้วฉันก็ไม่ได้ช็อกเรื่องที่อาจารย์แต่งงานด้วยเพราะฉันรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว

ฮะ!?

ตามนั้น ไม่ใช่แค่ฉันด้วยที่รู้ ไอ้เชนก็รู้แต่ที่ฉันซึมก็เพราะฉันไม่รู้ว่าจะแกล้งอาจารย์ดีมั้ยหรือจะปล่อยเลยตามเลยดี บอกตามตรงตอนนี้ก็ยังรู้สึกลังเลอยู่นะ

ฉันอ่านสีหน้าของเขาไม่ออกเลยว่าเขารู้สึกอย่างที่พูดออกมาจริงๆ หรอ

นายก็ดูเป็นคนดีนะ

คราวก่อนเธอยังบอกว่าฉันเลวอยู่เลยนะ ส่งยางรัดผมมาหน่อยสิเขายื่นมือมาให้ฉัน ฉันจึงหยิบยางรัดผมสีดำให้กับเขา เสร็จแล้ว

ขอบใจ ว่าแต่นายจะมาถักเปียให้ฉันทำไมฮะ!?”

ฉันว่างนี่นาแล้วตอนนี้ฉันก็ง่วงด้วย...เห็นเตียงแล้วฉันอยากนอนแต่ฉันกลัวจะทำเตียงเธอพัง

นายก็เลยเดินวนไปวนมาอยู่ไม่สุขเล่นหัวฉันเพื่อที่จะทำให้นายไม่ง่วงใช่มั้ย แล้วก็นะทรานซ์...เตียงนะไม่ใช่บ้านกระดาษไม่พังง่ายๆ หรอก  ถ้านายง่วงก็นอนไปจะได้ไม่ต้องมารื้อของในห้องฉัน

ทรานซ์ขยับตัวไปทีละคืบ ท่าทางเขาจะกลัวเตียงฉันพังซะเหลือเกิน ฉันเชื่อว่าถ้าใครเห็นก็ต้องแอบอมยิ้มแบบฉันแน่ และสุดท้ายทรานซ์ก็หลับบนเตียงฉันในเวลาไม่ถึงห้านาทีปล่อยให้ฉันนั่งทำรายงานคนเดียว ดีนะที่เหลือแค่เช็คคำผิดกับพิมพ์ลงคอมฯ แล้วปริ๊นท์ทำเป็นรูปเล่ม

ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอหลับไปทั้งๆ ที่พิมพ์งานอยู่ พอตื่นขึ้นมาฉันก็ไม่เห็นทรานซ์รวมถึงงานของฉันที่ทำค้างไว้ด้วยแต่กลับมีกระดาษโน๊ตแผ่นเล็กที่เขียนข้อความเอาไว้ว่า ฉันจะกลับไปทำต่อเองทิ้งเอาไว้ที่หน้าจอโน๊ตบุ้คของฉัน

ปลุกกันหน่อยก็ได้เจ้าไททัน

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันแต่งงานของอาจารย์ซิ้ม ตอนนี้ก็สี่โมงเย็นแล้วฉันยังไม่ได้ทำผมเลย ทั้งที่นัดกับเพื่อนไว้ว่าจะเจอกันตอนห้าโมงเย็นที่มหาวิทยาลัยแท้ๆ จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทำทรงผมอะไรดีให้มันเข้ากับชุดเดรสสีขาวลายลูกไม้ที่ฉันใส่อยู่ ทรงดังโงะที่ทำอยู่ปกติทุกวันทรานซ์ก็บอกว่าเหมือนกุมารทอง ปล่อยผมก็ดูไม่เหมาะเอาซะเลย รวบผมเฉยๆ ก็ดูเด็ก เกิดมาเป็นผู้หญิงต้องมาเครียดกับเรื่องแต่งตัวแบบนี้ฉันไม่อยากจะเป็นเลย...

สุดท้ายฉันก็ทำทรงดังโงะมาเหมือนเดิม ก็มันง่ายดีนี่ ฉันมาถึงงานก็เกือบหกโมงเย็นแล้ว ก็ใกล้เวลาเริ่มงานแล้ว ส่วนพวกของทรานซ์ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมาก่อนฉันนานแล้วด้วย

 “มะหมี่ พอจะว่างมั้ยขอคุยด้วยแปบนึงสิไผ่เดินเข้ามาหาฉัน เขาพาฉันไปคุยที่ด้านหน้าลิฟต์ ถ้าไงมานั่งโต๊ะเดียวกันมั้ย

เอ่อ...เรื่องนั้นฉันมากับเพื่อนด้วยน่ะ

ขอโทษด้วยนะฉันลืมไปเลยว่าเธอคงต้องนั่งกับเพื่อนๆ

ขอโทษด้วยนะ

ไผ่ผงกหัวโบกมือลาฉันและเดินกลับไปหากลุ่มเพื่อนของเขาที่อยู่คนและเซคชั่นกับฉัน

เมื่อกี้เพื่อนฉันกำลังถูกหนุ่มชวนไปเที่ยวรึเปล่า!?

ไม่ใช่แบบนั้น ถึงจะเป็นแบบนั้นฉันก็ปฏิเสธไปแล้วด้วย

ทำไมล่ะ เธอก็แอบปิ๊งไผ่อยู่ไม่ใช่หรอ หมอนั่นก็โอเคนะถึงจะไม่ได้โดดเด่นอะไรแต่ก็ดูเป็นคนดีนะ

ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน

ฉันรู้สึกว่า...ไม่ได้ชอบแบบคนรักแล้ว ทั้งที่ตอนอยู่ปีหนึ่งฉันออกจะคลั่งเขามากขนาดนี้ หรือฉันปลงแล้ว? ไม่สิ ฉันแก่แล้วใช่มั้ย!?

อืมๆ...ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่ฉันคิดจริงๆ ด้วย

นั่นสินะ เธอคิดเหมือนฉันสินะ

อะไรหรอ

เธอก็รู้อยู่เต็มอกนะแม่สาวน้อย

ฉันขมวดคิ้วเป็นรอบที่หนึ่งร้อย ปัญหาเชาว์อีกแล้วหรอ!? หรือบางทีฉันอาจจะคิดเรื่องอื่นอยู่ก็ได้แบบว่ามีเรื่องอื่นที่สนใจมากกว่าเรื่องไผ่ไง อ้อใช่แผนการป่วนงานแต่งของอาจารย์ซิ้มไงล่ะ

มะหมี่ เธอนี่จะว่าซื่อบื้อหรือว่าไงดี ไม่ต้องให้เดาก็รู้ฉันว่าเธอต้องชอบทรานซ์แล้วแหงเลย

ฮะ!? ไม่มีทาง!” ฉันยกมือไขว้กันพร้อมส่ายหน้า อย่างฉันหรอชอบทรานซ์!? ฉันยังนึกไม่ออกเลยว่าฉันชอบเขาได้ยังไง

ฉันไม่เชื่อหรอก มันต้องมีบ้างแหละ ทรานซ์ก็ไม่ใช่เล่นๆ นะจ้ะ ไม่งั้นจะเลิกชอบไผ่ได้ยังไง?”

กับทรานซ์น่ะไม่มีทางหรอก!

ไม่เข้าใจเลย สองคนนี้พูดเรื่องอะไรกัน? ฉันเนี่ยนะชอบทรานซ์!? ความคิดนั้นมันไม่เคยอยู่ในหัวฉันเลยสักนิด ถ้าให้ชอบทรานซ์แบบคนรักน่ะฉันนึกไม่ออกเลยแล้วในสมองของทรานซ์ก็คงคิดกับฉันแค่ พ่อลูกเท่านั้นแหละ

ฉันละอิจฉาพวกเธอทั้งสี่คนจริงๆ มีแฟนหล่อกันขนาดนี้แล้วยังหน้าตาดีอีก

ฉันหันไปมองกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้างาน เชนกำลังคุยอะไรบางอย่างกับแฟนของเขาด้วยสีหน้านิ่งๆ ฉันหวังว่าพวกเขาคงจะไม่ทะเลาะกันหรอกนะ

นั่นรุ่นน้องปีหนึ่งใช่มั้ยคนที่เป็นแฟนของเชนน่ะ ให้ตายสิสวยเกินไปแล้วว่าแต่อีตาเชนนี่มีอะไรดีหรอ

ไม่รู้ล่ะฉันว่าเชนหล่ออย่างเดียวนะ นอกนั้นฉันไม่ขอออกความคิดเห็น นี่ดูผิวพวกเธอสิ อิจฉา!

ฉันก็อิจฉานะ แต่ขอเก็บเอาไว้ในใจดีกว่า

ตุบ!

ขอทีเถอะจะมีสักวันมั้ยที่ฉันไม่ชนใครน่ะ

ไม่เป็นไรนะ?” ฉันกระพริบตาปริบๆ มองหน้าผู้ชายตัวสูงผมสีทองในชุดสูทสีดำ ถ้าจำไม่ผิดเขาคือเด็กปีหนึ่งที่เป็นเดือนคณะนี่นา นึกว่าเด็กที่ไหนที่แท้ก็รุ่นพี่นี่เอง ขอโทษนะครับ

จะดีใจที่มีคนเรียก พี่หรือจะเสียใจที่คนที่เรียกฉันว่าพี่แต่คิดว่าฉันเป็น เด็กดีล่ะ

เวอร์ซัส ทางนี้เชนกระดิกนิ้วเรียก เขาจึงขอตัวแยกออกไปและไปยืนคุยกับเชน

มะหมี่ๆเสียงผู้ชายคนหนึ่งเรียกฉัน ฉันหันซ้ายหันขวามองหาเจ้าของเสียง ทำไมวันนี้มีแต่คนเรียกฉัน เงยหน้าหน่อย ฉันอยู่นี่

เฮอะ...ชาเองหรอ

ทำไมทำหน้าเหมือนพวกเบื่อโลกแบบนั้นล่ะ ขอโทษด้วยนะเรื่องเมื่อวาน

ฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าถ้านายไม่มาขอโทษฉันล่ะก็ฉันจะตามไปเชือดคอนายถึงบ้านเลย

พูดแบบนี้หมายความว่า...ชาพูดเสียงเบาก่อนจะหันไปมองด้านหลังของเขาและขยับตัวเข้ามาใกล้ฉันยกมือขึ้นป้องปากและกระซิบบอกกับฉันว่า หรือว่าเมื่อวานไอ้ทรานซ์มันทำอะไรเธอ

“...”

กรี๊ด ไม่จริง!” ชาตะโกนเสียงแหลมเรียกให้คนที่อยู่รอบข้างต้องหันมาจ้องกัน ฉันไม่ได้ทำอะไรหมอนี่นะ หมอนี่กรี๊ดออกมาเองนะ!

เดี๋ยวฉันยังไม่ทันตอบเลย เขาไม่ได้ทำอะไรฉันซะหน่อย

ชิ...ผิดหวังชะมัดเขาพูดเสียงเบาและหันไปมองที่ด้านหลัง

อะไรนะ

เปล่า!

แล้วทรานซ์ล่ะ ฉันยังไม่เห็นเขาเลย

ไม่รู้สิ ไปทำใจอยู่มั้งชาหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ ดูก็รู้ว่าหมอนี่โม้!

นายเนี่ยอย่าพูดให้คนอื่นเข้าใจผิดได้มั้ย

ชิ...ไอ้ทรานซ์มันบอกแล้วหรอ ไม่สนุกเลย!” เขาใช้ฟันขบริมฝีปากตัวเองแล้วทำเสียงจิ๊จ๊ะแสดงความไม่พอใจฉันอย่างมาก ปล่อยไว้แบบนี้ท่าจะไม่เวิร์คแล้วสิชารีบเดินกลับเข้าไปคุยในกลุ่มของเขาและดูเหมือนเขาจะเล่าเรื่องที่คุยกับฉันให้ฟัง เชนเหลือบมามองฉันเพียงครู่หนึ่งแล้วเขาก็เดินแยกตัวออกไปพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ออกมา

เกิดอะไรขึ้นหรอ!?

ฉันรีบเดินตามเชนไป หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นนะ

ทรานซ์ แกได้ยินมั้ย ตอนนี้อยู่ไหน!?” เชนตะโกนใส่มือถือของเขาด้วยน้ำเสียงที่ร้อนลน ฉันต้องหยุดและยืนอยู่ห่างๆ เขากำลังคุยกับทรานซ์และดูเหมือนเรื่องที่เขาคุยกันจะไม่ใช่เรื่องดีเลยนะ เกิดอะไรขึ้นกับทรานซ์รึเปล่า

อย่าลืมซื้อเหล้ามานะเว้ยไม่งั้นตัดเพื่อน!

เออ...หมดกันความรู้สึกของฉัน อีตาบ้าเชนทำลายได้ลงคอ!

จะโทรมาทำไมวะ สัญญาณในลิฟต์มันก็ไม่ค่อยมี แล้วเหล้าน่ะจะเอาไปทำไมในงานก็มีให้ทรานซ์เดินออกมาจากลิฟต์อีกตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน เขาหันไปจ้องหน้าเชนที่หัวเราะเสียงแห้งพลางเก็บมือถือลงในกระเป๋าเสื้อสูทสีดำของเขา เชนกระซิบบอกอะไรบางอย่างกับทรานซ์ เขาพยักหน้าตอบแต่ก็ไม่พูดอะไรและทั้งคู่ก็เดินกอดคอกันมาทางฉัน

งานจะเริ่มแล้วไม่ใช่หรอ มายืนอะไรตรงนี้ล่ะ รีบเข้าไปสิเขาลูบหัวฉันและดันออกทำให้ฉันเกือบเสียการทรงตัว

จะดันทำไมล่ะ ไม่เห็นหรอว่าใส่ส้นสูงอยู่น่ะแต่สำหรับเขาฉันมันก็เตี้ยม่อต้ออยู่ดีนั่นแหละ...เขาคงไม่สังเกตหรอก

ในระหว่างที่งานกำลังดำเนินนั้นฉันต้องคอยตั้งสติตัวเองเอาไว้ให้ดี ไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะเริ่มแกล้งอาจารย์เมื่อไหร่ ฉันคอยเหลือบมองกลุ่มของทรานซ์ที่ดูไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย ไม่สิ พวกเขาดูเป็นธรรมชาติมากกว่าหรือว่าที่พวกเขากระซิบกระซาบกันที่หน้างานนั่นอาจจะคุยกันเรื่องยกเลิกแผนการแล้วก็ได้ ถ้าเป็นงั้นก็ดีน่ะสิ

นั่นอาจารย์ซิ้มจริงๆ หรอ

สวยมากเลย!

ฉันอ้าปากค้างลืมทุกทิ้งอย่างที่คิด ในสมองฉันมีเพียงชุดแต่งงานสีขาวแสนสวยกับอาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเท่านั้น บอกเลยว่าอึ้ง ถ้าฉันเป็นผู้ชายฉันต้องตกหลุมรักอาจารย์ซิ้มแน่ๆ แล้วทรานซ์ล่ะ ฉันรีบหันไปมองที่โต๊ะของคณะกรรมการนักเรียนทั้งห้าคนที่อยู่ไกลออกไปจากที่ฉันคิดเอาไว้

ทว่าสิ่งที่ฉันได้เห็นคือ เขานั่งจิบเบียร์พูดคุยกับเพื่อนของเขาตามปกติ ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยหรอ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าทรานซ์จะไม่รู้สึกอะไรเลยกับอาจารย์น่ะถึงเขาจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเกินเลยก็ตามเถอะ แต่ไม่รู้ล่ะมันคือความรู้สึกของลูกผู้หญิง!

ฉันนั่งร่วมงานไปได้สักพักก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉันลืมเรื่องที่พวกเขาจะแกล้งอาจารย์ ถ้าหันไปสบตาคนในกลุ่มนั้นมีหวังต้องโดนสายตาจิกกัดกลับมาแน่ แต่เปล่าเลย พวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเพียงแต่ส่งยิ้มให้ฉัน และทรานซ์ก็ยังคงดื่มเหล้าชนแก้วกับเชนอยู่เหมือนเดิม

นี่พวกเขาดื่มไปกี่ขวดแล้วเนี่ย!? ฉันเห็นพนักงานเติมเหล้าให้โต๊ะนั้นบ่อยมากเลยนะ ดื่มหนักกันแบบนั้นมีหวังเมาแน่ ฉันหันกลับมานั่งมองน้ำส้มที่อยู่ตรงหน้าอย่างหงุดหงิด อะไรกันบังคับให้ฉันมาซ้อมเล่นละครบ้าบออะไรนั้นพอถึงวันงานก็ไม่ได้เล่นหรอ เชอะ...พวกนายหลอกให้ฉันเครียดคนเดียวนี่ ถ้าจบงานนี้เมื่อไหร่ฉันจะไปจัดการเรียงตัวให้ได้เลยต่อให้ต้องต่อโต๊ะปีนไปตีหัวเจ้าพวกเสาไฟฟ้าทั้งห้าคนฉันก็ยอม!

เฮ้ย...

ทั้งฉันและเพื่อนร่วมโต๊ะพากันสะดุ้งหันขวับไปมองเจ้าของเสียง

ทรานซ์ลุกขึ้นยื่นและเดินไปที่พรมแดงซึ่งอยู่ที่กลางห้องจัดงาน ฉันมองเขาด้วยสีหน้าเลิ่กลั่กไม่ต่างอะไรกับคนที่อยู่บนเวทีด้วย!

เกิดอะไรขึ้นน่ะ

แกน่ะเป็นใคร...มีสิทธิ์อะไรมาแย่งอาจารย์ของพวกฉันทรานซ์ไม่พูดเปล่าเขากระชากคอเสื้อจ้าบ่าวจนเจ้าบ่าวถึงกับตัวลอยขึ้นมาจากพื้น

นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ยทรานซ์อาจารย์ซิ้มเข้ามาดันตัวทรานซ์ออกแต่เขาก็แทบไม่ขยับเลย เขาปล่อยเจ้าบ่าวและหันมาจ้องหน้าอาจารย์ซิ้มแทน

ผมต่างหากที่ต้องถามว่านี่มันเรื่องอะไร!? ไอ้หมอนี่เป็นใครมาจากไหน!

ทรานซ์ครูว่าเธอเมาแล้วล่ะ

อย่าบอกว่าทรานซ์กับอาจารย์ซิ้มจะ...เพื่อนร่วมโต๊ะของฉันเริ่มซุบซิบกันจนเสียงดังระงมไม่ต่างจากผู้ร่วมงานคนอื่น

ก็ตอบมาก่อนสิว่ามันเป็นใครเฮ้ย เป็นผู้ชายรึเปล่าวะทำไมต้องให้ผู้หญิงออกมาปกป้องแบบนี้!?” ทรานซ์ผลักเจ้าบ่าวเซไปด้านหลัง ทันใดนั้นเองพนักงานที่อยู่ใกล้ๆ ต้องรีบเข้ามาห้าม หน้าอย่างแกทำอะไรได้บ้างฮะ!? หลบอยู่แต่ข้างหลังผู้หญิงแบบนี้ได้ยังไง

หยุดเดี๋ยวนี้นะทรานซ์!” อาจารย์ซิ้มแผดเสียงออกมาและยืนบังเจ้าบ่าว บอกเลยว่าอาจารย์เท่มากเลยค่ะแต่ว่านะ...ทรานซ์ นี่มันนอกบทแล้วไม่ใช่หรอ!?

ฉันหันไปมองเพื่อนร่วมโต๊ะของทรานซ์แต่ละคนดูตกตะลึงเกินกว่าที่จะเรียกว่า เล่นละครตบตาแล้ว เชนทำท่าเหมือนจะลุกขึ้นไปห้ามแต่ชาก็พูดอะไรบางอย่างทำให้เชนต้องนั่งลง หรือว่าทรานซ์จะเมา!? เมื่อกี้นี้ฉันเห็นพวกเขาดื่มกันด้วยนี่นาไม่คิดจะไปห้ามกันหน่อยหรอ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ทำงานล่มแทนหรอ!?

ทำยังไงดีล่ะ!?

ผมอาจจะไม่ใช่พูดชายหน้าตาดีแบบคุณแต่ผมก็รักซิ้มนะฝ่ายเจ้าบ่าวพูดเสียงแผ่ว

รักแค่ไหน...รักมากกว่าที่ฉันรักรึเปล่า!

ฉันอ้าปากค้างกับคำถามของทรานซ์ เสียงฮือฮาของผู้ร่วมงานทำให้ฉันถึงกับอึ้งหนักไปกว่าเดิม หมายความว่ายังไง...ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นล่ะ เขาแอบชอบอาจารย์ซิ้มแต่ทำไมถึงบอกว่าไม่ล่ะ!? คนโกหกเอ้ย!

แล้วรักมากกว่านักศึกษาของอาจารย์ที่อยู่ที่นี่มั้ย!?” ทรานซ์ตะโกนและวาดมือไปด้านหลังชี้หน้านักศึกษาทุกคนที่นั่งอยู่ในโซนเดียวกันทางปีกขวาของเวที

รักมากกว่าอยู่แล้วสิ!

แล้วอาจารย์ล่ะรักไอ้หมอนี่มากนักรึไง!?

แหงละ

อะไรนะ!

รักสิยะ ไม่งั้นจะแต่งด้วยทำไมเล่า!!

อาจารย์ซิ้มกำหมัดแน่ตะโกนเสียงดังแถมยังดังเพราะไมค์จากพิธีกรที่อยูข้างๆ อีกต่างหาก ใบหน้าของอาจาย์ซิ้มแดงจนฉันไม่รู้ว่าจะเปรียบกับอะไรดี แต่คนที่ไม่ได้รับเชิญบนเวทีกลับยกมือขึ้นป้องปากและ

หัวเราะ!!

อุบ...ผมรู้นะว่าผมไม่ควรหัวเราะแต่...อุบ!

นี่อย่าบอกนะว่า...อาจารย์ซิ้มถึงกับชะงักและรีบยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองทันทีราวกับรู้ว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ทรานซ์หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากเสื้อสูทสีดำของเขา...

ของขวัญจากนักเรียนของอาจารย์

ซองสีทองสวยถูกยื่นส่งให้กับเจ้าสาว

ตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักมัลดีฟห้าวันสี่คืน มีไอ้ชาเป็นสปอนเซอร์ครับเขาไม่พูดเปล่าชี้นิ้วโป้งไปทีด้านหลัง ชาลุกขึ้นยืนและชูแก้วเหล้าในมือขึ้นโดยมีเสียงกับเสียงปรบมือของผู้ร่วมงานเป็นแบ็คกราวน์ แล้วก็...

ฉันมองทรานซ์อย่างใจจดใจจ่อ เขาจะให้อะไรอาจารย์อีก...!

รายงานของผมกับลูกสาวครับ

การส่งรายงานของทรานซ์ทำเอาทุกคนในห้องจัดงานถึงกับหัวเราะลั่นออกมาแม้กระทั่งอาจารย์ซิ้มก็ด้วยที่ถึงกับอึ้งทึ่งและหัวเราะออกมาจนหมดมาดเจ้าสาว ฉันเองก็โดนเพื่อนในโต๊ะล้อไปด้วยเลยอีตาบ้าทรานซ์!!

ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้ตกใจ ได้ตะโกนบอกรักรู้สึกยังไงบ้างครับ?” ทรานซ์ยิ้ม อ้อผมส่งเป็นคู่แรกใช่มั้ย หวังว่าจะได้เต็มนะไม่ต้องเต็มก็ได้แต่ผมขอ A เลยได้มั้ยครับ!?

ไว้ตรวจก่อนเถอะเจ้าตัวแสบ!” อาจารย์ซิ้มพูดทั้งน้ำตาแล้วยกรายงานตีหัวทรานซ์

ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น ทรานซ์เดินกลับมาที่โต๊ะของกลุ่มเขาแล้วยกมือขึ้นแทคทีมกันพร้อมกับหัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน งานแต่งของอาจารย์ซิ้มยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ติดขัดถึงแม้จะมีทรานซ์และกลุ่มคณะกรรมการนักเรียนออกมาเล่นอะไรแผลงๆ ก็ตาม แต่เล่นเปลี่ยนบทกันแบบนี้เลยหรอ บทฉันหายหมดเลยนะ!

มะหมี่ ไปกันได้เวลาของสาวๆ แล้ว!

ฉันถูกลากออกมาจากโต๊ะและมาอยู่ตรงด้านหน้าของเวที มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้นเลย นี่น่ะหรอศึกของผู้หญิง!? ถ้าให้ฉันไปยืนในกลุ่มนั้นคงไม่ไหวแน่ ฉันใช้แประโยชน์จากความเตี้ยของตัวเองมุดออกมาอยู่ด้านหลังสุดอย่างน้อยฉันก็ไม่โดนเหยียบล่ะจากตรงนี้เดินกลับไปที่โต๊ะก็สะดวกที่สุดแล้วด้วย

เอาล่ะนะ!” เสียงอาจารย์ซิ้มกำลังให้สัญญาณ ส่วนฉันก็กำลังหาที่กำบัง เสียงกรี๊ดกร๊าดของผู้หญิงดังสนั่น ได้เวลาที่ฉันต้องหลบแล้วสินะ

ปึก!

ฉันรู้สึกเหมือนโดนอะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่หน้าอย่างจังจนตัวฉันล้มลงไปนั่งกับพื้น มือเล็กๆ ของฉันรีบยกขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองที่เต็มไปด้วย...

กลีบดอกไม้!?

ฉันได้หรอ? ฉันได้ช่อดอกไม้หรอ!? ฉันควรจะดีใจมั้ย!? แต่ทุกคนมองหน้าฉันเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อกันเลย!

มะหมี่!? เธอได้หรอเนี่ย

เพื่อนฉันโชคดีชะมัดจริงหรอเนี่ยที่ว่าเธอจะได้แต่งเป็นรายต่อไป จริงสิ...กำลังมีความรักอยู่นี่นาW

“มะ ไม่ใช่นะ” ฉันรีบปฏิเสธและเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเอง

สายตาของผู้หญิงที่ออกมายืนรอช่อดอกไม้กำลังจ้องฉันอยู่ น่ากลัวที่สุดฉันรีบเดินกลับมานั่งที่โต๊ะระหว่างนั้นก็โดนแซวว่าเป็นเจ้าของรายงานที่ชื่อลูกสาวฉันไม่ได้ชื่อลูกสาวซะหน่อย!

หลังจากนั้นก็มีจัดอีเว้นท์เล็กๆ น่ารักๆ บนเวทีระหว่างเพื่อนเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าบ่าว

ฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ

มะหมี่เอาดอกไม้ไปด้วยสิ เดี๋ยวฉันขโมยไม่รู้นะ

ฉันหัวเราะและรับช่อดอกไม้มาจากเพื่อนร่วมโต๊ะจากนั้นจึงเดินออกมาจากห้องจัดงาน ด้านนอกเงียบมากต่างจากข้างในลิบลับเลย ช่วยไม่ได้นะตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเอนเตอร์เทนกันนี่นา

ทรานซ์!” ฉันเดินเข้าไปหาคนตัวสูงที่ยืนกดมือถืออยู่ตรงกระจกกั้นที่สามารถมองเห็นบรรยากาศยามค่ำคืนด้านนอกได้อย่างชัดเจน

กลิ่นหอมดีนะเขาเอียงคอเล็กน้อยและมองมาที่ดอกไม้ของฉัน ฉันเลยยกให้เขาดู เธอรับช่อดอกไม้ได้เจ๋งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยนะ

นั่นไม่ได้เรียกว่ารับซะหน่อยอย่างกับโดนปาใส่หน้ายังไงยังงั้น แล้วนายล่ะกดมือถือเล่นอีกแล้วนะ ทำไมไม่ไปนั่งข้างในงานล่ะ

ฉันจะกลับแล้ว

แต่งานยังไม่จบเลยนะ พวกนั้นก็ยังนั่งอยู่ข้างในอยู่เลย

ฉันลืมไปเลยว่าเพื่อนทั้งสี่คนของเขาพาแฟนมาด้วย ตอนขามาก็ดูเหมือนว่าทรานซ์จะมาคนเดียวเหมือนกันนะ

ฉันกลับคนเดียวน่ะ

นายขับรถมาหรอ

อื้ม

แล้วนายเมาแบบนี้เนี่ยนะจะขับรถกลับบ้านไม่ให้เพื่อนไปส่งล่ะ

ไม่ล่ะ ฉันกลับเองได้แล้วฉันก็ไม่ได้เมาด้วย

ฉันไม่เชื่อนายหรอก หน้ามึนซะขนาดนี้ไปนั่งพักก่อนสิฉันจะไปขอผ้าเย็นจากพนักงานมาให้ นั่งรอตรงนี้นะถ้ากลับมาแล้วไม่อยู่นายเจอดีแน่!” เขาไม่ตอบอะไรฉัน แปลกจังที่เขาดูซึมแบบนี้ ฉันเดินไปขอผ้าเย็นจากพนักงานที่อยู่ในห้องจัดงานและเอาออกมาให้เขา และเมื่อฉันเดินกลับมาก็เห็นทรานซ์กำลังนั่งหลับอยู่บนโซฟาเดี่ยวตัวสีทองที่ถูกจัดวางเข้าชุดกับโซฟาตัวยาวและโต๊ะไม้มะฮอกกานีที่สวยหรู

อย่างกับราชาเลยแฮะ

เอ้าฉันยื่นผ้าเย็นให้เขา เขารับมันไปและเช็ดหน้าที่เริ่มแดงระเรื่อของเขา

ฉันรวบชายกระโปรงชุดเดรสของตัวเองแล้วนั่งลงบนโซฟาตัวยาวที่อยู่ข้างเขาพลางเหลือบมองสภาพของทรานซ์ ฉันเห็นว่าเขาดื่มไปมากแต่ถ้าเทียบกับพวกเชนแล้วก็ไม่น่าจะต่างกันเท่าไหร่นะ แปลกที่พวกนั้นไม่เมาหรือว่าทรานซ์เป็นพวกคออ่อน จะยังไงก็ช่างเถอะเขาเมาแบบนี้แล้วจะกลับบ้านเองไหวมั้ยเนี่ย

ตุบ

เขาขยับตัวมานั่งข้างฉันและเอนตัวลงนอนบนหน้าตักของฉันโดยที่ไม่พูดอะไรเลยสักคำ เขายกขาวางพาดกับพนักพิงโซฟาตัวยาวที่อยู่อีกด้านหนังและขยับผ้าเย็นมาวางไว้บนหน้าผาก

เดี๋ยวสิ ทำไมนายมานอนแบบนี้เล่า

“...”

ไร้ซึ่งการตอบรับจากคนที่นอนอยู่ ฉันได้แต่นั่งบ่นกับตัวเอง แม้จะต่อว่าเขาไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก ฉันหยิบผ้าเย็นที่วางอยู่บนหน้าผากของเขาออกมาพับให้ใหม่และวางลงบนหน้าผากของเขา

เวลานี้ฉันควรจะกลับเข้าไปในงานสิ...แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าอยู่แบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ ได้มองใบหน้าของเขาในระยะใกล้แบบนี้ถึงจะไม่ใช่ครั้งแต่แต่ก็เป็นครั้งที่นานที่สุดที่ได้สัมผัสกับตัวเขาแบบนี้ ฉันขยับผ้าที่วางบนหน้าผากเขาและเช็ดน้ำที่หยดออกมาจากผ้าให้

ขอโทษด้วยนะที่ฉันปล่อยให้นายออกไปแสดงแบบนั้นคนเดียว

แบบนี้ล่ะดีแล้ว...

ยังไม่หลับหรอ!?

นายเล่นเปลี่ยนบทหมดเลยนี่นะ บทฉันไม่เห็นมีเลย ฉันนึกว่านายเมาแล้วอาละวาดซะอีกแล้วไหนล่ะที่บอกว่าเล่นไม่เนียน เอาออสการ์ไปเลยมั้ยคะ

ฮึ

หัวเราะอะไรล่ะ

เปล่า...

ดูก็รู้ว่าเขาหัวเราะฉัน จะไม่ให้บ่นได้ไงล่ะก็อุตส่าห์ซักซ้อมกันมาตั้งหลายวันสุดท้ายก็ไมได้ใช้ ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็ดีแล้วล่ะที่ฉันไม่ได้ออกไปเล่นละครตบตาแบบนั้น

หมายความว่าไง...

เรื่องอะไรล่ะ

ที่นายบอกรักอาจารย์บนเวทีนั่นไง แล้วยังมาโกหกฉันว่าไม่ได้ชอบอาจารย์แท้ๆ

ฮะๆๆ ฉันไม่ได้โกหกเธอนะหรือว่าเธอไม่รักอาจารย์ล่ะทรานซ์หัวเราะเสียงเบาและเงียบไปสักพัก แล้วก็แค่...อยากเห็นคนตะโกนบอกรักกันน่ะ สนุกดี

แกล้งคนอื่นมากระวังจะเข้าตัวล่ะ

ฉันหยิบช่อดอกไม้ที่อยู่ข้างตัวไปวางบนโต๊ะแทนเผื่อให้เขามีพื้นที่ในการนอนมากขึ้น แหงล่ะ ตัวก็ใหญ่ ยังจะมานอนหนุนตักฉันอีก

ให้ฉันไปตามเชนมาให้มั้ย

ไม่ต้อง

แล้วจะกลับยังไงล่ะ นายเมานะ

ขออยู่แบบนี้สักพักนะ...ฉันรู้ว่าเธอเมื่อย ถ้าจะให้นั่งแบบนี้ ทรานซ์เลื่อนมือของเขาขึ้นมาขยับผ้าที่เลื่อนลงมาปิดที่ตาของเขาและดึงแขนของฉันให้พาดวางบนตัวเขา

“...”

ฉันสงสัยนะ

อะ...อะไรล่ะเขาไม่พูดเปล่าแต่ใช้มือของเขาควานหาอะไรบางอย่างจากนั้นเขาก็คว้ามือของฉันและออกแรงบีบมันอย่างเบามือ ทำไงดี ฉันรู้สึกแปลกเวลาที่เขาจับมือฉันจะให้เขาปล่อยแต่...เสียงกลับไม่ยอมออกมาเลย

เธอใส่ส้นสูงแต่ทำไมถึงไม่ได้ดูสูงขึ้นเลยสักนิดล่ะ

อยากจะนอนแบบไม่ตื่นใช่มั้ย

น่ากลัวจัง

ฉันสะบัดมือของเขาออกแต่เขาก็จับมือของฉันเอาไว้ใหม่และหัวเราะในลำคออีกครั้ง กวนประสาทที่สุด ครั้งนี้ฉันไม่รู้สึกเบื่อหรือรำคาญเขาเลยแม้แต่น้อยแต่กลับอยากจะอยู่ใกล้เขาแบบนี้ รู้สึกแปลกตั้งแต่ตอนที่ไม่ได้เจอเขาแล้วยังเห็นเขาไปบอกรักผู้หญิงคนอื่นอีก รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกแต่พอได้รู้ว่ามันก็แค่การแสดงละครตบตาของพวกเขา ฉันกลับรู้สึกโล่งอกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หรือว่านี่จะเป็นความรู้สึกของการที่ได้แอบรักใครสักคนกันนะ ถ้าเป็นแบบนั้นฉันก็คงจะหลงรักเขาแล้วล่ะ

ฉันเผลอหลับไปทั้งที่กำลังนั่งเฝ้าทรานซ์ พอตื่นมาเขาก็ไม่อยู่แล้ว นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาปล่อยให้ฉันหลับแบบนี้โดยที่ไม่ยอมปลุกฉัน จะไปก็ไม่บอกลากันเลยสักคำ

วันต่อมาฉันถึงกับช็อกเมื่อมีชื่ออยู่บนบอร์ดประกาศข่าวสารของคณะวิศวกรรม เขียนว่าให้ฉันเตรียมตัวพรีเซนท์งานในช่วงบ่าย!

“อ่า...ตื่นเต้น!

ทำไมฉันกับทรานซ์ต้องออกไปพรีเซนต์งานแค่คู่เดียวด้วย เพราะทำเสร็จก่อนคู่แรกหรอ ไม่สิ อาจารย์ซิ้มต้องเอาคืนเรื่องที่ทรานซ์ไปป่วนงานแต่งของอาจารย์แน่เลย ทำไงดีล่ะ ทรานซ์อยู่ไหนล่ะ ฉันยังไม่ได้คุยกับเขาเลยว่าจะแบ่งกันพูดหัวข้อไหนบ้าง

“ฮึๆ ไม่คิดเลยว่าเจ๊ซิ้มจะร้ายกาจขนาดนี้...คนเป็นครูนี่ก็ร้ายไม่เบานะ คิดจะแก้แค้นเรื่องเมื่อวานล่ะสิท่า” ทรานซ์หัวเราะเสียงแหบแห้ง จนฉันไม่อยากจะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในหัวกันแน่

และในระหว่างที่ฉันกำลังทำสมาธิรอเวลาพรีเซนต์ในอีกสิบห้านาทีข้างหน้า ทรานซ์ก็ไปนั่งเช็คไฟล์รายงานกับเล่นเกมฆ่าเวลาตามประสาเขานั่นแหละ ไม่กดดันเลยหรอยะ! เอาล่ะ สติ มะหมี่ จงมีสติ!

“เฮ้ย เชน”

“ว่าไงชา”

“พวกเราทำรายงานกันรึยังวะ”

“รายงานอะไรวะ”

“ของเจ๊ซิ้มไง”

เชนกับชามองหน้ากันและนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะถึงบางอ้อออกมา เมื่อหันมามองหน้าฉันที่กำลังนั่งนับนิ้ว ยุบหนอพองหนออยู่หน้าชั้นเรียน

“ฮ่าๆ ไว้ค่อยทำส่งอาทิตย์สุดท้ายก็ได้”

“เออ นั่นดิ จะรีบปั่นไปทำไมวะ ฮ่าๆๆ”

ฉันถึงกับอยากจะถอนหายใจออกมา สติฉันมันหายไปหมดแล้วเพราะเจ้าสองคนนี้เนี่ยแหละ

และแล้วเวลาแห่งความเครียดก็มาถึง อาจารย์ซิ้มเข้ามาในห้องและแจกงานก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นคือความกดดันของการพรีเซนต์ที่เรียกว่าดุเดือดถึงกึ๋นจนไม่อยากจะรายงานอีกต่อไปแล้วฉันเดินไปที่หน้าชั้นและยืนคนเดียวอยู่ตรงนั้น เพราะทรานซ์กำลังเช็คจอโปรเจ็คเตอร์ที่อยู่

“ให้เวลาพรีเซนต์ไม่เกินสิบห้านาที พูดให้ครบ ใครมีคำถามให้ยกมือ หลังจากที่เพื่อนรายงานจบ แล้วอาจารย์จะให้คะแนนคนที่ถามคำถามด้วย ใครอยากได้คะแนนพิเศษก็ถามซะ เข้าใจนะ!

เสียงนาฬิกาจับเวลาของอาจารย์ซิ้มเป็นเหมือนเครื่องสะกดฉัน ทำไงดีพูดอะไรไม่ออกเลย ทำไมทุกคนถึงได้จ้องหน้าฉันแบบนั้นล่ะ

“เฮ้ย! ฟังสิ ลูกสาวฉันจะปราศรัยแล้วนะ” ทรานซ์ตบโต๊ะทำเอาเพื่อนๆ ในห้องที่กำลังตั้งใจฟังถึงกับสะดุ้ง

“แกนั่นแหละที่ต้องฟัง!

“ไอ้ทรานซ์มันเป็นอะไร ปราศรัยอะไรของมัน!?

ทุกคนพูดออกมาแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน และเป็นเพราะทรานซ์ที่ทำให้ความตึงเครียดในห้องลดลง ฉันจึงเริ่มบรรยายเกี่ยวกับหัวข้อรายงานที่ได้ทำ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เตรียมตัวมาแต่ทรานซ์ก็คอยเป็นแบ็คอัพให้ฉันอยู่ตลอด อีกอย่างข้อมูลทั้งหมดฉันกับทรานซ์ก็เป็นคนทำและช่วยกันบรีฟงาน ก็มีผิดบ้างถูกบ้าง เขาคอยให้กำลังใจฉันด้วยสัญญาณมือ แต่บางทีก็ชอบทำหน้าตาแปลกๆ แกล้งให้ฉันหลุดหัวเราะจนลืมเรื่องที่จะพูด! แต่คนที่มาคอยแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าให้ฉันได้ก็มีแค่ทรานซ์คนเดียวนี่ล่ะ ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมทรานซ์ถึงได้เรียนเก่ง เพราะเขาใส่ใจกับงานทุกอย่างที่เขาทำ ถึงจะชอบทำตัวเกรียนก็เถอะ

 “ทำได้ดีมากยัยตัวเล็ก แบบนี้ได้เต็มแน่นอน รับรองว่ารอดไปหนึ่งวิชาแล้วล่ะนะ” เขายิ้มให้ฉันและยีหัวฉันเล่น ฉันก้มหน้าก้มตาอมยิ้มเอาไว้ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ฉันรู้สึกดีเวลาที่เขามาลูบหัวแล้วชมฉันแบบนี้

“ทรานซ์ลูบหัวฉันบ้างสิ”

“ทำไมฉันต้องลูบหัวพวกเธอด้วย”

“ฉันอยากถูกลูบหัวอะ”

“เธอนี่ก็แปลก เอ้า”

“ฟินอ๊ะ!

“ฉันไม่ได้ราดน้ำมนต์ใส่พวกเธอนะ นี่อะไร รังแคหรอ”

“จะบ้าหรอฉันไม่มีรังแคเว้ย”

เขาลูบหัวผู้หญิงคนอื่นด้วย คงจะเป็นเรื่องปกติล่ะมั้ง แต่เขาเคยถักเปียให้ฉันด้วยนะ...แต่บางทีเขาอาจจะทำแบบนี้กับคนอื่นโดยที่ฉันไม่รู้ด้วยก็ได้ ดะ เดี๋ยวสิ ไม่เห็นจะต้องไปสนใจเรื่องพวกนั้นเลยนี่นา ฉันยอมรับนะว่าฉันสนใจทรานซ์ก็จริงแต่ว่ามันอาจจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบก็ได้ อีกอย่างทรานซ์ก็ไม่ได้เห็นฉันเป็นไปมากกว่าลูกสาวของเขาด้วยซ้ำ

หลังจากจบงานแต่งของอาจารย์ซิ้มรวมถึงเดดไลน์ส่งรายงานกับพรีเซนต์แล้วฉันก็ไม่ค่อยได้คุยกับพวกคณะกรรมการทั้งห้าคนเลย พวกเขาคงจะวุ่นวายอยู่กับเรื่องการเข้าค่ายอาทิตย์หน้าที่จะถึงล่ะมั้ง

ฉันรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองแม้กระทั่งในชั่วโมงเรียนฉันต้องลอบหันหลังอยู่หลายต่อหลายครั้งทั้งที่ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแต่ก็ยังจะหันไปหาเขาอีก แปลกใจตัวเองเหลือเกิน ทำไมฉันต้องมองหาทรานซ์ด้วย...หรือเพราะว่าเขาแกล้งฉันทุกวัน เวลาที่มีขนมก็ชอบมาขออยู่ตลอด แต่ฉันกลับได้เจอเขาแค่ในห้องเรียนและแทบจะไม่ได้พูดคุยกันเลย

เอาน่า มะหมี่ เธอก็ไม่ได้อยากจะถูกเขาแกล้งซะหน่อย อืม ใช่! ไม่เจอก็ไม่โดนแกล้งไงล่ะ คิดในแง่ดีไว้สิ!

ปึก!

อุบ!

ขอโทษอ้าว ยัยตัวเล็กนี่เองฉันเงยหน้ามองเจ้าของเสียงที่คุ้นเคย ทรานซ์ก้มลงมามองฉันมือทั้งสองข้างของเขาจับไหล่ฉันไว้เพื่อไม่ให้ฉันล้มลงไปนอนเล่นบนพื้นเหมือนทุกครั้ง ทำไมเวลาเจอกันต้องเป็นแบบนี้อยู่เรื่อยเลยล่ะ!

อ้อ! เธอเห็นแนนบ้างมั้ย

แนนหรอฉันทวนชื่อ คนไหนกันในเซคชั่นเราก็ไม่มีชื่อนี้นะ

เจอพอดีเลย เมื่อกี้โทษทีนะ เดินระวังด้วยล่ะ!” เขายีผมฉันเหมือนอย่างเคยและเดินผ่านไป เฮ้ย! แนนฉันโทรไปทำไมไม่รับทรานซ์ตะโกนเรียกชื่อผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันลอบมองเขาที่กำลังเดินไปหาเธอคนนั้นอย่างเงียบๆ

ทรานซ์มาก็ดีนายเห็นเชนมั้ยหมอนั่นเอามือถือฉันไปซ่อน!

อีกแล้วหรอ

ขี้เกียจทำงานขนาดนี้เลยหรออีตาบ้านั่นน่ะ

ฉันจะโทรตามให้แล้วกัน

เร็วๆ เลยนะ เธอพูดจาฮึดฮัดใส่ทรานซ์ ทั้งคู่ก็เดินคู่กันจนเข้าไปที่ด้านในของอาคารเรียนหายไปจากระยะสายตาของฉัน

ดูสนิทกันจัง ขนาดฉันจับคู่ทำรายงานกับทรานซ์ฉันยังไม่มีเบอร์มือถือเขาเลยนะ!

“แล้วทำไมเราต้องหงุดหงิดด้วยล่ะ

นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นทรานซ์เดินไปกับผู้หญิงที่ฉันไม่รู้จักมาก่อน หมู่นี้ฉันรู้สึกได้ว่ามักจะมีข่าวลือเกี่ยวกับทรานซ์มากขึ้นเรื่อยๆ ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติหรือว่าเป็นเพราะฉันสนใจเขามากกว่าแต่ก่อนและตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาฉันมักจะเห็นทรานซ์ไปไหนมาไหนกับผู้หญิงที่ชื่อแนนอยู่ตลอดเลยหรือว่าพวกเขาจะเป็นแฟนกัน?

แต่ทรานซ์ก็ไม่เคยบอกเรื่องนี้กับฉันเลยนะ พวกคณะกรรมการพวกนั้นก็ไม่มีใครพูดเรื่องที่ทรานซ์มีแฟนเลย แต่พวกเขาอาจจะคบกันหลังจากงานแต่งของอาจารย์ซิ้มก็ได้

หงุดหงิดตัวเองจัง

อยากรู้แต่ก็ไม่กล้าถาม จะไปถามเขาโต้งๆ แบบนี้ได้ยังไงล่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับเขาสักหน่อย...แล้วนี่มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขาอีกด้วย

โธ่ เพื่อนฉันซึมซะแล้ว ในที่สุดก็แอบปิ๊งทรานซ์เข้าแล้วล่ะสิ?”

ฉันหันไปจ้องหน้าเพื่อนเขม็ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ได้แต่หงุดหงิดกับตัวเอง

เดี๋ยวนี้ไผ่ก็มาหาเธอบ่อยนะ บางวันฉันก็เห็นเขาเดินผ่านห้องเรียนที่เธออยู่ไปมาหลายรอบเลย

หมอนั่นตั้งใจจะจีบมะหมี่แต่ไม่กล้าชัวร์

แหงล่ะก็มะหมี่มีทรานซ์เป็นคุณพ่อจอมโหดนี่นา

เพื่อนทั้งสองคนของฉันหัวเราะกันสนุกสนานแต่ฉันนี่สิ ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตดี รู้สึกไม่สบอารมณ์ซะเลยถึงขั้นที่ว่านั่งถักเปียให้ตัวเองอย่างไม่รู้ตัว มารู้ตัวเอาตอนที่ถักเสร็จไปข้างหนึ่งแล้ว...ถักต่ออีกข้างก็ได้เผื่อจะคิดออก กระทั่งถักสองข้างก็แล้วก็ยังคิดไม่ออก

เอาล่ะมะหมี่ หยุดคิดเรื่องไร้สาระได้แล้วเธอยังมีเรื่องการบ้านที่ต้องคิดอีกเยอะแยะนะแล้วสมองตันแบบนี้คงทำอะไรไม่ได้แน่ ออกไปเดินเล่นหน่อยดีกว่า

มะหมี่ เป็นอะไรรึเปล่าดูไม่ร่าเริงเลยนะ” ไผ่เดินเข้ามาหาฉันดูเหมือนเขามีอะไรจะคุยกับฉันแต่ตอนนี้แล้วฉันรู้สึกเพลียเกินกว่าที่จะมานั่งรับฟังคำพูดของคนอื่นแล้วล่ะ

ไม่เป็นไรแค่อยากพักน่ะ ไปนะ

ฉันก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นบนและก้าวเท้าต่อไปอย่างไร้จุดหมาย ฉันจับปลายผมตัวเองและใช้นิ้วเป็นแกนหมุนไปมา พยายามหยุดคิดเรื่องบ้าๆ นั่นแล้วแต่ก็ทำไม่ได้อยู่ดี ไม่ว่ายังไงฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แนนเป็นใคร ถ้าจะไปถามทรานซ์ตรงๆ คงจะดูไม่ดี เขาจะคิดว่าฉันไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขาแน่นอน

ตึง!

ขอโทษค่ะ!

ฉันเดินชนกับแผ่นอะไรบางอย่างที่ถูกตั้งไว้ที่ทางเดินอย่างไม่รู้ตัวและสิ่งถัดมาที่ฉันเห็นก็คือมันหล่นลงบนจากขาตั้งไม้สีสวยพร้อมกับจานสีที่เลอะกระจายไปบนพื้น

นี่เธอทำอะไรของเธอ!?” ผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งออกมาจากห้องและตะโกนใส่หน้าฉัน เธอรีบหยิบรูปวาดขึ้นมาและตั้งขึ้น และหลังจากนั้นเธอก็ตะโกนต่อว่าด่าทอฉันต่างๆ นานาโดยที่ฉันไม่มีโอกาสได้พูดเลยแม้แต่คำเดียว และเพื่อนของเธอก็เดินออกมาดู ทุกคนมองงานที่และไปด้วยสีที่อยู่ในจานสีที่ผสมกันมั่วไปหมด

ขอโทษฉันไม่เห็นว่ามันตั้งอยู่ตรงนี้ฉันพยายามขอโทษเธอแต่ทว่า

ไม่เห็นหรอพูดออกมาได้ยังไงมันวางอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว!” เธอตะโกนใส่หน้าฉันและดึงผมเปียของฉันไป จะให้ชดใช้ยังไงมันก็ไม่มีทางหรอก

เพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งที่ฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกรั้งเอาไว้และในที่สุดฉันก็ฉันล้มลงนั่งบนพื้นและสิ่งต่อมาที่ฉันเห็นก็คือผมเปียของฉันที่อยู่ตรงหน้า ฉันได้แต่ก้มมองเส้นผมของตัวเองที่ถูกตัดออกไปกองอยู่บนพื้นตรงหน้าของฉันท่ามกลางเสียงโวยวายของพายที่ไม่ยอมหยุดรวมถึงน้ำตาของฉันที่ไหลออกมา

เฮ้ยๆ เกิดอะไรขึ้น!?”

ก็ยัยนี่น่ะสิมาทำงานฉันเสีย รู้มั้ยว่าฉันใช้เวลามาทั้งปีเพื่อจะเอางานนี้ส่งเข้าประกวดแล้วทำไมเธอถึงเดินไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้!

พายเธอใจเย็นๆ ก่อน มะหมี่ไม่ได้ตั้งใจเธอก็เห็นแล้วไม่ใช่หรอ

ไม่ได้ตั้งใจแล้วยังไง!? แล้วงานของฉันล่ะจะทำยังไงกับงานของฉันที่มันเละแบบนี้ล่ะ!

ฉันยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้างของตัวเองในระหว่างที่เชนกำลังคุยกับพายอยู่นั้น ฉันไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว ใครก็ได้พาฉันออกไปจากตรงนี้ทีเถอะ!

เธอก็ตัดผมมะหมี่ไปแล้วไม่ใช่หรอแค่นั้นมันยังแทนคำขอโทษไม่ได้อีกหรอฉันลอบมองผู้ชายตัวสูงที่ฉันคุ้นเคย น้ำเสียงของเขาดูต่างออกไปจากเดิม

ทรานซ์...”

สงสัยว่าฉันจะพามาผิดคนซะแล้วมั้ง ไม่เอาน่าทรานซ์แกไปดูมะหมี่ก่อนเถอะ...พายเธอก็ผิดด้วยที่ทำเกินเหตุไปแล้วนะ มะหมี่ก็ขอโทษไปแล้วด้วย” เชนพยายามเข้ามาไกล่เกลี่ย

ขอโทษแล้วมันหายมั้ยล่ะ มันได้งานของฉันคืนมามั้ย!?

แกเข้าไปสงบสติข้างในเถอะเพื่อนของพายพยายามดึงตัวเธอกลับเข้าไปด้านในห้อง

ฉันจะพาไปห้องพยาบาลทรานซ์บอกกับฉันและเขาก็อุ้มฉันขึ้นมาจากพื้น ฉันยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาร้องไห้เหมือนคนบ้าโดยที่ไม่สนใจสายตาของคนอื่นทรานซ์เองก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรฉันเลยสักคำ เขาวางฉันลงบนเตียงคนไข้และเป็นคนล้างแผลให้ฉันแทนอาจารย์พยาบาล

มันเกิดอะไรขึ้น

ฉันนั่งกำมือบนตักเอาไว้แน่น ฉันไม่กล้าบอกเขา ถ้าบอกเขาไปเขาต้องต่อว่าฉันแน่ๆ ทั้งหมดมันเป็นเพราะฉันคนเดียวที่ฉันมัวแต่คิดเรื่องบ้าๆ ไม่ยอมดูทางจนทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน

เธอนี่มัน...เหมือนเด็กไม่มีผิดเลยเขาบ่นพึมพำและใช้กำปั้นดันศีรษะของฉันไปทางด้านหลัง ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นอุบัติเหตุ แค่เธอรู้สึกผิดแล้วพูดคำว่าขอโทษแค่นั้นก็พอแล้ว

ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองและพยักหน้าตอบทรานซ์

รอให้ยัยนั่นสงบสติอารมณ์สักพักแล้วค่อยว่ากัน เธอเองก็เจ็บตัวด้วยทรานซ์พูดพลางใช้มือของเขาปัดม่านที่กั้นระหว่างเตียงคนไข้ออกและหายไปสักพักเขาก็เดินกลับมาใหม่

ตัดสิ...”  ทรานซ์ยื่นกรรไกรมาให้ฉัน ฉันมองกรรไกรที่อยู่ในมือของเขา แบบนั้นน่าจะดีกว่า ของที่เป็นของเธอ เธอควรตัดสินใจด้วยตัวเอง...ไม่ใช่คนอื่นแล้วผมของเธอมันสำคัญกับเธอมากไม่ใช่หรอ แต่จะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ทรานซ์ชี้ที่ผมของเขาเองแต่เขากำลังหมายถึงฉัน

ฉันมองกรรไกรที่อยู่ในมือและทรานซ์เองก็กำลังมองมาที่ฉัน ช่างมันเถอะ มันก็แค่ผม ไม่ตายมันก็ยาวใหม่ได้ ฉันจำใจตัดผมเปียอีกข้างของตัวเองจนเหลือเพียงผมที่สั้นไม่ถึงบ่า ฉันทิ้งกรรไกรไว้ข้างตัวและจับผมเปียที่อยู่ในมือของฉัน

ไม่ต้องร้องหรอก เดี๋ยวมันก็ยาวทรานซ์ลูบหัวฉันพลางพูดปลอบใจฉันแต่ฉันกลับไม่ได้ยินเสียงของเขาเลยแม้ว่าทรานซ์จะเป็นคนเดินมาส่งฉันที่ป้ายรถประจำทางก็ตาม แต่สิ่งที่ฉันไม่ได้ทำในวันนี้คือพูดคำว่า ขอบคุณกับทรานซ์เลย

ฉันตื่นขึ้นมาในตอนเช้าลุกขึ้นจากเตียงและมองตัวเองในกระจก ผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมสั้นเหมือนเด็กที่อยู่ในกระจก ตัวฉันที่เป็นเด็ก? หรือฉันที่ไม่เคยโต? ฉันไม่เคยรู้สึกแย่แบบนี้มานานมากแล้ว ทั้งที่ลืมความรู้สึกแบบนั้นไปได้แล้วแต่วันนี้มันกลับวนกลับมาทำร้ายตัวฉันเอง ทำไมฉันถึงไม่สูงเหมือนคนอื่น เหมือนผู้หญิงคนอื่น เหมือนคนปกติ ทั้งที่คนในบ้านของฉันก็สูงกันทุกคนแล้วทำไมถึงมีแค่ฉัน...

ทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมถึงไม่มีใครเข้าใจฉันเลย ทำไมล่ะ...

มันเป็นคำถามที่ฉันย้ำกับตัวเองอยู่เสมอและไม่เคยมีคำตอบให้ตัวเองเลยสักครั้ง ผมของฉันมันคือสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

ฉันหยิบ Ipod ขึ้นมาและเสียบหูฟัง เปิดเพลงที่ตัวเองชอบและจดจ่ออยู่กับมันพร้อมกับมองบรรยากาศยามเช้าผ่านทางกระจกใสของรถประจำทาง แต่พอมาถึงมหาวิทยาลัยแล้วฉันกลับรู้สึกแย่ขึ้นมาทันที ฉันต้องไปขอโทษพายซะก่อน แต่ฉันในตอนนี้กลับรู้สึกกลัวไปหมด ฉันควรจะทำยังไงดี

“อ๊ะ...”

หูฟังข้างซ้ายของฉันถูกใครบางคนดึงออกไปและมือของใครบางคนก็จับหน้าผากของฉันเอาไว้ทางทางด้านหลัง

เดินไม่มองทางไม่พอยังใส่หูฟังเปิดเพลงเสียงดังเชียวนะเขาพูดพร้อมกับยิ้มให้ฉัน ฉันมองเขาและขยับตัวออกมาตั้งหลัก

ทรานซ์...ทำไม?” ฉันชี้ไปที่ผมของเขาที่มันสั้นกว่าเดิมและยังดูแปลกตาด้วย ทรานซ์ที่เคยไว้ผมยาวตอนนี้เขากลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาตัดผมหน้าสั้นกว่าและเดิมปาดผมไปทางด้านซ้ายแล้วยังไถผมด้านข้างออก

ผมฉันมันยาวแล้วก็ต้องตัดสิ มันดูแปลกหรอ

เปล่า...ไม่เลย

ดูแปลกจริงๆ ด้วยแฮะ แต่ฉันก็เคยทำทรงนี้มาแล้วนะสงสัยจะไว้ยาวจนเคยชินล่ะมั้งคนตัวสูงพูดกับตัวเองและใช้ปลายนิ้วของเขาจับที่ปลายเส้นผมของตัวเอง เธอไว้ผมสั้นก็น่ารักดีนี่ทรานซ์จับปลายผมของฉันและหลังจากฉันเขาก็ลูบหัวฉันเหมือนแต่เคยและเดินจากไปอย่างเงียบๆ เขาจะรู้ตัวบ้างมั้ยว่าเขากำลังจะทำให้ฉันต้องร้องไห้

ฉันเดินคอตกมาที่ห้องเรียนฉันไม่ได้รู้สึกเศร้าหรือเสียใจอะไรเลย แต่ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมฉันถึงได้ร้องไห้กว่าจะหยุดน้ำตาตัวเองได้ก็เหนื่อยแทบแย่

อ้าว มะหมี่ ตัดผมสั้นหรอ น่ารักดีๆๆ

มะหมี่ตัดผมแล้วน่ารักเยอะเลย แบบนี้ล่ะเข้ากับเธอดี

ใช่ๆ เหมาะกับเธอดีนะ

ฉันพยักหน้าตอบกลุ่มเพื่อนในเซคชั่นที่เข้ามาทัก ฉันเข้าใจว่าพวกเพื่อนๆ พยายามจะปลอบใจฉันแต่ตอนนี้ฉันโอเคขึ้นเยอะแล้วล่ะ แต่สิ่งที่ฉันกำลังสงสัยก็คือ ทำไมทรานซ์ต้องทำแบบนั้นด้วย ทำไมเขาต้องตัดผมของตัวเองด้วยหรือเพราะว่าเขาจะสงสารฉัน อ่า...ช่างมันเถอะ อย่าไปคิดมากเลยมะหมี่ ตอนนี้แกโอเคมากแล้วลืมเรื่องที่เกิดขึ้นพวกนั้นไปเถอะ!

ช่วงพักเที่ยง ฉันรีบเก็บข้าวของของตัวเองเพื่อที่จะลงไปทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร วันนี้ฉันช็อกมากเกินไปก็เลยไม่ได้หยิบของกินติดไม้ติดมือก่อนอออกจากบ้านมาด้วยแถมยังเกือบลืมกระเป๋าสตางค์อีก กะแล้วเชียวยังไงฉันก็ควรจะไปขอโทษพายอีกครั้งไม่อย่างนั้นคงไม่ดีแน่

มะหมี่!

ฉันหยุดเดินและหันหลังไปมองตามเสียงเรียก ผู้หญิงหน้าตาน่ารักกำลังวิ่งมาทางฉัน และฉันก็ได้รู้ว่าเธอคนนี้ก็คือ พายฉันรู้สึกทำอะไรไม่ถูก ขาของฉันมันไม่ยอมขยับ ฉันก็ได้แต่ยืนแข็งทื่อจนกระทั่งเธอวิ่งมาถึงตัวฉัน

เมื่อวานนี้ฉัน...ขอโทษนะ!

เธอตะโกนออกมาเสียงดังและยกมือไหว้ฉัน ฉันกระพริบตาปริบๆ ทำหน้าเหวอมองพายที่กำลังลงไปนั่งกับพื้นก้มหัวให้ฉัน

ขอโทษนะที่ฉันตัดผมเธอ...ฉันโมโหมากไปเธอคงไม่ยกโทษให้ฉันง่ายๆ แต่ฉันอยากจะขอโทษเธอจากใจจริงๆ นะ ฉะ ฉันจะให้เธอตัดผมฉันคืน!

ฉันยืนหน้าเหวอมองผู้หญิงที่ชื่อพายยื่นกรรไกรมาให้ฉันทั้งน้ำตา

ไม่ต้องทำขนาดนี้หรอก ฉันเองก็ขอโทษเธอเหมือนกันที่ฉันเดินไม่ระวังทำให้งานเธอต้องเสีย

เปล่าเลย มันไม่ได้เสีย มันออกมาดูดีด้วยซ้ำเธอต้องตัดผมฉันนะไม่งั้นฉันต้องรู้สึกผิดไปจนวันตายแน่!

แบบนั้นมัน...ไม่ดีมั้ง

ไม่ได้ตัดผมฉันเถอะพายยัดเยียดกรรไกรของเธอมาไว้ในมือของฉัน ฉันมองกรรไกรที่อยู่ในมือกับผมสีน้ำตาลยาวสลวยของเธออย่างชั่งใจ

ตัดเลย ตัดให้สั้นเลยนะ!” เธอหันหลังให้ฉันและพูดทั้งน้ำตา ฉันถอนหายใจและใช้มือจับเส้นผมของเธอยกขึ้นมาและง้างกรรไกรที่แสนคมออก ท่ามกลางสายตานับสิบที่รอลุ้นราวกับวันหวยออก ถ้าทำแบบนี้แล้วพายก็จะได้ไม่รู้สึกผิดและฉันเองก็จะได้เอาคืนด้วย แต่ถ้าคิดแบบนั้นมีหวังได้เป็นตัวร้ายกันพอดี

แกรบ

เส้นผมสีน้ำตาลของเธอร่วงหล่นลงไปบนพื้นและปลิวไปมาตามสายลม...

แค่นี้ก็พอแล้ว

ฮะ? สะ เส้นเดียวเนี่ยนะ!?” พายหยิบเส้นผมที่อยู่บนพื้นของเธอขึ้นมาให้ตรงหน้าและมองฉันด้วยสีหน้าตกตะลึง

ทีนี้ก็หายกันแล้วนะ เลิกร้องไห้ได้แล้ว

มะหมี่...ฉันขอโทษจริงๆ นะที่ฉันทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นกับเธอลงไปพายสะอื้นไห้และกอดเอวฉัน

จะบอกว่าไม่เป็นไรก็คงไม่ได้ แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกแย่แล้วล่ะแล้วถึงจะตัดผมของเธอไปผมของฉันก็ไม่ได้กลับมายาวภายในวันเดียวด้วยสิ แล้วฉันก็เป็นฝ่ายผิดที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเองด้วย ขอโทษด้วยนะฉันยื่นกรรไกรให้พายคืน

ขอโทษนะ ถ้าทรานซ์ไม่มาเตือนสติฉันเมื่อวานฉันคงเป็นอีบ้าแน่ๆ เลย

ทรานซ์หรอ

อื่อ...หลังจากที่หมอนั่นพาเธอไปห้องพยาบาล ทรานซ์ก็กลับมาคุยกับฉันแล้วก็เป็นคนเก็บกวาดทุกอย่างให้ด้วย ฉันรู้สึกผิดจริงๆ นะ ที่ทำให้พวกเธอสองคนต้องมาเดือดร้อนไปเพราะฉัน แล้วยังมาขอโทษฉันอีกทั้งที่พวกเธอก็ไม่ได้ผิดอะไร คนที่ผิดก็คือฉันเองที่เอางานประกวดไปวางไว้ตรงทางเดินแบบนั้น

อีกแล้ว...ทรานซ์อีกแล้ว

พายพาฉันมาเลี้ยงข้าวเที่ยงและพูดคุยปรับความเข้าใจกัน ส่วนตัวฉันไม่คิดอะไรแล้วจริงๆ แต่ทำไมต้องเป็นทรานซ์ด้วย เขามักจะมาช่วยฉันอยู่เสมอ ถึงบางทีจะชอบทำอะไรแผลงๆ ทำตัวน่ารำคาญบ้างเป็นครั้งคราว แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกแปลกที่ไม่มีเขามาคอยวุ่นวายเหมือนเมื่อก่อนและกลายเป็นฉันเองที่ต้องกระวนกระวายเพราะเขา

หลังเลิกเรียนฉันลองไปเดินหาเขาที่สนามบาสดูแต่ก็ไม่เจอ พอขึ้นไปหาเขาที่ห้องคณะกรรมการอยู่ที่ด้านหน้าห้องก็ติดป้ายว่ากำลังประชุมอยู่ หลังจากวันนั้นผ่านมาสามวัน ฉันไม่มีโอกาสได้เจอกับเขาเลย ฉันอยากเจอเขาและอยากทำให้ตัวเองมั่นใจว่า...ฉันชอบเขาแล้วจริงๆ

วันนี้เป็นวันศุกร์สุดท้ายที่ฉันจะได้เจอเขาในสัปดาห์นี้ น่าเสียดายที่ฉันมาหาเขาแล้วไม่ได้พบกับเขา เพราะฉันไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งในส่วนของกรรมการนักเรียนเลยต้องเดินคอตกกลับมาที่อาคารเรียน แต่ระหว่างทางนั้นฉันก็ได้ยินเสียงพูดคุยบางอย่างมันเป็นบทสนทนาที่ทำให้ฉันต้องเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น

ไอ้ทรานซ์มันรู้เรื่องนี้รึยัง

ฉันหยุดเดินและรีบหลบเข้าไปในอาคารก่อนจะเริ่มเงี่ยหูฟังอย่างเงียบเชียบ พลางแอบมองคู่ชายหญิงที่คุ้นหน้าคุ้นตากำลังยืนคุยกันอยู่ที่มุมตึกลับสายตาผู้คน แนนกับพอยท์หรอ!?

ฉันยังไม่ได้บอกหมอนั่นเลย

หรอ งั้นปล่อยไว้แบบนั้นล่ะ

จะดีหรอ ทรานซ์ต้องโมโหแน่เลย นายก็รู้ว่าเวลาหมอนั่นโมโหขึ้นมาอะไรก็เอาไม่อยู่นะ!

ฉันรู้ก็มันเป็นเพื่อนฉันนี่ เธอไม่ต้องห่วงหรอกอย่างน้อยทรานซ์มันก็น่าจะเข้าใจพอยท์พูดและหลังจากนั้นฉันก็ต้องอ้าปากค้าง

จูบ!?

ฟหกด่าสว!? มะหมี่เธอมาเห็นอะไรที่ไม่สมควรแล้วล่ะพอยท์กำลังจูบแนน!? เดี๋ยวก่อนสิแล้วบทสนทนาเมื่อกี้นี้มันหมายความว่ายังไงที่บอกว่า ไม่ได้บอกทรานซ์แนนกับทรานซ์กำลังคบกันอยู่หรอแล้วทำไมแนนถึงได้มาจูบกับพอยท์แบบนี้ล่ะ แล้วยังในที่ลับสายตาคนแบบนี้ด้วย แนนคงไม่ได้คบทั้งสองคนหรอกใช่มั้ย!?

ไม่ได้การแล้วมะหมี่ต้องรีบหนีแล้วขืนอยู่ต่อแบบนี้มีหวังโดนจับได้แน่ๆ

อ้อ นึกว่าใคร ลูกสาวไอ้ทรานซ์นี่เองเสียงผู้ชายดังมาจากทางด้านหลังของฉันและจะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจากพอยท์ที่กำลังทำสีหน้างัวเงียมองมาที่ฉัน มาทำอะไรแถวนี้?”

ฉันหัวเราะเสียงแหบ แนนเดินตามพอยท์มาจากทางด้านหลัง เธอมองหน้าฉันและยิ้มให้

เอ่อ...พอดีมาหาเพื่อนน่ะแต่ดูเหมือนว่าจะไม่อยู่แถวนี้

หรอ งั้นฉันขอตัว ง่วงนอนแล้วด้วยพอยท์พูดพลางหาวหวอดและยีเส้นผมสีดำของตัวเองเดินสวนฉันไป แนนก็เช่นกันทว่าเธอกลับหยุดเดินและหมุนตัวเดินมาทางฉัน

ถ้าได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้วก็ช่วยเก็บไว้เป็นความลับด้วยนะรอยยิ้มของเธอทำให้ฉันรู้สึกสับสนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอหัวเราะและรีบเดินตามพอยท์ขึ้นไปบนอาคาร

อย่าบอกนะว่าทรานซ์ไม่รู้ว่าแนนกับพอยท์กำลังคบกัน? แล้วทรานซ์ก็ยังไม่รู้อีกว่าเขากำลังคบกับผู้หญิงคนเดียวกันกับเพื่อนของเขาน่ะหรอ!?

เจอปัญหาโลกแตกอีกแล้วนะยัยมะหมี่!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

714 ความคิดเห็น

  1. #625 ByChu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 21:15
    ทรานส์เปนอะไร
    #625
    0
  2. #612 ∞.βaяrettë (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2557 / 04:18
    พ่อลูก น่ารักกก 55555
    #612
    0
  3. #360 루한 ♡ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 เมษายน 2557 / 12:45
    งงงงกับทรานซ์?!!
    #360
    0
  4. #347 pooh (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 19:10
    ตัวเล็ก อ๊ายยย!!!...น่ารักอ่ะ
    #347
    0
  5. #289 Manpoon Boon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มีนาคม 2557 / 10:10
    ครอบครัวสุขสันต์จริงๆ แถมรวยมากๆๆอีกต่างหาก
    #289
    0
  6. #55 Black_MELON (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มกราคม 2557 / 07:07
    พ่อลูกเป็นอะไรที่ชอบมาก น่ารักตรงนี้แหละ ติดตามค่ะ
    #55
    0
  7. #37 S0TUN (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มกราคม 2557 / 13:38
    แอบขำ 
    #37
    0
  8. #26 Jukjikpig (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2557 / 17:27
    ตลกดีอ่าาาาาาาา
    #26
    0
  9. #22 Yumeholic (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มกราคม 2557 / 23:22
    Niramol
    ขอบคุณเช่นกันค่ะที่แวะมาอ่าน ^^
    (จับทรานซ์ยัดใส่กล่องแล้วส่งไปให้ >3<)
    #22
    0
  10. #21 niramol (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มกราคม 2557 / 22:54
    ขอบคุณคะ
    #21
    0
  11. #20 niramol (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มกราคม 2557 / 14:39
    มาอัพไวไวนะคะ ขอบคุณคะ
    #20
    0
  12. #16 ฟ้าใส (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มกราคม 2557 / 15:53
    ค้างงงงงงงงงง ง่าาาา
    #16
    0