Tallest Man Shortest Woman จะสูงหรือเตี้ยก็รักนะ

ตอนที่ 2 : Cm : 01 อย่ามาล้อเล่นนะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,777
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    18 ธ.ค. 59

Tallest Man Shortest Woman

จะสูงหรือเตี้ยก็รักนะ

Cm : 01 อย่ามาล้อเล่นนะ

 


มันคือความซวยของฉันเองที่มาเจอกับนายทรานซ์ ทั้งที่ชีวิตฉันอยู่สงบสุขมาสามปีแต่พอเข้าปีที่สี่ดันต้องมาเจอกับเรื่องบ้าๆ นี่ เฮอะ! เรื่องบ้าๆ ที่ว่ามันคืออะไรน่ะหรอ? อยากรู้กันนักใช่มั้ยล่ะ!?

“เฮ้ยๆ ลูกสาวไอ้ทรานซ์มาแล้ว”

“ระวังหลงทางนะหนู”

“อย่าไปวิ่งเล่นอีกล่ะเดี๋ยวพ่อตามหาไม่เจออีก”

“พ่ออยู่ไหนให้พี่พาไปส่งมั้ย ฮ่าๆๆ!

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาฉันกลายเป็น “ลูกสาว” ของนายทรานซ์ไปโดยปริยายและหมอนั่นก็ดันรับมุกด้วยน่ะสิ!

“เฮ้ยๆ พวกแกอย่ารังแกลูกสาวฉันนะ” เขาตะโกนลงมาจากอาคารชั้นสามและหันไปหัวเราะกับเพื่อนในกลุ่มของเขา

“หนูๆ พ่อมารับแล้ว รีบไปหาพ่อเร็วๆ สิ โอ๊ย ฮาว่ะ!

พวกนายจะแกล้งฉันไปถึงเมื่อไหร่กันฮะ!?

พอถึงคาบเรียนช่วงเช้าเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นที่นั่งประจำของฉัน (หน้าสุด) ถูกกลุ่มผู้ชายตัวสูงแย่งนั่งเป็นที่เรียบร้อย ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยพวกของทรานซ์ทั้งนั้น! สงบสติไว้มะหมี่ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ ฉันกวาดสายตามองหาที่นั่งที่ว่างแต่ก็มีแค่ด้านหลังสุด ซึ่งเพื่อนๆ ของฉันก็กวักมือเรียกก่อนจะยกมือขึ้นไหว้เป็นการขอโทษ

“ขอโทษนะที่จองข้างหน้าไม่ทันน่ะอยู่ดีๆ พวกเขาก็มานั่งกันเฉยเลย”

“มองกระดานเห็นรึเปล่า?”

“ไม่เป็นไร”

ไม่เป็นไร...ซะที่ไหนกันล่ะ ฉันมองกระดานไม่เห็นเลย เจ้าพวกที่นั่งข้างหน้าก็ตั้งใจเรียนกันซะเหลือเกินแถมแต่ละคนตัวสูงไม่ต่ำกว่า 175 เซน และคนที่สุดที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากนายทรานซ์!

ผ่านไปครึ่งค่อนคาบเรียนเหมือนว่าฉันจะไม่มีความรู้เข้าสมองเลย อย่างแรกคือฉันมองไม่เห็นกระดาน อย่างที่สองคือกลุ่มที่นั่งข้างหน้าเป็นปัญหาของฉัน พวกเขาเป็นกลุ่มสร้างความเอนเตอร์เทนให้กับคนในคลาส ฉันไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งให้เรียนหรอกแต่พวกเขาเป็นกลุ่มที่มีเกรดเฉลี่ยดีเยี่ยมมาตลอดสามปีเลยน่ะสิ แถมยังเป็นกลุ่มคณะกรรมการนักเรียนของคณะวิศวกรรมศาสตร์อีกด้วย ถึงเขาจะนั่งหลับในห้องเขาก็ยังได้เกรดเฉลี่ยดีแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันจะได้เกรดดีตามพวกเขาไปด้วยนี่

ฉันยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองอย่างอ่อนเพลีย จะทำยังไงให้มองเห็นกระดานด้านหน้าได้เนี่ย ฉันเหลือบไปเห็นช่องว่างที่อยู่ตรงหน้าของฉันพอดิบพอดี...ทรานซ์กำลังหลับอยู่? ก็ดีเหมือนกันฉันจะได้มองกระดานเห็น

แต่ถ้าจะนั่งหน้าห้องแล้วจะหลับล่ะก็อย่าไปนั่งเลย! แล้วหมอนี่นั่งหน้าสุดแท้ๆ ยังกล้าหลับอีกหรอ!?

หมดคาบเรียนทุกคนแยกย้ายกันไปหาอาหารมื้อเที่ยงกินกัน ส่วนฉันก็นั่งเก็บของและกินข้าวคนเดียวเหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าฉันไม่มีเพื่อนนะ แต่เพื่อนของฉันทั้งสองคนดันมีแฟนกันหมดแล้วน่ะสิ ใช่สิ เวลานี้แฟนต้องมาก่อนอยู่แล้ว!

ฉันต้องขมวดคิ้วอีกครั้งเมื่อในห้องมีเพียงฉันและทรานซ์ที่นอนอยู่ เพื่อนของเขาไม่คิดจะปลุกหน่อยรึไง? หรือว่าเขาก็โดนแกล้งเป็น

“อ่า...ไอ้พวกเวรนั่นไม่ปลุกกันเลย!” เขาเงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะเรียน บิดขี้เกียจและในที่สุดเขาก็รู้ตัวว่าฉันเองก็อยู่ในห้องเหมือนกันกับเขา “เธอยังอยู่อีกหรอ?”

“ฉันจะไปแล้วล่ะ” ฉันรีบหยิบกระเป๋าและต้องกระโดดลงจากเก้าอี้

“โห ต้องกระโดดลงจากเก้าอี้เลยหรอ”

“ยุ่งน่า”

ฉันทั้งรู้สึกรำคาญทั้งรู้สึกอายในเวลาเดียวกัน ทำไมนายต้องมาชวนคุยด้วยฮะ แล้วทำไมถึงทำว่ามันเป็นเรื่องน่าแปลกแบบนี้ด้วยฉันก็คนนะถึงจะเตี้ยกว่านาย (เยอะ) ก็เหอะ

ทรานซ์ลุกจากเก้าอี้ของเขาและหยิบกระเป๋ากับเสื้อเดินออมกาจากห้องทว่าเขากลับเดินนำฉันไปหน้าตาเฉยทั้งที่การก้าวเท้าของฉันกับเขาก็แทบจะเป็นจังหวะเดียวกันแล้วยังก้าวนับครั้งเท่ากันด้วย เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าส่งมาตอกย้ำความเตี้ยของฉันรึไง

“ฉันเดินถึงบันไดแล้วแต่เธอยังอยู่หน้าห้องสามเนี่ยนะ!?” เขาตะโกนออกมา  ฉันสะดุ้งและหยุดชะงักเท้าที่กำลังก้าวเดิน ทุกคนที่อยู่แถวๆ นั้นต่างพากันหันมองทรานซ์กับฉันสลับกัน เขากำลังทำให้ฉันขายขี้หน้าหรอ!? ฉันไม่อยากคุยกับหมอนี่แล้วต้องทำยังไงดีล่ะ

ทว่าความคิดของฉันทั้งหมดก็ถูกทำลายลงเพราะเขา...ใช่แล้ว เพราะเขาเดินมาอุ้มฉันลอยขึ้นไปบนอากาศนี่ไงล่ะ!

“ฉันชักอยากจะรู้แล้วสิว่าเธอหนักเท่าไหร่” ความสงสัยของเขาทำให้ฉันต้องถูกเขาอุ้ม (แบก) มาที่ห้องพยาบาลตามระเบียบ นายจะมาสงสัยอะไรตัวฉันมากมายขนาดนี้ฮะ!

“ปล่อยฉันนะ ฉันหิวข้าวแล้วนะ!

“เออน่า ขึ้นไปชั่งเร็วๆ สิ” เขาเร่งฉัน สีหน้าของเขาดูตื่นเต้นมาก

ฉันฮึดฮัดถอดรองเท้าแล้วเตะทิ้งไปคนละทางอย่างหงุดหงิดและเดินไปชั่งน้ำหนักตามที่คุณพ่อไททันสั่ง!

กึก!

ฉันถอนหายใจยืนเท้าเอวอยู่บนที่ชั่งน้ำหนักส่วนทรานซ์ก็ก้มลงมาดูบนหน้าปัดดิจิตอลที่โชว์ตัวเลขน้ำหนักของฉัน

“สามสิบเจ็ดกิโล...ให้ตายเหอะตับไตไส้พุงเธออยู่ตรงไหนเนี่ย!?

“จะให้ฉันทำไงได้ล่ะก็ฉันเตี้ยนี่!

“เธอหนักครึ่งหนึ่งของฉันเลยนะ มิน่าล่ะฉันถึงยกเธอได้โดยไม่รู้สึกหนักเลยเพราะเธอผอมนี่เอง”

“เพราะนายอ้วนต่างหาก”

“ฉันอ้วนหรอ?”

ไม่หรอก ฉันแค่อยากพูดน่ะ นายหุ่นดีมากเลยล่ะ ถ้าทำได้ล่ะก็ช่วยแบ่งส่วนสูงของนายกับน้ำหนักมาให้ฉันสักหน่อยจะได้มั้ย

“เธอต้องกินเยอะๆ นะรู้มั้ย เดี๋ยวไม่โตหรอก...แต่อยู่ปีสี่แล้วคงไม่โตไปมากกว่านี้แล้วล่ะแบบนี้สินะที่เค้าเรียกว่า “เลี้ยงให้ตายก็เลี้ยงไม่โต” มันเป็นอย่างนี้นี่เอง”

“นายจะถามเองตอบเองทำไมหรืออยากจะมาซ้ำเติมฉันกันฮะ ถ้าข้อสงสัยของนายมันกระจ่างทุกอย่างแล้วฉันขอตัวแล้วกัน” ฉันกระโดดลงจากเก้าอี้ที่นั่งและนั่นคงจะทำให้เขาขำจนต้องหัวเราะออกมา

“หัวเราะอะไรของนาย”

“เธอเหมือนเด็กมากเลย ยิ่งท่าตอนกระโดดลงจากเก้าอี้นะเห็นแล้วอดขำไม่ได้เลย ฮะๆๆ” เขากุมท้องตัวเองและปิดปากของเขาพร้อมทั้งพูดและหัวเราะไปในเวลาเดียวกัน

“เหอะ ไร้สาระหัวเราะเรื่องของคนอื่นมันสนุกตรงไหน” ฉันสะบัดก้นเดินออกไปที่นอกห้อง

“เตี้ย ลืมกระเป๋าน่ะ”

ฉันหันขวับไปมองเขาแล้วรีบเดินไปหยิบกระเป๋าตัวเองที่วางไว้บนพื้นก่อนจะรีบวิ่งออกมาจากห้องพยาบาล ลืมอะไรที่มันไม่ควรจะลืม น่าอายชะมัด!

พอทานข้าวกลางวันเสร็จฉันรีบวิ่งไปที่ห้องเรียนถ้าฉันมาสายอีกล่ะก็เจ้าพวกนั้นต้องมาแย่งที่นั่งของฉันอีกแน่ๆ ดังนั้นฉันจะต้องไวกว่าพวกเขาให้ได้ โดยเฉพาะนายทรานซ์!

ปึก!

นี่มันเดจาวูรึไงกัน ฉันล้มลงไปหลังจากกระแทกกับของแข็งบางอย่างเข้าและมันไม่สมควรจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำซ้อนซ้ำซากทุกวันติดกัน! เพราะคนที่ฉันจะชนไม่มีใครนอกจากเขาอีกแล้ว นายทรานซ์!

ทุกอย่างเหมือนเดิม มือของฉันจับอยู่ที่ขอบกางเกงยีนต์สีซีเปียของทรานซ์ ดวงตาสีดำของเขาก็จ้องมองมาทางฉันและตามมาด้วยการถอนหายใจ

“เธอชนฉันทีไร...ต้องจบด้วยท่านี้ทุกที รู้มั้ยมันทำให้ฉันมีอารมณ์นะ”

“จะบ้าหรอ!

ฉันรีบลุกขึ้นมาและเก็บข้าวของที่กระจายอยู่บนพื้น รวมถึงทรานซ์เองก็ลุกขึ้นมาและหยิบเสื้อคลุมแขนยาวที่หล่นอยู่ข้างตัวขึ้นมาและมัดไว้ที่เอวของเขา

“ทีหลังก็อย่าวิ่งสิ ฉันคงบอกให้เธอดูทางไม่ได้หรอกก็เตี้ยซะขนาดนี้”

“ถึงจะเตี้ยฉันก็มองทางได้น่า”

“มองได้แค่พื้นสินะแต่มองคนเดินไม่ได้”

“ทรานซ์!

“ถึงเธอจะเตี้ยและฉันจะสูงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่ได้ยินที่เธอพูดนะ เบาๆ ก็ได้ อยู่ใกล้แค่นี้เอง” เขาเกาท้ายทอยและยกมือขึ้นป้องปากก่อนจะหาวหวอดออกมาและนั่นทำให้ฉันต้องหาวตามอย่างไม่มีเหตุผล

“ทีหลังเวลาเดินก็มองข้างบนสักนิดนะ แล้วก็นะ ไอทรงผมดังโงะของเธอเนี่ยยิ่งทำให้เธอดูเหมือนกุมารทองเข้าไปใหญ่เลย” เอาเอานิ้วเขี่ยผมดังโงะของฉันและเดินแยกออกไปทิ้งให้ฉันต้องเหวออยู่คนเดียวเป็นครั้งที่สอง

สุดท้ายแล้วฉันก็ต้องมาเจอหน้าเขาในห้อง LAB เหมือนเดิมนั่นแหละแต่ทว่าครั้งนี้ฉันได้นั่งหน้าตามปกติแล้วส่วนทรานซ์และผองเพื่อนนั่งด้านหลังสุด

“ไอ้พวกหลังห้องน่ะเงียบๆ กันหน่อย วันนี้อาจารย์จะให้พวกเธอจับคู่กันทำรายงานนะ” อาจารย์ประจำวิชาบอกพร้อมกับยื่นกระดาษให้นักศึกษาแจกแบ่งกันไปคนละแผ่น “คนละแผ่นนะอย่าอุบอิบเก็บไว้คนเดียวล่ะส่งต่อไปเร็วๆ ด้วย”

“อาจารย์ซิ้มขอเป็นกลุ่มได้มั้ยครับ!

“ไม่! ขอกลุ่มทีไรพวกเธอก็ใช้งานเพื่อนแค่คนเดียวน่ะสิ งานนี้สองคนพอ ห้ามเถียงเข้าใจมั้ย!” อาจารย์ส่งสายตาจิกกัดมาให้ “หัวข้อรายงานให้ไปเลือกหัวข้อที่ตัวเองและเพื่อนที่จับคู่สนใจ รายละเอียดอยู่ในเอกสารที่เพื่อนแจกส่งไปเมื่อกี้ ห้ามทำรายงานหัวข้อที่ผิดศีลธรรมเด็ดขาด โดยเฉพาะไอ้พวกเด็กเปรตหื่นกามข้างหลังน่ะ”

“ชิ กะจะทำรายงานสิบแปดบวกพร้อมคลิปข้อมูลภาคปฏิบัติอยู่แล้วเชียว” หนึ่งในขบวนการเกรียนข้างหลังพูดขึ้นมา

“เธออยากได้ F วิชานี้หรอ?”

เดี๋ยวก่อนสิถ้าจับคู่กันสองคนแล้วฉันจะคู่กับใครล่ะ ในกลุ่มเพื่อนฉันมีสนิทกันอยู่แค่สองคนเองนะ แบบนี้ฉันก็แย่น่ะสิ ฉันหันไปมองเพื่อนสนิทอีกสองคนเธอลูบหัวฉันแล้วบอกให้ฉันใจเย็นๆ

“อาจารย์ครับ ผมขอเสนอให้พ่อลูกจับคู่กันทำรายงานครับ”

ฉันอ้าปากค้างมองนักศึกษาที่ยกมือขึ้นและเสนออะไรบ้าๆ นั่นออกมา

“ก็ไม่เลวนี่ ทำรายงานหัวข้อเรื่องความสูงเป็นไง” นายทรานซ์พูดและหันมามองหน้าฉันนั่นทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาลั่นห้องแม้กระทั่งอาจารย์ก็ด้วย “หัวเราะอะไรกัน น่าสนใจจะตายไป”

“งั้นก็ได้คู่หนึ่งแล้วนะ ทรานซ์กับมะหมี่นะ” อาจารย์พูดพลางหยิบกระดาษรายชื่อขึ้นมาเขียน

“มะหมี่?” ทรานซ์ขมวดคิ้วเข้มและหันมาจ้องหน้าฉัน “เธอชื่อมะหมี่หรอ?”

“ฮ่าๆๆ ไอ้ทรานซ์นี่จะฮาไปไหน เรียนด้วยกันมาตั้งสามปีแกยังจำไม่ได้อีกหรอ!?” กลุ่มเพื่อนของเขาพากันหัวเราะ ส่วนเพื่อนๆ คนอื่นในห้องก็ต้องนั่งอมยิ้มไม่เว้นแม้กระทั่งเพื่อนสนิทของฉันก็ด้วย!

“ฉันไม่รู้นี่ว่าชื่อมะหมี่...แบบว่ามะหมี่ขูดมะพร้าวทำกับข้าวอยู่ในครัวอะไรงี้หรอ?”

“นั่นมันเพลงแล้ว โอ๊ย ไอ้ทรานซ์! นี่แกไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งเอาฮา”

“อาจารย์คะ หนูไม่คู่กับทรานซ์เด็ดขาดเลย!” ฉันลุกขึ้นยืนแต่ก็ไม่ได้สูงไปมากกว่าโต๊ะเลย และดันทำให้ฉันต้องปีนกลับขึ้นมานั่งบนเก้าอี้สูงๆ นี่อีก

“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่ อาจารย์ว่าเขาน่าจะช่วยเธอได้เยอะเลยนะ”

ช่วยยังไงกัน อีตาบ้านี่น่ะหรอจะช่วยอะไรฉันได้ ไม่มีทางหรอก อยู่กับเขามีแต่จะทำให้ฉันต้องขายขี้หน้าคนอื่น!

“จะใช้ให้ฉันเป็นเบ้ก็ได้นะฉันไม่ถือสาหรอก อย่างเช่น...ให้พาขี่คอวิ่งรอบมหาลัย หรือจะให้พาปีนต้นไม้ อะไรประมาณนั้น”

“ไอ้ทรานซ์พูดซะนึกภาพออกเลย”

“สรุปว่าได้หนึ่งคู่นะ ส่วนคนอื่นก็ส่งรายชื่อมาให้อาจารย์ที่ห้องพักครูก่อนเที่ยงแล้วกันนะ”

แบบนี้...ไม่เอานะ...

ฉันไม่มีโอกาสได้โต้แย้งกับการตัดสินใจของอาจารย์เลยแล้วทรานซ์ก็ไม่ได้คิดจะขัดอะไรกับการตัดสินใจของอาจารย์เลยด้วย มีแต่ฉันคนเดียวหรอที่เดือดร้อน...พอหมดคาบเรียบฉันแทบหมดแรงทำทุกอย่าง แม้นี่จะเป็นคาบเรียนสุดท้ายแล้วฉันก็ไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิดที่ได้เลิกเรียน

“นี่ เตี้ย มีอะไรอยากให้ฉันช่วยมั้ย?” เขาทักฉันที่กำลังนอนเอาหน้าแนบบนโต๊ะอยู่คนเดียวในห้องเรียน ถ้าถามถึงเพื่อนสนิทฉันล่ะก็นะมีนัดกับแฟนของพวกหล่อนกันหมดแล้วล่ะ

“ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากนาย”

“อืม งั้นหรอ ถ้าอยากจะให้ช่วยทำงานอะไรก็ไปตามฉันที่สนามบาสแล้วกัน ไปล่ะ”

ฮะ!? หมอนี่ไม่ได้มีความเป็นสุภาพบุรุษเลยหรอ แทนที่จะออกตัวช่วยสักหน่อยก็ไม่มีเลย! หรือว่างานนี้ฉันต้องทำตัวคนเดียวซะแล้วล่ะ!?

อย่ามาล้อกันเล่นนะ แบบนี้ฉันก็แย่น่ะสิ...

“เชอะ...ฉันทำเองคนเดียวก็ได้”

ฉันใช้เวลาหลังเลิกเรียนหมกตัวอยู่กับในห้องสมุดของคณะเพื่อค้นหาหัวข้อที่จะเอามาเขียนรายงาน ฉันไม่มีทางเขียนรายงานเรื่องความสูงตามที่นายทรานซ์บอกเด็ดขาด เรื่องอะไรฉันจะขุดหลุมฝังตัวเองกันล่ะ พรุ่งนี้ค่อยไปบอกอาจารย์ว่าจะทำรายงานคนเดียวแล้วกัน

“อ้าว เตี้ยมาทำอะไรแถวนี้น่ะ” เขาทักฉัน ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอคนอย่างหมอนี่ในห้องสมุดของคณะแบบนี้! นี่มันหกโมงเย็นแล้วด้วยคนอย่างหมอนี่น่ะหรอจะอยู่เย็นขนาดนี้ ใจเย็นไว้มะหมี่ โกรธต้องระงับด้วยการไม่โกรธ ถ้าไม่อยากคุยก็ระงับด้วยการไม่ต้องคุย!

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกสิไหนๆ ก็ต้องทำงานด้วยกันแล้ว”

“เฮอะ นายไม่เคยรับรู้ถึงการมีตัวตนของฉันเลยด้วยซ้ำ แล้วฉันก็ไม่อยากจับคู่กับนายด้วย” ฉันหันหน้าหนีและยกหนังสือเกือบสิบเล่มไปไว้ที่โต๊ะ

“ให้ช่วยมั้ย? ท่าทางลำบากน่าดูเลยนะ”

“ไม่ต้อง” ฉันวางหนังสือลงบนโต๊ะและเขาก็ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของฉัน เดี๋ยวฉันยังไม่อนุญาตให้นายมานั่งร่วมโต๊ะกับฉันเลยนะ...ก็อยากจะพูดแบบนั้นหรอก!

“ฉันเพิ่งเคยเห็นคนปีนเก้าอี้ขึ้นมานั่งก็คราวนี้ล่ะ” เขาพูดและก้มลงไปใต้โต๊ะและกลับขึ้นมาใหม่ “ขายังไม่ถึงพื้นเลยเธอมันเตี้ยมากเลยนะ”

“ไม่ต้องย้ำความเตี้ยของฉันทุกประโยคที่พูดก็ได้นะ”

“แล้วจะเอายังไงเรื่องหัวข้องาน”

“ไม่รู้ไม่ชี้”

“เฮ้ๆ พูดแบบนี้ไงยังไงงานเธอก็คืองานฉันนะ” เขาเอาเท้าเขี่ยเก้าอี้ฉัน แรงของเขาทำให้ฉันเก้าอี้ที่ฉันนั่งอยู่ขยับไปด้านหลัง ฉันจ้องหน้าตัวการที่ทำให้ฉันต้องลงจากเก้าอี้และขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้กับโต๊ะ ทรานซ์หัวเราะชอบใจ

“สนุกนักใช่มั้ย?”

“เปล่า ไม่สนุกหรอกแค่รู้สึกแปลกดี”

“ชิ...กลับบ้านกลับช่องไปซะเถอะ”

“ไม่ได้ดูน่ากลัวเลยสักนิดเดียว” เขารื้อหนังสือที่ฉันอุตส่าห์ขนจากชั้นมานั่งเรียงเล่นบนโต๊ะจากนั่นเขาก็เหลือบมองมาที่ฉันที่กำลังตั้งใจหาข้อมูลสุดๆ

“รายงานน่ะฉันจะไปบอกอาจารย์ว่าจะทำคนเดียวเพราะงั้น...นายก็ไปหาคู่ใหม่แล้วกัน”

“ไม่เอาอะ ฉันขี้เกียจทำคนเดียวแล้วฉันจะไปจับคู่กับใครได้อีกล่ะในเมื่อคนในห้องก็ครบคู่พอดี” เขาเบ้ปากหน้านิ่วใส่ฉันและนั่งเล่นหนังสือที่ฉันอุตส่าห์เลือกมาจากชั้นหนังสือ

ถ้าอยากจะทำรายงานคู่กับฉันอย่างแรกที่อยากจะขอเลยก็คือช่วยสงบนิ่งสักสิบนาทีจะได้มั้ย!? หมอนี่อยู่ไม่สุขเลยนะ

หนึ่งทุ่มตรงฉันกับทรานซ์โดนไล่ออกมาจากห้องสมุดเพราะว่านายทรานซ์นั่นแหละทำเสียงดังหนวกหูคนอื่น ไม่ใช่ความผิดฉันเลยนะ ไม่ว่าฉันจะทำอะไรก็ตามเขามักจะหัวเราะแล้วยิ่งตอนที่ฉันต้องเอาหนังสือไปเก็บตามชั้นวางเขาก็ยิ่งหัวเราะไม่หยุดเลย

“ฉันบอกแล้วไงว่าให้ฉันช่วยดีกว่า”

“หนวกหู”

ฉันเดินเตะฝุ่นออกมาจากห้องสมุด อุตส่าห์เจอข้อมูลดีๆ แล้วแท้ๆ แต่เพราะนายทรานซ์คนเดียวเลยทำทุกอย่างพังหมด

“จะให้ฉันไปส่งมั้ย?”

“ไม่ต้อง ฉันกลับเองได้ เห็นฉันเตี้ยหน่อยเลยคิดว่าฉันเป็นเด็กประถมรึไง”

“ใช่แล้ว”

“ฉันกลับเองได้ย่ะ!

“งั้นก็ตามสบาย ไปล่ะ”

เขาโบกมือลาฉันแล้วเดินล้วงกระเป๋าจากไปอย่างหน้าตาเฉย สงสัยว่าฉันคงยังไม่ชินกับวิธีการพูดการจาและการกระทำทุกอย่างของเขาน่ะ

“ถ้าจะให้ทำรายงานกับหมอนี่ล่ะก็...ให้เวลาทั้งปีก็คงไม่เสร็จหรอก”

วันรุ่งขึ้นฉันรีบมามหาวิทยาลัยอย่างน้อยก็อยากจะไปหยิบหนังสือที่ห้องสมุดก่อนจะเข้าเรียนแต่! ฉันดันตื่นสายน่ะสิ! เลยต้องเปลี่ยนจากห้องสมุดเป็นห้องเรียนแทน ทำไมฉันต้องมาวิ่งอะไรแบบนี้ตลอดเลยล่ะ อีกสิบห้านาทีคลาสก็จะเริ่มแล้วถ้าฉันไปสายก็ต้องไม่ได้นั่งข้างหน้าแน่ๆ แถมเพื่อนของฉันก็ดูเหมือนว่าจะมาช้ากว่าฉันซะอีก

อีกนิดเดียวมะหมี่ อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว!

“อุบ!

ปึก!

ฉันกัดฟันกรอดหลับตาปี๋หลังจากวิ่งชนกับสิ่งมีชีวิตที่น่าจะเป็นมนุษย์จนล้มลงไปนอนกับพื้นที่ทั้งนุ่มและแข็งแล้วยังอุ่นอีกต่างหาก ถึงจะไม่ค่อยเจ็บแต่ก็รู้สึกแย่สุดๆ ฉันจะขยันชนอะไรได้ทุกวี่ทุกวันกันเนี่ย!

“ทำไมฉันเจอเธอทีไรเธอต้องสะดุดล้มใส่ฉันตลอดเลย?”

ฉันรีบเงยหน้าขึ้นมาทว่ากลับเห็นแต่เนื้อหนังซิกแพคของผู้ชายที่ชาตินี้คงเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่จะได้เห็น เสียงเมื่อกี้นี้อย่าบอกนะว่าคนที่ฉันชนก็คือทรานซ์? ฉันพยายามลุกขึ้นมาแต่หัวของฉันก็ติดกับเสื้อยืดของเขาและมันทำให้ฉันต้องเด้งกลับไปชนกับหน้าท้องของนายทรานซ์!

“รอบนี้มุดเข้าไปในเสื้อของฉันเลยหรอ ร้ายไม่เบาเลยนี่” เขาพูดและดึงเสื้อของเขาออกทำให้ฉันออกมาจากเสื้อของเขาได้ง่ายขึ้น

“ขะ ขอโทษ แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ!

“หืม ฉันก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเธอเลยนี่” เขาพูดและถอดกระเป๋าเป้ของเขาที่สะพายออกมาและเปิดมันออกพร้อมกับหยิบกระดาษอะไรบางอย่างออกมา “นี่ เนื้อหาที่ฉันรวบรวมมาเอาไปดูซะ ฉันซีร็อกส่วนของฉันไว้แล้ว ถ้าไม่ชอบตรงไหนก็ขีดทิ้งไปเลย”

ฉันรับเอกสารมาจากเขาและกวาดสายตาอ่าน หัวข้อแต่ละอย่างที่เขาหามาค่อนข้างละเอียดเลย

“ฉันสนใจหัวข้อที่นายเอามาให้นะแต่ฉันคงต้องขอเวลาไปศึกษาก่อน อย่างน้อยก็คงต้องไปนั่งหาข้อมูลในห้องสมุด”

“จะไปห้องสมุดของมหาลัยมั้ยล่ะ? แต่วันธรรมดาฉันไม่ว่างถ้าอยากจะให้ไปด้วยล่ะก็คงต้องเป็นวันอาทิตย์”

“ฉันก็เหมือนกัน งั้นวันอาทิตย์นี้ก็ได้”

“มันเปิดแปดโมงจะมาตอนนั้นเลยมั้ย?”

“ก็ได้”

“โอเคงั้นวันอาทิตย์เจอกันแปดโมง ฉันไปล่ะ” เขาโบกมือลาแล้วเดินแยกไปอีกทาง หมอนี่ชอบแวบไปแวบมาอยู่เรื่อยเลย ก็ไม่แปลกหรอกฉันไม่ได้รู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัวซะหน่อยแล้วอีกอย่างฉันก็ไม่ใช่เพื่อนของเขาด้วย

“เดี๋ยวก่อน...หมอนั่นมีเรียนไม่ใช่หรอแล้วเขาจะไปไหนน่ะ!?

เขาเล่นเดินไปไกลเกินกว่าที่ฉันจะตะโกนเรียกให้เขากลับมาแล้ว จะว่าไปหัวข้อพวกนี้เขาเอาเวลาที่ไหนไปหามาเนี่ย? แต่ฉันดีใจนะที่เขาไม่เขียนหัวข้อเรื่องความสูงมาในกระดาษแผ่นนี้ด้วย

ฉันเข้ามานั่งจองที่นั่งในห้องเรียน แน่นอนว่าฉันได้นั่งข้างหน้าสุดแต่ฉันก็ไม่เจอทรานซ์กับเพื่อนๆ ของเขาเลย หรือว่าพวกเขาจะโดดเรียน คาบเรียนเริ่มไปเกือบยี่สิบนาทีแล้วและพวกเขาสมาคมเกรียนก็เพิ่งจะโผล่หน้าเข้ามาในห้องเรียนด้วยสีหน้าที่ไม่สำนึกกันเลยสักนิดว่ามาสาย

“เจ้าทรานซ์หายไปไหนมาทำไมมาสายแล้วก็พวกเธอทั้งหลายด้วย” อาจารย์ยืนเท้าเอววางหนังสือที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะและหันไปมองนักศึกษาชายห้าคนที่เพิ่งเข้ามาในห้อง

โทษทีฮะอาจารย์ ผมมีธุระบางอย่างที่ต้องไปจัดการน่ะครับ”

“ธุระอะไรของพวกเธอฮะ”

“มันคือธุระของผู้ชาย...”

“เดี๋ยวๆ นี่มาไม้ไหนอีกฮะไอ้พวกตัวแสบ” อาจารย์เดินไปหยิกหูของทรานซ์ตามมาด้วยเพื่อนมิตรสหายที่เหลือ “นั่งพื้นไปเลย ไม่ต้องนั่งโต๊ะแล้ว”

จารย์ซิ้มใจร้ายอ่ะ”

“พวกเธอมาสายเองนะแล้วนี่เป็นคณะกรรมการของคณะนี้อีก คุณพระคุณเจ้า! พวกเธอนี่ชอบทำผิดกฎมันเองอยู่เรื่อยเลยนะ”

“เค้าเรียกว่าหาประสบการณ์ชีวิตน่ะจารย์ซิ้ม”

“อย่ามาอ้างไปหน่อยเลย!

สุดท้ายพวกเขาก็ถูกทำโทษและไม่ยอมบอกว่าที่มาสายเพราะไปไหนกันมา ไม่บอกแบบนี้คงไปทำเรื่องไม่ดีไว้กันมาแน่ จนกระทั่งหมดคาบพวกเขาก็สลายตัวกันไปราวกับแสง

ฉันเดินสะพายกระเป๋าเป้ไปตามทางเรื่อยก็ไปเห็นกับกลุ่มของพวกทรานซ์กำลังเล่นบาสกันอยู่ที่สนามกับรุ่นน้อง รุ่นน้องที่ว่าก็นิสัยพอๆ กับพวกนายทรานซ์นั่นแหละ ฉันเคยเจอกับพวกเขาตอนซ้อมเชียร์แต่ละคนคุมยากกันมากเลย ฉันหันไปเห็นทรานซ์กำลังจุดไฟแช็กและยกขึ้นจุดที่ปลายของบุหรี่ที่เขาคาบอยู่ในปาก เขาพ่นควันออกมาแล้วหันไปคุยอะไรบางอย่างกับเชนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ดูเผินๆ แล้วเหมือนพวกยากูซ่าเลย!

ติ๊ดติ๊ด

ฉันล้วงกระเป๋าหามือถือของฉันขึ้นมาดู ใครส่งข้อความมาหาฉันนะ โธ่เอ้ย! ข้อความโรคจิตบ้าบอ ดูดวง ขายยาเพิ่มส่วนสูงอะไรพวกนี้ทำไมถึงขยันส่งมากันจังฉันรู้ว่าฉันเตี้ยแต่บนโลกนี้ไม่มีอะไรช่วยฉันได้อีกต่อไปแล้วล่ะ! ฉันรีบไล่ปลายนิ้วกดลบข้อความทำร้ายจิตใจพวกนี้ออกจนหมด

ตุบ!

“อ๊ะ! ‘โทษที เธอ...มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้?” คนที่เดินชนฉันเป็นฝ่ายทักก่อน กลิ่นบุหรี่อ่อนๆ โชยมาแตะจมูกของฉันมันทำให้ฉันต้องไอค่อกแค่ก

“ทรานซ์ นายเพิ่งสูบบุหรี่มา นายถอยไปไกลๆ เลย”

เขายักไหล่และยอมถอยออกไปห่างจากฉันแต่โดยดี เมื่อกี้นี้เขายังอยู่ที่สนามบาสฯ อยู่เลยนี่แล้วทำไมเขาถึงมายืนตรงนี้ได้ล่ะ จากสนามบาสฯ มาถึงตรงนี้ก็ราวๆ ห้าสิบเมตร อ้อ ลืมไปว่าหมอนี่สูง ฮึ!

“เธอนี่เหมือนเด็กจริงๆ ด้วย แต่ว่านะฉันต้องเดินผ่านทางด้านหลังของเธอน่ะเพราะงั้นช่วยกลั้นหายใจสักแปบได้มั้ย?”

“รีบๆ เดินไปล่ะ” ฉันสูดหายใจเข้าปอดละยกมือขึ้นบีบจมูกตัวเองและทรานซ์ก็เดินมาทางฉันใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขามายืนอยู่ข้าง ใช่...ข้างๆ ฉัน...ฉันเขากลับหยุดยืนอยู่ข้างฉัน!! ฉันแหงนหน้ามองเขาทว่ากลับได้เห็นใบหน้าของเขาที่กำลังอมยิ้มอยู่!

หมอนี่ตั้งใจแกล้งฉันแน่ๆ! ถ้าฉันปล่อยมือออกจากจมูกตอนนี้มีหวังได้สูดกลิ่นบุหรี่จากตัวเขาไปเต็มๆ ชัวร์ ฉันจึงเลือกที่จะเดินหนีแต่อยู่ดีๆ เขาก็เอามือมาขวางฉันไว้

“เดินไปทางนั้นเดี๋ยวก็ชนคนอื่นหรอก ไม่ได้มองทางเลยใช่มั้ย”

ฉันปรับเปลี่ยนมุมมองของตัวเองก่อนจะได้เห็นกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งตะโกนโหวกเหวกวิ่งเล่นไล่จับกันบนทางเดินและทรานซ์คือคนที่บังฉันเอาไว้เพื่อไม่ให้เดินไปปะทะกับนักศึกษากลุ่มนั้น เขาทำให้ฉันเผลอปล่อยมือที่บีบจมูกเอาไว้ออกจนต้องสูดกลิ่นบุหรี่จากตัวเขาเข้าไป

“เพราะนาย!

“อย่าโทษฉันสิ พรุ่งนี้อย่าลืมเรื่องรายงานล่ะ” เขาใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากของฉัน  “โฮ่...เหมือนกดสวิตซ์เปิดปิดไฟเลยแหะ”

เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกโดนกวนประสาทได้มากขนาดนี้และฉันคงจะได้เจออะไรที่มากกว่านี้อีกแน่ถ้ายังต้องอยู่ใกล้กับผู้ชายตัวสูงราวกับไททันอย่างนายทรานซ์คนนี้!

“ไหนล่ะนัดแปดโมงนี่จะครึ่งแล้วฉันยังไม่เห็นเลย” ฉันยืนกอดอกกระทืบเท้าตัวเองอยู่หน้าทางเข้าห้องสมุดของคณะ ฉันอุตส่าห์วิ่งมาถึงที่นี่ตั้งแต่ตอนแปดโมงตรงทั้งๆ ที่ใส่ชุดเดรสลายลูกไม้คลุมเข่า แต่ก็ใส่กางเกงข้างในนะ ไม่ได้อยากจะใส่ชุดเดรสแบบนี้นักหรอกนะแต่เข้ามาในมหาลัยก็ต้องเรียบร้อยไว้ก่อนสิ บรรณารักษ์ห้องสมุดน่ากลัวจะตาย และหลังจากที่ฉันบ่นได้ไม่นานฉันก็เห็นผู้ชายตัวสูงในชุดไพรเวทที่ไม่ได้แตกต่างอะไรเหมือนกับวันที่มีเรียนแค่ไม่ได้ใส่เสื้อช็อปของคณะมาก็เท่านั้นเอง เขากำลังเดินเข้ามาหาฉันและกดมือถือของเขาไปด้วย

“มาช้าชะมัด”

“หืม? ไม่นะ ฉันมาตรงเวลานะ มาก่อนแปดโมงด้วยซ้ำ” เขาเอียงคอเล็กน้อยและยังคงกดมือถือของเขาต่อไป

“ถ้านายมาตอนนั้นจริงแล้วทำไมฉันถึงไม่เจอนายล่ะ”

เขาก้มหน้ามองหน้าฉันก่อนจะชี้นิ้วไปที่ประตูทางเข้าอาคารห้องสมุด ฉันเพ่งสายตาไปมองตามที่เขาชี้เอาไว้ มีป้ายเล็ก เขียนติดไว้อยู่ที่ด้านบนของประตู

ปิดทำการเนื่องจากมีการปรับปรุงอาคารก่อสร้างในส่วนของชั้นหนึ่ง

ทำไม...ทำไมฉันยืนอยู่ตั้งนานถึงไม่ได้สังเกตเห็นเลยล่ะ!? ไม่สิ เพราะมันอยู่สูงเกินไปต่างหาก!

“ฉันเลยไปถามคนในคณะกรรมการนักเรียนมา ดูเหมือนว่าจะใช้ที่นี่ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นของคณะอื่นก็ยังพอมีอยู่แต่ฉันไม่แน่ใจว่ามันจะมีหัวข้ออะไรที่พวกเราสนใจจะเอามาเขียนรายงานรึเปล่านี่สิ อยากจะไปดูก่อนมั้ยห้องสมุดของคณะนิเทศยังเปิดอยู่นะ”

“แย่ชะมัด”

ฉันบ่นออกมา แล้วจะให้ฉันมาทำอะไรที่นี่ในวันหยุดแบบนี้ล่ะ ฉันก็อยากจะนอนพักผ่อนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงเหมือนคนอื่นเค้านะ วันนี้ฉันต้องตื่นตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าเพื่อมาดูห้องสมุดปิดปรับปรุงหรอ!?

“เธอนี่เหมือนเด็กจริงๆ ด้วย”

“ฉันไม่ใช่เด็กนะ! เห็นฉันเตี้ยหน่อยก็หาว่าฉันเป็นเด็กแล้วหรอตัดสินใจกันแบบนี้ได้ไงเลวที่สุด!

“ปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรงมาก ฉันชักอยากจะเขียนรายงานเรื่องนี้ซะแล้วสิ ปฏิกิริยาตอบโต้ของคนที่มีส่วนสูงไม่เกิน 148 เซนฯ เขียนเรื่องนี้ได้มั้ย?”

“ไม่ได้ย่ะ!

“ทำไมล่ะ ไม่ต้องหาข้อมูลที่ไหนด้วยเพราะมีข้อมูลของจริงอยู่ น่าสนุกจะตายไป”

“สนุกไปคนเดียวเถอะ”

ฉันกับทรานซ์เลยเข้าไปใช้บริการห้องสมุดของคณะนิเทศศาสตร์และเป็นไปตามที่คิดเอาไว้เลย หนังสือส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของคณะนิเทศดังนั้นข้อมูลที่ฉันกับทรานซ์ต้องการเรียกได้ว่าแทบไม่มีอยู่เลย

“เอาไงดี...จะให้ไปหาในอินเตอร์เน็ตหรอ?”

“ข้อมูลจะเชื่อถือได้รึเปล่าก็ไม่รู้” ทรานซ์ถอนหายใจและยกมือขึ้นบีบท้ายทอยของเขา “หรือจะไปห้องสมุดแห่งชาติล่ะ จากที่นี่ไปก็ไม่ไกลเท่าไหร่...รึเปล่า?”

“นายช่วยสงสารฉันบ้างเหอะ”

“จะให้ฉันอุ้มเธอไปหรอหรืออยากจะขี่คอฉันล่ะ?”

“ไม่ใช่แบบนั้นย่ะ!

“แล้วยังไง?” เขาขมวดคิ้วทำหน้างง

“ฉันหิวข้าว!

เขากระพริบตาสองสามทีก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าต้องตอบคำถามของฉัน

“ฮะ...ไม่ได้กินข้าวเช้ามาหรอ ไม่น่าล่ะถึงได้เตี้ย” ทรานซ์พูดด้วยน้ำเสียงตกใจและใช้นิ้วของเขาแตะริมฝีปากก่อนจะพึมพำอะไรบางอย่างออกมา “นี่อาจจะเป็นกุญแจไขความลับความเตี้ยของเธอก็ได้นะ”

“เลิกตอกย้ำฉันซะทีเถอะ...

“วันอาทิตย์ตอนเช้าแบบนี้ไม่มีร้านอาหารที่ไหนเปิดหรอก อีกอย่างวันอาทิตย์มหาลัยปิดนะ จะเปิดให้เข้าก็แค่ห้องสมุดกับโซนสนามกีฬา”

“เรื่องนั้นฉันรู้แต่ฉันหิวนี่...อุตส่าห์รีบมาที่ไหนได้ต้องมาเจอห้องสมุดปิดแบบนี้อีก จะไปหาข้อมูลที่ไหนได้บ้างก็ไม่รู้ ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้กินเลยด้วย”

“อ่ะหรอ...น่าสงสารจังนะ”

“ถ้าสงสารก็ช่วยทำอะไรสักอย่างสิ”

“อยู่กับเธอแล้วฉันรู้สึกเหมือนมีลูกสาวจริงๆ ด้วย”

ฉันกับทรานซ์ตัดสินใจจะไปหาข้อมูลทำรายงานที่หอสมุดแห่งชาติ ระหว่างนั้นเลยต้องมาขึ้นรถที่หน้ามหาวิทยาลัย ทั้งที่ทรานซ์ก็ขับรถมาแต่เขาดันเกิดอาการขี้เกียจขับซะงั้นเลยจอดทิ้งไว้ที่มหาวิทยาลัย ฉันคิดว่าจะได้นั่งรถฟรีซะแล้วสิ ฉันกับเขานั่งรถประจำทางมาลงที่ป้ายใกล้กับหอสมุดแห่งชาติโชคดีที่คนไม่เยอะฉันเลยได้นั่ง

ยี่สิบนาทีต่อมา

“แถวนี้คงจะมีร้านอาหารล่ะมั้ง” ทรานซ์พูดหลังจากที่ฉันกับเขาลงมาจากรถเมล์อย่างทุลักทุเล โดยเฉพาะฉันที่ต้องกระโดดลงมาเพราะเดินไม่ทันรถดันขับออกไปก่อน...เกือบตายแล้วมั้ยล่ะ

ฉันพยายามยืดตัวขึ้นเพื่อดูสภาพโดยรอบ ไม่ค่อยได้มาแถวนี้เท่าไหร่ก็เลยไม่รู้ว่ามันมีอะไรบ้าง

“ให้ฉันอุ้มมั้ยเห็นแล้วฉันเหนื่อยแทน” ทรานซ์ขยับตัวออกห่างฉันและก้มลงมา หมอนี่กำลังตอกย้ำความเตี้ยของฉันโดยไม่รู้ตัวเลยใช่มั้ย

“เตี้ยมันก็มีข้อดีนะจะบอกให้” ฉันขยับกระเป๋าสะพายของตัวเองและยืนกอดออกก่อนจะเผยยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ

“จริงหรอไหนว่ามาสิ”

“จับมือฉันสิ” ฉันยื่นมือให้เขา เขายื่นมือมาจับมือฉัน มือของเขามันใหญ่มาก ไม่คิดมาก่อนเลยว่ามือของผู้ชายจะใหญ่ขนาดนี้ “พะ พาไปตรงนั้นด้วย” ฉันชี้ไปที่ถนนฝั่งตรงข้าม

“โอเค”

เขาตอบและเดินนำฉันไปทั้งๆ ที่จับมือของฉันอยู่ เขาพาฉันข้ามทางม้าลายเดินไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่ฉันบอก มันคือร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์สไตล์อิตาเลียน มีพนักงานหญิงคอยให้บริการอยู่ที่ด้านหน้าร้าน ทรานซ์ก้มหน้าลงมามองฉัน ฉันเลยต้องออกแรงดึงให้เขาเดินเข้าไปใกล้มากกว่านี้

“ผู้ใหญ่หนึ่ง เด็กหนึ่งใช่มั้ยคะ เชิญทางด้านนี้ค่ะ” พนักงานผายมือต้อนรับให้เข้าไปที่ด้านในร้าน

“อุบ...”

ทรานซ์ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองก่อนที่จะหลุดหัวเราะออกมา ฉันต้องใช้เล็บจิกมือของเขาเอาไว้เพื่อให้เขากลั้นหัวเราะ ฉันรู้ว่ามันน่าหัวเราะแต่ฉันก็รู้สึกอายเหมือนกันนะ!

“นี่ล่ะข้อดี”

ฉันขยับตัวขึ้นมานั่งบนเบาะนั่งที่มีโต๊ะกั้นระหว่างกลาง

“ฮ่าๆๆ ให้ตายสิ ขำชะมัด เธอนี่มันตลกมาเลยนะรู้มั้ย อุบ!” ทรานซ์หลุดหัวเราะออกมาเขาถึงกับรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองไม่ทัน

“อย่าเสียงดังสิ ตอนนี้นายต้องทำตัวเป็นพ่อของฉันนะไม่งั้นได้ความแตกหมด”

“ทำไมล่ะ ก็ดีออกจะได้บอกไปเลยว่าเธอเป็นผู้ใหญ่”

“ทั้งที่ส่วนสูงของฉันมันไม่สมกับผู้ใหญ่น่ะหรอ” ฉันหยิบเมนูอาหารขึ้นมาและเปิดดูไปพลาง ถ้าให้คุยกับหมอนี่ต่อมีหวังได้ประสาทเสียแน่

“ซีเรียสไปได้ ถึงเธอจะตัวเล็กแต่ในความเป็นจริงแล้วเธอก็เป็นผู้ใหญ่นะ ไม่ต้องคิดมากให้มันปวดหัวนักหรอก”

“ก็นายไม่ได้ตัวเตี้ยเหมือนกันนี่” ฉันยกเมนูอาหารขึ้นสูงพอที่ฉันจะเห็นหน้าคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้ จากนั้นพนักงานก็เดินมาเสิร์ฟน้ำทำให้ฉันกับเขาต้องหยุดการสนทนาและรอให้พนักงานเดินพ้นไปก่อน

“รู้มั้ยฉันน่ะ นึกข้อดีไม่ออกเลยกับการที่ฉันตัวสูงแบบนี้ นอกจากมองอะไรไกลๆ ได้แล้ว ก็มีแต่ข้อเสียทั้งนั้น” เขาพูดและใช้หลอดคนน้ำในแก้ว “ฉันอยู่ข้างหน้าไม่ได้เพราะมันจะทำให้บังคนข้างหลัง เวลาฉันเดินฉันก็ต้องระวังขอบประตูห้องหรือพวกป้ายที่ติดไว้ต่ำๆ บางทีฉันก็ชอบเดินเตะของที่วางเกะกะไว้ทำให้ได้แผลบ่อยๆ ถ้าเป็นคนตัวเตี้ยอย่างเธอก็คงจะหลบได้ง่ายๆ ใช่มั้ยล่ะ? มีแต่ข้อเสียทั้งนั้น เพราะสูงเกินไปนี่ล่ะ”

“มันก็จริง...แต่นายไม่ต้องยกฉันเป็นตัวอย่างก็ได้นะ ฉันเกรงใจแล้วปกติฉันก็เห็นนายกับเพื่อนเล่นบาสกันทุกวันไม่ใช่หรอก็ดีไม่ใช่หรอ”

“อืม ก็จริงแฮะ...เธอไม่ลองเล่นดูล่ะ แต่เตี้ยแบบนี้ไม่น่าจะชู้ตถึงนะ”

“ขอบใจที่คิดแทนนะ”

หมอนี่เมื่อไหร่จะเลิกพูดความจริงที่เกี่ยวกับตัวฉันซะทีเนี่ยมันเจ็บช้ำนะ

“เห็นเตี้ยแบบนี้แต่เธอเป็นผู้ใหญ่กว่าฉันซะอีก”

“ฉันจะคิดว่านั่นคือคำชมนะ”

ฉันต้องนั่งสงบเสงี่ยมกินข้าวกับนายทรานซ์เนี่ยนะ? ไม่เคยคิดมาก่อนเลยแถมยังไม่ใช่ในฐานะเพื่อนร่วมชั้นแต่เป็นในฐานะพ่อกับลูกอีกต่างหาก เหอะ...คนอื่นก็ดันเชื่อสนิทเลยว่าฉันเป็นลูกของนายทรานซ์จริงๆ สงสัยเพราะว่าฉันหน้าเด็กแล้วยังตัวเตี้ยอีก เอาเถอะ ได้กินบุฟเฟ่ต์ราคาเด็ก (ครึ่งหนึ่งของราคาผู้ใหญ่) มื้อนี้ถือว่าคุ้มแล้วล่ะ

สองชั่วโมงต่อมาฉันกับทรานซ์อยู่จนหมดเวลาบุฟเฟ่ต์ เตรียมมุ่งหน้าไปหาข้อมูลทำรายงานต่อที่หอสมุดแห่งชาติ ถ้า...นายทรานซ์ไม่เกิดอารมณ์ความสงสัยขึ้นมาน่ะนะ!

“นี่ ขอลองอะไรอีกได้มั้ย” เขาสะกิดหัวฉันเบาๆ เรียกว่าเอานิ้วเขี่ยดีกว่า!

“อะไรอีกล่ะ”

เขาชี้ไปที่ห้างฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทางตื่นเต้น

“นายจะใช้ฉันเป็นหนูทดลองงั้นหรอ”

“ก็ฉันอยากรู้นี่นาเดี๋ยวเลี้ยงก็ได้ มีการ์ตูนเข้าฉายพอดีเลยนะ”

“ฉันไม่ใช่เด็กนะ จะให้ฉันมาดูการ์ตูนติ๊งต๊องในโรงหนังเนี่ยนะ?”

ทรานซ์ดึงฉันให้เดินตามแต่ตัวฉันแทบจะปลิวแทนเดินอยู่แล้ว ตั้งแต่เข้ามาในห้างช่วงเช้าคนก็ไม่ค่อยมีนักหรอกแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนต้องมองมาที่ฉันกับทรานซ์กันหมดเลย โอเค เข้าใจว่าเขาสูงมากและฉันเตี้ยมาก แต่รบกวนอย่ามองฉันเถอะ ฉันอาย!

พอมาถึงที่หน้าเคาน์เตอร์เขาก็จัดการบอกหนังที่ต้องการจะดู และจำนวนบัตรที่ซื้อ ทำไมเคาน์เตอร์โรงหนังที่นี่มันสูงจัง! ฉันพ้นเคาน์เตอร์มาแค่นิดเดียวเองพอยืดแล้วก็ได้แค่นิดนึง ที่ xx ยังไม่สูงขนาดนี้เลย เอ่อ...ฉันมองไม่เห็นหน้าพนักงาน

“ผู้ใหญ่หนึ่งคนกับเด็กหนึ่งคนนะคะ”

“ครับ...”

ฉันสังเกตเห็นว่าทรานซ์กำลังกลั้นหัวเราะเต็มที่

“ที่นั่งว่างค่ะจะเป็นสีแดงค่ะส่วนที่ถูกจองแล้วจะเป็นสีเทานะคะ”

“นั่งตรงไหนดีล่ะ” เขาพูดและหันมามองหน้าฉัน

อย่านั่งข้างหลังนะฉันมองไม่เห็น อย่าเลือกด้านหลังเด็ดขาดเลยนะ! ฉันพยายามส่งกระแสจิตไปให้คนตัวสูงที่ยืนคุยกับพนักงานขายบัตร แต่ทรานซ์กลับอุ้มฉันขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว เขาทำให้ฉันมองหน้าจอแบนๆ ที่อยู่บนเคาน์เตอร์นั่นได้สะดวก ฉันรีบชี้นิ้วไปที่นั่งที่ติดกับหน้าจอทันที

“นั่งตรงนั้นพ่อก็เมื่อยน่ะสิลูก” ทรานซ์หัวเราะ

“ถ้างั้นเอาเป็นด้านหลังดีมั้ยคะ ที่นั่งจะสูงกว่าคุณลูกน่าจะมองเห็นชัดแล้วก็คุณพ่อจะได้ไม่เมื่อยด้วยนะคะ”

คำพูดของพนักงานทำให้ฉันต้องรีบมุดหน้าหนี...ไม่ใช่เพราะอายแต่เพราะว่าฉันกำลังจะหลุดหัวเราะ! คุณพ่อ!? อุบ! หมอนี่หน้าแก่สินะ

“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ”

ทรานซ์ตอบแล้วหยิบเงินในกระเป๋าจ่าย เขาพาฉันเข้าไปโรงหนังทั้งๆ ที่อุ้มฉันอยู่อย่างนั้น ไม่คิดเลยหรอว่าฉันอายสายตาคนอื่นมากแค่ไหน โดยเฉพาะเด็ก! ทรานซ์ยื่นตั๋วให้พนักงานและพาฉันเข้าโรงหนังไปอย่างแนบเนียน พอเข้ามาด้านในแล้วฉันต้องดิ้นอย่างสุดความสามารถเพื่อให้เขาวางฉันลงก่อนจะรีบวิ่งไปนั่ง

“ฉันไม่ไหวแล้ว ฉันกลั้นหัวเราะต่อไปไม่ไหวแล้ว!” ทรานซ์ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองและทิ้งตัวลงนั่งที่เบาะข้างๆ ฉัน

“เฮ้อ...ทำไมฉันต้องมาทำตัวเป็นลูกสาวนายด้วย”

“เพราะเธอได้ตั๋วฟรีไงล่ะ”

“ไม่เกี่ยวเลย”

ปล.การ์ตูนที่ฉายโรงวันนี้จะเด็กจะได้ตั๋วฟรีหากมากับผู้ปกครอง...ชิ!

ฉันต้องมานั่งดูการ์ตูนติ๊งต๊องปัญญาอ่อนในโรงหนังเสียเวลาหาข้อมูลทำรายงานหมด แล้วทรานซ์เมื่อไหร่จะเลิกหยุดหัวเราะซะทีก็ไม่รู้ถึงจะไม่ได้หัวเราะดังก็เถอะและการ์ตูนก็ไม่ได้น่าหัวเราะด้วย

“นายหัวเราะฉันใช่มั้ย?”

เขาผงกหัวสองทีและพยายามกลั้นหัวเราะต่อ

พระเจ้าคะ ถ้าจะส่งผู้ชายคนนี้มาเกิดแล้วล่ะก็ ช่วยเอากลับไปเก็บด้วยนะคะ!

หลังจากดูหนังเสร็จฉันไม่รีรออะไรทั้งนั้นรีบเดินออกมาจากโรงหนังและเดินนำทรานซ์ไปทันที ถ้าให้หมอนี่นำล่ะก็มีหวังงานการไม่ได้ทำแน่ๆ

“จะรีบไปไหน?”

“หาข้อมูลทำรายงานไงล่ะ นี่มันบ่ายแล้วนะ”

“อืม...เรื่องนั้นช่างมันเหอะ ฉันอยากลองอีก...ตรงนั้น” เขายิ้มและชี้ไปที่ลานกิจกรรมของเด็ก ทำไมวันนี้...ไม่ว่าอะไรก็หนุนความสงสัยของนายทรานซ์คนนี้ทุกอย่างเลย!

“ไปเถอะ!” เขาเข้ามาอุ้มฉันไปต่อคิวเด็กเข้าไปเล่นเครื่องเล่นในโซนเด็ก แล้วถ้าจะอุ้มฉันแบบนี้อยากจะเป็นพ่อฉันมากรึไงยะ ไม่ไปขอแต่งงานกับแม่ฉันเลยล่ะ!? ฉันได้แต่หัวเราะแห้งๆ กับเด็กประถมที่พ่อแม่ (ตัวจริง) พามาเที่ยว ส่วนทรานซ์น่ะหรอ ยืนขำท้องแข็งอยู่ตรงนั้นไง...

ดูมีความสุขจังเลยนะคะคุณพ่อ!

ฉันล่ะเหนื่อยกับชีวิต เมื่อวานนี้ก็แทบจะไม่ได้ทำรายงานอะไรเลย โดนทรานซ์ลากไปทดลองโน่นนี่นั่นแทบทั้งวัน เหอะ ทั้งโดนลากไปดูหนัง โดนจับเข้าไปเล่นในบ่อลูกบอลพลาสติกกับเด็กประถม และอีกมากมายที่ฉันไม่อยากจะจำให้ฉันได้พักบ้างไม่ได้รึไงฮึ ยังไงซะห้องสมุดของคณะก็ดูดีกว่าอยู่แล้ว ไม่ใหญ่เท่าหอสมุดแห่งชาติแถมฉันยังชินกับห้องสมุดนี้มากว่า

ตึง!

เสียงกระแทกบางอย่างทำให้ฉันต้องรีบหันขวับไปมองด้วยความตกใจ กลุ่มผู้ชายประมาณสิบคนส่งเสียงเอะอะโวยวายราวกับจะไปตีใครกำลังเล่นบาสอยู่ในสนาม พวกเขากระโดดกันไปมาราวกับลิงโลดและหนึ่งในนั้นมีคุณพ่อของฉันด้วยนะ

“ถ้าว่างมากนักทำไมไม่มาช่วยกันทำรายงานเล่า!

อยากจะวิ่งไปกระชากหัวนายทรานซ์ให้มาช่วยกันทำงานจริงๆ เอาแต่เล่นบาสโยนไปโยนมา

“อ่ะ ไงมะหมี่...เป็นไงมั่ง?”

“ไผ่...กะ ก็สบายดี”

เกิดอะไรขึ้น!? ทำไมอยู่ดีๆ ผู้ชายคนนี้ถึงเข้ามาทักฉัน เขาชื่อ “ไผ่” เป็นผู้ชายคนแรกที่เข้ามาทักฉันเมื่อตอนอยู่ปีหนึ่ง เขาก็ไม่ใช่ผู้ชายที่หน้าตาดีอะไรนักหรอกแล้วก็ไม่ได้สูงเว่อเหมือนนายทรานซ์ เอาง่ายๆ เลยนะ ตรงข้ามกับทรานซ์แบบฟ้ากับผืนดิน แต่ว่าเขาเป็นคนที่ฉันแอบปิ๊งอยู่น่ะ

“แน่นะ? ทรานซ์มันไม่ได้ใช้งานเธอหนักไปใช่มั้ย?”

เหอะ ถ้าจะให้เทียบกับเหตุการณ์เมื่อวานหมอนั่นก็ทำหน้าฉันชาจนตายด้านไปแล้วล่ะ

“หรือว่ามันทำอะไรเธอ มันบังคับอะไรเธอใช่มั้ย?”

บังคับหรอ...เหอะ! จะเหลือหรอพาไปเป็นหนูทดลองเอาความสูงของฉันมาล้อเล่น! พูดแล้วของขึ้น

“ทางที่ดีอย่าไปพูดถึงเรื่องพวกนั้นเลยดีกว่า” ฉันยกมือขึ้นห้ามและแตะที่หน้าผากตัวเอง

“งั้นหรอ...อืม...” ไผ่นิ่งเงียบไปพักหนึ่งและเขาก็ยังคงมองหน้าฉัน ฉันเองก็มองหน้าเขา สถานการณ์แบบนี้มันคืออะไร ทำไมถึงรู้สึกกดดันแปลกๆ จะว่าไปแล้วปีนี้ก็มีแต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอยู่หลายอย่างเลย โดยเฉพาะเรื่องผู้ชายเนี่ย!

“คือว่านะ...แบบว่าพรุ่งนี้น่ะพอจะว่างมั้ย?”

หรือว่า!? เขากำลังจะชวนฉันไปเดต!? มะหมี่แกทำไงดีล่ะ เดี๋ยวนะฉันก็แอบมีใจให้เขานิดนึง ถ้ายอมไปเดตด้วยอาจจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ของเขาก็ได้นะ จะว่าไปเขาชวนฉันเดตหรอมโนไปเอง ฉันลอบมองหน้าไผ่ ฉันสังเกตได้เลยว่าเขากำลังเขินอะไรบางอย่างอยู่ ไม่จริง! หรือว่าเขาจะชอบฉันกัน!? ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็...

“เฮ้ๆ จะจีบลูกสาวฉันหรอ ขอพ่อรึยัง?” ทรานซ์ตะโกนมาจากทางด้านหลังของฉัน เขากับเพื่อนๆ กำลังเดินเข้ามาในอาคารหลังจากเล่นบาสเสร็จ

“ฉันไม่ใช่ลูกของนายซะหน่อย!

“จะเลี้ยงลูกฉันหรอไหวรึเปล่า เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้กินจุนะจะบอกให้” เขายีหัวฉันด้วยฝ่ามือแสนใหญ่เท่าใบลาน

“นายมาทางไหนไปทางนั้นเลย”

“นี่แน่ะ” เขาจับลูกบาสโยนมาชนหน้าผากของฉัน

“อุบ!

“เถียงพ่อแบบนี้ไม่ดีนะรู้มั้ย” เขาเอานิ้วชี้มาแตะที่ปลายจมูกฉันพร้อมทำท่าสั่งสอนและจับลูกบาสหมุนบนนิ้วชี้ของเขาราวกับเป็นของเล่น

“เฮ้ย ทรานซ์ ตกลงแกรับมะหมี่เป็นลูกบุญธรรมแล้วหรอ?”

“ใช่แล้ว ลูกฉันเองน่ารักมั้ย”

น่ารัก!? ฉันหรอน่ารักแล้ว...ทำไมถึงไม่มีใครบอกเลยล่ะว่าน่ารัก ทำหน้านิ่งกันหมดเลย...

“จะหมดเวลาพักแล้วนี่นา รีบไปเข้าเรียนได้แล้วมั้ง” ทรานซ์เอามือมาลูบหัวฉันประหนึ่งฉันเป็นลูกสาวที่คลอดออกมาจากพุงของเขา

“ฉันคุยธุระอยู่ นายจะไปไหนก็ไปเหอะ อย่ามารบกวนได้มั้ย”

“เอ่อ ไม่เป็นไรหรอกมะหมี่รีบไปเข้าเรียนเถอะ ที่จะพูดก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ งั้นไปก่อนนะ” ไผ่โบกมือลาฉันแล้วหายไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งกับเปิดวาร์ป

อะไรนะ...ไม่มีอะไรแล้ว? ว่าไงนะ!!

ฉันหันไปมองนายทรานซ์ที่ทำหน้าไม่รู้อิโหนอิเหน่อะไรและกำลังเลี้ยงบอลไปมาบนพื้น นายทำให้ความหวังของฉันพังทลาย ชาตินี้ฉันต้องได้คิดบัญชีหนี้แค้นนี้กับนายแน่

“ท่าทางหมอนั่นจะจีบเธอนะ” เชนบอกพลางก้มลงมากระซิบที่ข้างหูของฉันโดยใช้มือของเขาป้องปาก

“ก็ดีสิ ฉันจะได้ขายออกซะที”

“โห...ทรานซ์ลูกสาวแกนี่สุดยอดเลย ทำไมเลี้ยงลูกแบบนี้ฮะไม่รักนวลสงวนตัวเลย”

“ดีจะตาย ลูกสาวฉันขายออกแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลยดีใจจริงๆ ยี่สิบเอ็ดปีที่เลี้ยงดูมาแต่เล็กแต่น้อย ในที่สุดก็จะได้มีวันนี้แล้ว” ทรานซ์พูดพลางใช้นิ้วซับน้ำตา (ปลอม) ตัวเองและสะอื้นไห้ราวกับจิ้งจกที่บ้านตาย

“นายไม่เคยเลี้ยงฉันเลยสักนิด อย่ามาทำดราม่าแถวนี้นะ”

“เธอนี่ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเลย”

“แล้วรายงานน่ะไปถึงไหนแล้วฮะ?”

“อ๋อ นั่นน่ะหรอ” เขาส่งลูกบาสให้กับเชนและยืนกอดอกทำหน้าเคร่งเครียดยกปลายนิ้วแตะที่ริมฝีปากของตัวเอง หรือว่าจะมีข้อมูลอะไรใหม่ๆ? “ย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้คลานไปไหนเลยล่ะ ฮ่าๆๆ”

“เอ่อ...งั้นช่วยเอาเวลาที่นายเล่นลิงชิงบอลนั่นไปทำรายงานสักนิดนะ”

“ไม่ใช่เล่นลิงชิงบอลซะหน่อย เล่นบาสต่างหาก!

“อ๋อหรอ?”

“ใช่แล้ว เธอก็ควรจะหัดเล่นกีฬาบ้างนะเผื่อจะสูงขึ้น”

“ขอบใจ!

“พ่อลูกทะเลาะกันแล้ว” เชนโยนลูกบาสให้ทรานซ์ก่อนที่เขาจะเดินหนีไปรวมถึงเพื่อนของเขาที่ค่อยๆ ย่องเบาหนีไปทีละคน ส่วนทรานซ์น่ะหรอ เขาทำแก้มป่องจ้องหน้าฉันแสดงถึงความไม่ยอมแพ้ ประหนึ่งคือฉันต้องยอมทำตามที่เขาบอกนะเพราะเขาเป็นพ่อฉัน

“จ้องฉันแบบนี้นายต้องการอะไรจากฉันฮะ”

“อืม...ฉันพยายามทำให้เธอสูงขึ้นนะแต่มันคงเปล่าประโยชน์ เลิกเถียงพ่อแล้วไปเข้าเรียนได้แล้ว” เขาเอาสันมือกระแทกกับหัวฉันหนึ่งทีจากนั้นถึงเข้าสู่พิธี “แบก” ฉันขึ้นบ่าแล้วหอบหิ้วฉันมาถึงห้องเรียนท่ามกลางสายตาและเสียงหัวเราะของเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องร่วมคณะ

อ่า...ฉันคงต้องเรียนรู้แล้วสินะว่า ความอายมันเป็นยังไง รู้สึกด้านชาไปหมดแล้วสิ

“หมอนี่จะไฮเปอร์ไปถึงไหน ทำอย่างกับว่าเป็นพ่อฉัน”  ฉันบ่นในขณะที่กำลังเดินเปลี่ยนคาบเรียนกับเพื่อนอีกสองคน ส่วนกลุ่มนายทรานซ์น่ะหรอยังอยู่ในห้องเรียนอยู่เลย ไม่ต้องห่วงหรอกพวกนั้นเดินกันเร็ว

“ก็นะ ได้ข่าวว่าบ้านเขาจนมากเลยน่ะสิแล้วยังมีภาระต้องเลี้ยงน้องๆ อีกหลายคนเลยล่ะ พอเห็นแกเขาเลยคิดว่าแกเป็นเหมือนน้องสาวล่ะมั้ง”

“ใช่ๆ เคยได้ยินมาแบบนั้นเหมือนกัน เขาได้ทุนเรียนฟรีด้วยนี่เนอะ เรียนก็ดีกีฬาก็เก่งหน้าตาก็ดีตัวก็สูงนิสัยก็ดีเว่อร์ ใครได้เป็นแฟนนี่โชคดีเลย แต่เสียดายจนไปหน่อย”

“ก็เห็นด้วยนะ แต่เรื่องนิสัยฉันไม่ออกความคิดเห็นนะ หมอนั่นมีรถขับด้วยนี่คงไม่จนหรอก” ฉันบอกและควานหาดินสอในกระเป๋า

“นี่ๆ รู้สึกเปล่ารถที่ว่าน่ะมอเตอร์ไซค์เก่าๆ นะยะ”

“จริงอ่ะ หว่า มิน่าล่ะถึงยังไม่มีแฟน”

“งั้นฉันว่า เขาจนก็ได้” ฉันพยักหน้าและหยิบดินสอขึ้นมาเขียนแพนในวันพรุ่งนี้

“น่าสงสารจะตายไป ฉันว่าเธออย่าไปเกลียดเขาเลยนะมะหมี่”

“ใช่ๆ เขาสู้ชีวิตออกนะแก”

“ฉันก็ไม่ได้เกลียดอะไรหรอก”

แค่รู้สึกหงุดหงิดก็เท่านั้นเอง ที่อยู่ดีๆ มาสามปีก็มีคนมาแกล้งแล้วยังติ๊ต่างไปเองว่าฉันเป็นลูกสาวเขา! แล้วยังปฏิบัติกับฉันเหมือนฉันเป็นเด็กประถม ฮึ้ย! มันแค้นตรงนี้ล่ะ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

714 ความคิดเห็น

  1. #623 ByChu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 15:26
    น่ารักค่ะ
    #623
    0
  2. #403 HamandLuhan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 / 15:44
    สงสัยมะหมี่คงเตี้ยและหน้าเด็ก ทรานซ์เลยโดนตำรวจจับซัแล้วสิ ฮ่าๆ
    #403
    0
  3. #359 루한 ♡ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 เมษายน 2557 / 03:10
    น่ารักกกกก
    #359
    0
  4. #345 pooh (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 18:35
    น่ารักมากๆเลย กวนๆดี พระเอกก็แกล้งตลอด สนุกดีค่ะ
    #345
    0
  5. #287 Manpoon Boon (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 มีนาคม 2557 / 01:25
    นายโย่งชอบแกล้งน้องเตี้ยเรื่อยเลย สงสารเค้าบ้างซิ
    #287
    0
  6. #53 Black_MELON (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มกราคม 2557 / 07:00
    น่ารักมากเลย ชอบๆติดตามค่ะ
    #53
    0
  7. #36 S0TUN (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มกราคม 2557 / 13:15
    น่ารักม้ากค่ะ
    #36
    0
  8. #24 Jukjikpig (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มกราคม 2557 / 17:03
    555555555เข้าใจนางเอกนะ
    สูงกว่านางเอกไม่กี่เซ็นเองอะ
    #24
    0
  9. #19 BZ. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มกราคม 2557 / 22:43
    ตลกดีค่ะชอบๆ
    #19
    0
  10. #9 nin (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 มกราคม 2557 / 00:04
    ถึงจะมาอ่านช้า แต่จะติดตามอ่านตลอดไปนะ สนุกและกวนๆดี ชอบจัง อยากได้อย่างทรานซ์สักคนมีไหม 555
    #9
    0
  11. #8 nin (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 มกราคม 2557 / 00:03
    ถึงจะมาอ่านช้า แต่จะติดตามอ่านตลอดไปนะ สนุกและกวนๆดี ชอบจัง อยากได้อย่างทรานซ์สักคนมีไหม 555
    #8
    0
  12. #4 phan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มกราคม 2557 / 13:13
    แค่เริ่มก็สนุกแล้ว...รออัพค่ะ
    #4
    0
  13. #3 niramol (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มกราคม 2557 / 02:32
    รอ รอ รอ นะคะ
    #3
    0