บอดี้การ์ดดูแลหัวใจ

ตอนที่ 19 : ตอนที่ 18 งานวิวาห์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 627
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 มี.ค. 60

กำหนดการแต่งงานของนรากรกับภาวิณีจะมีในอีก 2 อาทิตย์  คุณนาตยาจึงต้องไปดูแลสถานที่จัดงานเอง โดยมีพิมพิกาและนรีกานต์ไปช่วยด้วยอีกแรง

“คุณแม่คะ เราเอาซุ้มดอกไม้ไว้ตรงนี้ดีมั้ยคะ เวทีควรวางไว้ตรงสนามหญ้า  เวลามองออกไปก็เห็นทะเลด้วยค่ะ” นรีกานต์ออกไอเดียให้มารดาได้พยักหน้าเห็นด้วย

“แม่ก็คิดแบบเดียวกับเดียร์นั่นแหละ แล้ววงดนตรีเอาไว้ที่ไหนดีล่ะ”   คุณนาตยาทำท่าคิดหนักและมองไปรอบๆบริเวณ

“ริมหาดเลยดีกว่าค่ะ เพราะเราจะมีปาร์ตี้เล็กๆให้กับเพื่อนๆของคุณดิวกับฝนค่ะ” พิมพิกาออกความเห็นบ้างเมื่อเห็นพื้นที่ว่างตรงริมทะเล

“เอาตามนั้นก็ได้จ้ะ ดีนะที่พาลูกมาด้วย งั้นเราแยกย้ายไปสั่งคนงานเลยดีกว่าจ้ะ บริษัทที่แม่จ้างมาจัดงานเขารออยู่ที่บ้านแล้ว แม่จะเข้าไปคุยกับเขาเองนะส่วนเราสองคนก็แยกย้ายไปทำตามที่แม่สั่งเอาไว้เมื่อเช้านะ”

“ค่ะแม่” ทั้งสองสาวรีบแยกย้ายออกไปทำงานที่ได้รับมอบหมายทันที

นรีกานต์เดินไปดูคนสวนที่มาดูแลตกแต่งสวนให้ใหม่หมด  เมื่อสั่งงานหัวหน้าคนสวนเสร็จก็เดินไปหาคนรักที่อยู่หน้าชายหาด  สายตาซุกซนมองเห็นคนรักกำลังชี้นิ้วสั่งให้วางเครื่องดนตรีก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที

“พี่พิมขา เราไปเดินเล่นกันมั้ยคะ”  นรีกานต์เกาะแขนคนรักและมองไปรอบๆเห็นว่างานตรงนี้คงเสร็จแล้วเธอจึงอยากไปเดินเล่น

“สั่งงานที่สวนเสร็จแล้วเหรอคะ” ร่างสูงลูบผมคนรักแล้วส่งยิ้มหวานให้อีกคน

“เสร็จแล้วค่ะ เราไปเดินเล่นกันนะ นะคะที่รัก”  นรีกานต์พูดออดอ้อน พิมพิกายิ้มให้กับความน่ารักของร่างบางจึงพยักหน้าตอบรับ

“ใส่หมวกก่อนนะคะ เดี๋ยวหน้าดำ”

“แล้วพี่พิมไม่ใส่เหรอคะ หมวกแก๊ปมีอันเดียวเอง”

“นี่ไงของพี่ พี่เอามา 2 ใบค่ะ เผื่อน้องเดียร์ของพี่พิมไง”

“น่ารักจัง” นรีกานต์เขย่งปลายเท้าและหอมแก้มพิมพิกาไปหนึ่งที เพื่อเป็นรางวัลให้กับคนน่ารัก

“เราไปเดินเล่นกันเถอะ” ร่างสูงจับมือร่างบางเดินไปตามชายหาดขาว แสงแดดก็ไม่ได้แรงเหมือนตอนบ่าย พวกเธอจึงเดินเอื่อยๆไปตามริมหาด

“เด็กสองคนนั่นน่ารักจังเลยพี่พิม ที่นั่งเล่นกองทรายอยู่น่ะค่ะ”

“เราไปเล่นกับเด็กๆมั้ยคะ ดูเหมือนตรงนั้นจะเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้านะคะ” พิมพิกามองป้ายชื่อที่ติดกับรั้วบ้านแล้วหันมายิ้มให้นรีกานต์

“เอ้...ทำไมบ้านเด็กกำพร้าถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ เมื่อก่อนไม่เห็นมีเลย”   นรีกานต์นึกถึงตอนที่เธอมาพักผ่อนที่นี่กับครอบครัวสมัยเด็กๆ ตรงนั้นคือที่โล่งกว้างไม่ใช่เหรอ

“เราเข้าไปข้างในนั้นกันเถอะค่ะ”  พิมพิกาจูงมือนรีกานต์ให้เดินเข้าไปในบ้านเด็กกำพร้า ริมรั้วมีต้นไม้ใหญ่และชิงช้า ดอกไม้ก็ขึ้นตามรั้วไม้ดูสวยงามน่ามอง

“สวัสดีค่ะสาวน้อย พี่มาหาผู้ที่ดูแลบ้านหลังนี้น่ะจ้ะ”  พิมพิกาพูดกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่นั่งวาดรูปอยู่กับเพื่อนๆ

“คุณแม่อยู่ข้างในค่ะ เดี๋ยวหนูไปตามให้นะคะ พี่นั่งรอตรงนี้ก่อนนะ”  เด็กหญิงวิ่งหายเข้าไปในบ้าน ไม่นานผู้หญิงอายุประมาณ 40 กว่าๆก็เดินออกมา

“สวัสดีค่ะ ฉันกานต์ดาเป็นผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้าที่นี่ค่ะ”

“สวัสดีค่ะฉันชื่อพิมและนี่น้องเดียร์ค่ะ เผอิญเราสองคนเดินผ่านมาแล้วเห็นเด็กๆกำลังเล่นกันน่ารักเชียว เราเลยเดินเข้ามาในบ้านน่ะค่ะ คุณคงไม่ว่าอะไรใช่มั้ยคะ”

“ไม่หรอกค่ะ เด็กๆที่นี่คงจะดีใจที่มีคนมาเยี่ยมค่ะ” กานต์ดายิ้มให้ทั้งสองสาว

“เอ่อ...เดียร์ขอถามหน่อยนะคะ เมื่อก่อนที่เดียร์มาเที่ยวที่นี่  เดียร์ไม่เคยเห็นบ้านหลังนี้เลย ที่นี่สร้างเมื่อไหร่เหรอคะ”

“เราเพิ่งย้ายมาอยู่เมื่อ 3 ปีที่แล้วเองค่ะ เด็กๆพวกนี้น่าสงสารนะคะ  ถูกพ่อแม่ทิ้ง บางคนต้องร่อนเร่นอนข้างถนน ดีนะคะที่มีผู้ใจบุญให้ทุนเราทุกปี”

“ใครเหรอคะ ผู้ใจบุญคนนั้น”  พิมพิกาถามต่อเพราะอยากรู้ว่าใครกันที่แบ่งความเมตตามาให้เด็กๆเหล่านี้ ช่างน่านับถือยิ่งนัก

“คุณณรงค์และคุณนาตยาค่ะ”

“ห๊ะ! คุณพ่อคุณแม่เหรอคะ เดียร์ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

“คุณท่านเป็นคุณพ่อคุณแม่ของคุณเหรอคะ” กานต์ดาเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย

“ค่ะ บ้านพักของเราอยู่ไม่ห่างจากตรงนี้เท่าไหร่”

“ที่ตรงนี้คุณท่านให้ฉันทำเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าค่ะ   ท่านบอกว่าเห็นเด็กๆตามท้องถนนแล้วรู้สึกสงสาร อยากแบ่งปันความรักให้เด็กๆเหล่านี้บ้างค่ะ”

“อย่างนี้นี่เอง งั้นพรุ่งนี้เราซื้อขนมมาให้เด็กๆที่นี่ดีมั้ยคะ เสื้อผ้ากับของเล่นด้วย” พิมพิกาเสนอความคิดแล้วส่งยิ้มให้คนรัก

“ดีค่ะ เดียร์จะซื้อกระดาษวาดเขียนและสีให้เด็กด้วย เดียร์เห็นน้องๆวาดรูปสวยๆกันทั้งนั้นเลยค่ะ”

“เด็กที่นี่มีพรสวรรค์กันอยู่หลายคนค่ะ แต่ขาดการสนับสนุนเท่านั้นเอง” กานต์ดาบอกเล่าให้ทั้งสองฟัง เธอเห็นพัฒนาการของเด็กๆที่นี่แทบทุกวัน ทุกคนต่างมีความฝันและอยากเรียนหนังสือกันทุกคน

“เข้าใจแล้วค่ะ เรื่องนี้เดี๋ยวเราสองคนจะจัดการเองนะคะ เราสองคนคงต้องขอตัวกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”  พิมพิกากับนรีกานต์ยกมือไหว้ลาคุณกานต์ดาและคิดโครง การบางอย่างเพื่อเด็กๆที่นี่

 

พิมพิกาและนรีกานต์เข้าไปคุยกับคุณนาตยาเรื่องบ้านเด็กกำพร้า ทั้งสองสาวคิดว่าการให้โอกาสเด็กๆที่มีความสามารถได้แสดงฝีมือและใช้ความสามารถได้เต็มที่ โดยจะให้ทุนการศึกษาแก่เด็กๆเหล่านั้น ใครที่มีความสามารถมากหน่อยก็ให้ทุนเรียนด้านที่เด็กคนนั้นถนัด

“คุณแม่คิดว่ายังไงคะ เดียร์ไปดูที่บ้านเด็กกำพร้ามาแล้วค่ะ เด็กบางคนวาดรูปได้สวยมากๆเลยนะคะ เดียร์อยากส่งเสริมเด็กๆเหล่านั้นค่ะ”

“ลูกสาวตัวน้อยของแม่โตแล้วจริงๆนะเนี่ย เอาไว้แม่จะคุยกับคุณพ่อให้นะจ๊ะ  แม่ไม่ค่อยมีเวลาไปดูเด็กๆเหมือนกัน งั้นแม่ฝากพิมกับเดียร์ดูแลบ้านเด็กพวกนี้ดีกว่า  พิมว่าไงจ๊ะ ช่วยดูแลเด็กๆแทนแม่หน่อยนะ”

“พิมยินดีค่ะ คุณอาไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” พิมพิกาส่งยิ้มยินดีให้นาตยา

“ยังจะเรียกคุณอาอีกเหรอ เรียกคุณแม่สิจ๊ะ ลืมอีกแล้วนะพิม” นาตยาอมยิ้มและมองหน้าลูกสาวที่นั่งแก้มแดงอยู่ข้างๆพิมพิกา

“ขอโทษค่ะ พิมยังไม่ชินเท่าไหร่ค่ะคุณแม่”  พิมพิกาส่งยิ้มอายๆให้นาตยา เธอลืมไปว่าคุณณรงค์อนุญาตให้เธอเรียกพ่อตั้งนานแล้ว

“เราไปทานข้าวกันดีกว่าค่ะ เดียร์หิวแล้วล่ะ”  ร่างบางลุกไปก่อนเพราะทนสายตากรุ่มกริ่มที่คุณแม่ส่งมาไม่ไหว

“ลูกคนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ ดูทำเขินนะเรา”  นาตยายังไม่วายแซวลูกสาวคนเล็ก พิมพิกาก็ยิ้มขำคุณแม่คุณลูกที่แซวกันไปมา

“คุณแม่! เดียร์จะงอนแล้วนะคะ มาแซวเดียร์ได้ไง เค้าเขินนะ”  นรีกานต์บิดไปมา เธอเขินจะแย่อยู่แล้ว สายตาคุณแม่ที่ส่งมาทำไมเธอจะไม่รู้ว่าคุณแม่หมายถึงอะไร

“โอ๋ๆ เราไปกินข้าวกันดีกว่านะคะ ไปจ้ะพิมเดี๋ยวคนแถวนี้จะแดงไปทั้งตัว”

“คุณแม่ ฮือ... ยังไม่หยุดอีกนะคะ”  นรีกานต์ทำหน้ามุ่ยแล้วสะบัดหน้าหนี ร่างสูงจึงรีบไปจับมือพาเดินไปที่โต๊ะอาหาร แต่มีเสียงหัวเราะเอ็นดูจากนาตยาตามหลังมา

วันต่อมาทั้งสองสาวออกไปหาซื้ออุปกรณ์กีฬาและอุปกรณ์วาดเขียน  พร้อมขนมอีกถุงใหญ่ เด็กๆวิ่งมาที่รถของพิมพิกาอย่างตื่นเต้น รอยยิ้มที่ระบายอยู่บนใบหน้าเด็กน้อยทำให้นรีกานต์และพิมพิกายิ้มตามไปด้วย

“เด็กๆจ๊ะอยู่ในความสงบก่อนนะ” กานต์ดาเดินเข้ามาหาทั้งสองสาวและปรามให้เด็กๆได้รู้จักมารยาท

“สวัสดีค่ะคุณกานต์ดา เราสองคนเอาอุปกรณ์กีฬาและอุปกรณ์วาดรูปมาให้น้องเยอะแยะเลยค่ะ” พิมพิกาเป็นคนเอ่ยกับคุณกานต์ดา

“ขอบคุณมากนะคะ เด็กๆดีใจใหญ่เลยค่ะ”  กานต์ดามองดูเด็กๆ เธอเคยเป็นเด็กกำพร้ามาก่อนจึงรู้ว่าเด็กๆเหล่านี้ต้องการความรักความอบอุ่นมากแค่ไหน

“คุณพ่อคุณแม่ให้เดียร์และพี่พิมมาดูแลที่นี่แทนท่านแล้วค่ะ  ต่อไปถ้าเกิดปัญหาหรือต้องการอะไรเพิ่มเติมก็ติดต่อพี่พิมหรือเดียร์ได้ตลอดเลยนะคะ  พวกเรายินดีเสมอค่ะ เราจะทำให้น้องๆที่นี่มีอนาคตที่ดีให้ได้ค่ะ พวกเราสัญญา”

“ขอบคุณค่ะ ฉันดีใจมากๆเลยที่พวกคุณกรุณาเด็กๆพวกนี้”

“พวกเรายินดีค่ะ  เราจะส่งเสริมเด็กที่มีพรสวรรค์ให้ได้เรียนในด้านที่พวกเขาถนัดส่วนเด็กๆที่เหลือ เราจะจ้างคุณครูมาสอนหนังสือกันที่นี่ค่ะ”

“เด็กๆจ๊ะ ต่อไปจะได้เรียนหนังสือแล้วนะดีใจมั้ย” กานต์ดายิ้มกว้างและบอกเด็กน้อยที่ยืนฟังด้วยรอยยิ้มกว้างไม่แพ้กัน

“ดีใจค่ะ/ดีใจครับ” เด็กๆตอบออกมาเสียงดัง จนผู้ใหญ่ทั้งสามยิ้มให้อย่างเอ็นดู

“เด็กๆมาเอาลูกบอลไปเล่นกันเร็ว ใครอยากวาดรูปมาเอาสมุดวาดรูปจากพี่เดียร์ได้เลยนะคะ เข้าแถวดีๆด้วยนะเด็กๆ” พิมพิกาจัดเด็กให้เข้าแถวและแจกอุปกรณ์ที่เธอเอามาพร้อมขนม

 ทั้งสองนั่งมองเด็กๆที่กำลังเล่นสนุกสนานกันอยู่ที่ชายหาดและอีกกลุ่มนั่งวาดรูป อยู่ไม่ไกลกันนัก จะมีก็แก๊งเด็กแนวที่ชอบเต้นแบบนักร้องเกาหลีที่เปิดเพลงเต้นอยู่ตรงสนามหญ้า วันนี้มีแต่เสียงหัวเราะของเด็กๆ กานต์ดามองภาพลูกๆก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจและยินดีที่มีทั้งสองสาวมาช่วยเหลือด้านต่างๆในศูนย์แห่งนี้

 

งานแต่งงานกระชั้นชิดเข้ามา นรากรพาว่าที่เจ้าสาวไปลองชุดแต่งงานที่ร้าน นรากรเข้าไปลองชุดเจ้าบ่าวส่วนภาวิณีก็ลองชุดเจ้าสาว   ทั้งสองออกมายืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ แล้วมองชุดที่สวมใส่ด้วยความปลื้มใจ  พวกเธอรอเวลานี้มานานมากจนคิดว่าจะไม่ได้ใส่ชุดนี้ซะแล้ว

“ดิวคะ ฝนว่าชุดนี้โอเคนะคะ เข้ากันด้วย” ภาวิณีหันไปพูดกับคนรัก

“นั่นสิ อือ...เราถ่ายรูปกันเลยดีมั้ยจะได้เสร็จๆไป วันนี้ว่างทั้งวันอยู่แล้วนี่คะ” นรากรเอ่ยถามคนรัก ไหนๆเธอก็ใส่ชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาวแล้วจะได้ไม่เสียเวลามาอีก

“งั้นฝนขอถามเจ้าของร้านก่อนนะคะ” ภาวิณีเดินไปถามเจ้าของร้าน สักพักก็เดินกลับเข้ามาหานรากร

“ว่าไงคะ”

“ทางร้านไม่มีคิวถ่ายใครค่ะ เจ้าของร้านโอเค วันนี้ทั้งวันเป็นคิวของเราค่ะ”

“ต้องให้ได้อย่างนี้สิ งั้นเราไปเตรียมตัวดีกว่านะ” นรากรยิ้มให้พนักงานที่จะพาทั้งสองไปห้องแต่งตัวเพื่อจะถ่ายรูปแต่งงาน

ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์นริสรานั่งคุยกับคุณณรงค์เรื่องโปรเจคงานชิ้นใหม่ พอคุยกันเรื่องงานเสร็จคุณณรงค์จึงเอ่ยถามเรื่องงานแต่งของลูกสาวคนกลาง

 “ลูกดรีม แล้วเรื่องแต่งงานของลูกกับพีล่ะว่าไง”

“คงแต่งปีหน้าค่ะ เราสองคนขอเคลียร์งานให้เสร็จก่อนน่ะค่ะคุณพ่อ”

“ลูกๆของพ่อโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้วสินะ ลูกเดียร์ก็มีคนที่มาดูแลแล้ว”

“ค่ะพ่อ ตอนแรกดรีมก็ห่วงเรื่องน้องเดียร์กับคุณพิมเหมือนกันนะคะเพราะว่าเป็นผู้หญิงทั้งคู่แถมรักสวยรักงามไม่ออกแนวว่าเป็นทอมเหมือนดิว แต่คุณพิมดูแลเดียร์ได้ดีมากเลยค่ะ แล้วก็เป็นคนเดียวที่เปลี่ยนนิสัยน้องเดียร์ให้มีเหตุผลมากขึ้น”

“หึหึหึ นั่นสินะ พ่อเชื่อว่าพิมจะดูแลเดียร์ได้ดี พ่อจึงไปขอร้องให้มาดูแลเดียร์ไง” ณรงค์ยิ้มให้ลูกสาวคนสวยและบอกสิ่งที่เขาต้องการพิมพิกามาเป็นบอดี้การ์ด

“คุณพ่อนี่มองการณ์ไกลจังนะคะ ไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องครอบครัว หนูรักคุณพ่อจังเลยค่ะ” นริสราเดินไปกอดผู้เป็นพ่อและหอมไปอีกฟอดใหญ่

“พ่อก็รักหนู รักครอบครัวของเรา ว่าแต่ดรีมเคลียร์งานเสร็จหรือยังลูก เราจะได้ไปหัวหินกันสักที”

“อีกนิดเดียวค่ะ งั้นดรีมไปทำงานก่อนนะคะ”  นริสราหอมแก้มคุณณรงค์และเดินออกไป ทิ้งให้คุณณรงค์ยิ้มค้างด้วยความรู้สึกปลื้มใจที่ลูกๆมีคนมาดูแลกันหมดแล้ว

 

พิมพิกายืนมองบริเวณจัดงานแต่งงานอย่างชื่นชม  ซุ้มดอกไม้ที่จัดไว้สำหรับถ่าย รูปกับคู่บ่าวสาวก็ตกแต่งเสร็จแล้ว  นรีกานต์เดินมายืนข้างๆคนรัก ร่างบางสอดแขนไปกอดคนรักเอาไว้และส่งยิ้มให้คนที่ก้มลงมาสบตากัน

“พี่พิมอยากแต่งงานแบบนี้มั้ยคะ“”  จู่ๆนรีกานต์ก็เอ่ยถามร่างสูงที่ยังยิ้มอ่อนโยนให้กับเธอ

“ไม่รู้สิ แล้วเดียร์อยากแต่งมั้ยล่ะคะ” พิมพิกาลูบผมยาวสลวยของคนรักแผ่วเบา

“อืม...ไม่แต่งดีกว่า แค่ให้พ่อกับแม่เราอวยพรให้ก็พอค่ะ อีกหน่อยเราก็ย้ายไปอยู่ด้วยกันดีมั้ยคะ เพราะพี่ดิวต้องพาพี่ฝนมาอยู่ที่บ้าน แต่ถ้าพี่ดรีมแต่งงานกับพี่พี พี่ดรีมต้องย้ายไปอยู่บ้านพี่พีแน่ๆ เอาไงดี” นรีกานต์ทำท่าคิด พิมพิกาส่งยิ้มให้อย่างเอ็นดู

“เราสองคนก็อยู่บ้านน้องเดียร์นั่นแหละค่ะ  เดี๋ยวพี่ดิวของน้องเดียร์จะเหงานะคะ บ้านออกใหญ่โตขนาดนั้น อยู่กันยี่สิบกว่าคนก็ไม่เดินชนกันหรอกค่ะ”

“นั่นสิคะ งั้นพี่พิมก็ย้ายมาอยู่บ้านเดียร์ถาวรเลยนะคะ”  นรีกานต์เปลี่ยนจากโอบที่เอวมากอดรอบคอของร่างสูงอย่างออดอ้อน

“ยินดีอย่างยิ่งจ้ะ แต่ว่าน้องเดียร์ต้องไปขอพี่พิมจากพ่อกับแม่ด้วยนะ”

“อ้าวเหรอ“ นึกว่าฉุดมาอยู่ได้เลย อิอิ”

“คนเค้ามีพ่อมีแม่นะคะ แต่พี่เต็มใจมาอยู่ด้วยดีกว่า หน้าด้าน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เดียร์รักพี่พิมที่สุดเลยค่ะ” นรีกานต์ยิ้มกว้างแล้วกอดคนรักไว้แน่น

วันแต่งงานมาถึงแล้ว แขกส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนของนรากรกับภาวิณีและผู้ใหญ่ที่สนิทสนมกันจริงๆเท่านั้น ในงานจึงมีแขกราวๆ 50 คน

นรากรและภาวิณีไปยืนตรงแท่นทำพิธีแล้วทำตามขั้นตอนต่างๆจนมาถึงช่วงสวมแหวน ทั้งสองสาวต้องแลกแหวนเพื่อเป็นสิ่งแทนใจของกันและกัน

“คุณนรากร คุณยินดีรับคุณภาวิณีเป็นภรรยาของคุณหรือไม่“”

“ยินดีรับค่ะ”

“คุณภาวิณี คุณยินดีรับคุณนรากรเป็นสามีของคุณหรือไม่“”

“ยินดีรับค่ะ”

“พ่อขอประกาศว่าทั้งสองคนนี้ได้เป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องแล้วครับ”

พอพิธีอันศักดิ์สิทธิ์จบลง  พิธีกรในงานเชิญคู่บ่าวสาวขึ้นมาบนเวที พอทั้งสองขึ้นมาแล้วพิธีกรก็บอกให้นรากรพูดอะไรกับเจ้าสาวและแขกที่มาร่วมงาน

“ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกๆท่านที่เสียสละมางานแต่งของเราสองคนนะคะ แล้วสิ่งที่ฉันอยากบอกกับเจ้าสาวของฉันก็คือฉันจะรักและดูแลฝนตลอดชีวิตของฉันค่ะ”

“หวานซึ้งมากเลยนะครับ เชิญเจ้าสาวพูดบ้างครับ”

“ฉันจะดูแลดิวและรักดิวตลอดไปค่ะ ขอบคุณนะคะที่รักกัน ขอบคุณค่ะ”   ภาวิณีน้ำตาไหลรินและโผกอดนรากรอย่างตื้นตัน  ทั้งสองกอดกันแน่น แขกที่มาก็ยิ้มยินดีกับทั้งสองสาวไปด้วย ความรักที่ทั้งสองมีให้กันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน

“ต่อไปจะเป็นการโยนช่อดอกไม้นะครับ เชิญสาวๆหน้าเวทีดีกว่าครับ”   พอพิธีกรพูดจบสาวๆที่โสดในงานรีบวิ่งมาที่หน้าเวทีกัน เพื่อจะรอรับช่อดอกไม้ที่เจ้าสาวโยนมาให้ นรีกานต์และพิมพิกาจำต้องเดินออกไปด้วยแต่ยืนอยู่ด้านหลังสุด

ภาวิณียืนหันหลังให้เวทีแล้วหัวเราะขำเพื่อนๆ กำลังจะโยนช่อดอกไม้เพื่อนสาวก็แข่งกันตะโกนบอกให้โยนมาทางนี้ๆ  ภาวิณียิ้มกว้างแล้วโยนช่อดอกไม้ออกไป ดอกไม้ลอยละลิ่วไปตกที่มือของสาวน้อยคนหนึ่ง

หมับ!

“เฮ้ย...มาได้ไงเนี่ย“” นรีกานต์ที่ยืนดูสาวๆแย่งดอกไม้กันอยู่ด้านหลังมองดอกไม้ในมืออย่างงงๆ เธออุตส่าห์ไม่เข้าไปแย่งแล้วนะ

“ว้าว...แฟนพี่รับดอกไม้ได้เหรอเนี่ย สงสัยคู่หน้าคงเป็นเราแล้วล่ะ” ร่างสูงแซวคนรักและโอบไหล่อย่างดีใจ

สาวๆในงานต่างพากันเสียดายแต่ก็ไม่ได้คิดมากอะไร  ทีนี้ก็ถึงเวลาสนุกของงานปาร์ตี้ หนุ่มสาวพากันไปที่ชายหาด พวกผู้ใหญ่นั่งทานอาหารกันตรงหน้าเวที เพราะว่าเสียงเพลงมันดังมากเกินไปจึงต้องมานั่งคุยกันไกลๆหน่อย

“ฉันดีใจด้วยนะดิว ในที่สุดความรักของแกก็ราบรื่นซะที” เพื่อนสมัยเรียนของนรากรเอ่ยขึ้นมาอย่างยินดี

“ขอบใจนะก้อย เราไปสนุกกับเพื่อนๆกันดีกว่าป่ะ” นรากรกอดคอเพื่อนสาวไปหากลุ่มเพื่อนๆของตัวเอง ส่วนภาวิณีก็เข้าไปคุยกับกลุ่มเพื่อนๆของเธอ

พิมพิกาเห็นว่าทุกคนกำลังเมามายและสนุกกันสุดเหวี่ยง เธอเลยจูงมือของคนรักเลี่ยงไปเดินเล่นที่ชายหาดกันสองคน ร่างสูงกอดร่างบางเอาไว้จากด้านหลังและมองที่ท้องนภาแสนสวย คืนนี้มีดาวระยิบระยับอยู่เต็มท้องฟ้าทำให้ทั้งสองมีความสุขมาก

“วันนี้เดียร์มีความสุขจังเลยค่ะ ดีใจที่เห็นพี่ดิวได้แต่งงานกับคนที่รักซะที”

“พี่ก็ดีใจค่ะ ต่อไปคงมีแต่เรื่องดีๆเข้ามาในชีวิตของเราเนอะ” พิมพิกามองใบหน้าสวยของคนรักที่เงยมาสบตากัน

“ค่ะ  ขอบคุณพี่พิมที่รักเดียร์  ดูแลเดียร์มาโดยตลอด ไม่ว่าวันข้างหน้าเราสองคนจะเจอปัญหาอะไร เราจะฟันฝ่าไปด้วยกันนะคะ”

“พี่เต็มใจดูแลเดียร์ค่ะ เราจะจับมือกันไปจนวันตาย พี่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะว่าหัวใจของพี่จะมอบให้กับผู้หญิงด้วยกัน ตอนแรกพี่เครียดมากเลยนะต้องขับรถไปหาพี่แอร์ถึงคอนโดเลย พี่ถึงได้ข้อสรุปและยอมเปิดใจคบกับเดียร์”

“เดียร์ก็ไม่คิดเหมือนกันค่ะ แต่หัวใจของเดียร์มันเต้นแรงเฉพาะพี่พิมคนเดียวนะ”

“พี่ก็เหมือนกันสงสัยเราสองคนคงจะเกิดมาเพื่อกันและกันเนอะ พี่สัญญาจะดูแลเดียร์ไปจนแก่จนเฒ่าเลยนะ เราจะอยู่ด้วยกัน เป็นทุกๆอย่างของกันและกันไปจนตาย”

“ทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” นรีกานต์สบตากับพิมพิกาอย่างแสนหวาน เธอชอบที่คนรักพูดจาหวานหูใส่เธออย่างนี้

“พี่ทำได้สิคะ ก็พี่พิมรักเดียร์นี่นา” พิมพิกามองใบหน้าอีกคนด้วยตาหวานฉ่ำ

“เดียร์ก็รักพี่พิมค่ะ”

พิมพิกาค่อยๆก้มลงไปหาใบหน้าคนรัก  ริมฝีปากของทั้งสองประกบกันอย่างแผ่วเบา พิมพิกาค่อยๆถอนจูบออกมาและกอดร่างบางเอาไว้อย่างแสนรักก่อนจับจูงกันไปพักผ่อนในห้องส่วนตัวของพวกเธอ  ราตรีนี้ความหวานคงได้มาเยือนที่ห้องนอนของทั้งสองสาวแข่งกับห้องเจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นแน่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น