บอดี้การ์ดดูแลหัวใจ

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 13 ไม่ยอมรับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 813
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    2 มี.ค. 60

นรากรขับรถมาส่งภาวิณีที่บ้านของหญิงสาว  คุณมณีแม่ของภาวิณีนั่งรออยู่หน้าบ้าน พอนรากรและภาวิณีเดินเข้ามาใกล้แล้วยกมือไหว้หญิงสูงวัย คุณมณีรับไหว้แล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง นรากรสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อจะฮึดสู้อุปสรรคครั้งนี้ไปพร้อมๆกับคนรัก เธอไม่ยอมปล่อยมือภาวิณีไปแน่นอน

“คุณแม่สบายดีหรือเปล่าคะ”  นรากรเอ่ยถามไปด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ คุณมณีมองเพียงแวบเดียวก็หันกลับไปทิศทางเดิม

“สบายดี ฉันยังไม่ตายง่ายๆหรอก”  เสียงตอบที่แสนห้วนทำให้นรากรมองคนรักที่จับมือเธอเอาไว้แน่น ทั้งสองนิ่งไปสักพักก่อนที่ภาวิณีจะเอ่ยปากพูดในสิ่งที่เธอคิด

“คุณแม่คะ เมื่อไหร่คุณแม่จะยอมรับความรักของเราสักทีล่ะคะ  เราพิสูจน์ให้คุณแม่เห็นแล้วนะคะ ว่าความรักของเรามั่นคงแค่ไหน 5 ปีที่เราสองคนคบกัน ตอนนี้ความรักของเราก็ยังคงอยู่และจะอยู่ตลอดไปค่ะ  ได้โปรดเถอะนะคะคุณแม่  เราสองคนรู้สึกทรมานใจมากเลยที่ความรักของเราทำให้คุณแม่เป็นทุกข์”  ภาวิณีทนเห็นความเฉยชาของมารดาไม่ไหวอีกต่อไป เธอพูดแกมอ้อนวอนมารดาให้เห็นใจในความรักของเธอ

“รู้ตัวไว้ก็ดีว่าฉันเป็นทุกข์ งั้นก็เลิกกันสิ ฉันจะได้สบายใจ” คุณมณีหันมาพูดเสียงกร้าวกับลูกสาวแล้วมองหน้านรากรอย่างรังเกียจ เธอแทบไม่กล้าออกงานสังคมเพราะมีแต่คนถามไถ่เธอถึงความรักที่ผิดแปลกของลูกสาวตลอดทุกครั้ง มันน่าอายยิ่งนัก

“เราทำไม่ได้ค่ะคุณแม่ ฝนขาดดิวไม่ได้ค่ะ” ภาวิณีน้ำตาไหลออกมาโผกอดคนรักเอาไว้แน่น เธอต่อสู้มานานมากแล้วจนรู้สึกอ่อนล้า ทำไมมารดาไม่เห็นใจเธอสักที เธอไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย เธอต้องการเพียงแค่การยอมรับจากครอบครัวเท่านั้นเอง

“ทำไม่ได้อย่างนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องมาเหยียบที่บ้านหลังนี้อีกต่อไป ฉันมีลูกชายแค่คนเดียวเท่านั้น พวกเธอออกไปจากบ้านของฉันได้แล้ว ออกไปสิ!”   คุณมณีตะโกนใส่หน้าของทั้งสองสาว คุณวิษณุวิ่งออกมาจากบ้านรั้งภรรยาเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะเข้าไปผลักหญิงสาวทั้งสองคน

“เกิดอะไรขึ้น คุณไล่ลูกออกจากบ้านทำไม ยัยฝนเป็นลูกสาวเรานะคุณมณี”  คุณวิษณุเอ่ยกับภรรยาเสียงเข้มเมื่อเห็นภรรยาผลักไสลูกสาวคนเล็ก

“ไม่ใช่! ในเมื่อมันรักกันมาก ยอมทุกอย่างเพื่อความรัก โดยไม่คิดถึงจิตใจคนเป็นแม่อย่างฉัน  รู้มั้ยว่าฉันอับอายแค่ไหนที่มีลูกสาวผิดแปลกไปจากผู้หญิงคนอื่นๆ ฉันไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้นะ ลูกสาวฉันถึงต้องเป็นแบบนี้” คุณมณีร้องไห้โฮอย่างเจ็บปวดสายตาจับจ้องลูกสาวคนเล็ก ในใจเธอร้อนดั่งมีไฟแผดเผา ยิ่งเห็นทั้งสองโอบกอดกันก็ยิ่งรับไม่ไหว อยากเข้าไปลากตัวลูกสาวตัวดีไปขังซะให้เข็ดจะได้ไม่ต้องพบเจอใครอีก

“ลูกสาวเราโตแล้วนะคุณมณี ลูกย่อมมีทางเดินเป็นของตัวเอง ส่วนเรื่องความรัก เราบังคับจิตใจใครไม่ได้หรอก ปล่อยลูกของเราให้มีความสุขกับสิ่งที่เขาเลือกเถอะ เขารักใครก็ปล่อยเขาไปเถอะ เราเลี้ยงเขาได้แต่ตัวเท่านั้น คุณลองมองดูให้ดีสิ เด็กสองคนนี้รักกันมากแค่ไหน ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่พวกเขาพิสูจน์ให้เราเห็นว่าความรักของเขายิ่งใหญ่แค่ไหน ดิวเองก็ดูแลลูกสาวเราได้เป็นอย่างดี  ดีมากเสียจนผมยังคิดว่าลูกของเราเป็นเจ้าหญิงไปแล้วด้วยซ้ำ”  คุณวิษณุพูดเพื่อให้ภรรยายอมเปิดใจอย่างใจเย็น เขาพยายามหาเหตุผลมาพูดให้ภรรยารับฟัง

“ฉันทำใจไม่ได้หรอก ไม่ได้จริงๆฉันอายคนอื่นเขา” คุณมณียังคงร้องไห้ไม่หยุด

นรากรกอดกับภาวิณีร้องไห้ออกมาอย่างปวดใจ พวกเธอรู้สึกแย่ที่ความรักครั้งนี้ทำให้บุพการีเสียใจและร้องไห้หนักขนาดนี้ ทั้งสองสบตากันนิ่งก่อนจะพากันนั่งคุกเข่าแล้วยกมือไหว้บุพการีทั้งสองด้วยน้ำตานองหน้า

“คุณพ่อ คุณแม่ ฝนเป็นลูกที่อกตัญญูแต่ฝนรักคุณพ่อคุณแม่มากนะคะ แต่ว่าคนที่ฝนต้องการอยู่ด้วยตลอดชีวิตไม่ใช่ผู้ชายที่คุณแม่หามาให้ ฝนรักดิวได้แค่คนเดียวฝนขอโทษนะคะ ที่ขัดใจคุณแม่” ภาวิณีก้มกราบแทบเท้ามารดาและบิดา นรากรกราบขอขมาทั้งสองท่านด้วยเช่นกันที่ทำให้เรื่องราวใหญ่โตเกิดขึ้น

“ดิวสัญญาว่าจะดูแลฝนเป็นอย่างดีค่ะ จะรักฝนเท่ากับรักชีวิตของตัวเองเลย  ดิว กราบขอโทษที่ทำให้พวกท่านไม่สบายใจแต่ว่าดิวขาดฝนไม่ได้จริงๆค่ะ” นรากรกอดภาวิณีไว้แน่น ทั้งสองสาวค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไปอย่างช้าๆ  ภาวิณีหันมามองบิดากับมารดาอีกครั้งอย่างอาลัยอาวรณ์ เธอคงอกตัญญูมากเลยสินะ ที่เห็นความรักดีกว่าบุพการีทั้งสองท่านแต่เธอไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ รอให้คุณแม่ใจเย็นลงค่อยมาคุยอีกที

“ดิวคะ เราทำถูกหรือเปล่า”  ภาวิณีเรียกนรากรเสียงเบา น้ำเสียงที่เจ็บปวดทำให้นรากรกระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้น

“อีกไม่นานหรอกฝน ดิวจะทำทุกอย่างเพื่อความรักของเรา  หากถึงเวลานั้นดิวจะมากราบขอขมาพ่อกับแม่ของฝนอีกที  ตอนนี้เราสองคนควรไปตั้งหลักก่อน  รอให้ท่านใจเย็นกว่านี้ก่อนนะคะ อย่าห่วงไปเลยนะ ดิวไม่ทิ้งฝนแน่นอน”

“ค่ะ ฝนรักดิวนะคะ” ภาวิณีซบไหล่คนรักอย่างหาที่พึ่งพิง

“ดิวก็รักฝนค่ะ รักฝนมากที่สุดเลยที่รัก”

สองสามีภรรยามองตามลูกสาวที่เดินจากไปด้วยหัวใจแสนเจ็บปวดทรมาน คนที่เป็นพ่อนั้นเข้าใจลูกสาวเป็นอย่างดีแต่คนเป็นแม่นี่สิ อคติกับความรักรูปแบบนี้มานานแล้ว เฮ้อ...นี่เขาจะช่วยลูกสาวยังไงดีนะ ภรรยาเขาทิฐิแรงซะด้วยสิ

“อยากไปไหนก็ไปเลย ปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่”   คุณมณีตะโกนไล่หลังแล้วร้องไห้โฮจนตัวโยนเพราะคำว่าทิฐิคำเดียวแท้ๆที่ทำให้เธอไม่ยอมรับความรักของทั้งสองสาว

นรากรพาภาวิณีมาที่บ้านของเธอ  ภาวิณีเอาแต่ร้องไห้มาตลอดทาง นรากรทำได้แค่ปลอบประโลมเท่านั้น เธอรู้ดีว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้คนรักของเธอคงเสียใจไม่น้อย  ยิ่งถึงขั้นแตกหักกับมารดาด้วยแล้ว คงเจ็บปวดและเสียใจเป็นทวีคูณเลย

“ฝนคะ ดิวขอโทษนะที่ทำให้ฝนต้องทะเลาะกับคุณแม่รุนแรงขนาดนี้”  นรากรก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด เธอรู้สึกเสียใจไม่น้อยที่เกิดเรื่องราวใหญ่โตยากจะแก้ไข

“มันไม่ใช่ความผิดของดิวหรอกค่ะ คุณแม่ไม่เข้าใจความรักของเราสองคน  คงถึงขีดจำกัดแล้วล่ะ บางสิ่งบางอย่างหากเราควบคุมมันไม่ได้ เวลาเท่านั้นที่จะช่วยเราได้”

“ฝนหมายความว่ายังไงคะ” นรากรมองหน้าคนรัก ไม่เข้าใจในสิ่งที่คนรักกำลังสื่อให้เธอเข้าใจ

“คุณแม่อาจเข้าใจความรักของเราในสักวันหนึ่งก็ได้ เวลาเท่านั้นค่ะที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นมา เราจะอยู่ด้วยกันที่นี่  ฝนจะพิสูจน์ให้คุณแม่เห็นว่าความรักของเรามั่นคงแค่ไหน” สายตาที่มองคนรักนั้นช่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวจนนรากรโผกอดภาวิณีเอาไว้แน่น

“ดิวรักฝนค่ะ รักมากที่สุดเลย ดิวจะดูแลฝนเองนะ เรามาพิสูจน์ด้วยกันอีกครั้งนะคะ ความรักของเราจะยืนยาวตลอดไปนะคะคนดี”

“ค่ะที่รัก” ทั้งสองสาวกอดกันเอาไว้แน่นแม้จะรู้สึกเสียใจที่ทำให้คุณมณีเสียใจกับความรักของพวกเธอแต่พวกเธอขาดกันไม่ได้จริงๆ  ทั้งสองสาวหวังว่าสักวันคุณมณีจะยอมรับและเข้าใจพวกเธออย่างเต็มใจ

“ดิว ฝน เป็นอะไรไปน่ะ ร้องไห้กันทำไม” นริสราเดินเข้าบ้านมาเห็นทั้งสองสาวนั่งกอดกันร้องไห้อยู่ที่โซฟาก็ตกใจ

“กลับมาแล้วเหรอดรีม” นรากรยิ้มบางๆให้น้องสาวฝาแฝด

“เล่าให้ดรีมฟังก่อน ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น” นริสราเอ่ยคาดคั้นพี่สาว

นรากรเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นริสราฟัง นรากรเล่าไปด้วยหัวใจที่เจ็บปวด สงสารคนรักและรู้สึกผิดที่ทำให้คุณมณีซึ่งมีฐานะเป็นมารดาของคนที่รักที่สุดต้องร้องไห้เสียใจ

“ใจเย็นๆนะดิว  ดรีมคิดว่าสักวันคุณแม่ของฝนท่านต้องเข้าใจและก็ยอมรับความรักในรูปแบบนี้ได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลามากกว่านี้อีกสักหน่อย”  นริสราพูดปลอบภาวิณีที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น เธอรู้สึกสงสารทั้งสองสาวจับใจ

“ดรีมพูดเหมือนฝนเลย สงสัยเราคงต้องอดทนและยอมรับมันใช่มั้ย”  นรากรถอนหายใจแล้วพิงหลังกับโซฟาอย่างหมดแรง

“สู้ๆนะดิว ฝน เราเชื่อว่าความรักจะเอาชนะทุกอย่าง” นริสรายิ้มเป็นกำลังให้สองสาว คำพูดให้กำลังใจได้ผลเมื่อทั้งสองยิ้มตอบกลับมา

“ขอบใจนะดรีม” ภาวิณียิ้มให้นริสราอย่างจริงใจ

“ช่วงนี้ฝนก็มาช่วยงานดิวสิ แล้วมาอยู่ที่นี่กับเรา จริงมั้ยดิว”

“ใช่จ้ะ วันอาทิตย์นี้คุณพ่อกับคุณแม่ก็จะกลับมาแล้ว ท่านคงดีใจที่เจอฝนที่นี่นะ” นรากรมองคนข้างๆแล้วยิ้มกว้างซึ่งภาวิณีส่งยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน

“ไปพักผ่อนกันก่อนดีกว่านะ ดิวพาฝนไปพักผ่อนป่ะ”  นริสราบอกพี่สาวให้พาอีกคนไปพักผ่อน ดูจากสีหน้าภาวิณีคงร้องไห้หนักมากถึงได้ตาบวมอย่างนี้

“อือได้ ไปกันเถอะฝน”

“จ้ะ” ภาวิณีลุกตามนรากรขึ้นไปในห้องนอน นริสราจึงเดินเข้าห้องตัวเองบ้าง

พอเข้ามาในห้องนอนนริสรากดเบอร์โทรออกหาคนรักของเธอทันที เพราะนี่ถือว่าเรื่องใหญ่พอดู เรื่องราวมันใหญ่โตเกินกว่าที่เธอจะคิดหาทางออกเพียงคนเดียว

“พี ดรีมมีเรื่องกลุ้มใจ พีพอจะรับฟังดรีมได้มั้ยคะ”

“มีอะไรเหรอครับดรีม ผมยินดีรับฟังคุณเสมอนะครับที่รัก”

“เรื่องพี่สาวฝาแฝดของดรีมน่ะค่ะ”

“ดิวเหรอ เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

“คุณแม่ของฝนท่านไม่ปลื้มน่ะสิคะ ตอนนี้ฝนมาอยู่ที่บ้านของดรีม  ดูเหมือนท่านจะไล่ฝนออกจากบ้านนะคะ”

“เรื่องใหญ่มากเลยนะครับเนี่ย อือ...ผมว่าคงต้องรอเวลาอย่างเดียวนะ เพื่อจะให้ผู้ใหญ่ได้ทำใจบ้าง คุณแม่ฝนคงรับไม่ได้น่ะดรีม”

“เฮ้อ...นั่นสิคะ คงต้องรอเวลาอย่างเดียวจริงๆ”

“อย่าคิดมากนะครับดรีม ผมว่าถ้าดิวกับฝนพิสูจน์ตัวเองได้  ประมาณว่าสามารถรักกันได้โดยที่ดูแลกันและกันได้น่ะครับ”

“งงค่ะ อธิบายให้เคลียร์หน่อยสิพี ทุกวันนี้ทั้งสองคนก็ดูแลกันดีอยู่แล้วนี่คะ”

“ก็ไม่ง้อผู้ชายยังไงล่ะครับ  เป็นผู้หญิงเก่ง ทำงานเก่ง สามารถดูแลตัวเองและคนรักได้ แสดงให้คุณแม่ของฝนเห็นว่าดิวก็สามารถดูแลฝนได้ไม่แพ้ผู้ชายไงล่ะครับ”

“อ๋อ...เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก  ดิวเค้าดูแลฝนดีเยี่ยมค่ะ ดรีมจะให้ฝนมาทำงานกับดิวดีมั้ยพี”

“ก็ดีนะ ผมเห็นด้วย อย่างน้อยช่วงนี้จะได้ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่าน”

“งั้นเอาตามนี่แหละ ว่าแต่พีอยู่ไหนคะเนี่ย”

“อยู่คอนโดครับที่รัก ผมเพิ่งกลับมาถึงเมื่อกี้นี่เอง คิดถึงดรีมจัง”

“ดรีมก็คิดถึงพีมากๆเลยค่ะ วันอาทิตย์นี้พีมาทานข้าวที่บ้านดรีมนะคะ”

“ได้สิครับ แค่นี้ก่อนนะ ผมชักง่วงแล้วสิ” ชายหนุ่มอ้าปากหาวคนอีกฝ่ายได้ยิน

“งานหนักเหรอคะพี”

“ครับ ช่วงนี้นักท่องเที่ยวมาพักผ่อนที่เมืองไทยเยอะ ผมต้องเข้าประชุมทุกวันเลยเรื่องการเพิ่มเที่ยวบินให้กับนักท่องเที่ยวน่ะครับ”

“เป็นถึงท่านประธานสายการบินใหญ่งานต้องหนักอยู่แล้วค่ะ  แต่ว่าอย่าไปเผลอสนใจแอร์สาวๆนะคะ ไม่งั้นดรีมเอาพีตายแน่ๆ”

“กลัวแล้วคร๊าบ ผมรักดรีมจะตายไป นี่ก็ว่าจะให้คุณพ่อคุณแม่ไปขอที่รักแล้วเนี่ย อยากนอนกอดทุกคืนทุกวันเลยรู้มั้ยครับคนสวย”

“ถ้าอยากกอดทุกวันก็มาคุยกับคุณพ่อคุณแม่สิ แค่นี้นะ ฝันดีค่ะ” นริสราวางสายไปพร้อมรอยยิ้มหวาน เธอคบกับแฟนหนุ่มตั้งแต่สมัยเรียน  พีรยุทธเป็นผู้ชายที่สุดแสนจะเพอร์เฟค หล่อ รวย นิสัยดี รักเดียวใจเดียว ตอนที่เจอกันครั้งแรกชายหนุ่มก็ตกหลุมรักนริสราทันที กว่าหญิงสาวจะยอมตอบตกลงคบหากับเขาก็ผ่านไป 1ปี แต่ด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย นริสราจึงยอมใจอ่อนรับรักพีรยุทธในที่สุด แล้วชายหนุ่มได้พิสูจน์ให้เธอเห็นมาตลอดว่าไม่เคยมีใครอื่นแถมยังเอาใจเธอเก่งอีกต่างหากผู้ชายแสนดีแบบนี้เธอคงไม่ปล่อยให้หลุดมือไปหรอกเพราะเขาคือผู้ชายคนเดียวที่ได้หัวใจของเธอไป

 

พิมพิกานอนดิ้นอยู่บนที่นอน  บาดแผลที่ได้รับบาดเจ็บเริ่มเล่นงานทำให้มีอาการไข้ขึ้น นรีกานต์นั่งมองคนรักอย่างเป็นห่วงเธอให้กินยาลดไข้และคอยเช็ดตัวให้บ่อยๆดีที่เธอขออาจารย์หมอว่าเธอจะนอนที่เต็นท์ข้างล่างกับพิมพิกา เพราะคาดว่าคนรักต้องมีไข้ตอนกลางคืนแน่ๆซึ่งมันก็เป็นความจริง รอบเต็นท์มีบอดี้การ์ดของร่างสูงคอยดูแลความปลอดภัยให้อยู่ไม่ห่าง นรีกานต์ดูแลทุกอย่างได้เป็นอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง

“พี่พิม หนาวมากมั้ยคะ”

“ไม่เท่าไหร่หรอกเดียร์ พี่ขอโทษนะคะ ที่ทำให้เดียร์ต้องมาลำบากแบบนี้”

“เดียร์ยินดีค่ะ ถ้าเป็นพี่พิม เดียร์ยินดีทำให้เสมอนะคะ”

“ขอบคุณนะคะที่รัก”   พิมพิกาเอื้อมมือไปจับมือนรีกานต์มาจูบเบาๆ เธอยอมรับว่ารักผู้หญิงคนนี้มากเหลือเกิน ถ้าหากถูกจับแยกออกจากกันจะเป็นยังไงนะ

“หลับเถอะค่ะ เดียร์นอนอยู่ข้างๆนี่เอง มีอะไรปลุกเดียร์ได้ตลอดนะคะ” นรีกานต์โน้มตัวไปกระซิบเบาๆข้างแก้มคนรักและหอมแก้มนวลไปฟอดใหญ่

“จ้ะ นอนเถอะคนดีของพี่” ทั้งสองหลับตาและกอดกันไว้อย่างต้องการไออุ่น

 ช่วงเช้าพิมพิกาและนรีกานต์ได้รับอนุญาตให้กลับกรุงเทพฯไปก่อนกำหนด 1 วันเนื่องจากแผลของพิมพิกามีอาการอักเสบและบวมมาก แม้จะมีหมอคอยดูแลแต่ว่ายาและเครื่องมือก็ไม่เพียงพอ คณะอาจารย์จึงอนุญาตให้ทั้งสองกลับกันก่อนได้

นรีกานต์โอบกอดพิมพิกาไว้อย่างหวงแหน เธอให้ต่อพงศ์เป็นคนขับรถไปกรุงเทพ พิมพิกาหลับมาตลอดทางจนถึงโรงพยาบาล  

พอคุณหมอเข้ามาตรวจอาการของร่างสูงและให้พักที่ห้องพักผู้ป่วย  ร่างบางตามไปเฝ้าไม่ห่างเพราะห่วงใยคนที่นอนอยู่บนเตียงนอนผู้ป่วยสุดหัวใจ

“เจ็บแผลมากมั้ยคะพี่พิม”

“เจ็บมากเหมือนกันแต่อย่าห่วงเลยนะ อีกไม่กี่วันก็หายแล้วล่ะ” พิมพิกามองหน้าคนรัก ทำไมเธอจะไม่รู้ว่านรีกานต์เจ็บปวดมากแค่ไหนที่เห็นเธอบาดเจ็บแบบนี้

“เดียร์ไม่อยากเห็นพี่พิมเจ็บตัวแบบนี้เลยค่ะ หัวใจเดียร์เจ็บปวดทุกครั้งเลยนะ”

“ไม่เอาน่าคนดี อย่าขี้แยสิคะ พี่พิมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย”

“ไม่ขี้แยก็ได้ หายเร็วๆนะคะ” นรีกานต์ก้มลงไปจูบแก้มคนรักเบาๆ

“กำลังใจดีอย่างนี้ พี่ต้องรีบหายแล้วพาน้องเดียร์ของพี่พิมไปเที่ยวกันสองต่อสองดีมั้ยคะ” พิมพิกาพูดแหย่คนรักให้ได้ยิ้มกว้าง

“ทำอย่างที่พูดด้วยนะ ไม่งั้นเดียร์จะทำให้พี่พิม...”  นรีกานต์มองหน้าคนรักอย่างเจ้าเล่ห์ สายตาไล่มองไปตามเรือนร่างของพิมพิกา

“ทำให้พี่พิม... อะไรเหรอคะ” ร่างสูงเลิกคิ้วมองหน้าคนรักอย่างสงสัย

“ทำให้พี่พิมไม่ได้หลับได้นอนยังไงล่ะคะ” นรีกานต์มองพิมพิกาด้วยสายตาหวานฉ่ำแต่คนฟังกลับใจเต้นแรงอย่างถูกใจ

“โอ้...หื่นมากนะที่รัก” พิมพิกาเบิกตาโตก่อนจะยิ้มออกมาอย่างขำๆ แฟนเธอช่างกล้าพูดนะ แต่เอ๊ะ...แฟนเธอกล้าเรื่องนี้เสมอนี่นา อิอิ ขี้อายก็สุดๆเหมือนกัน

“ไม่เชื่อก็คอยดูสิคะ ชิ!” นรีกานต์ย่นจมูกเล็กน้อยอย่างแสนงอนแต่ก็อมยิ้ม

“งั้นพี่ขอเบี้ยวตอนนี้เลยนะ พี่อยากออกกำลังกาย ยิ่งไม่ได้พักผ่อนพี่ยิ่งชอบค่ะ” พิมพิกาทำหน้าหื่นใส่คนรักและพูดเสียงแหบพร่าให้อีกคนหน้าแดงก่ำ

“พี่พิมบ้า เค้าแค่พูดเล่นตัวเองคิดจริงๆเหรอเนี่ย หลับไปเลยคนบ้ากาม” นรีกานต์เดินหนีไปนั่งที่โซฟา ทิ้งให้ร่างสูงหัวเราะชอบใจอยู่คนเดียว

พิมพิกานอนหลับไปเพราะฤทธิ์ยาที่คุณหมอจัดให้  นรีกานต์จึงนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟาแต่เธอก็มองไปทางคนรักบ่อยๆเผื่ออีกคนจะตื่นแล้วต้องการอะไร... สักพักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาพร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนและชายหนุ่มอายุประมาณ  36ปีเดินเข้ามาในห้อง นรีกานต์ลุกขึ้นยืนแล้วยกมือไหว้ผู้ใหญ่อย่างนอบน้อม

“สวัสดีค่ะเอ่อ... พวกคุณคือ“” นรีกานต์มองผู้มาใหม่อย่างสงสัยเพราะไม่รู้จัก

“ฉันเป็นพ่อของพิมพิกาชื่อบุญเพิ่มและนี่พี่ชายของพิมชื่อว่าพล” ชายวัยกลางคนยิ้มให้นรีกานต์อย่างอ่อนโยนและแนะนำตัวเองให้อีกคนรู้จัก

“สวัสดีอีกครั้งนะคะ เชิญคุณพ่อกับพี่พลนั่งก่อนนะคะพี่พิมหลับอยู่ค่ะ” นรีกานต์เชื้อเชิญทั้งสองอย่างนอบน้อมและผายมือไปทางโซฟา

“หนูเดียร์ใช่มั้ยจ๊ะ โตขึ้นสวยมากๆเลยนะ พ่อเห็นครั้งล่าสุดยังวิ่งตามพวกพี่ๆของหนูอยู่เลย” บุญเพิ่มทักร่างบางที่ส่งยิ้มมาให้อย่างเขินอายเล็กน้อย

บุญเพิ่มหัวเราะชอบใจ โดยไม่ทันได้มองพลพรรคลูกชายจอมเจ้าชู้ที่กำลังนั่งมองนรีกานต์ด้วยสายตาเจ้าชู้ และแอบแทะโลมรูปร่างเล็กที่มีหน้าอกหน้าใจใหญ่จนอยากสัมผัส บุญเพิ่มยังชวนนรีกานต์คุยไปเรื่อยๆจนคนที่นอนอยู่บนเตียงเริ่มรู้สึกตัว

“พ่อมาได้ไงคะ”   พิมพิกาลืมตาขึ้นมาเจอพ่อและพี่ชายก็ตกใจเล็กน้อย เธอไม่ได้โทรบอกใครเลยแล้วทั้งสองคนมาได้ยังไงกัน

“ตัวแสบตื่นแล้วเหรอ เป็นไงบ้างล่ะ” บุญเพิ่มลูบผมลูกสาวแผ่วเบาอย่างห่วงใย

“นิดหน่อยเองค่ะพ่อ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”  พิมพิกาทำหน้ามุ่ย เธออยากให้พ่อของเธอเห็นด้านเข้มแข็งของเธอมากกว่าด้านที่อ่อนแอ

“ต่อไปก็ระวังตัวให้มากกว่านี้นะพิม  รู้มั้ยว่าเราน่ะประมาทมากเลยถูกยิงแบบนี้” บุญเพิ่มพูดเตือนลูกสาวสุดที่รักเพราะเขารู้ฝีมือลูกสาวเป็นอย่างดี

“ค่ะพ่อ ต่อไปพิมจะระวังตัวให้มากกว่านี้” พิมพิกายิ้มให้บิดาแต่สายตากลับมองไปที่พี่ชายที่นั่งจีบแฟนเธออยู่ไม่ห่าง อารมณ์หึงจึงพุ่งปรี๊ดออกมาอย่างหยุดไม่อยู่

“เดียร์มาหาพี่หน่อยสิ”  เสียงเข้มพร้อมสายตาที่วาวโรจน์ทำให้นรีกานต์แอบกลืนน้ำลายแล้วรีบวิ่งไปหาคนรักทันที เธอไม่เคยได้ยินพิมพิกาพูดน้ำเสียงแบบนี้กับเธอสัก ครั้งเดียว พี่พิมของเธอเป็นอะไรไปนะ น่ากลัวอ่ะ

“พี่พิมต้องการอะไรหรือเปล่าคะ” นรีกานต์ยืนอีกฝั่งกับบุญเพิ่มแต่พลพรรคก็เดินมายืนข้างๆนรีกานต์อีกพร้อมส่งยิ้มหวานให้ตลอด พิมพิกามองพี่ชายแบบเคืองๆนี่ไม่รู้มันจะตามมาส่งสายตาหวานฉ่ำอีกทำไม ไอ้พี่บ้าเอ๊ย...

“ไม่เอาอะไรหรอกค่ะ แต่ว่า...ไอ้พี่พลเมื่อไหร่จะเลิกมองแฟนพิมแบบนี้ซะทีฮะ”พิมพิกาตะโกนใส่พี่ชายจนพ่อและพี่ชายอ้าปากค้าง นรีกานต์ส่งยิ้มแห้งๆให้คนทั้งสองอย่างเอียงอายเพราะทำตัวไม่ถูก

“เอ่อ...พ่อฟังผิดไปหรือเปล่าฮึ เมื่อกี้พิมบอกว่าหนูเดียร์เป็นอะไรกับพิม” บุญเพิ่มถามอย่างไม่มั่นใจนักเพราะลูกสาวไม่มีทีท่าว่าจะรักชอบผู้หญิงด้วยกันมาก่อน

“ค่ะพ่อ เราสองคนเป็นแฟนกัน เรารักกันมาก”  พิมพิกาจ้องบิดาที่ยืนตะลึงทำตาปริบๆ เธอได้แต่รอลุ้นว่าพ่อของเธอจะพูดว่ายังไงบ้าง

“แกจะบ้าเหรอฮะ แกกับน้องเค้าเป็นผู้หญิงเหมือนกันนะเว้ย” พลพรรคตะโกนใส่หน้าน้องสาว เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนหากคนอื่นรู้ว่ามีน้องสาวผิดเพศแบบนี้

“ผู้หญิงด้วยกันแล้วไง คนมันรักไปแล้วนี่หว่า” พิมพิกาเถียงกลับไปอย่างไม่ยอม

“โถ! ไอ้น้องบ้า ฉันไม่คิดเลยนะ ว่าแกจะมีใจวิปริตอย่างนี้เนี่ย” พลพรรคชี้หน้าว่าน้องสาวแต่ดันไปกระตุ้นอารมณ์ของพิมพิกาอย่างแรง

“ไอ้พล! พ่อคะ พิมขออัดไอ้พี่ปากหมาหน่อยนะคะ”  พิมพิกากระโดนลงจากเตียง  นรีกานต์รีบเข้าไปจับตัวคนรักเอาไว้ทันที บุญเพิ่มก็รีบจับลูกชายเอาไว้เหมือนกัน

“พอ! ทะเลาะกันตั้งแต่เล็กจนโตไม่เบื่อกันบ้างหรือไง” บุญเพิ่มมองหน้าลูกชายทีลูกสาวที พิมพิกาและพลพรรคจ้องตากันอย่างกับจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง

“มันว่าพิมวิปริตก่อนนี่พ่อ ทำไมล่ะความรักมันห้ามกันได้ด้วยหรือไง” พิมพิกายังจะเดินหน้าไปหาพี่ชายแต่นรีกานต์ห้ามเอาไว้ก่อน

“พี่พิมใจเย็นๆสิคะ ค่อยๆคุยกันก็ได้นี่คะ นะคะ” นรีกานต์มองหน้าคนรัก พิมพิกาสบตากับนรีกานต์ก็อ่อนลงและยอมยืนนิ่งๆ คนเป็นพ่อก็ได้แต่มองอย่างแปลกใจ

“เออแฮะ! มีคนปราบตัวแสบเราได้ด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”  บุญเพิ่มหัวเราะเสียงดัง เขารู้ดีว่าลูกสาวของเขาเป็นคนดื้อเงียบแต่บทจะใจร้อนก็ไม่มีใครฉุดอยู่เลย  มีแต่สายใจแม่ของลูกๆเขานี่แหละที่เอาอยู่หมัด ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ

“คุณพ่อคะ เดียร์อยากให้เข้าใจเราสองคน พวกเราไม่อยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้หรอกนะคะ แต่จะให้เราทำยังไงได้ในเมื่อเรารักกันไปแล้ว” นรีกานต์พูดจริงจังและมองสบตากับบุญเพิ่ม เธอไม่ยอมเสียพิมพิกาไปเด็ดขาด

“พ่อเข้าใจ พ่อก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ ดีซะอีกจะได้ดองกับณรงค์มันด้วย” บุญเพิ่มยิ้มให้ทั้งสองสาวที่ยืนยิ้มกว้างดีใจด้วยกันทั้งคู่

“พ่อครับ ทำไมพ่อยอมรับความรักแบบนี้ล่ะ ผมอายคนอื่นเขานะที่มีน้องสาวเป็นพวกผิดปกติแบบนี้เนี่ย” พลพรรคยังคงไม่เห็นด้วยกับบิดา

“พี่จะเอายังไง“ ตอนที่พี่พาใครต่อใครมาที่บ้านหรือพี่จะไปนอนกับผู้หญิงคนไหน พิมเคยก้าวก่ายและต่อว่าพี่มั้ย ไม่เลยพิมเห็นว่าพี่โตแล้ว พี่มีหัวคิดแม้จะไม่มีจิตสำนึกก็เถอะ” พิมพิกาชี้หน้าพลพรรคขณะพูด

“จิตสำนึกอะไร พูดให้มันดีๆนะเว้ย”

“พี่อรกับลูกชายพี่ไง  พี่เคยเห็นหน้าลูกพี่กี่ครั้ง เคยกอดเคยถามอ้นบ้างมั้ย ทั้งๆที่ทำตัวแย่มากขนาดนี้ ใครๆก็เอื่อมระอาแต่พิมก็ไม่เคยดูถูกพี่เลยสักครั้งเดียว” พิมพิกาจ้องมองพลพรรคที่มองหน้าน้องสาวอย่างอึ้งๆ

ตลอดเวลาที่เขาเมากลับมาบ้าน คนที่ดูแลก็มีแต่น้องสาวคนนี้ แม้เขาจะคว้าสาวที่ไหนมานอน ตอนเช้าก็มีน้องสาวคนนี้แหละที่มาเคลียร์ปัญหาให้ตลอด ยิ่งลูกชายคนเดียวของเขาลูกที่เขาไม่เคยดูแลเลยสักครั้ง น้องสาวเขาก็เป็นคนเลี้ยงและดูแลให้แถมยังดูแลอดีตภรรยาของเขาเป็นอย่างดี พลพรรคเงยหน้ามองน้องสาวก่อนจะเดินเข้าไปกอดพิมพิกาเอาไว้แน่น

“พี่ขอโทษนะพิม พี่มันเลวเอง ยกโทษให้พี่นะ”  พลพรรคน้ำตาคลอเบ้าด้วยความสำนึกผิด บุญเพิ่มยิ้มน้อยๆอย่างยินดีที่พี่น้องเข้าใจกันได้สักที

“ฉันไม่เคยโกรธพี่เลยนะพี่พลแต่ว่าความรักของฉันกับเดียร์ เราสองคนจริงจังนะ” พิมพิกาตบไหล่พี่ชายเบาๆและเอ่ยอย่างหนักแน่น

“พี่เข้าใจแล้ว พี่ขอโทษนะที่พูดกับพิมแรงไปหน่อย พี่ขอโทษนะครับน้องเดียร์” ชายหนุ่มหันไปขอโทษนรีกานต์ที่ยืนอยู่ด้านหลังของพิมพิกาอย่างจริงใจ

“ค่ะ เดียร์ให้อภัยพี่พลค่ะ” นรีกานต์ยิ้มบางๆให้ชายหนุ่ม

“เอาล่ะๆ พ่อคิดว่าเราควรปล่อยให้พิมพักผ่อนนะ เรากลับกันเถอะพล”

“ครับพ่อ หายเร็วๆนะพิม พี่ไปก่อนนะครับน้องเดียร์”

“ค่ะ สวัสดีค่ะคุณพ่อ พี่พล” นรีกานต์ยกมือไหว้ลาทั้งสองและยิ้มให้บางๆเช่นเดิม

“ถ้าว่างก็พาหนูเดียร์ไปกินข้าวที่บ้านเราบ้างนะ แม่สายจะกลับมาตอนสิ้นเดือนนี้นะพิม ยังไงก็พาแฟนไปไหว้แม่ด้วยล่ะ”

“ขอบคุณค่ะพ่อที่เข้าใจพิมเสมอ” พิมพิกาส่งยิ้มขอบคุณบิดาอย่างซึ้งใจ

“ก็พิมเป็นลูกของพ่อนี่นา” สองพ่อลูกส่งยิ้มให้กันอย่างเข้าใจก่อนเดินออกไปจากห้องผู้ป่วย พลพรรคอมยิ้มเล็กน้อยที่เข้าใจกับน้องสาวคนเดียวของเขาสักที

“เฮ้อ! ผ่านไปได้ด้วยดี นึกว่าจะได้วางมวยซะแล้ว”  พิมพิกาถอนหายใจอย่างโล่ง อก เธอกับพี่ชายต่อยตีกันแทบทุกครั้งที่ได้เจอหน้ากันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆแล้ว

“พี่พิมนี่บทจะใจร้อนก็ดุน่าดูเหมือนกันนะคะ เดียร์เพิ่งเคยเห็นพี่พิมเป็นแบบนี้” นรีกานต์เดินมากอดคนรักเอาไว้หลังอยู่กันตามลำพัง

“พี่กับพี่พลเราตีกันมาตั้งแต่เด็กๆแหละ แต่พี่พลเขาสู้พี่ไม่ได้หรอกนะ”

“จ้า พี่พิมเก่งที่สุดเลย แต่ตอนนี้พยาบาลมารอล้างแผลให้แล้วล่ะค่ะ”

“ขออนุญาตค่ะ” พยาบาลสาวเดินเข้าไปใกล้ๆเตียงแล้วปิดม่านจนรอบเตียงก่อนจะลงมือทำแผลให้พิมพิกา

“ซี้ด...โอ๊ะ...อ๊า...เบาๆหน่อยสิคะคุณพยาบาล โอ๊ย...” พิมพิกาครางเสียงกระเส่าเมื่อโดนแอลกอฮอล์  นรีกานต์ทนฟังเสียงคนรักไม่ไหวจึงเปิดม่านเข้าไปยืนใกล้ๆคนรักและทำหน้าดุอย่างกับยักษ์ก็ไม่ปาน

“จะร้องครวญครางอีกนานมั้ยคะ หุบปากให้สนิทเลยนะพี่พิม” นรีกานต์จ้องหน้าพยาบาลก่อนตวัดสายตาไปมองคนรักให้ได้สะดุ้งเฮือก

พิมพิกาหุบปากแล้วทำหน้านิ่วเจ็บปวดขณะพยาบาลทำแผลให้ เมื่อทำแผลเสร็จพยาบาลก็ขอตัวออกไปจากห้อง  ทิ้งให้คนน้ำตาเล็ดนั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเตียงกับสาวตาดุที่จ้องคนรักไม่วางตาแต่พอเห็นอีกคนขมวดคิ้วหน้างอร่างบางจึงใจอ่อน

“แสบมากมั้ยค่ะ” นรีกานต์พูดเสียงอ่อนกับคนรัก มือบางลูบแก้มนวลเบาๆ

“อือๆ” พิมพิกาพยักหน้าหงึกหงัก

“จุ๊บ... หายเจ็บหายแสบหรือยังที่รัก”  นรีกานต์ขยับไปจูบคนรักและเอ่ยถามด้วยหน้าตาน่ารักน่าหยิก

“หายแล้วล่ะแต่ถ้าจะให้ดีขออย่างอื่นด้วยได้มั้ยคะ” พิมพิกาส่งยิ้มกรุ่มกริ่มให้ร่างบางได้เขินอาย ใบหน้าคมแดงระเรื่อไปจนถึงใบหู

“เดี๋ยวเถอะ อยากเจ็บมากกว่านี้มั้ยคะ” ร่างบางยกมือจะตีแผลของอีกคน ร่างสูงรีบเอามือปิดแผลเอาไว้อย่างอัตโนมัติทันที

“โหดอ่ะ” พิมพิกาสะบัดหน้างอนๆ ร่างบางได้แต่อมยิ้มขำๆ

“ไปกินข้าวดีกว่า ไม่อยากสนใจคนขี้งอนแล้วล่ะ” ร่างบางเดินหนีไปดื้อๆทำให้คนที่อยู่ในอาการงอนได้แต่อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกที่แฟนไม่ยอมง้อ

 

เหล่าสายลับของพิมพิกาทำงานได้ดีเยี่ยมภายใต้การดูแลของปีเตอร์ ทุกคนกำลังรวบรวมหลักฐานที่หามาได้ให้เจ้านายสาวที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล  ปีเตอร์คอยส่งรายงานการปฏิบัติการให้พิมพิกาตลอด  พิมพิกาจึงรู้ว่ากลุ่มค้ายาของท่านบดินทร์เริ่มถูกทำลายจากหน่วยลับของเธอและจากสารวัตรวุฒินันท์  แม้สารวัตรหนุ่มขอมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง แต่พิมพิกาก็ไม่อนุญาตเพราะไม่อยากให้คนรักคิดมากเรื่องที่สารวัตรแอบมีใจให้เธอ  นรีกานต์เป็นคนฉลาดมองแวบเดียวก็คงจะรู้แล้ว เธอไม่กล้าเสี่ยง ยิ่งตอนโมโหหึงร่างบางจะแรงมากกว่าเดิมหลายสิบเท่าเลยทีเดียว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น

  1. #15 Koy (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มีนาคม 2560 / 19:46
    พิมหึงด้วยยยย

    น่ารักมากกก
    #15
    0