บอดี้การ์ดดูแลหัวใจ

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 11 เนียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 898
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    1 มี.ค. 60

ช่วงค่ำพิมพิกาพานรีกานต์ไปอาบน้ำ ห้องอาบน้ำรวมของกลุ่มผู้หญิงชาวบ้านได้สร้างเอาไว้หลังโรงเรียน มีหลังคาปิดมิดชิดสามารถเข้าไปอาบพร้อมๆกันได้หลายๆคน  แม้จะอาบรวมกันแต่ก็มีผนังไม้ไผ่กั้นให้เป็นล็อกๆ พิมพิกาใส่ผ้าถุงที่เตรียมมาเมื่อถอดเสื้อผ้าออกหมดจึงเดินเข้าไปล็อกสุดท้ายตามด้วยร่างบางที่ใส่ผ้าถุงลายเดียวกัน  สองสาวต่างอาบน้ำและช่วยกันถูหลังให้แก่กัน แต่ทั้งสองต้องรีบอาบน้ำให้เสร็จในเวลาอัน รวดเร็วเนื่องจากน้ำในตุ่มใบใหญ่นั่นเย็นมากอย่างกับมีใครเอาน้ำแข็งมาแช่เอาไว้ก่อนหน้านี้เลยก็ว่าได้

“บรื้อ...หนาวชะมัดเลยค่ะ เดียร์เช็ดผมให้แห้งๆนะเดี๋ยวเป็นหวัด”  พิมพิกาหันไปบอกคนรักที่นั่งหนาวสั่นอยู่บนฟูก

“มะ ไม่คิดว่าตะ ตอนกลางคะ คืนจะหนาวได้ขนาดนี้นะคะ บรื้อ...”  นรีกานต์พูดเสียงกระท่อนกระแท่น ร่างสูงยิ้มขำคนรักเมื่อได้ยินเสียงฟันกระทบกันคงจะหนาวมากเลยสิเนี่ย ทีตอนกลางวันร้อนตับแทบแตก

“พี่เช็ดผมให้แล้วกัน ห่มผ้าเอาไว้ก่อนนะ”  พิมพิกาคลี่ผ้าห่มผืนหนาแล้วคลุมไหล่ให้คนรัก นรีกานต์ส่งยิ้มหวานให้อย่างน่ารักเพื่อเป็นการขอบคุณ

“ขอบคุณค่ะพี่พิม รีบเข้ามาในผ้าห่มนะคะที่รัก อยากให้กอด”  นรีกานต์กระซิบที่ข้างหูคนรัก มือบางกระชับผ้าห่มเอาไว้แน่น

 พิมพิการีบเช็ดผมแล้วเอาไดร์มาเป่าผมร่างบางจนแห้งแล้วจัดการผมของตัวเองกว่าจะเสร็จเวลาได้ผ่านไป 2 ทุ่ม  นักศึกษาเริ่มทยอยขึ้นมานอนประจำที่ของแต่ละคน  อรจิรารีบวิ่งมาซุกที่นอนของพิมพิกา เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จจึงมีอาการหนาวสั่นไม่แพ้นรีกานต์ตอนแรกๆเลย พิมพิกายิ้มขำพี่สาวที่ปากสั่นตัวสั่น เธอก็หนาวนะแต่ไม่ถึงกับสั่นสะท้าน ถือว่าโชคดีที่เธอชอบออกกำลังกาย

“โอ๊ย... หนาวๆ พิมพี่ขอซุกแป๊บหนึ่งนะ เลือดจะแข็งตายอยู่แล้ว”  อรจิราปากสั่นตัวสั่น เสียงฟันกระทบกันดังแกรกๆ

“งั้นมากอดกันดีกว่าจะได้หายหนาว” ร่างสูงพูดจบก็รีบซุกไปที่ผ้าห่มของร่างบางก่อนจะคว้าตัวพี่สาวเข้ามากอดไว้อีกคน

“เริ่มอุ่นแล้วล่ะ คืนนี้นอนเบียดกันสามคนเลยดีกว่านะพี่ว่าอากาศมันคงหนาวอีกแน่ๆคืนนี้” อรจิราพูอออกความเห็น อีกสองสาวก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย

“หน้าหนาวของที่นี่คงจะพอๆกับเชียงใหม่แหละค่ะ เดียร์ว่าพี่อรรีบปูที่นอนมาต่อกับเดียร์ดีกว่า เดียร์ง่วงแล้วล่ะ พี่พิมขานอนเถอะนะ” นรีกานต์เริ่มออกอาการงอแงรีบออดอ้อนพิมพิกาให้เข้ามานอนกอดเธอเร็วๆ

“แล้วใครจะมานอนตรงกลางล่ะคะเดียร์ เพราะข้างๆพี่มีแยมกับศิ” พิมพิกาชี้ไปที่เพื่อนสาวของคนรักที่นอนกอดกันกลมเพราะความหนาว

“พี่นอนข้างนะไม่นอนกลาง มันอึดอัด”  อรจิรารีบออกตัวก่อนเพราะเห็นนรีกานต์หันมามองเธอ

“งั้นพี่พิมนอนตรงกลางแล้วกันเดียร์นอนข้างแยมเอง มาค่ะ พี่พิมรีบนอนกันเถอะ เดียร์ง่วงมากๆเลย” นรีกานต์ขยับตัวไปใกล้กฤติยาแล้วล้มตัวลงนอนอย่างรวดเร็วด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน

“พี่อรนอนกันเถอะค่ะ พรุ่งนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้าอีก”  พิมพิกาหันไปบอกพี่สาวที่กำลังห่มผ้า เมื่อพิมพิกาล้มตัวลงนอนนรีกานต์ก็รีบเข้าไปกอดหาไออุ่นทันที อรจิรายิ้มให้กับภาพตรงหน้าก่อนจะหลับตาลง เธอเองก็เหนื่อยมากเช่นกัน

อากาศยามเช้าช่างเหน็บหนาวไม่แพ้ตอนกลางคืนเลย หมอกบางๆปกคลุมไปทั่วขุนเขา ตอนนี้เป็นเวลา 6 โมงเช้าคณะแพทย์และอาจารย์เริ่มตื่นกันบ้างแล้ว อรจิราเริ่มขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกหนักที่หัวไหล่ข้างซ้ายเธอค่อยๆลืมตาขึ้นมามองว่าอะไรมาทับหัวไหล่ของเธอ ศีรษะกลมมนที่มีเส้นผมสีดำโผล่พ้นผ้าห่มทำให้เธอตกใจ อรจิราค่อยๆดึงผ้าห่มลงเห็นนรีกานต์นอนซุกเป็นเด็กน้อยอยู่ในอ้อมกอดของเธอ พอเงยหน้าขึ้นมามองน้องสาวก็เห็นนอนขดและกอดนรีกานต์จากด้านหลังอีกที

น้องเดียร์มาได้ไงเนี่ย นอนอยู่ฝั่งนู้นไม่ใช่เหรอ ต้องรีบปลุกก่อนที่จะมีใครมาเห็น ภาพช่างล่อแหลมเหลือเกิน ดีนะว่าตอนนี้ยังเช้าอยู่มาก

“น้องเดียร์คะตื่นเถอะค่ะเช้าแล้วนะ พิมตื่นได้แล้วเช้าแล้วถ้าไม่ตื่นมีหวังเกิดเรื่องยุ่งแน่ พิมตื่น น้องเดียร์ตื่นค่ะ” อรจิราเขย่าตัวทั้งสองสาวให้แรงขึ้น

“อือ...” นรีกานต์ครางเบาๆเมื่อถูกรบกวนการนอน

อรจิราเขย่าตัวของนรีกานต์และเอื้อมมือไปเขย่าพิมพิกาให้ตื่นร่างบางกะพริบตาปริบๆพยายามมองหน้าคนที่เธอนอนกอดก่อนจะเบิกตาโพลงอย่างตกใจ

“พี่อร! เดียร์มานอนตรงนี้ได้ไงเนี่ย สงสัยจะนอนดิ้น ขอโทษทีนะพี่อร พี่พิมคะ”  เมื่อขอโทษอรจิราเสร็จก็ได้รอยยิ้มอ่อนโยนกลับมาแทน นรีกานต์หันไปหาคนที่ยังกอดเธอเอาไว้ทางด้านหลัง

“ขา...” พิมพิกาขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะขานรับออกมาเสียงหวาน

“ตื่นได้แล้วที่รัก เช้าแล้ว” นรีกานต์กระซิบข้างหูคนรักด้วยเสียงที่อ่อนหวานจับใจซึ่งก็ได้ผล พิมพิกาค่อยๆขยับตัว รอยยิ้มหวานส่งให้ร่างบางอย่างคนฝันละเมอ

“อือ...น้องเดียร์กอดพี่แน่นเกินไปแล้วนะ ปล่อยเถอะพี่จะลุกแล้ว”  พิมพิกางัวเงียพยายามดึงมือที่กอดเอวเธอออก

“เดียร์ไปกอดพี่ตอนไหนคะ เดียร์นั่งอยู่ตรงนี่นะพี่พิม ลืมตาสิคะ ตื่นสิ!” นรีกานต์จับแก้มคนรักให้หันมามองเธอ มือบางเขย่าตัวอีกคนแรงๆเพื่อให้ตื่นเต็มตา

“หือ“ แล้วใครกอดพี่ล่ะ” พิมพิกาดึงผ้าห่มออกและพลิกตัวไปดูอย่างเร็ว

O[ ]o

“แยม”  พิมพิกาเรียกชื่อคนที่กอดเธอเอาไว้แน่นแถมตอนนี้ใบหน้าเธอเกือบจะชนกับอีกคน ส่วนคนที่มากอดเธอยังนอนอมยิ้มอย่างมีความสุขอีกต่างหาก

“โหย...เนียนแล้ว แยมตื่นเดี๋ยวนี้เลยนะ!” นรีกานต์เดินเข้าไปฉุดให้เพื่อนสาวออกห่างจากคนรักแต่มือคุณเธอช่างเหนียวแน่นซะเหลือเกินไม่ยอมปล่อยสักที นรีกานต์จึงดึงจนสุดแรงที่มีเพราะความหึงความหวงในตัวคนรัก

“แยมตื่นได้แล้วค่ะ โอ๊ย! เดียร์อย่าดึงค่ะ ไปเรียกศิให้มาช่วยหน่อยเร็วๆ” พิมพิการู้สึกถึงแรงกอดที่แน่นขึ้นกว่าเดิม ยิ่งคนรักดึงกฤติยาออก แรงกอดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวจนเธอเจ็บรอบเอวไปหมด

“ศิตื่นมาช่วยกันหน่อยสิ” นรีกานต์เขย่าเพื่อนสาวอีกคน พอศิริรัตน์ลืมตาขึ้นมาก็หันซ้ายหันขวาอย่างงงๆ  สุดท้ายสายตาก็มาหยุดอยู่ที่ร่างสูงของพิมพิกาที่โดนกฤติยากอดรัดเอาไว้แน่น อย่างกับงูรัดเหยื่อทั้งแขนทั้งขากอดก่ายเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“เฮ้ย! แยมทำอะไรพี่พิมน่ะ ตายแล้วแยมมันยิ่งหลับลึกด้วยสิเดียร์เราจะเอาไงกันดี” ศิริรัตน์คิดหาวิธีปลุกกฤติยาก่อนจะกระตุกยิ้มออกมาแล้วรีบบอกนรีกานต์

“เดียร์ไปหายาดมมาเร็ว แยมมันไม่ชอบกลิ่นยาดมฉันรับรองตื่นแน่ๆ ฉันเคยปลุกมันตอนที่เราติวหนังสือกันน่ะ มันได้ผลดีเลยล่ะ”

“พี่มียาดมค่ะ” อรจิราที่มองสถานการณ์อยู่นานยื่นยาดมให้ศิริรัตน์ เธออยากเห็นคนหลับลึกตื่นเพราะยาดมเหมือนกัน ปกติต้องคนหน้ามืดเป็นลมไม่ใช่เหรอ

ศิริรัตน์รับยาดมมาแล้วเอาไปจ่อไว้ที่ปลายจมูกกฤติยา  คนขี้เซาขมวดคิ้วย่นจมูกฟุตฟิตๆก่อนจะลืมตาโพลงขึ้นมาด้วยใบหน้าเหยเก

“เหม็นอ่ะ ใครขี้วะ” กฤติยาทำหน้ามุ่ยก่อนมองไปรอบๆตัวและมองทุกคนงงๆ

“ตื่นได้ซะทีนะเรา” พิมพิกามองหน้าคนที่ยังกอดเธอไม่ยอมปล่อย

“หือ...อ้าว พี่พิม อุ๊ย! มีกอดด้วย”  กฤติยายังคงไม่รับรู้เลยว่าสายตาของนรีกานต์ตอนนี้แทบจะลุกเป็นไฟ เธอยิ้มร่าให้กับพิมพิกาแถมแอบกระชับอ้อมกอดเล็กน้อย

“จะกอดแฟนฉันอีกนานมั้ยแยม“” เสียงเข้มที่ดังอยู่ไม่ไกล ทำให้คนฟังรู้สึกขนลุกรีบหันหน้าไปมองแล้วปล่อยมืออย่างรวดเร็ว

“ฉันขอโทษนะเดียร์ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ตอนเช้าๆอากาศออกจะดีนะ” กฤติยารีบลุกขึ้นไปกอดออดอ้อนนรีกานต์เพื่อให้อารมณ์เย็นลง

“เดียร์เราไปอาบน้ำกันดีกว่านะอากาศกำลังดีเลย จะได้ไปเดินเล่นก่อนคนไข้มา”  ศิริรัตน์รีบช่วยพูดอีกแรง ร่างบางพ่นลมหายใจแรงๆพยักหน้าน้อยๆและเก็บที่นอนของคนรัก หยิบเอาตะกร้าของใช้มาถือไว้ ใบหน้ายังมุ่ยเล็กน้อยเพราะเข้าใจเพื่อนสาวดีว่าหลับลึกแค่ไหนแต่ตอนที่เข้าเรียนเช้าๆทำไมมันตื่นได้เร็วนักนะ ไม่เข้าใจเลย

“พี่พิม พี่อรไปอาบน้ำกันเถอะค่ะ” นรีกานต์หันไปควงแขนพิมพิกาเอาไว้ อรจิราก็รีบเตรียมของเดินตามไปอีกคน

พออาบน้ำเสร็จพวกเธอจึงพากันมาที่หน้าโรงเรียน   มองไปทางเต็นท์สำหรับกางไว้ให้ผู้ป่วยก็เห็นมีคนไข้มารอ 7– 8 คน พิมพิกามองไปทางถนนเห็นยายแก่ๆกำลังเดินขึ้นมาตามเส้นทางที่สูงชันพอสมควร เธอรีบวิ่งเข้าไปช่วยพยุงเพราะกลัวคุณยายจะหกล้มจนได้แผลกลับบ้าน

“คุณยายหนูช่วยค่ะ เดินระวังๆหน่อยนะคะ”

“ขอบใจนะหนู หน้าตาสะสวยแถมใจดีอีกต่างหาก ขอให้เจริญๆนะ”  คุณยายยิ้มให้พิมพิกาอย่างขอบคุณ การกระทำต่างๆของคนรัก ทำให้นรีกานต์มองอย่างชื่นชมจนยิ้มกว้างแก้มแทบปริ

“แหมๆ ยิ้มหน้าบานเลยนะแก ตกลงเธอมีแฟนเป็นนางฟ้าหรือเปล่าเนี่ย” กฤติยาแซวนรีกานต์ที่มองไปทางพิมพิกาด้วยรอยยิ้มสวยปลาบปลื้มใจ

“เพราะอย่างนี้ไงล่ะแก ฉันถึงได้รักพี่พิม บางครั้งแข็งแกร่งบางครั้งก็อ่อนโยนแถมอบอุ่นอีกต่างหาก” นรีกานต์พูดเหมือนคนเพ้อ เธอภูมิใจในตัวคนรักมากจริงๆ

“อิจฉาแกจัง เมื่อไหร่ฉันจะมีคนดีๆอย่างพี่พิมมารักบ้างนะ” ศิริรัตน์ทำตาละห้อยมองพิมพิกาแต่ก็ต้องรีบตวัดสายตาไปทางอื่นเพราะนรีกานต์จ้องตาวาวโรจน์ อะไรจะหวงขนาดนั้นแม่คุณ

“น้องเดียร์” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เจ้าของชื่อหันไปมอง

“พี่ดิว พี่ฝน มาได้ยังไงกันคะ”  นรีกานต์มองพี่สาวและภาวิณีอย่างแปลกใจแต่ว่าได้รับเพียงรอยยิ้มเท่านั้นที่ส่งมาให้เธอ นรากรส่งสายตาแข็งกร้าวไปทางพิมพิกาที่เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังนรีกานต์ หลังจากเธอช่วยพยุงคุณยายไปนั่งที่เก้าอี้เรียบร้อย

มันยังไงกันนะ ชักใจคอไม่ดีแล้วสินรีกานต์มองหน้าพี่สาวหวั่นๆ

นรากรจ้องมองใบหน้าของพิมพิกา สายตาที่แข็งกร้าวทำให้พิมพิกาแสดงสีหน้าที่ราบเรียบเอาไว้ก่อน สองคนจ้องตากันนิ่งไม่มีใครพูดอะไรออกมา แล้วเสียงของภาวิณีก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ

“พิม! พิมจริงๆด้วย” ภาวิณีเรียกชื่อพิมพิกาอย่างดีใจ เมื่อเห็นหน้าชัดเจนของร่างสูงที่ยืนจ้องนรากรอย่างไม่ยอมหลบสายตา

“เฮ้ย! ฝน” พิมพิกาเดินเข้าไปกอดเพื่อนสาวที่ไม่ได้เจอกันมานานทันที

“คิดถึงพิมจังเลย ตั้งแต่จบมาเราไม่เจอกันเลยนะ” ภาวิณีทำหน้ามุ่ยใส่เพื่อนสาว สองแขนยังโอบเอวของพิมพิกาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“โธ่! ฝน พิมเรียนที่กรุงเทพฯนะ ฝนเล่นหนีไปเรียนถึงอเมริกาไกลก็ไกล เค้าน่าจะงอนฝนมากกว่านะ”   พิมพิกาเชิดหน้าหนีภาวิณีอย่างแสนงอนแต่ก่อนที่จะคุยอะไรไปมากกว่านั้น นรากรก็ดึงคนรักออกมาซะก่อน

“ฝนรู้จักกับคุณพิมด้วยเหรอคะ” นรากรถามคนรักเมื่อตั้งสติได้เป็นคนแรก

“พิมเป็นเพื่อนสนิทของฝนเอง เราเรียนด้วยกันตั้งแต่ม. ต้นจนถึงม.ปลายเลยค่ะ” ภาวิณีอธิบายให้คนรักได้เข้าใจ

“เหรอคะ โลกมันกลมดีเนอะ”  นรากรยิ้มเสี่ยวๆให้คนรักและร่างสูงที่มองมาที่เธอเหมือนกันแต่ต้องทำเชิดไว้ก่อนเดี๋ยวเสียฟร์อม

“พี่ดิวกับพี่ฝนมาถึงที่นี่มีธุระอะไรกับเดียร์หรือเปล่าคะ”  นรีกานต์ถามในสิ่งที่เธออยากรู้หลังจากหายตกใจที่เห็นคนรักกอดแฟนพี่สาวของเธอ ตอนแรกก็กะจะวีนอยู่แต่พอได้ยินภาวิณีบอกว่าเป็นเพื่อนรักกันจึงรีบรวบรวมสติก่อนจะเหวี่ยงออกไป

“เอ่อ...คือพี่มาหาน้องเดียร์ไงคะ พี่เป็นห่วงเลยชวนพี่ฝนมาดูความเป็นอยู่น่ะค่ะ” นรากรพยายามยิ้มกว้างให้ดูจริงใจมากที่สุด แต่นรีกานต์หรี่ตามองอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่พี่สาวบอกเธอ เป็นไปไม่ได้หรอกที่พี่ดิวจะมาเพื่อมาดูความเป็นอยู่ของเธอ เรื่องอะไรที่ทำให้พี่สาวคนโตมาถึงที่นี่นะ ชักอยากจะรู้แล้วสิ

“แล้วพักที่ไหนกันคะ” นรีกานต์ถามพี่สาวด้วยความเป็นห่วง แม้จะข้องใจอยู่บ้าง เธอคิดว่าพี่สาวของเธอต้องมีเรื่องอะไรปิดบังเธออยู่แน่นอน

“นอนที่นี่แหละวันมะรืนก็จะกลับแล้ว พี่ขออนุญาตคุณหมอผู้ดูแลโครงการนี้แล้ว ท่านโอเคจ้ะ” นรากรยิ้มให้น้องสาวแต่สายตาจับจ้องไปที่พิมพิกา

นรีกานต์มองสายตาของนรากรแล้วเริ่มคิดหนัก เธอรู้จักพี่สาวของเธอดีเล่นบึ่งรถมาไกลถึงที่นี่ต้องเป็นเรื่องใหญ่พอควร เรื่องอะไรกันนะหรือว่าเรื่องของเธอกับพี่พิม จะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อเรื่องนี้ไม่มีใครรู้เรื่อง คงต้องระวังตัวหน่อยแล้วล่ะ

 คณะแพทย์ลงความเห็นว่าจะแบ่งกลุ่มแพทย์ไปตรวจคนไข้ในหมู่บ้านที่อยู่ลึกไปจากที่นี่ คณะที่ออกเดินทางมีทั้งหมด 10 คน นรีกานต์ได้ไปกับกลุ่มนี้ด้วย พิมพิกาเลยขออาสาตามไปด้วยเพราะทางกันดารมากไม่น้อย เธอห่วงร่างบางหากเกิดอะไรขึ้นเธอช่วยคนรักไม่ทัน เธอคงไม่ให้อภัยตัวเองเป็นแน่

“พี่อยากไปด้วยจังเลยเดียร์ แต่ว่าอาจารย์หมอไม่อนุญาตให้พี่ไปด้วย” นรากรทำหน้าเศร้ามองน้องสาวตาละห้อย เธอไม่อยากปล่อยให้ทั้งสองสาวอยู่กันตามลำพัง

“พี่ดิวมาเหนื่อยๆพักผ่อนที่นี่เถอะค่ะ พี่พิมไปกับเดียร์ด้วย พี่ไม่ต้องเป็นห่วงเดียร์นะคะ” นรีกานต์ส่งยิ้มให้พี่สาวแล้วเข้าไปกอดปลอบใจ

“นั่นแหละที่ห่วงมากที่สุด” นรากรพึมพำออกมาเบาๆ

“พี่ดิวว่าอะไรนะคะ” นรีกานต์ถามนรากรเพราะเหมือนได้ยินพี่สาวจะพูดอะไรสักอย่างแต่เธอได้ยินไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก

“เปล่า คุณพิมฉันฝากดูแลน้องเดียร์ด้วยนะคะ”  นรากรจิกตามองพิมพิกา ร่างสูงขมวดคิ้วสงสัยเล็กน้อยแต่ก็รีบปัดไปอย่างรวดเร็ว

“ฉันจะดูแลเดียร์อย่างดีเลยค่ะ พวกเราขอตัวก่อนนะคะ”

พิมพิกาพานรีกานต์ไปขึ้นรถตู้การเดินทางด้วยรถตู้ทำให้ระยะเวลาหดสั้นลงมาก  แต่ว่าอีก 5 กิโลสุดท้ายต้องเดินเท้าเข้าไป เพราะรถยนต์ไม่สามารถขับเคลื่อนเข้าไปได้คณะแพทย์และนักศึกษาทุกๆท่านเดินทางไปพร้อมอุปกรณ์แพทย์  มีวัคซีนแก้ไข้ป่าไปด้วยเพราะในป่าลึกชาวบ้านมักจะเป็นไข้ป่ากันเยอะมาก

ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมงทุกคนก็ได้มาถึงหมู่บ้าน  สภาพหมู่บ้านทรุดโทรมกว่าที่คิดไว้ ชาวบ้านต่างมองไปทางคณะแพทย์ที่เดินเข้ามาในหมู่บ้านอย่างดีใจ เพราะพวกเขารอคุณหมอกันอย่างใจจดใจจ่อ ดีใจเหลือเกินที่คณะแพทย์มาที่หมู่บ้านแห่งนี้

“พวกเราหมอมาแล้ว หมอมารักษาอาการป่วยในหมู่บ้านเราแล้ว”  เสียงของลุงที่ขอร้องให้หมอมาตรวจ ร้องโวยวายอย่างดีใจ

“ลุงคะ ช่วยพาชาวบ้านที่ป่วยมาที่ต้นไม้ใหญ่ตรงนั้นหน่อยได้มั้ยคะ”   อรจิราเดินไปบอกลุงคนนั้นก่อนจะชี้มือไปที่ต้นไม้ใหญ่ข้างๆหมู่บ้าน

“ได้ครับๆ พวกเราหมอบอกให้เข้าแถวเพื่อตรวจอาการป่วย เร็วๆมาเข้าแถวกัน” ชาวบ้านทยอยเดินออกมาจากบ้านและเริ่มเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบ  รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของชาวบ้านอย่างยินดีและปลาบปลื้มใจ

อาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้ร้ายแรงอะไรเพราะอากาศหนาวจัดบนดอยทำให้ชาวบ้านเกิดอาการปอดบวมบ้างเป็นไข้จับสั่นบ้างแต่ส่วนใหญ่จะเป็นไข้หวัดธรรมดา

กว่าจะตรวจคนไข้เสร็จเวลาก็ล่วงเลยจนบ่ายแก่ๆพวกคณะแพทย์จึงเก็บของเพื่อกลับไปยังหมู่บ้านเดิมที่อาศัยนอนพัก ทางเดินตอนค่ำๆคงลำบากน่าดูหากไม่รีบกลับ

“หมอช่วยลูกผมด้วย ผู้ใหญ่ช่วยลูกผมด้วย คนเมายามันจับตัวลูกชายผมเป็นตัวประกัน ช่วยด้วยครับ ได้โปรดเถอะ” ชายหนุ่มในหมู่บ้านร้องไห้โฮอย่างขวัญเสียเขาวิ่งตะโกนอย่างกับคนเสียสติเมื่อลูกชายถูกจับเป็นตัวประกัน

“อยู่ตรงไหนคะ พาฉันไปหน่อยสิ” พิมพิกาเดินไปพูดกับพ่อของเด็กทันที เธอต้องช่วยเด็กน้อยออกมาจากพวกบ้าพวกนี้ให้ได้

“พี่พิมคะ”

“พี่ต้องช่วยเด็ก น้องเดียร์อย่าเข้ามาใกล้มากนะคะ มันอันตราย”

“ระวังตัวด้วยนะคะพี่พิม” นรีกานต์ไม่อาจค้านคนรักได้เธอหวังให้เด็กรอดเช่นกัน อรจิราจับแขนนรีกานต์แล้วพากันเดินไปที่จุดเกิดเหตุพร้อมคณะแพทย์

“ทางนี้ครับทางนี้ ช่วยลูกชายผมด้วยนะครับ”  คณะแพทย์พากันเดินไปยังจุดเกิดเหตุ ผู้คนรายล้อมอยู่กันเต็มไปหมดแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ

“อย่าเข้ามานะเว้ย! ไม่งั้นไอ้เด็กนี่ตายแน่  กูบอกให้พวกมึงไปเอายามาให้กู พวกมึงไม่รู้เรื่องกันหรือยังไงฮะ” คนเมายาหันไปมองทางซ้ายทีทางขวาทีอย่างหวาดระแวง เหงื่อไหลเต็มใบหน้าและลำตัว  มีดเก่าขึ้นสนิมที่จ่อตรงลำคอเด็กน้อยเริ่มกดลึกเข้าไปอีกนิดเพื่อข่มขู่ทุกคน เด็กน้อยรู้สึกเจ็บจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างหวาดกลัว

“ใจเย็นๆก่อนนะพี่ชาย พี่อยากได้ยาเหรอ เดี๋ยวฉันหามาให้พี่เอง ใจเย็นก่อนนะ”  พิมพิกาวิ่งมาถึงจุดเกิดเหตุ แล้วก็พยายามกล่อมคนร้ายด้วยรอยยิ้มแสนหวานของเธอ   นรีกานต์ยืนมองคนรักที่เริ่มก้าวเข้าไปหาคนร้ายอย่างช้าๆด้วยใจที่เต้นแรง

“พูดง่ายๆแบบนี้สิ รีบๆเอายามาให้พี่เลย พี่จะขาดใจตายอยู่แล้วนะน้องสาว”

“ไหนพี่บอกว่าเมายาไงคะ ลักษณะแบบนี้มันคนขาดยาชัดๆเลยนะ”  พิมพิกาหันไปพูดกับพ่อของเด็กแล้วหันกลับไปมองคนร้ายอย่างหวั่นวิตกไม่น้อย เพราะว่าอาการขาดยามันทำให้คนขาดสติเร็วกว่าคนเมายา หากมันคลั่งตอนนี้เด็กคงแย่

“จะทำยังไงดีล่ะครับ ผมให้ผู้ใหญ่ไปแจ้งตำรวจชายแดนที่ด่านแล้วครับ แต่ทำไมยังไม่มาก็ไม่รู้สิ” หัวอกคนเป็นพ่อเมื่อเห็นลูกเริ่มร้องไห้ก็ยิ่งใจเสีย เขาเริ่มร้องไห้อีกครั้ง หัวใจเริ่มเต้นแรงเมื่อเห็นเลือดไหลซึมที่ลำคอน้อยๆของลูกชาย

“คุณหมอมียาเม็ดสีส้มๆมั้ยหรือยาอะไรก็ได้ที่หน้าตาคล้ายยาบ้า” พิมพิกาหันไปถามอาจารย์หมอที่นำทีมแพทย์มาที่นี่ เธอต้องใช้เล่ห์กลเพื่อช่วยเด็กน้อยออกมา

“มีวิตามินครับ เม็ดสีส้มคล้ายๆยาบ้าเหมือนกัน เขาน่าจะดูไม่ค่อยออกนะ”

“พี่พิมระวังตัวด้วยนะคะ” นรีกานต์จับแขนคนรักอย่างหวาดกลัว

“พี่รู้แล้วค่ะ พี่อรดูแลเดียร์ให้ด้วยนะคะ”

“ไม่ต้องห่วงจ้ะ พิมระวังตัวด้วยนะ”  อรจิกาจับมือนรีกานต์แล้วมองหน้าน้องสาวเพื่อส่งผ่านความรู้สึกห่วงใย พิมพิกาพยักหน้ารีบเดินไปหาคนร้ายทันที

“พี่ๆ ฉันได้ยามาแล้ว พี่ปล่อยเด็กเถอะนะ เรื่องจะได้จบๆ นี่ไง ฉันมีให้พี่ตั้ง 2 เม็ดเลยนะ ปล่อยเด็กมาเถอะ”  พิมพิกาพยายามพูดเกลี่ยกล่อมให้คนร้ายปล่อยเด็กมาหาเธอก่อนเพราะไม่อย่างนั้นเธอจะห่วงหน้าพะวงหลังเด็กอาจเป็นอันตรายได้

นรีกานต์มองพิมพิกาด้วยใจระทึกกลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้น เธอมองตามร่างสูงที่ค่อยๆเดินเข้าไปใกล้คนร้าย หัวใจยิ่งเต้นถี่และเร็วมากขึ้น  อรจิรากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกว่านรีกานต์ตัวสั่นเทา

“อย่าคิดตุกติกนะ ไม่งั้นกูปาดคอไอ้เด็กนี่แน่” คนร้ายมองพิมพิกา มือที่ถือมีดเริ่มสั่นเพราะอาการเครียดและอยากยา

“ฉันไม่กล้าหลอกพี่หรอก ฉันเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ตัวพี่ใหญ่กว่าฉันตั้งเยอะ ฉันไม่กล้าหลอกพี่หรอกค่ะ” พิมพิกาแสร้งทำเป็นว่าอ่อนแอและไม่มีพิษมีภัยอะไร ใบหน้าสวยหวานใสซื่อของพิมพิกาทำให้คนร้ายชะงักเล็กน้อยในความสวย

คนร้ายช่างใจอยู่ครู่หนึ่งมันเดินไปใกล้ๆพิมพิกาและยื่นมือมารับยา  พอได้เม็ดยามาอยู่ในมือ มันพิจารณาว่าใช่ยาบ้าของจริงหรือเปล่า  ระหว่างที่มันให้ความสนใจเม็ดยาอยู่นั้นพิมพิกาอาศัยจังหวะคนร้ายเผลอ เธอรีบคว้ามือที่ถือมีดหมุนไปด้านหลังและจับแขนคนร้ายไขว้กันเอาไว้ เด็กน้อยพอหลุดจากคนร้ายก็วิ่งไปหาพ่อทันที

“โอ๊ย! มึงหลอกกู ปล่อยกูนะเว้ยนังบ้า กูบอกให้ปล่อยกูไง มึงไม่ได้ยินที่กูพูดหรือไงวะ” คนร้ายพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะแรงจับของพิมพิกา

“ใครไปเอาเชือกมาที เร็วๆ” พิมพิกาเตะไปที่ข้อพับขาของคนร้ายให้นั่งลงก่อนกดให้นอนราบกับพื้นดินร้อนๆ

ชาวบ้านคนหนึ่งเอาเชือกมาให้  ร่างสูงรีบรับมาแล้วมัดคนร้ายเอาไว้จนแน่นหนาก่อนเดินไปทางคณะแพทย์ ส่วนคนร้ายพวกชาวบ้านที่ยืนอยู่ 4–5 คนช่วยกันจับเอาไว้เพื่อรอตำรวจมารับตัวไป

“ปล่อยกูไอ้พวกบ้า ปล่อยกูเดี๋ยวนี้นะ พวกมึงรู้มั้ยนายของกูเป็นใคร ท่านบดินทร์พวกมึงรู้จักกันมั้ย ปล่อยกูนะ”  คนร้ายตะโกนอย่างบ้าคลั่งแต่ทำให้พิมพิกาหยุดชะงักและหันกลับไปหาคนร้ายอย่างรวดเร็ว

“แกว่ายังไงนะ“ เมื่อกี้แกบอกว่าใครคือเจ้านายของแก”  เสียงเข้มเอ่ยถามออกไป ทำให้คนร้ายเงยหน้ามองหญิงสาวหน้าหวานที่จับมันมัดไว้อย่างนี้

“ท่านบดินทร์ เดชเดชา มึงรู้จักหรือเปล่า”  คนร้ายพูดอย่างช้าๆและชัดถ้อยชัดคำ มันคิดว่าพิมพิกาต้องรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างไม่งั้นคงไม่มาถามมันแบบนี้

“รู้จักสิ รู้จักมานานแล้วด้วยนะ งั้นแกช่วยบอกฉันหน่อยสิว่าท่านบดินทร์จะมาทำอะไรที่เขาใหญ่”  พิมพิกายิ้มเย็นให้คนร้าย ทุกคนที่ยืนมองดูเหตุการณ์ต่างพากันเงียบ และมองดูเหตุการณ์ต่อไป  นรีกานต์ยืนกอดอรจิราเอาไว้ ตอนแรกเธอจะเดินเข้าไปหาคนรักแต่ถูกอรจิราดึงรั้งมือเอาไว้ก่อนและส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม

“บอกให้โง่สิ กูไม่มีวันบอกมึงหรอกฆ่าให้ตายกูก็ไม่บอก” คนร้ายยังทำตัวอวดเก่ง พิมพิกาดึงมีดพับออกมาแกว่งไปมาอย่างชำนาญ  คนร้ายเบิกตาโตอย่างตกใจและหัวใจเต้นแรงระรัวอย่างหวาดกลัว

“ฆ่าให้ตายก็ไม่บอกอย่างนั้นเหรอ“ งั้นฉันจะทำให้แกปริปากเองแต่ต้องแลกด้วยความทรมานนะ ถ้าแกบอกฉันดีๆ ฉันอาจไม่ทำอะไรให้แกต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ว่าไง“ แกจะเลือกทางไหน”  พิมพิกาแสยะยิ้มใบหน้าสวยหวานกลับกลายเป็นเลือดเย็นได้ในพริบตา มีดคมกริบลูบตามโหนกแก้มและลำคอของคนร้าย คนที่ถูกกระทำมองตามใบ มีดแล้วแอบกลืนน้ำลายลงคอ นึกกลัวแสนกลัวแต่จะให้บอกง่ายๆได้ไงหากนายรู้เข้ามีหวังฆ่าตายแน่ๆแต่ถ้าไม่บอกก็คงโดนเฉือนเนื้อหนังมังสามันคงทรมานน่าดู ทำไงดี

“กะ แกมะ ไม่กล้าทำหรอก” คนร้ายยังคงทำใจกล้าไม่ยอมบอกง่ายๆ

“เหรอ“ หึหึ”  พิมพิกากดมีดลงไปที่ลำคอของคนร้าย คมมีดกรีดลงไปในเนื้อจนมีเลือดไหลซึมออกมา

“โอ๊ย! ยอมแล้วๆ อย่าทำผมเลย ผมกลัวแล้ว” เมื่อรับรู้ถึงความเจ็บ คนร้ายก็ยอมพูดออกมาเพราะไม่กล้าเดาใจผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว

“ไหนพูดมาสิ”

“นายมาส่งยาให้ลูกค้า  พวกเขานัดกันที่ชายป่าห่างจากหมู่บ้านออกไปอีก 2 กิโล ผมรู้แค่นี้แหละครับ อย่าทำอะไรผมเลยนะครับ โอ๊ย...”

“ลูกค้ารายใหญ่เหรอ นายแกถึงได้มาเองน่ะ”

“ลูกค้าต่างชาติ ผมรู้แค่นี้จริงๆนะครับ”  คนร้ายแสดงอาการหวาดกลัวอย่างหนัก พิมพิกายืนขึ้นมองหน้าคนร้ายอีกครั้งก่อนจะมองผู้ที่มาใหม่  ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุในเวลาต่อมาแล้วจับคนร้ายไปทันที

“พี่พิมเจ็บตรงไหนบ้างคะ” นรีกานต์วิ่งมาดูบาดแผลของคนรัก แม้จะตกใจกับสิ่งที่คนรักทำแต่ห่วงความปลอดภัยของร่างสูงมากกว่า

“ไม่เป็นไรค่ะ เดียร์รอพี่อยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ พี่จะไปคุยกับตำรวจก่อน” พิมพิกายิ้มอ่อนโยนให้คนรักแล้วเดินไปที่ตำรวจชายแดน 5 นาย   ดูๆแล้วน่าจะมีใครสักคนที่มียศสูงพอที่เธอจะบอกกล่าวบางอย่างออกไปได้

“ผู้กองฉันมีเรื่องอยากคุยด้วยค่ะ”  พิมพิกาอ่านชื่อ-นามสกุลของคนที่เธอคุยด้วยอย่างรวดเร็ว

“ครับ ได้ครับ” ผู้กองหนุ่มส่งยิ้มให้พิมพิกาแต่ในใจกลับว้าวุ่นเรื่องบางอย่าง

“คนร้ายบอกว่านายของมันมีนัดส่งยาบ้าให้กับชาวต่างชาติ สถานที่คือในป่าห่างออกไปจากหมู่บ้านอีก 2 กิโล   ฉันหวังว่าคงได้อ่านข่าวการจับกุมพ่อค้ายารายใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์นะคะ” พิมพิกาพูดแค่นี้แล้วเดินจากไป ทิ้งให้ผู้กองหนุ่มยืนเหงื่อแตกอยู่ที่เดิม สายตาจ้องมองพิมพิกาอย่างไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ การที่คนอื่นรู้เรื่องเพิ่มขึ้นมามันยิ่งยากต่อการทำงานของเขาและเจ้านาย คงต้องจัดการไม่ให้เหลือซาก

ไอ้บ้านี่ปากสว่างเกินไปแล้วสงสัยจะเก็บเอาไว้ไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันนะ รู้เรื่องมากน้อยแค่ไหน เราต้องรีบโทรรายงานบอกนายซะแล้ว

พิมพิกาจะรู้มั้ยว่าได้บอกในสิ่งที่ไม่ควรบอกแก่ลูกน้องของบดินทร์ ผู้กองหนุ่มคนนี้ชื่อสัตยาเป็นสมุนที่คอยเปิดทางให้บดินทร์ได้ทำงานสะดวกยิ่งขึ้นตามแนวชายแดน

พอเรื่องทุกอย่างจบลงคณะแพทย์พากันเดินทางกลับหมู่บ้าน  ทุกคนต่างก็พูดถึงเรื่องของพิมพิกาที่โชว์ลีลาบู้เล็กๆน้อยๆเพื่อช่วยเหลือเด็กน้อย นรีกานต์จับมือคนรักไว้เธอยังไม่หายกลัวจากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเลย พิมพิกาลูบหลังมือเนียนนุ่มให้คลายความกลัว นรีกานต์เงยหน้ามองคนรักที่มองเธออยู่ก่อนและซบหน้าลงที่ไหล่คนรัก

การต่อสู้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้หากคนรักทำงานเป็นบอดี้การ์ดแต่ว่าการเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายทำให้เธอเป็นห่วงไม่น้อย เธอรู้ว่าฝีมือของคนรักดีมากแค่ไหนแต่เธอก็ทำใจไม่ได้อยู่ดีหากเห็นอีกคนบาดเจ็บหรือเป็นอะไรมากไปกว่านี้

เธอจะอยู่ได้ยังไง หากไม่มีพิมพิกายืนอยู่เคียงข้างกาย


++++++++++++++++
วันนี้ลงให้ 11 ตอนก่อนนะ ค่อยมาต่อวันหลัง (ไปธุระก่อน)
ใครที่อ่านคัมออนมาแล้ว อ่านอีกรอบก็ได้นะคะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น

  1. #13 Nim (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มีนาคม 2560 / 14:56
    กำลังสนุกเลยยยย

    รอต่อนต่อไปค่ะ
    #13
    0