บอดี้การ์ดดูแลหัวใจ

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 10 หวงน้องสาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 913
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 มี.ค. 60

 นรีกานต์เอารายงานไปให้อาจารย์หมอตรวจดูรายละเอียด  ทางคณะแพทย์และพยาบาลกำลังปรึกษาหารือกันว่าจะเอายังไงกับหมู่บ้านที่ลึกเข้าไปอีกหลายกิโล  จากรายงานที่ได้รับข้อมูลจากลุงคนนั้นทำให้คณะแพทย์ทราบว่ามีผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงไข้ป่าและไข้เลือดออกเป็นจำนวนมากถ้าปล่อยเอาไว้นานชาวบ้านอาจล้มตายกันได้จาก จำนวนหลังคาเรือนที่ระบุก็เกือบครึ่งหมู่บ้านเลยทีเดียวที่มีคนป่วย

ทางอาจารย์สั่งให้นักศึกษาได้พักผ่อนตามอัธยาศัย พิมพิกาวันนี้ดูแลเรื่องคิวของผู้ป่วยก็รู้สึกเหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน   เธอเดินไปหยุดอยู่ตรงแคร่ไม้ใต้ต้นมะม่วงมองบรรยากาศรอบๆตัวและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้มาสูดอากาศบริสุทธิ์แบบนี้  วันๆทำแต่งานและคอยตามสืบค้นหาผู้ร้ายตัวฉกาจให้กับทางการจึงไม่มีเวลาพักผ่อนเท่าไหร่นัก

“พิมมานั่งทำไมตรงนี้ ยุงไม่กัดเหรอ” อรจิราเดินมานั่งข้างพิมพิกา เธอเห็นร่างสูงนั่งตรงนี้อยู่คนเดียวจึงเดินเข้ามาคุยด้วย

“ไม่กัดหรอกพี่อร พิมทาครีมป้องกันยุงเอาไว้แล้ว”

“เหนื่อยมั้ยล่ะ พี่เห็นวิ่งวุ่นเชียว” อรจิราลูบผมพิมพิกาเล่นอย่างเอ็นดู

“เหนื่อยค่ะแต่ว่ามีความสุข พี่อรล่ะทำงานแบบนี้ทุกวันเหนื่อยมั้ยคะ” พิมพิกายิ้มบางๆให้พี่สาวที่ยอมเหนื่อยเพื่อส่วนรวม เธอรู้ว่าอาชีพพยาบาลต้องใช้ความอดทนสูง

“ถึงเหนื่อยแต่พี่ก็เต็มใจจ้ะ แค่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแค่นี้พี่ก็มีความสุขแล้วล่ะ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย เดียร์ไปไหนล่ะ ปกติเห็นตัวติดกันเป็นตังเมเลย”

“เดียร์เค้าต้องอยู่กับเพื่อนเค้าบ้างสิคะ อยู่ด้วยกันตลอด เดี๋ยวก็เบื่อแย่”  พิมพิกาอมยิ้มแล้วตอบพี่สาวด้วยท่าทางสบายๆ สายตากวาดมองไปรอบๆบริเวณ

“พี่ถามจริงๆเลยนะ พิมรักน้องเดียร์มากเลยเหรอ”

“พิมรักเดียร์ค่ะ ไม่รู้ว่ามากแค่ไหน รู้แค่ว่ารักจนไม่เหลือใจให้รักใครเลย” พิมพิกาตอบอย่างไม่ต้องคิด คำตอบมันอยู่ในใจของเธอตลอดเวลาอยู่แล้ว

“เผื่อใจไว้บ้างนะพิม ความรักมีทั้งสมหวังและผิดหวัง ดูอย่างพี่สิ ทุ่มเทจนหมดใจสุดท้ายไม่ได้ใจเขากลับมาแถมยังเจ็บจนแทบอยู่ไม่ได้  ถ้าหากไม่มีลูกชายพี่คงแย่กว่านี้อีกนะ” อรจิราพูดเสียงเศร้าเพราะเธอผ่านความรักที่ย่ำแย่มากับสามีจนเธอขยาด

“พี่อรไม่เป็นไรนะ พี่อรก็หาคนดีๆสักคนมาดูแลสิ อย่ายึดติดกับพี่ชายของพิมเลย พิมรู้ว่าพี่พลไม่คู่ควรกับพี่อรสักนิดเดียว พี่อรลองให้โอกาสตัวเองดูนะคะ อย่ากลัวการเริ่มต้น พี่ต้องมีความรักครั้งใหม่ที่สวยงามแน่นอน บางทีพี่อาจมีใครสักคนรอพี่อยู่ก็ได้นะคะ แค่พี่เปิดใจ คนนั้นไงคะ คุณหมอบิ๊กเขาทำท่าเหมือนมีอะไรจะคุยกับพี่อรนะ”  พิมพิกามองหมอหนุ่มหล่อหน้าตี๋ที่ยืนเก้ๆกังๆไม่ห่างจากพวกเธอมากนัก ใบหน้าที่เขินอายของหมอบิ๊กทำให้พิมพิกาเข้าใจทันทีว่าคงแอบชอบพี่สาวเธอแน่ๆ

“บ้าเหรอพิม หมอบิ๊กเขาอ่อนกว่าพี่ตั้ง 3 ปีนะ อย่าคิดไปไกลเชียวนะเรา”  อรจิราบีบแก้มพิมพิกาเบาๆแต่ในใจกลับแอบเขินเพราะเธอก็รู้ว่าหมอหนุ่มแอบชอบเธอ

“เอาน่าพี่อร อายุไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกนะ หัวใจต่างหากที่สำคัญ  พิมไปหาเดียร์ก่อนดีกว่าเดี๋ยวมีใครเข้ามาจีบล่ะแย่เลย ไปก่อนนะพี่อร คนนี้หล่อใช้ได้เลยนะคะ อิอิ”  พิมพิกาแซวอรจิราเสร็จก็วิ่งไปหาคนรักทันที  ปล่อยให้คุณหมอหน้าตี๋เดินเข้ามาคุยกับอรจิรา หมอหนุ่มเมื่อเห็นพิมพิกาเปิดทางให้ เขาจึงรีบทำคะแนนจีบอรจิราทันทีแม้จะรู้ว่าอรจิรามีลูกชายแล้วแต่ว่าเขาก็ไม่เคยนึกรังเกียจผู้หญิงคนนี้เลยสักนิด

“อุ๊ย! แฟนใครมาล่ะนั่น ยิ้มหวานมาเชียว”  กฤติยามองเห็นพิมพิกาเดินยิ้มหวานมาแต่ไกลจึงเอ่ยแซวนรีกานต์ที่นั่งข้างๆ

“แหม..ห่างกันนิดห่างกันหน่อยไม่ได้เลยนะยะ” ศิริรัตน์ขอแซวบ้างเพื่อนๆที่นั่งอยู่ด้วยก็พากันหัวเราะขำจนร่างบางเขินอายหน้าแดงระเรื่อ

“อืม...จะว่าไปแฟนเดียร์นี่สวยนะ ถามพี่พิมให้หน่อยสิ มีเพื่อนสวยๆแบบนี้อีกมั้ย ฉันขอจอง อิอิ” บีสาวอวบหน้าหมวยทำท่าทางเหนียมอายให้เพื่อนคนอื่นๆได้หมั่นไส้

“โธ่! ยัยบีแกอยากได้คนสวยๆไม่ดูสารรูปตัวเองเลยนะ”  กฤติยาพูดแขวะสาวร่างอวบที่ยังทำท่าเขินอายไม่เลิกแม้จะถูกว่าไปแบบนั้น

“เห็นด้วยเลยแยม อิอิ” ศิริรัตน์ตามมาเป็นลูกคู่ให้กฤติยา

“อะไรยะ ถึงฉันจะอวบแต่ฉันก็มีดีนะยะ ไม่เชื่อเดี๋ยวจะลองกับพี่พิมคนสวยให้ดู” บีเตรียมตัวโชว์หน้าอกหน้าใจให้พิมพิกาดูอย่างเต็มที่ แต่โดนนรีกานต์เบรคแทบหัวทิ่มตกแคร่ไม้ที่นั่งอยู่

“หยุด! อย่าแม้แต่จะคิดนะบี คนนี้ห้ามเด็ดขาดเลย”  ร่างบางลุกขึ้นและกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหาพิมพิกาที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ทันที

“คนนี้ห้ามเด็ดขาดเลย โหย..มันหวงแฟนยิ่งกว่าอะไรอีกนะเนี่ย” บีเลียนเสียงของนรีกานต์ตอนพูดสั่งห้ามเธอชนิดจีบปากจีบคอพูดจนเพื่อนๆหัวเราะขำ

“คนนี้เป็นรักแรกของเดียร์ นางเลยทั้งหึงทั้งหวงแหละ” ศิริรัตน์มองตามเพื่อนสาวที่วิ่งไปหาพิมพิกา ทำไมเธอจะไม่รู้ล่ะว่านรีกานต์รักพิมพิกามาก เพราะไม่ว่าใครมาจีบนรีกานต์ก็เซย์โนหมดทุกคนเลยนี่นาตั้งแต่อยู่ปีหนึ่ง

“อ้าว...เดินมาทำไมคะ พี่กำลังเดินเข้าไปหาอยู่แล้วเชียว” พิมพิกามองคนรักที่วิ่งมาหาเธออย่างสงสัย

“ไปเดินเล่นกันสองคนดีกว่าค่ะ ขืนพี่ไปนั่งกับเพื่อนๆของเดียร์ พี่พิมโดนลวนลามแน่ๆ ดูสายตาแต่ละคนสิคะ มันน่านัก” นรีกานต์ยืนกอดอกอย่างไม่สบอารมณ์ ยิ่งเห็นใบหน้าล้อเลียนจากเพื่อนๆยิ่งรู้สึกโมโห

“หึงเหรอคะ งั้นเราไปเดินรับลมยามเย็นกันดีกว่า” พิมพิกายกมือขึ้นโอบไหล่แฟนสาวแล้วพาเดินไปด้วยกัน ท้องฟ้ายามเย็นคงจะช่วยให้อารมณ์สาวน้อยเย็นลงได้

“อากาศเย็นสบายจังเลยนะคะ ตอนกลางคืนต้องหนาวมากแน่ๆ” นรีกานต์มองที่ท้องฟ้าสีส้ม พระอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าของวันนี้แล้ว

“หน้าหนาวนี่คะ กลัวทำไมล่ะ ถ้าหนาวก็เข้ามากอดพี่พิมสิจะได้อุ่นๆ” พิมพิกาหรี่ตามองใบหน้าคมที่กำลังยิ้มเขินมาให้เธออย่างเอ็นดู

“บ้า คนตั้งเยอะตั้งแยะใครจะกล้า” นรีกานต์เขินหน้าแดงบิดตัวไปมา พิมพิกาอมยิ้มที่แกล้งพูดให้ร่างบางเขินอายได้สำเร็จ

“ไม่เห็นต้องอายเลย ผู้หญิงเหมือนกันไม่มีใครคิดอะไรมากหรอก”

“นั่นสิ งั้นคืนนี้เราก็นอนกอดกันได้สิคะ” ร่างบางยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ พิมพิกาอมยิ้มแล้วฉกหอมแก้มนรีกานต์อย่างรวดเร็ว

“ไม่ค่อยเลยนะที่รัก ทำหน้าหื่นเป็นด้วยเหรอ” พิมพิกาหยิกแก้มคนรักเบาๆ ในใจนึกไปว่าเธอกำลังชี้โพรงให้กระรอกหรือเปล่านะ

“พูดน่าเกลียด หื่นที่ไหนกัน เค้าเรียกแสดงความรักต่างหาก” นรีกานต์ทำหน้ามุ่ยและทำปากยื่นเล็กน้อยอย่างแสนงอน

“อ๋อเหรอ เราไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินกันดีกว่านะ” พิมพิกาจับมือร่างบางให้เดินตามกันไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก ทั้งสองส่งยิ้มให้กันและพากันนั่งลงที่พื้นหญ้าสีเขียวแสนนุ่ม

ทั้งสองสาวนั่งกอดกันกลมอยู่บนพื้นหญ้าเขียวขจีใต้ต้นไม้ใหญ่แสงที่สาดส่องมาทั้งวันเริ่มจางหายท่ามกลางขุนเขาที่โอบล้อม  อากาศเย็นสบายไม่ร้อนเหมือนอยู่เมืองหลวง นรีกานต์ซบหน้าลงที่ไหล่ของพิมพิกา  ตากลมโตมองพระอาทิตย์ดวงใหญ่กำลังจะลาลับภูเขาเบื้องหน้า ริมฝีปากได้รูปอมยิ้มน้อยๆอย่างสุขใจ

“เดียร์รักพี่พิมนะคะ” นรีกานต์เอ่ยบอกรักเสียงหวานจับใจ  

“อารมณ์ไหนเนี่ย หึหึ พี่ก็รักเดียร์ค่ะ รักมาก”  พิมพิกากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นกว่าเดิม เธออยากถ่ายทอดให้คนรักรู้ว่าความรักที่เธอมีให้นั้นมากมายแค่ไหน

“มีความสุขจังเลยค่ะ เราจะรักกันตลอดไปใช่มั้ยคะ”  นรีกานต์เงยหน้ามองคนรักที่หันมาสบตากันอย่างหวานซึ้ง

“ค่ะ เราจะรักกันจนลมหายใจสุดท้ายเลยค่ะ”  พิมพิกาจูบหน้าผากมนเบาๆอย่างแสนรัก ทำไมถึงได้รักมากอย่างนี้นะ ฉันจะรักเธอไปจนวันตายเลยนรีกานต์

นรีกานต์หลับตาพริ้มรับสัมผัสอ่อนโยนจากพิมพิกาอย่างอบอุ่นหัวใจ ทั้งสองสาวนั่งมองพระอาทิตย์ด้วยกันต่อจนมันลาลับขอบฟ้าและพากันเข้าไปในบ้านพัก

 

นริสรากลับมาถึงที่บ้านเธอครุ่นคิดเรื่องของนรีกานต์กับพิมพิกา มีอยู่หลายครั้งที่เธอเห็นแววตาของน้องสาวคนเล็กยามมองบอดี้การ์ดส่วนตัวมันช่างมีความหมายและลึกซึ้งมากกว่าคนรู้จักกันธรรมดา สาวหน้าหวานรีบกดโทรออกหาฝาแฝดผู้พี่ทันที

“ฮัลโหล มีอะไรเหรอดรีม”

“ดิวว่างอยู่มั้ย ดรีมมีเรื่องอยากปรึกษาหน่อย” นริสราพูดด้วยเสียงร้อนรน นรากรจึงถามกลับไปอย่างตื่นเต้นเช่นกัน  เพราะเธอไม่ค่อยได้ยินน้ำเสียงแบบนี้จากแฝดน้อง สงสัยคงจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ

“ว่างๆ มีอะไรเหรอดรีม เสียงเครียดเชียว”

“เอ่อ... ดรีมคิดว่าน้องเดียร์กับคุณพิมท่าทางดูแปลกๆยังไงไม่รู้อ่ะดิว”

“แปลกยังไงอ่ะ ช่วยอธิบายให้เข้าใจหน่อยสิ ไม่ขยายความเลยจะรู้เรื่องมั้ยล่ะ”

“ก็สองคนนั้นเวลาเผลอๆชอบมองตากันหวานซึ้งเลยนะดิว”

“ไม่เห็นแปลกตรงไหน ธรรมดาก็ตาหวานกันทั้งคู่อยู่แล้วนี่”

“ไม่ใช่หรอก เมื่อเช้าดรีมเห็นน้องเดียร์ออกมาจากห้องของคุณพิม ธรรมดามั้ย“”

“ห๊ะ! เรื่องนี้มันไม่ธรรมดาแล้วนะเนี่ย โอ๊ยๆแล้วนี่ไปเข้าค่ายอาสาด้วยกันใช่มั้ย” นรากรโวยวายอย่างหัวเสียจนคนที่นั่งข้างๆตกใจ

“ดิวเป็นอะไรไปคะ ส่งเสียงดังจนฝนตกใจหมดเลยเนี่ย” ภาวิณีจับแขนคนรักและลูบหลังให้ใจเย็นลง

“ขอโทษจ้ะ เออ...ดรีม ขอที่อยู่ที่น้องเดียร์ไปหน่อยสิ พรุ่งนี้ดิวกับฝนจะไปหาน้อง ดิวอยากรู้ความจริงให้เร็วที่สุด”

“ได้...เดี๋ยวดรีมส่งให้นะ แค่นี้ก่อนนะดิว ดรีมมีงานค้างเยอะเลยว่าจะทำต่อน่ะ”

“โอเค อย่าหักโหมมากนักนะดิวเป็นห่วง ส่วนเรื่องเดียร์เดี๋ยวดิวจะจัดการเองดรีม ไม่ต้องห่วงหรอก ดิวอยากเห็นกับตาก่อนว่าทั้งสองคนคบกันจริงหรือเปล่า”

“จ้ะ ฝากด้วยนะดิว”

“อื้อ...ไม่ต้องห่วง ฝันดีนะ” นรากรวางสายแล้วแต่สีหน้ายังเครียดเหมือนเดิม เธอกำลังสงสัยว่าน้องสาวเป็นแบบเธออย่างนั้นเหรอ มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อน้องสาวคนเล็กไม่เคยสนใจใครเลย หรือว่าน้องสาวเธอกำลังสับสนอยู่ ไม่ได้การละ เธอต้องรีบเดินทางไปหานรีกานต์ให้เร็วที่สุด

“เป็นอะไรคะ เกิดอะไรขึ้นกับน้องเดียร์เหรอดิว” ภาวิณีถามด้วยความเป็นห่วงนรีกานต์  นรากรมองหน้าคนรักและโอบกอดเอาไว้หลวมๆอย่างหาที่ยึดเหนี่ยวหัวใจที่มันกำลังสับสนวุ่นวายจนไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี

“ดรีมบอกว่าน้องเดียร์กับคุณพิมอาจกำลังคบหากัน  พรุ่งนี้ไปเขาใหญ่กันนะที่รัก ดิวจะไปดูให้เห็นกับตาว่าเรื่องทั้งหมดมันจริงหรือเปล่า เดียร์เด็กเกินไปที่จะมีแฟนแถมยังเรียนไม่จบ น้องยังไม่สมควรมีแฟนตอนนี้”

“คิดมากไปหรือเปล่าคะ น้องเดียร์โตแล้วนะ ถ้าหากเขาสองคนรักกันจริงและการเรียนของน้องเดียร์ไม่เสียก็ปล่อยๆเขาคบกันเถอะ หวงน้องสาวมากก็ไม่ดีนะ เดี๋ยวน้องเดียร์ขึ้นคานหรอก”  ภาวิณีพูดให้เหตุผลกับคนรัก เธอเห็นว่านรีกานต์ก็มีความคิดเป็นผู้ใหญ่อยู่ไม่น้อย ยิ่งช่วงหลังๆยิ่งมีเหตุผลมากขึ้นอีกด้วย

“แต่ดิวยังไม่แน่ใจในตัวคุณพิมนี่นา ว่ารักน้องสาวดิวจริงๆหรือเปล่า  ดิวแค่อยากพิสูจน์แค่นั้นเอง” นรากรทำหน้าเศร้าเพราะทั้งห่วงทั้งหวงน้องสาว ภาวิณีเลยยกมือขึ้นประคองใบหน้าอันหล่อเหลาให้เงยมาสบตากัน

“ความรักน่ะ หากมันจะมาเราบังคับหัวใจเราไม่ให้รักไม่ได้หรอกนะคะ ดูอย่างฝนสิคะ ฝนรักดิวมากแค่ไหน  เราสองคนต้องฟันฝ่าด่านคุณแม่ของฝนมานานแค่ไหนแล้ว เราสองคนยังต้องพิสูจน์ความรักของเราให้คุณแม่เห็นต่อไป สักวันท่านต้องยอมรับเราค่ะ แล้วดิวล่ะคะ อยากให้ความรักของเดียร์เป็นเหมือนเราเหรอ มันเจ็บปวดทรมานนะคะที่รัก”  ภาวิณีพูดหว่านล้อมและเตือนสติคนรักที่นิ่งฟังอย่างตั้งใจ  พวกเธอผ่านจุดๆนั้นมาได้ก็เจ็บปวดใจไม่น้อย การได้รักคนที่หัวใจต้องการมันวิเศษที่สุดแล้ว

“นั่นสินะ แต่ดิวควรพิสูจน์ความรักของคุณพิมบ้าง  อย่างน้อยจะได้วางใจว่าคนที่ มาดูแลน้องสาวของดิว เค้ารักน้องดิวจริงๆ” นรากรมองหน้าคนรักอย่างจริงจังเธอต้องไปหานรีกานต์ให้ได้และต้องเห็นกับตาตัวเองก่อนถึงจะตัดสินใจได้

“ได้ค่ะ พรุ่งนี้เราไปเขาใหญ่กันนะคะแต่ตอนนี้นอนก่อนดีกว่ามั้ยที่รัก”

“มันยังหัวค่ำอยู่เลยนะ ขอทำอย่างอื่นแทนก่อนแล้วกัน”  นรากรโผกอดภาวิณีจนล้มลงบนเตียงนอนและไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆ

“ว้าย!

 นรากรพรมจูบไปตามใบหน้าของคนรักและวกกลับมาชิมริมฝีปากที่ชุ่มฉ่ำลิ้นอุ่นตวัดหาความหวานในโพรงปากของกันและกัน ภาวิณีที่หลับตาพริ้มรับความหวานเริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ของคนด้านบนอย่างเร่งรีบ อุณหภูมิในกายปะทุขึ้นมือบางลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนนุ่มที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อนอนตัวโคร่ง พอร่างสูงรับรู้ว่ากำลังถูกรุกรานมือเรียวจึงรีบรวบแขนของภาวิณีขึ้นไปอยู่เหนือศีรษะและก้มลงดูดดุนยอดปทุมถันอันเย้ายวนชวนให้ลิ้มลอง ภาวิณีร้องครวญครางเสียงกระเส่าอย่างพอใจ นรากรระรัวลิ้นและตวัดเร็วๆจนหน้าอกอิ่มชุ่มไปทั่วบริเวณ

“อื้อ อือ อ๊ะ” ภาวิณีแอ่นอกรับอย่างเสียวซ่าน ขาเรียวสวยเริ่มอ้าออกกว้างเพื่อให้หน้าท้องแข็งแกร่งของคนรักเสียดสีบดเบียดลงมาสร้างความเสียวซ่านในบทรัก

นรากรเห็นภาวิณีเริ่มทรมานจึงลากนิ้วไปหยุดอยู่ที่กลีบกุหลาบงาม  เมื่อรู้สึกว่ามีน้ำหวานไหลรินไม่ขาดสายก็กระตุกยิ้มพอใจแล้วค่อยๆพาตัวเองลงไปด้านล่าง ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ ปลายลิ้นร้อนสัมผัสกลีบกุหลาบที่ตอดรัดเบาๆและเริ่มตวัดระรัว

“อ๊า... ดิวขา อย่าแกล้งฝนสิคะ”

“ไม่ได้แกล้งนี่คะที่รัก ดิวชอบตรงนี้ของฝนจัง ขอดิวสัมผัสอีกหน่อยนะที่รัก”  นรากรอมยิ้มและสร้างความทรมานให้คนรักอีกครั้ง ด้วยการกดลิ้นลงไปแล้วตวัดแรงๆ

“อ๊ะ อ๊า ไม่ไหวจริงๆค่ะที่รัก ได้โปรด” ภาวิณีดิ้นพล่านไปมาเมื่อนรากรสร้างความทรมานให้เธอจนน้ำตาเล็ด

นรากรขึ้นไปทาบทับกลีบกุหลาบ แรงบดเบียดทำให้ภาวิณีร้องครางเสียงกระเส่า ร่างสูงจึงขยับสะโพกนวดคลึงไปเรื่อยๆเพื่อกระตุ้นจุดเสียวให้อีกคน  เธอพอใจที่ได้เห็นใบหน้าแดงก่ำเคลิบเคลิ้มของคนรัก นรากรเริ่มขยับสะโพกให้เร็วมากยิ่งขึ้น ไม่ผ่อนแรงเลยสักนิด ภาวิณีชันตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อรับแรงกระแทกกระทันของอีกคน

“ดิวขา แรงอีกนิดก็ได้นะ ฝนจะ อ๊า... จะถึงแล้ว”

“อือ... ที่รักของดิวช่างร้อนแรงเหลือเกิน อ๊า...”

นรากรเร่งจังหวะเพื่อให้ไปถึงจุดหมายพร้อมกับคนรัก ร่างกายที่เริ่มเกร็งตัวค่อยๆผ่อนคลายเมื่อแรงกระตุกตอดรัดช่องทางรักผ่านพ้นไป  ทั้งสองสาวกอดกันนิ่งอยู่อย่างเดิม นรากรรอให้คนรักหายจากอาการเสียวซ่านก่อนเธอค่อยๆขยับลงมานอนข้างๆกันแล้วพากันหลับใหลในเวลาต่อมาอย่างอ่อนแรง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น