เจ้าสาวไร้อันดับ

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 2. 50%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 887
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    3 พ.ค. 61

าสุมินทร์มองบิลค่าน้ำค่าไฟที่ยังไม่ได้ไปจ่ายของเดือนนี้ด้วยสีหน้าอมทุกข์ ทั้งที่เหลือเวลาอีกแค่สองวันเท่านั้น แต่เธอก็ยังหาเงินมาได้ไม่พอ เงินที่มีอยู่เพียงน้อยนิดหากเธอเอาไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ แน่นอนว่าน้องชายกับยายรวมทั้งตัวเธอคงได้กินข้าวเปล่าแน่ๆ

เสียงไอถี่ๆ ดังขึ้นทำให้หญิงสาวต้องยัดใบแจ้งหนี้ลงใต้หมอนแล้วรีบเข้าไปดูยายในมุ้งเก่าๆ ร่างเหี่ยวย่นของหญิงชรานอนทอดกายเหยียดยาวอยู่บนเสื่อสีซีดลายดอกบัว มีร่องรอยปะชุนหลายแห่งจนดูเป็นดอกบัวที่กลีบเว้าแหว่ง ร่างที่โน้มตัวลุกขึ้นมาไอจนหน้าดำหน้าแดงปลุกให้เด็กชายวัยสิบสองปีที่นอนอยู่นอกมุ้งลุกขึ้นมาดูก่อนมองสบตากับพี่สาวอย่างหนักใจ

“เราคงต้องพายายไปหาหมอแล้วนะพี่ยาหยี”

“คงต้องอย่างนั้น ยายไหวไหมจ๊ะ” หญิงสาวประคองยายให้ลุกขึ้น เด็กชายญันตรี เด็กชายร่างเล็กวัยสิบสองปีผู้มีใบหน้าคมคายเหมือนพี่สาวรีบไปหยิบขวดแก้วสีชารินน้ำยาแก้ไอใส่ในช้อนให้จิบแต่ผู้เป็นยายส่ายหน้า

“อย่าเลยลูก เก็บเงินเอาไว้เถอะ ยายอายุปูนนี้แล้ว ไม้ใกล้ฝั่งยื้อเอาไว้ก็เท่านั้น” ยายปทุมถอนหายใจ มือเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบศีรษะหลานชายเบาๆ แล้วมองจับมาหาญาสุมินทร์ หญิงสาวส่ายหน้าจนผมกระจาย

“ไม่นะคะยาย อย่าพูดอย่างนั้นสิ ไม้ใกล้ฝั่งอะไรกัน ยายยังต้องอยู่กับพวกเราอีกนาน อยู่จนญัณตรีโตเป็นหนุ่ม ยายสัญญาแล้วไม่ใช่หรือ” หยาดน้ำตาบนใบหน้ารูปไข่กลิ้งเกลือกมาบนสองข้างแก้มแล้วซบใบหน้าลงกับตักภายใต้ผ้าถุงเก่าๆ

“ยายไม่ยอมตายก็เพราะเป็นห่วงแกสองคนนี่ล่ะ” ยายปทุมหัวเราะขึ้นทั้งน้ำตา จากนั้นจึงเปลี่ยนมาไอหนักๆ ไปหลายที

“อย่างนั้นยายต้องไปหาหมอนะ” หญิงสาวคาดคั้นเอาคำตอบ เด็กชายญัณตรีเองก็คะยั้นคะยอเข้าด้วยอีกคน ผู้เป็นยายจึงยอมพยักหน้า แต่ยังห่วงเรื่องเงิน

“แกมีเงินกันหรือ”

“มีสิจ๊ะยาย หยีได้งานทำแล้วนะ ขอเบิกเงินล่วงหน้าก็ได้” เธอโกหกเพราะอยากให้ยายสบายใจ แต่ความเป็นจริงแล้วเธอยังเป็นบัณฑิตตกงาน เรียนจบคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษมาก็นานแล้ว  แต่ก็ยังหางานทำเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้สักที หลังยายล้มป่วยก็ไม่ได้ทำขนมขายเข้าอีก ทำให้รายได้ของครอบครัวร่อยหรอไป ยังดีที่เธอเรียนจบมาได้ด้วยเงินทุนกู้ยืมเรียน เธอกับน้องชายช่วยกันทำงานหลังเลิกเรียนและวันหยุด แต่ละนาทีผ่านไปอย่างมีค่าแต่ถึงกระนั้นก็กระเยียดกระเสียรเต็มทน

ตอนนี้แม้แต่ค่าน้ำค่าไฟ เธอยังไม่มีปัญญา แล้วเธอจะเอาเงินจากที่ไหนพายายไปหาหมอ นอกจากการหยิบยืม แต่สมัยนี้หนี้นอกระบบดอกเบี้ยแพงแบบขูดเลือดขูดเนื้อ แล้วเธอจะกล้าไปหยิบยืมใคร

นอกจากบาหลี

บาหลีเป็นเพื่อนสนิทเธอ เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย ครอบครัวก็มีฐานะใกล้เคียง แต่ปีกว่าๆ ที่ผ่านมารู้สึกว่าเพื่อนเธอจะยกระดับฐานะทางบ้านได้ดีขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนี้บาหลีสร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อกับแม่ ถึงจะไม่ใหญ่โตมากมาย แต่ก็คงหมดเงินไปหลายแสน ทั้งที่บาหลีเองก็ยังหางานทำได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

บางทีบาหลีอาจจะพอมีเงินเหลือให้เธอได้หยิบยืม

หญิงสาวจัดการให้ยายได้กินยาและนอนพัก ห่มผ้าคลุมให้จนถึงอก จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนข้างๆ มือเรียวยกขึ้นมาก่ายหน้าผาก ความคิดวนเวียนซ้ำซากอยู่กับการหาเงินทำให้เธอนอนไม่หลับเลยทั้งคืน จึงลุกไปอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้ามืด ทำอาหารง่ายๆ ให้ยายกับน้องชายแล้วจึงออกจากบ้านไป

ญาสุมินทร์มาจนถึงหน้าบ้านของเพื่อนสนิท แต่ทว่าเอาเข้าจริงกลับลังเล ไม่อยากรบกวน คิดได้อย่างนั้นหญิงสาวจึงหมุนตัวกลับ แต่บาหลีกำลังจะออกไปนอกบ้านพอดีจึงมองลอดรั้วไม้ระแนงทาสีใหม่เอี่ยมมาเห็น ฝ่ายนั้นจึงสาวเท้ามาหา กลัวไม่ทันจึงส่งเสียงเรียก

“ยาหยี”

ญาสุมินทร์ชะงักเท้า หัวใจเต้นโครมครามเมื่อประตูไม้ระแนงเปิดออกพร้อมกับคำถามแสดงความแปลกใจของเจ้าของบ้าน

“ยาหยี เธอมาหาฉันหรือ ตั้งใจหรือบังเอิญผ่านมา?”

“เอ่อ

“เข้าบ้านก่อน” บาหลีจูงมือเธอให้เข้าไปในบ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่กี่วัน แต่บ้านทั้งหลังเงียบกริบจนเธออดถามไม่ได้

“พ่อกับแม่เธอไปไหนหรือ”

“ไปเที่ยวชะอำ” บาหลีบอก ตอนนี้ทั้งมือทั้งคอมีทองคำเส้นใหญ่สะดุดตา ชีวิตความเป็นอยู่ก็ผิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เธอก็ไม่กล้าซักถาม แม้มีคำถามมากมายอยู่ในใจก็ตาม “เธอยังไม่ตอบฉันเลยว่า ตั้งใจมาหาหรือว่าบังเอิญผ่านมา”

“ตั้งใจ” ญาสุมิมินทร์เสียงอ่อย มือไม้พันกันไปหมด เมื่อเจ้าของบ้านวางน้ำส้มเย็นๆ ไว้ตรงหน้าจึงยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด

บาหลีอมยิ้ม ยังไม่ทันอ้าปากเธอก็คาดเดาได้ว่าแม่เพื่อนรักมาหาด้วยเรื่องอะไร เพียงแต่เลือกที่จะเงียบ รอให้เพื่อนเป็นคนเปิดปาก ตอนนี้สถานะทางบ้านของญาสุมินทร์ย่ำแย่แค่ไหน คนในละแวกนี้ก็รู้กันทั้งนั้น

“ว่าไงล่ะ ฉันต้องออกไปข้างนอกนะ” บาหลีเร่งเร้า ญาสุมินทร์จึงจำเป็นต้องเอ่ยปาก

“ฉันอยากจะขอยืมเงินเธอ” ญาสุมินทร์บอกขึ้นอย่างอึดอัดใจ ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะดังขึ้นจากบาหลี แต่มันเป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ แต่ก็เลือกที่จะปัดมันทิ้งไป

“ไม่เห็นต้องทำหน้าลำบากใจอย่างนั้นเลย ก็แค่ยืมเงินเพื่อน ว่าแต่เธอจะเอาเท่าไร” บาหลีเห็นเป็นเรื่องง่ายพลางเปิดกระเป๋าสตางค์

“ห้าพัน แต่ถ้าเธอไม่มี

“พอหรือเปล่า จะเอาอีกก็ได้นะ มีเมื่อไรค่อยเอามาคืนก็ได้” บาหลียื่นเงินให้อย่างง่ายดาย ราวกับว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินเล็กน้อย ทั้งที่เมื่อก่อนเธอกับบาหลียังเดินเตะฝุ่นหางานด้วยกันอยู่เลย

หญิงสาวรับเงินมากำไว้แน่นแล้วมองเพื่อนอย่างซาบซึ้ง แต่ก็อดถามไม่ได้ แม้ว่าจะพยายามห้ามปากตัวเองเอาไว้แล้วก็ตาม

“ดูเธอมีเงินเยอะขึ้นนะ”

“นิดหน่อย” บาหลียักไหล่ “ฉันไปเป็นพริตตี้ รายได้ก็ดีนะ สวยๆ อย่างเธอสนใจไหมล่ะ” เอ่ยชวนทั้งที่บาหลีรู้ดีว่าคนอย่างญาสินทร์ไม่มีทางยอม

บางครั้งบางคราวเธอก็อดหมั่นไส้แม่เพื่อนคนนี้ขึ้นมาไม่ได้ จนแล้วยังจะเย่อหยิ่ง แต่ไหนแต่ไรมาญาสุมินทร์มักจะบอกกับเธอเสมอว่าต่อให้อดตายก็ไม่มีทางขายตัวหรือคิดใช้ความงามในการหาเงิน เธอเองก็อยากจะรู้ว่าจะไปได้ซักกี่น้ำ

อย่างน้อยเงินที่ญาสุมินทร์กำลังกำแน่นอยู่ในมือก็เป็นเงินจากการใช้ความสวยงามและเรือนร่างของเธอ อีกหน่อยก็คงคิดอยากหาเงินด้วยวิธีนี้บ้าง

“ไม่ล่ะ ฉันไม่ถนัด เธอทำงานพริตตี้อย่างเดียวใช่ไหม หวังว่าคงไม่” ญาสุมินทร์มองเพื่อนสนิทด้วยความเป็นห่วง ไม่อยากให้เพื่อนทำงานขายหน้าตาแบบนี้ เพราะมันมีสิ่งล่อตาล่อใจ กลัวว่าบาหลีจะเผลอตัวเผลอใจทำงานอย่างอื่นเข้า

“ไม่อะไร พูดให้ดีนะยาหยี” บาหลีเสียงแข็ง กี่ครั้งกันแล้วล่ะที่แม่เพื่อนของเธอทำตัวเป็นผู้หญิงแสนดี อ่อนหวาน รักศักดิ์ศรี ทั้งที่ไม่มีจะกินอยู่แล้ว อยากจะพูดเหลือเกินว่าถ้าแน่จริงก็เอาเงินจากการขายความสวยของเธอคืนมา แต่เพราะคำว่าเพื่อนยังคงมีอยู่ทำให้เธอยั้งปากเอาไว้

“หลี ฉันแค่เป็นห่วงเธอ” หญิงสาวขยับลุกขึ้นจากเก้าอี้ ฉุดข้อมือบาหลีแล้วเขย่า กลัวเพื่อนจะเข้าใจผิด เธอเองก็ไม่ได้ดูถูกงานที่เพื่อนทำ เพียงแต่เธอเป็นห่วงเท่านั้นเอง ที่เธอพยายามเตือนก็เพราะรัก ตั้งแต่เด็กจนโตป่านนี้นอกจากยายกับญัณตรี เธอก็มีบาหลีเท่านั้นที่ถือเป็นคนในครอบครัว

“ได้เงินแล้วก็ไปเถอะ ฉันมีธุระ” บาหลีโบกมือไล่ก่อนที่อารมณ์เธอจะคุกรุ่นมากไปกว่านี้ ญาสุมินทร์เห็นสีหน้าไม่ดีของเพื่อนก็พยักหน้าอ่อยๆ

“จ้ะ ขอบใจมากนะ แล้วฉันจะรีบหามาคืน”

“ถ้าหามาไม่ได้ จะใช้ความสวยเธอให้เป็นประโยชน์ก็บอกฉันนะ” บาหลีประชดขึ้น สะใจเล็กน้อยที่เห็นใบหน้าสวยหวานของญาสุมินทร์เปลี่ยนสี

“จ้ะ” ญาสุมินทร์ยิ้มจืดเจื่อนก่อนเดินตัวลีบออกไป บาหลีหยักรอยยิ้มขึ้นสูงแล้วเบ้ปาก

“ฉันจะคอยดูนะยาหยีว่าเธอจะหยิ่งไปได้อีกถึงเมื่อไร ยายเธอนอนแบ็บจะตายวันตายพรุ่ง ข้าวสารยังแทบไม่มีจะกรอกหม้อ”

สายตาที่บาหลีทอดมองตามหลังเพื่อนรัก บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่

หญิงสาวรอให้ญาสุมินทร์ออกไปราวๆ สิบนาทีจึงได้ออกไปบ้าง รถมือสองสภาพดีที่เธอเพิ่งซื้อหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงเคลื่อนออกไปหลังปิดล็อกประตูรั้วระแนง ขับมาไม่เท่าไรก็มองเห็นแผ่นหลังของเพื่อนสนิทอยู่ไกลๆ ข้างทางเจิ่งนองด้วยน้ำสกปรก เพราะฝนเพิ่งตกหนักมาไม่กี่วันและการระบายน้ำยังไม่ดีนัก แต่เธอจงใจขับให้น้ำกระเซ็นโดนตัวญาสุมินทร์

ว้าย

คนถูกน้ำกระเซ็นเปื้อนชุดกระโปรงร้องอุทานขึ้น เบือนหน้ามามองจึงได้เห็นว่ากระจกรถสีขาวคันนั้นเคลื่อนลงพร้อมใบหน้าคนขับ

“ขอโทษทีนะจ๊ะยาหยี ฉันเพิ่งหัดขับรถ”

“ไม่เป็นไรจ้ะ” ญาสุมินทร์ส่ายหน้า ปลายผมมีรอยน้ำสีน้ำตาลเกาะอยู่หลายหยด คิ้วสีดำเลิกขึ้นสูง เพราะไม่คาดคิดว่าจะเป็นรถของบาหลีเลยจริงๆ

“ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปส่ง ฉันรีบ” บาหลีโบกมือแล้วปิดกระจก รถเคลื่อนตัวออกไปพร้อมเสียงหัวเราะของบาหลี จนแล้วจนรอดเธอก็ยังไม่รู้ว่า เธอทนคบกับญาสุมินทร์มาได้อย่างไรถึงป่านนี้ เพราะเธอกับเพื่อนสนิทคนนี้ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยๆจน

สมัยเรียนญาสุมินทร์เรียนเก่ง ขยัน ในขณะที่เธอเรียนพอถูไถให้จบ ญาสุมินทร์สอบได้ที่หนึ่ง ในขณะที่เธอรั้งท้าย พอโตขึ้นมาหน่อย เริ่มมีความรัก ผู้ชายที่เธอชอบก็เปลี่ยนใจไปชอบเพื่อนเธอกันหมด เพราะญาสุมินทร์สวย อ่อนหวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว

แต่เธอก็ยังคบหากับญาสุมินทร์เรื่อยมา จนเดี๋ยวนี้สิบกว่าปีแล้ว เป็นสัมพันธภาพที่ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ทั้งที่เธอเบื่อหน่ายแม่เพื่อนรักที่ชอบสั่งสอนเธอ เหมือนตัวเธอไม่เคยรู้อะไรเลยมาตลอด แต่ตัวเองกลับเอาตัวไม่รอด ต้องมาคอยแบมือขอหยิบยืมเธอ

เพราะมัวแต่ความคิดล่องลอยทำให้บาหลีเกือบขับรถเลยจุดนัดพบกับชนะชัย ชายคนรักที่คบหามาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง เมื่อนึกได้หญิงสาวจึงเลี้ยวเข้าร้านอาหารเล็กๆ บรรยากาศสงบแถวชานเมือง เธอไม่อยากขับรถมาไกลถึงขนาดนี้ แต่ชนะชัยก็มักจะชวนเธอมาที่นี่เสมอ

นี่ก็อีกคน เธอกับเขาต่างกันมาก ชอบอะไรไม่เหมือนกันซักอย่าง เธอชอบเที่ยวชอบดื่ม แต่เขาชอบเข้าวัดฟังธรรม เธอเห็นว่าการเป็นพริตตี้ไม่เสียหายอะไร แต่เขากลับคอยห้ามเหมือนญาสุมินทร์ไม่มีผิด แต่ก็นั่นแหละ จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเธอรักเขาหมดหัวใจเข้าแล้ว

เขาเป็นรุ่นพี่เธอสองปี เธอก็เหมือนเด็กปีหนึ่งทั่วไปที่คอยแอบปลื้มรุ่นพี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนออกค่าย เธอพลาดพลั้งจมน้ำ แต่เขาเป็นคนช่วยชีวิตเธอไว้ นับแต่นั้นเธอก็เป็นฝ่ายตามจีบเขามาตลอด ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล จนเขายอมคบกับเธอเป็นแฟนในที่สุด

ชนะชัยเป็นคนอัธยาศัยดี เข้ากับคนง่าย ไม่นานก็กลายเป็นเพื่อนสนิทอีกคนของญาสุมินทร์ จึงไม่แปลกที่ใครๆ จะเห็นเธอกับคนรักไปไหนต่อไหนด้วยกัน แต่พ่วงญาสุมินทร์เป็นเงาตามตัว เพราะแม่เพื่อนเธอไม่ยอมมีแฟนกับเขาสักที ทั้งที่มีหนุ่มๆ มาจีบหลายคน คนที่หล่อ รวยก็ไม่ใช่น้อย

ก็เพราะอย่างนี้เธอถึงได้หมั่นไส้แม่เพื่อนสนิทคนนี้ แต่ก็ช่างเถอะ ต่อให้หมั่นไส้อย่างไรเพื่อนก็คือเพื่อน เธอเองก็อดใจอ่อนให้ความช่วยเหลือไม่ได้อยู่ดี

หญิงสาวจอดรถหน้าร้านอาหาร เป็นร้านบรรยากาศสบาย ไม่มีพัดลม เพราะอาศัยลมจากธรรมชาติ เก้าอี้ทำจากต้นมะพร้าวตัดให้สูงแค่เข่าในแต่ละท่อน ขัดมันอย่างดีและทาสีดำสนิทเคลือบเอาไว้ เหนือโต๊ะอาหารขึ้นไปเป็นหลังคามุงจากห้อยโคมไฟสีสด ด้านข้างมีกะลามะพร้าวบรรจุดอกกล้วยไม้หลากสี

คนรักเธอมานั่งรออยู่แล้วบนโต๊ะมุมสุด เธอมองเห็นเขาแล้วจึงรีบสาวเท้าเข้ามาหาแล้วสวมกอดแน่นๆ ด้วยความคิดถึง เกือบเดือนแล้วที่เขากับเธอไม่ได้พบกัน

“อย่า หลี เดี๋ยวคนเห็นเข้า”

“เห็นก็ช่างเขาสิคะ ก็หลีคิดถึงพี่ คนรักกันกอดกันแค่นี้ไม่เห็นแปลก” หญิงสาวตวัดสายตามองชายคนรักอย่างขัดใจ เธอคิดถึงเขาแทบตาย แต่เขากลับไม่แสดงออกอะไรให้เธอใจชื้นเลยซักนิดว่า ระหว่างเธอกับเขาทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ชนะชัยได้รับการบรรจุเป็นนายอำเภอที่จังหวัดลพบุรี นานๆ ครั้งถึงจะขึ้นกรุงเทพฯ สักครั้งหนึ่ง แต่ดูเถอะ เขาช่างเย็นชากับเธอจริงๆ

เขารักเธอหรือเปล่า

คำถามนี้เธอเฝ้าถามกับตัวเองมาหลายปี นับตั้งแต่เริ่มต้นจีบเขาเลยก็ว่าได้ เพราะเขาไม่เคยแสดงออกอะไรให้เธอเห็นเลย นอกจากยอมรับเธอเป็นแฟนเท่านั้น

“ปล่อยก่อนหลี มันไม่เหมาะ ที่นี่ร้านอาหารนะ” ชายหนุ่มปลดแขนที่ยุ่มย่ามมาบนตัวเขาออกไปพลางทำเสียงดุเข้าใส่ เล่นเอาสาวเจ้าหน้างอง้ำ

“หัวโบราณ”

“หลี พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำแบบนี้” คราวนี้ชนะชัยส่งสายตาปรามมาด้วย บาหลีจึงสะบัดหน้ามานั่งตรงข้าม สีหน้าบูดบึ้ง ไม่มีอารมณ์สั่งอาหาร เขาจึงจัดการแทนให้ อาหารยังไม่ทันมา เขาก็ถามถึงแม่เพื่อนรัก ทั้งที่เธอเป็นแฟนเขาแท้ๆ “ยาหยีสบายดีไหม”

“สบายดี ห่วงเขาหรือ” เจ้าของคำตอบเสียงห้วน อารมณ์คุกรุ่น

“ก็เขาเป็นเพื่อนหลีไม่ใช่หรือ” เขาเห็นบาหลีหน้าเปลี่ยนสีจึงตอบเอาใจ

ตอนแรกที่เขาไปประจำที่ลพบุรี พยายามโทรหาญาสุมินทร์หลายครั้ง แต่พอรู้ว่าเป็นเขา เธอกลับไม่ยอมรับสายเอาเสียดื้อๆ เธอคงไม่รู้หรอกว่าเขาทรมานแค่ไหนกับการแอบชอบ แต่เธอไม่เคยสนใจ เขาถึงต้องเข้าทางบาหลี ฝืนใจคบกันเรื่อยมา เพื่อหวังว่าซักวันจะมีโอกาสสารภาพรัก แต่พอรู้แกว ญาสุมินทร์ก็พยายามห่าง

“แล้วไป อย่าให้รู้นะว่าแอบตีท้ายครัวหลี” หญิงสาวดักคอ แต่ไม่เคยระแวงว่าเขากับเพื่อนรักจะคิดอะไรเกินเลยต่อกัน เธอเบี่ยงตัวออกเล็กน้อยเมื่อพนักงานเอาอาหารเข้ามาเสิร์ฟ

“พูดอะไรอย่างนั้นเล่า”

“ล้อเล่นน่า แค่นี้ทำไมต้องหน้าเสียด้วย มีพิรุธนะ” หญิงสาวหัวเราะขึ้น ลงมือกินอาหารที่อยู่ตรงหน้าก่อนเงยขึ้นมาบอก “เมื่อเช้าเขามาหาหลี”

“หืม?”

“มายืมเงิน ท่าทางเขาแย่มากเลย”บาหลียักไหล่ แต่ชนะชัยหน้าเปลี่ยนสี เธอลำบากขนาดนี้ แต่ทำไมถึงพยายามหลบหน้าเขา

“ทำไมไม่ชวนยาหยีมาด้วย”

“เอ๊ะนี่พี่เป็นแฟนหลีนะ ใจคอจะไม่ถามบ้างหรือไงว่า ฉันเป็นอย่างไร สบายดีไหม เอาแต่ถามหาคนอื่น” บาหลีทำหน้างอน ชนะชัยจึงรู้ตัว แต่เพราะกลัวจะเผลอปล่อยพิรุธออกมาทางสายตาจึงได้เอ่ยขึ้น

“เอ่อพี่ขอไปห้องน้ำก่อนนะ”

“กลับมาหวังว่าคงเลิกถามถึงยาหยีนะ”หญิงสาวดักคอ

ชนะชัยวางหน้าไม่ถูก เมื่อถูกจี้ใจดำ เขาจึงได้รีบลุกออกไปห้องน้ำ แต่อารามรีบร้อนทำให้กระเป๋าสตางค์ที่ใส่ไว้หมิ่นเหม่ในกระเป๋ากางเกงสแล็กด้านหลังหล่นลงมา

หญิงสาวขยับปากจะเรียก แต่ทว่าเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย เธอหยิบมันขึ้นมาแล้วถือวิสาสะเปิดออกดู แล้วดวงตาเขียนสีเข้มก็เบิกกว้าง มือบีบกระเป๋าหนังแท้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

ในกระเป๋าสตางค์ของชายที่ขึ้นชื่อว่าคนรักไม่มีรูปเธอ แต่กลับมีรูปถ่ายของญาสุมินทร์ และที่เจ็บใจมากไปกว่านั้น เพราะมันเป็นภาพถ่ายที่มีกันสามคนตอนไปเที่ยววัดพระแก้วด้วยกัน แต่เขาตัดรูปเธอออกเหลือเพียงรูปเขากับเพื่อนรักของเธอ

มันหมายความว่าอย่างไร?

ไอ้คนทรยศ! ไม่สิมันทั้งคู่ทรยศเธอ

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกจนสุด พยายามระงับอารมณ์ที่เดือดปุดๆ ด้วยองศาร้อนๆ ก่อนกลับไปนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม วางกระเป๋าสตางค์เอาไว้ตรงหน้าเขาแล้วนั่งรออย่างสงบ อดทนรอจนกระทั่งชนะชัยกลับมานั่งที่ตัวเอง ดูเหมือนเขาจะทำหน้าตกใจที่เห็นกระเป๋าสตางค์ตัวเองวางอยู่

“มันตกค่ะ หลีก็เลยเอามาวางไว้ให้”

“ขอบใจจ้ะ แล้วหลี เอ่อ” ชนะชัยสีหน้าไม่ดี รีบคว้ากระเป๋ามาใส่ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม ลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่เห็นหญิงสาวยังคงเฉยอยู่ ตามนิสัยของบาหลีแล้ว หากเธอเปิดกระเป๋าเขาแล้วเจอรูปญาสุมินทร์ คงไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยแบบนี้

“หลีอิ่มแล้วค่ะ กลับกันดีกว่านะคะ” บาหลีฝืนตัวเองอย่างที่สุดที่จะไม่อาละวาดเอากับชายคนรัก ที่อีกไม่นานมันอาจจะกลายเป็นแค่อดีต คนอย่างเธอไม่ยอมรับของเหลือเดนจากญาสุมินทร์เป็นอันขาด

ในเมื่อแกกล้าทรยศฉัน แกก็ไม่ใช่เพื่อนฉันอีกต่อไป!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

3 ความคิดเห็น